มิตรไมตรีเลิศล้ำ วัฒนธรรมอลังการ สร้างตำนานทรงคุณค่า อีสานจุฬาฯร่วมใจอนุรักษ์  
 
 
   
  ค้นหาสาธุการ กระดานสนทนาชมรมอีสานจุฬาฯ  

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34  
  โพสต์โดย   409) วงโปงลางพ่อแล โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่17)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


การแสดงวงพ่อแล เมื่อวันแม่ที่ผ่านมา ที่ วัดโนนหญ้าคา จ.ชัยภูมิ ครับ


-------------------------------------------------------

นางไห ประจำวงครับ (ไอว่า) เพิ่งอยู่ ม.1

 
 
สาธุการบทความนี้ : 39 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 39 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:00:12  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   496) ไทพวน-ลาวพวน  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่0) ไทพวน-ลาวพวน      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ชาวไทพวน
พวน   Phuan  ตระกูลภาษาไท-กะได
(Tai-Kadai Language Family)



ชาวพวน เดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวงเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว

ทางภาคอีสานเรียกว่า ไทพวน แต่ภาคกลางเรียกชนเผ่านี้ว่า ลาวพวน ชาวพวนได้กระจายตัวอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำงึมของลาว สมัยกรุงธนบุรี เมื่อลาวได้รวมเป็นอาณาจักรพลเมืองฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงได้ถูกกวาดต้อน มาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ชาวพวนได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย และมาอยู่ในจังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย พิจิตร แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย สิงห์บุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และสระบุรี


ชาวไทพวน ที่อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านบุฮม และบ้านกลาง อำเภอเชียงคาน จ.เลย ถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองเตาไห หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อครั้งที่พวกจีนฮ่อ กุลา เงี้ยว รุกรานเมืองเตาไห ๔ พ่อเฒ่า คือ พ่อเฒ่าก่อม พ่อเฒ่าห่าน พ่อเฒ่าเพียไซ พ่อเฒ่าปู่ตาหลวง เป็นผู้นำชาวพวนกลุ่มหนึ่ง อพยพออกจากหลวงพระบาง ล่องตามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบุฮม ต่อมาผู้คนส่วนหนึ่งได้มาอยู่ที่บ้านกลาง อีกแห่งหนึ่งแล้วเรียกตัวเองว่า "ไทพวน" ชาวไทพวนนั้นมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแบบสังคม ชนบททั่วไป มีอาชีพเกษตรกรรม การทอผ้า การตีเหล็ก ทำเครื่องเงิน เครื่องทอง


ภาษา ชาวพวนใช้ ภาษาตระกูลไทลาว คล้ายกับไทอีสานทั่วไป แต่มีสำเนียงใกล้เคียงไทยภาคกลางกว่าเผ่าอื่นๆ

การแต่งกาย ในอดีตผู้หญิง ใช้ผ้าคาดอกแทนการสวมเสื้อ นุ่งซิ่นตีนจก หรือ สีพื้นแทรกลายขวาง บางท้องถิ่นนิยมนุ่งซิ่นมัดหมี่ ผู้ชายนุ่งกางเกงขาก๊วยสีดำใส่เสื้อสีดำ และผ้านุ่งจูงกระเบน ผ้าขาวม้าพาดบ่า หรือคาดเอว
ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ผ้าขาวม้ารัดนม เรียกว่า แห้งตู้
ทั้งชายหญิงไม่สวมเสื้อ แต่เวลาไปไร่นาต้องสวมเสื้อสีดำ หรือสีคราม หญิงสวมเสื้อรัดตัวแขนยาวถึงข้อมือกระดุมเสื้อใช้เงินกลมติดเรียงลงมาตั้งแต่คอถึงเอว
เด็กผู้ชายก็จะใส่กำไลเท้า เด็กผู้หญิงใส่ทั้งกำไลมือกำไลเท้า
ปัจจุบันผู้หญิงนิยมสวมเสื้อตามสมัยนิยม ส่วนคนสูงอายุมักสวมเสื้อคอกระเช้า ผู้ชายยังแต่งเหมือนเดิม ยังมีบางท้องถิ่นแต่งแบบไทย-ลาว  เช่น จังหวัดลพบุรี ชัยนาท หนองคาย อุดรธานี


