ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 18 เมษายน 2557:: อ่านผญา 
แนวนามเชื้อปาปังทำง่าย บาปอยู่ใกล้บุญนั้นอยู่ไกล แปลว่า บาป ทำง่าย บาปอยู่ใกล้ แต่บุญอยู่ไกล หมายถึง บาป คนทั่วไปทำง่าย จึงมักให้ผลก่อน บุญ คนทั่วไปทำยาก ผลบุญจึงมาไม่ค่อยทันผลบาป

ผญา กาพย์ กลอนอีสาน  

ผญาอีสาน --- อีสานจุฬาฯ
แต่งกลอนผญา


  หน้าก่อน หน้าถัดไป
การลงเสียงเอก โท


ผญาที่ไพเราะ นอกจากมีก่ายนอก ก่ายใน แล้ว เสียงเอก โท ก็มีความสำคัญไม่น้อย แม้ว่าจะไม่มีข้อบังคับเชิงฉันทลักษณ์ แต่เมื่ออ่านหรือพูดเป็นกลอนผญาแล้ว ต้องสละสลวย ไหลลื่น ไม่ติดขัด จึงจะถือว่าเป็นคำผญาอีสานที่ไพเราะ

ลักษณะการลงเสียง เอก โท ของคำกลอนผญา

แผนผังผญาอีสาน

- คำสุดท้ายของยัติหน้า วรรคที่๑(คำ๓) เป็นเสียงเอก หรือโท ก็ได้ แต่ไม่นิยมเสียงสามัญและจัตวา
- คำสุดท้ายของยัติหลัง วรรคที่๑(คำ๗) เ็ป็นเสียงใดก็ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับคำด้านหน้าด้วย นั่นคือ ถ้าคำคำ๕ เป็นเสียงสามัญ คำ๗ ต้องเป็นเอกหรือโท แต่ถ้าคำ๕ เป็นเสียงเอกหรือโทแล้ว คำ๗ จะเป็นเสียงสามัญหรือจัตวา ก็ได้
- คำ๑๒ ควรเป็นเสียง เอกโท หรือสามัญ ตามเสียงของคำสุดท้ายของยัติหน้า วรรคที่๒(คำ๑๐)
- คำสุดท้ายของยัติหลัง วรรคที่๒(คำ๑๔) เ็ป็นเสียงใดก็ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับคำด้านหน้าด้วย นั่นคือ ถ้าคำสุดท้ายของยัติหลัง วรรคที่๒(คำ๑๐) เป็นเสียงสามัญ คำ๑๔ ต้องเป็นเอกหรือโท แต่ถ้าคำสุดท้ายของยัติหลัง วรรคที่๒(คำ๑๐) เป็นเสียงเอกหรือโทแล้ว คำ๑๔ จะเป็นเสียงสามัญหรือจัตวา ก็ได้




แม่แบบที่๑
(๐ ๐) ๑ ๒ ๓่      ๔ ๕ ๖ ๗
(๐ ๐) ๘ ๙ ๑๐     ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔้

(อย่าได้) เก็บดอกหว่าน บ้านเพิ่น มาชม
(ให้เจ้า) อดสาดม    ดอกกระเจียว แคมฮั้ว
("กระ-" เสียงสั้น ไม่นับแยก แต่นับรวมเป็นคำเดียวกันกับ กระเจียว)

เมื่ออ่านตามสำเนียงอีสานแล้ว จะเห็นว่า
- คำว่า "หว่าน"(หรือว่าน) เป็นเสียงเอก ตรงตามระบบการอ่านคำผญา (เสมือนหนึ่งข้อบังคับ)
- คำว่า"ชม" เป็นเสียงสามัญ เพราะคำ "เพิ่น" ซึ่งอยู่ด้านหน้า เป็นเสียงเอกแล้ว
- คำว่า"เจียว" เป็นเสียงสามัญ เพราะคำ "ดม" ซึ่งอยู่ยัติหน้า เป็นเสียงสามัญ
- คำว่า"ฮั้ว" เป็นเสียงโท เพราะคำ "ดม" ซึ่งอยู่ยัติหน้า และคำว่า "เจียว" ซึ่งอยู่ด้านหน้า เป็นเสียงสามัญ

แม่แบบที่๒
๑ ๒ ๓้      ๔ ๕ ๖ ๗่
๘ ๙ ๑๐้    ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔

ทางหลายเส้น     ตามใจสิเลือกไต่ ("สิ" เสียงสั้น ไม่นับแยก แต่นับรวมเป็นคำเดียบกับ สิเลือก)
มักเส้นโค้ง        โงเงี้ยวก็หากมี ("ก็" เสียงสั้น ไม่นับแยก แต่นับรวมเป็นคำเดียบกับ ก็หาก)


เมื่ออ่านตามสำเนียงอีสานแล้ว จะเห็นว่า
- คำว่า "เส้น" เป็นเสียงโท ตรงตามระบบการอ่านคำผญา (เสมือนหนึ่งข้อบังคับ)
- คำว่า"ไต่" เป็นเสียงเอก เพราะคำ "ใจ" ซึ่งอยู่ด้านหน้า เป็นเสียงสามัญ
- คำว่า"เงี้ยว" เป็นเสียงโท เพราะคำ "โค้ง" ซึ่งอยู่ยัติหน้า เป็นเสียงโท
- คำว่า"มี" เป็นเสียงสามัญ เพราะคำ "โค้ง" ซึ่งอยู่ยัติหน้า และคำว่า "เงี้ยว" ซึ่งอยู่ด้านหน้า เป็นเสียงโท