ทรงผม ชายหญิงเมื่อโกนผมไฟ แล้วหญิงจะไว้ผมจุก พออายุ ๑๔-๑๖ ปีจะไว้ผมยาว ทรงผมของชาวไทพวน จะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงสถานภาพของแต่ละคน เช่น ผู้หญิงที่เป็นสาวรุ่นจะไว้ผมทรงผูกผม คือ รวบผมมารวมกันไว้ตรงกลางศีรษะ แล้วใช้เชือกผูกผมไว้ ปล่อยผมยาวไปตามลำตัว เอาหนามเม่นแข็งกลัดไว้ตรงกลางศีรษะ เมื่ออายุ ๑๘-๑๙ ต้องไว้ทรงโค้งผม คือหยิบเอาผมที่ปล่อยลงไปมาทำเป็นรูปโค้ง พออายุ ๒๐ ปีขึ้นไปจะต้องนำผมมาขมวดเป็นกระจุกไว้ที่กลางศีรษะ เรียกว่า เกล้าจุกกระเทียม และต้องปักหนามเม่น เมื่อแต่งงานแล้วจะไว้ผมยาวเกล้ามวยไว้ด้านหลัง ส่วนชายจะโกนผมจนเป็นหนุ่มจึงไว้ผมยาว


บ้านเรือนของชาวพวน เป็นเรือนสูง นิยมปลูกเป็นเรือนที่มีห้องตั้งแต่ ๓ ห้องขึ้นไป ใต้ถุนเรือนใช้ทำประโยชน์หลายอย่าง เช่น ทำคอกวัว-ควาย เล้าเป็ดเล้าไก่ ตั้งเครื่องสำหรับผูกหูกทอผ้า หลังคาทรงมะนิลา ไม้เครื่องบนผูกมัดด้วยหวายแทนการตอกตะปู แต่ถ้าเป็นบ้านเจ้านายหรือผู้มีฐานะดีและวัดจะใช้ตะปูซึ่งทำขึ้นเอง และหลังคามุงด้วยหญ้าคา ถ้าเป็นบ้านผู้มีฐานะดีมุงด้วยกระเบื้องไม้เรียกว่าไม้แป้นเก็ด หรือกระ เบื้องดินเผา พื้นและฝาเรือนปูด้วยกระดาน ไม้ไผ่สีสุกสับแผ่ออกเป็นแผ่นๆ เรียกว่า ฟาก แล้วมีเสื่อสานด้วยหวายทับอีกชั้นหนึ่ง มีห้องครัวอยู่บนเรือน มีชานยื่นออกมาจากตัวเรือน และมีบันไดขึ้นลงพาดที่นอกชานด้านทิศเหนือ ส่วนเสาเรือนนั้นอาจใช้ไม้ทั้งต้นหรือใช้อิฐก่อเป็นเสาขนาดใหญ่


ฤกษ์ในการปลูก คือเวลาเช้าการปลูกเรือนจะเสร็จในวันเดียวประมาณ   ๕-๖ โมงเย็น จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง บางพวกทำเล้าไก่ ทำเตาไฟ การขึ้นบ้านใหม่เจ้าของบ้านต้องหาบสิ่งของขึ้นไป ได้แก่ ไซ หัวหมู แห ไม้ค้อน สิ่ว และหอก ต่อจากนั้นจะมีคนถือเสื่อที่นอนหมอนมุ้ง ถาดข้าวต้ม ขนมหวานสำหรับทำขวัญเรือน เมื่อญาติพี่น้องมาพร้อมหน้า ก็เริ่มทำพิธีตามประเพณี การนอนเรือนใหม่จะต้องมีคนนอนให้ครบทุกห้องเป็นเวลา   ๓  คืน คืนที่สี่ เจ้าบ้านจะต้องจัดทำข้าวต้มขนมหวานเลี้ยงดูญาติพี่น้องที่มานอนเป็นเพื่อนเมื่อเจ้าบ้านจัดบ้านเสร็จคนที่จะเข้าออก ห้องนอนได้ต้องเป็นคนในครอบครัว เท่านั้น


การแต่งงานของชาวพวน ผู้ชายต้องหาเฒ่าแก่ ไปสู่ขอหญิง ซึ่งต้องไปเป็นคู่ และเป็นคนประพฤติดี มีครอบครัวแล้วอยู่กันอย่างราบรื่นไม่เป็นหม้าย เมื่อสู่ขอแล้วฝ่ายชายตกลงวันแต่งฯต้องนำหมากไปด้วย

วันแต่งงานชาวพวนเรียกว่า วันก่าวสาว ชายต้องจัดขันหมาก ๑ ขัน ซึ่งเรียกว่า พานตีนสูง หรือ ขันโตก ของที่ใส่พานได้แก่ หมาก เต้าปูน พลู และมีดน้อย(มีดฮ่วมโฮง) เมื่อเสร็จพิธี ฝ่ายสะใภ้ต้องเชิญญาติร่วมรับประทานอาหาร ในเวลาเย็นของวันแต่งงานและตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีประเพณี กำเกียง คือ ประเพณีที่มีการส่งผีย่าผีเกียงสอนลูกหลานไม่ให้เป็นคนเห็นแก่กิน
ประเพณี กำเมื่อมีคนตาย คือไม่ให้มีการทำงานหนักในบ้าน
ประเพณี ห่อข้าวดำดิน เพื่อส่งข้าวเปรต คือ ผีปู่ย่าตายาย พ่อแม่ญาติ พี่น้องที่ตายไป
ประเพณี ทานข้าวสะจะ เป็นการทำบุญที่จัดขึ้น แรม ๑๕ ค่ำ ในเดือน ๑๐ ซึ่งประเพณีทำบ้องไฟจุดเป็นพุทธบูชา
และประเพณีสงกรานต์ เรียกว่า สังขานต์  มี  ๓ วัน คือ วันสังขานต์ล่อง วันเนา และวันเถลิงศก ปัจจุบันชาวไทพวน รับเอาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสาน เข้ามายึดถือปฏิบัติ ทั้งการใช้ภาษา การแต่งกาย การนับถือศาสนา ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิตของชาวไทพวน กลายไปเป็นชาวไทอีสานอย่างเต็มตัว.


ชาวไทพวนนั้นมีความเชื่อเรื่องผี เรื่องการเข้าทรง อย่างแน่นแฟ้น โดยเฉพาะที่บ้านกลาง ยังมีร่างทรงนางเทียม ทำหน้าที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน ประเพณีที่ชาวไทพวนปฏิบัติสืบต่อกันมาคือ งานบุญกำฟ้า ซึ่งแต่ละบ้านจะกำหนดต่างกันมักจะอยู่ในระยะเวลา ๓ เดือนก่อนลงมือทำนา คือ เดือนอ้ายขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนยี่ขึ้น ๑๓ ค่ำ หรือเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ หรือเมื่อฟ้าร้องครั้งแรกในเดือนสาม คำว่า กำ หมายถึง การถือ การ เคารพ การกำฟ้า จึงเป็นการเคารพฟ้า จะทำกันในเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ เรียกว่าวัน กำเต็มมื้อ หรือ วันกำเต็มวัน ชาวบ้านจะหยุดทำงาน งดใช้วัวควายไม่ผ่าฟืนไม่ทำเสียงดัง หรือเสียงอึกทึก เพราะเชื่อว่าถ้าทำเช่นนั้นฟ้าจะไม่พอใจ จะดลบันดาลให้ฝนแล้งพืชผลไม่ดี วันสุกดิบก่อนวันกำเต็มวัน คือวันขึ้น ๒ ค่ำ ชาวบ้านจะช่วยกันเตรียมสถานที่และของที่จะทำบุญ เดิมประเพณีของที่จะทำเตรียมไปทำบุญตักบาตรในวันรุ่งขึ้นได้แก่ ข้าวปุ้น หรือขนมจีน น้ำยาน้ำพริก และข้าวจี่ แต่มาระยะหลังเปลี่ยนมาเป็นเผาข้าวหลามแทน ชาวบ้านช่วยกันเตรียมอุปกรณ์ทำข้าวหลาม และข้าวจี่ ได้แก่ขูดมะพร้าว คั้นกะทิ แช่ข้าวเหนียว ตัดไม้ไผ่ เตรียมทำใส่ข้าวจี่ เหมือนการทำบุญข้าวจี่เดือนอ้าย เตรียมปลูกโรงพิธีพราหมณ์ เตรียม เครื่องบายศรี เครื่องเซ่น เสร็จช่วงเช้ากลับบ้าน อาบน้ำแต่งตัวมาร่วมประกอบพิธีในตอนบ่าย