แม่แบบที่๓
(๐ ๐) ๑ ๒ ๓้      (๐)๔ ๕      (๐) ๖ ๗่
(๐ ๐) ๘ ๙ ๑๐้    (๐)๑๑ ๑๒  ๑๓ ๑๔

(คันได้) ขึ้นเฮือแล้ว (อย่า)ลืมแพ  ป้องไม้ไผ่
(คันได้) เป็นใหญ่แล้ว (อย่า)ลืมข้า  ผู้พลอย



เมื่ออ่านตามสำเนียงอีสานแล้ว จะเห็นว่า
- คำว่า "แล้ว" เป็นเสียงโท ตรงตามระบบการอ่านคำผญา (เสมือนหนึ่งข้อบังคับ)
- คำว่า"ไผ่" เป็นเสียงเอก เพราะคำ "แพ" ซึ่งอยู่ด้านหน้า เป็นเสียงสามัญ
- คำว่า"ข้า" เป็นเสียงโท เพราะคำ "แล้ว" ซึ่งอยู่ยัติหน้า เป็นเสียงโท
- คำว่า"พลอย" เป็นเสียงสามัญ เพราะคำ "แล้ว" ซึ่งอยู่ยัติหน้า และคำว่า "ข้า" ซึ่งอยู่ด้านหน้า เป็นเสียงโท

ผญาหนึ่งบท
ผญาหนึ่งบทเต็ม จะประกอบด้วย ๔ วรรค (กรณีไม่มีท่อนเสริม) ซึ่งมีลักษณะการจัดวาง เอกโท ดังนี้
(๐ ๐) ๑ ๒ ๓้      (๐)๔ ๕      (๐) ๖ ๗     ...วรรคที่๑
(๐ ๐) ๘ ๙ ๑๐    (๐)๑๑ ๑๒  (๐) ๑๓ ๑๔้
      ... วรรคที่๒
(๐ ๐) ๑ ๒ ๓้      (๐)๔ ๕      (๐) ๖ ๗่     ... วรรคที่๓
(๐ ๐) ๘ ๙ ๑๐้    (๐)๑๑ ๑๒  (๐) ๑๓ ๑๔ (๐ ๐)
     ... วรรคที่๔

- คำสุดท้ายของยัติหน้า วรรค๑(คำ๓) เป็นเสียงเอก หรือโท ก็ได้ แต่ไม่นิยมเสียงสามัญและจัตวา
- คำสุดท้ายของยัติหลัง วรรค๑(คำ๗) เ็ป็นเสียงใดก็ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับคำด้านหน้าด้วย นั่นคือ ถ้าคำคำ๕ เป็นเสียงสามัญ คำ๗ ต้องเป็นเอกหรือโท แต่ถ้าคำ๕ เป็นเสียงเอกหรือโทแล้ว คำ๗ จะเป็นเสียงสามัญหรือจัตวา ก็ได้
- คำสุดท้ายของวรรค๒(คำ๑๔) เนื่องจากเป็นคำส่งต่อ จึงต้องการเสียงเอกหรือโท ดังนั้น คำ๑๐ และ คำ๑๒ วรรค๒ ควรเป็นเสียงสามัญหรือจัตวา
- วรรคที่๓ : คำสุดท้ายของยัติหน้า วรรค๓(คำ๓) เนื่องจากเป็นคำรับ จึงต้องการเสียงเอก หรือโท ตามคำ๑๔ วรรคที่๒ (คำส่ง)
               คำ๗ วรรค๓ ใช้เอก โท เหมือน คำ๗ วรรค๑
- คำสุดท้ายของยัติหลัง วรรค๔(คำ๑๔) เนื่องจากเป็นคำลงหรือคำจบ จึงต้องการเสียงสามัญหรือเสียงจัตวา ดังนั้น คำ๑๐ และ คำ๑๒ วรรค๔ ควรเป็นเสียงเอกหรือโท


ตัวอย่าง
       คนเพิ่นญ้อง   เถิงถิ่น (แดน)อีสาน
(ว่ามี)ของโบฮาน   อยู่เต็ม ภายพื้น
(เฮามา)พากันสร้าง ฮักษา สืบต่อ
(ของดี)มีอยู่แล้ว    (อย่า)ไลถิ่ม เปล่าดาย ฯ
----------------
(อ้ายคือ)นกเจ่าดั้ง เรียบฝั่งแคมสระ
(ผัดแต่)เห็นปลามา (กะ)อยากกิน(จน)แดดิ้น
(เห็นแต่)นกเต็นเต้น บินลงกินก่อน
(นกเจ่า)แหงนเบิ่งฟ้า (น้ำ)ตาย้อย(อาบ)ขี้ดิน (ซั่นแล้ว) ฯ




หมายเหตุ : การลงเสียงเอกโท ในกลอนผญา นี้ ไม่ได้หมายถึงวรรณยุกต์ เอก โท (ไม้เอก ไม้โท) จริงๆ แต่หมายถึงเสียงเอกหรือเสียงโท เพราะการออกเสียงคำอีสานนั้น ไม้เอก ไม้โท ไม่ตรงกับภาษาไทยกลาง ดังนั้น ในการเขียน อาจเป็นไม้เอก หรือไม้โท ก็ได้



  หน้าก่อน หน้าถัดไป
 
Creative Commons License

ชมรมอีสานจุฬาฯ... ผญา กาพย์ กลอนอีสาน