ช่วงบ่ายเริ่มพิธีสงฆ์ นิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ที่วัด จากนั้นเป็นพิธีพราหมณ์ ให้หมอพราหมณ์ หรือ พิธีกรจุดธูปเทียนเบิกบายศรี กล่าวคำอัญเชิญเทวดา มารับเครื่องเซ่น ขณะเดียวกันก็จะจัดสาวพรหมจรรย์ออกมาฟ้อนรำเพื่อขอพร ขณะหมอพรกล่าวคำอัญเชิญเทวดา ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ จะเริ่มเผาข้าวหลามและปิ้งข้าวจี่ จะเริ่มพร้อมๆ กับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และจะต้องให้เสร็จพร้อมกับพิธีพราหมณ์จบลง ข้าวหลามที่ได้จากการเผาในพิธีถือว่าเป็นข้าวหลามทิพย์ กรรมการของวัดจะแบ่งข้าวหลามไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อเก็บไว้ให้ประชาชนตักบาตรในวันรุ่งขึ้น อีกครึ่งจะเก็บไว้สำหรับให้ประชาชน นำกลับไปรับประทานที่บ้านตามความเชื่อที่ว่า ถ้าผู้ใดรับประทานข้าวหลามทิพย์จะไม่ถูกฟ้าผ่า

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันกำเต็มวัน ชาวบ้านจะตื่นขึ้นมาประกอบอาหารแต่เช้ามืด เพื่อสำหรับถวายพระสงฆ์เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วจะหยุดงานทุกอย่าง ชาวบ้านจะหาบสำรับกับข้าวไปรวมกันที่วัด มีการตักบาตรข้าวจี่ และข้าวหลามที่ช่วยกันทำถวายพระสงฆ์พร้อมกับสำรับอาหารคาวหวาน ของแต่ละบ้าน แล้วรับประทานอาหารร่วมกัน ช่วงสายไม่ต้องทำงานบรรดาหนุ่มสาวจะมาร่วมกันที่ลานวัด หรือลานบ้านใดบ้านหนึ่ง มีการละเล่นพื้นบ้านจนถึงกลางคืน เป็นพิธีการให้หนุ่มสาวมาพบกัน นับจากวันกำเต็มวันต่อไปอีก ๗ วัน คือในวันขึ้น ๑๐ ค่ำ จะเป็น กำเคิ่งมื้อ หรือ กำครึ่งวันคือหยุดการทำงานครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายทำงานตามปกติ นับไปอีก ๗ วันในวันแรม ๒ ค่ำมีการกำงาย หรือ กำช่วงเช้า ก่อนการรับประทานอาหารเช้าอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจะทำงานตามปกติจนถึงเวลาเย็น ภายหลังจากหุงหาอาหารค่ำในวันกำงายแล้ว ชาวบ้านจะนำฟืนที่อยู่ในเตาดุ้นหนึ่งออกมารดน้ำพร้อมกับกล่าวคำขับไล่ความแห้งแล้ง แล้วจึงโยนลงคลองไป เรียกว่า พิธีแสงฟ้า หรือ วิธีเสียแล้ง เป็นอัน เสร็จพิธีกำฟ้า พิธีกำอีกอย่างหนึ่งคือ กำฟ้าครั้งแรก กำฟ้าร้องครั้งแรกในช่วง เดือน ๓ หรือเดือนกุมภาพันธ์ การกำฟ้าร้องครั้งแรกจะใช้เสียงฟ้าร้องครั้งแรก กำหนดว่าจะเริ่มพิธีกำฟ้าเมื่อใด ก่อนที่กวานบ้าน หรือผู้นำของหมู่บ้านจะประกาศวันกำฟ้าได้นั้นต้องรอให้คนที่หูตึงที่สุดของหมู่บ้านเป็นผู้ได้ยินก่อน จึงจะแน่ใจได้ว่าชาวบ้านทั้งหลายได้ยินกันทั่วไปแล้ว นอกจากฟ้าร้องครั้งแรกยัง สามารถพยากรณ์ถึงผลผลิตในปีนั้นด้วย เช่น ถ้าฟ้าร้องดังมาจากทิศตะวันออก ฝนจะปานกลาง นาในลุ่มจะดี นาในที่ดอนจะเสียหาย ถ้าเสียงฟ้าร้องดังมาทาง ทิศตะวันตกจะแห้งแล้ง ข้าวจะยากหมากจะแพง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 38 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 35 ครั้ง
 
 
  01 ก.พ. 2552 เวลา 11:03:30  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   348) การประกวดวงโปงลาง ชิงถ้วยพระราชทาน ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 24-25เมษายน 2551  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่13) การประกวดวงโปงลาง ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


วงฮักอีสาน โรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม

 
 
สาธุการบทความนี้ : 36 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 36 ครั้ง
 
 
  28 เม.ย. 2551 เวลา 21:29:11  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   409) วงโปงลางพ่อแล โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่18)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนเปิดฉากในช่วงบรรเลงเปิดวงครับ


------------------------------------------------
วงพ่อแล โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 36 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 36 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:04:04  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   409) วงโปงลางพ่อแล โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่19)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์

------------------------------------------------
วงพ่อแล โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 35 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 35 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:04:42  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่7) ฟ้อนของจังหวัดนครพนม      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนภูไทเรณูนคร

การฟ้อนภูไทเรณูนคร เป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม  

ในปี   พ.ศ.2498   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ      ได้เสด็จมานมัสการองค์พระธาตุพนม   ซึ่ง นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้นได้จัดให้มีการฟ้อนภูไทถวายโดยมี นายคำนึง   อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนครได้ปรับปรุงท่าฟ้อนภูไทให้สวยงามกว่าเดิมโดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนภูไทมาให้คำแนะนำ   จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบแผนของชาวเรณูนคร   ได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานสืบต่อมา

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุวิชา การฟ้อนภูไทเรณูนคร" เข้าไว้ในหลักสูตรให้นักเรียนทั้งชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาได้ฝึกฝนเล่าเรียนกันโดยเฉพาะนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาภายในเขตอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จะฟ้อนรำประเพณี  ?ฟ้อนภูไทเรณูนคร? เป็นทุกคน

                ลักษณะการฟ้อนภูไทเรณูนคร ชายหญิงจับคู่เป็นคู่ ๆ แล้วฟ้อนท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรีโดยฟ้อนรำเป็นวงกลมแล้วแต่ละคู่จะเข้าไปฟ้อนกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่าฟ้อน

หญิงสาวที่จะฟ้อนภูไทเรณูนครต้อนรับแขกจะได้ต้องเป็นสาวโสด ผู้ที่แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนภูไทเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนภูไทนั้นฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผี เพราะชาวภูไทนับถือผี บ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้)

ท่าฟ้อนภูไทเรณูนคร มี 16 ท่า ดังนี้คือ

                 1. ท่าโยกหรือท่าเตรียม (ท่าเตรียมโยกตัวไปมาเป็นการอุ่นเครื่องเพื่อจะไปท่าบิน)
                 2. ท่าบิน หรือท่านกกะทาบินเลียบ
                 3. ท่าเพลิน หรือท่าลำเพลิน
                 4 .ท่าเชิด หรือ ท่ารำเชิด
                 5. ท่าม้วน หรือท่ารำม้วน
                 6. ท่าส่าย หรือท่ารำส่ายเปิด
                 7. ท่าลมพัดพร้าว
                 8. ท่ารำเดี่ยว หรือฟ้อนเลือกคู่
                 9. ท่าเสือออกเหล่า
                 10. ท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น
                 11. ท่าเสือลากหาง
                 12. ท่าม้ากระทืบโฮง
                 13. ท่าจระเข้ฟาดหาง
                 14. ท่ามวยโบราณ
                 15. ท่าถวายพระยาแถน หรือท่าหนุมานถวายแหวน
                 16. ท่ารำเกี้ยว

โอกาสหรือเวลาที่เล่นนิยมแสดงในเทศกาลต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น เช่น สงกรานต์ ไหลเรือไฟวันเพ็ญเดือนสาม และต้อนรับแขกผู้ใหญ่ของจังหวัด เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและมกุฎราชกุมารของต่างประเทศ ฯลฯ          
เครื่องดนตรีอีสาน และเครื่องดนตรีภูไท เช่น แคน กลองหาง ฉิ่ง ฉาบ กลองสองหน้า ซอ พิณ ฆ้องเล็ก ไม้กั๊บแก้บ

การแต่งกาย

              ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อสีน้ำเงิน คอตั้งขลิบแดงกระดุมเงิน มีผ้าขาวม้าไหมมัดเอว สวมสายสร้อยเงิน ข้อเท้าทำด้วยเงิน ประแป้งด้วยแป้งขาว มีดอกไม้ทัดหูอย่างสวยงาม


             ฝ่ายหญิงนั้นนุ่งผ้าซิ่นและสวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินขลิบแดง ประดับด้วยกระดุมเงิน พาดสไบสีขาวที่ไหล่ซ้ายติดเข็มกลัดเป็นดอกไม้สีแดง สวมสร้อยคอ กำไลข้อมือ ข้อเท้าหรือทำด้วยทองหรือเงินตามควรแก่ฐานะของตน มีดอกไม้สีขาวประดับผม
??????????????..

 
 
สาธุการบทความนี้ : 35 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 34 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:31:59  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   415) การฟ้อนรำประจำจังหวัดกาฬสินธุ์  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่5)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนสาวกาฬสินธุ์ลำเพลิน


?เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมภูไท ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน
มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี?


การแสดง ?ฟ้อนสาวกาฬสินธุ์ลำเพลิน? เป็นการฟ้อนประกอบทำนองลายลำเพลิน มีเนื้อหาให้ไปเที่ยวชมจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม เช่น ภูสิงห์ ในอำเภอสหัสขันธ์ เขื่อนลำปาวในอำเภอยางตลาด ซึ่งเป็นเขื่อนดินยาวที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น และแสดงให้เห็นถึงลีลาท่าฟ้อน และความงามของหญิงสาวจังหวัดกาฬสินธุ์

การแสดงชุดนี้คิดประดิษฐ์ขึ้นโดย อ.พรสวรรค์ พรดอนก่อ และ อ. อภิชาติ โยธะพล อาจารย์สอนนาฏศิลป์พื้นเมือง จากวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นใหม่ โดยอาศัยเค้าโครงการร้องหมอลำของชาวบ้าน บ้านม่วงนาดี ตำบลโนนนาลาน อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

ารแต่งกาย
หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีแดงไม่ห่มสไบ เฉียงไหล่ด้วยสายสังวาลเงิน  ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ และสวมเครื่องประดับเงิน

เนื้อร้องสาวกาฬสินธุ์ลำเพลิน
พอแต่เปิดผ้าม่านกั้ง...แจ้งสว่างสีขาวๆ ละสาวกาฬสินธุ์มาหา อย่าท่าทางหลายเด้ออ้าย อย่าท่าทางหลายเด้ออ้าย....................
โอย...เดชาย มามาอ้ายมาไปชมถิ่น มามาอ้ายมาไปชมถิ่น
กาฬสินธุ์บ้านน้องสิลองเว้าสู่ฟัง บ่ต้องตั้งใจต่อรอฝน ถึงฤดูปักดำสิหลั่งลงทางน้ำ
ตามคลองน้อยซอยมาจากเขื่อน คือดั่งเดือนส่องแจ้งบ่มีเศร้าเก่าหมอง
ตาเหลียวมองจ้องเขื่อนลำปาว ๆ นั่นภูสิงห์สูงยาวเป็นทิวทัศน์งามตา
ถึงเดือนห้าโอ้สงกรานต์เดือนม่วน จนคำนวณบ่ได้สิไหลเข้าอั่งโฮม......
สุขสมชมแดนสีสด จังหวัดงามหมดจดเหมือนดั่งเมืองแมน
ได้ชมสมใจสุขแสน บ่มียากแค้นกาฬสินธุ์โสภา
เอ้ามามามา เอ้ามาพี่มากราบให้ท่านได้ทราบว่าพี่มาเยือน
เก็บดอกไม้และจุดธูปจุดเทียน ๆ ยกมือเหนือเศียรให้ท่านช่วยคุ้มครอง
รูปจำลองพระโสมพมิตร ๆ เหมือนดังดวงจิตของชาวน้ำดำ
กราบกรานทุกวันเย็นค่ำ เพราะเป็นผู้นำกาฬสินธุ์ถิ่นงาม?..
หันมาเว้าเมืองงามนามแก่น ๆ แฟนผู้ไปอาจฮู้โอดูแล้วเทียวมา งามเกินฟ้าเกินม่วนหัวใจ
แม่นผู้ไปเที่ยวชม สิบ่ลืมเมืองน้อง สิบ่ลืมเมืองน้อง............
...............................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 35 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 33 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 04:58:53  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   370) รำไข่มดแดง  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่1) เซิ้งแหย่ไข่มดแดง      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


เซิ้งแหย่ไข่มดแดง

อาหารอีสานส่วนใหญ่จะได้มาจากธรรมชาติ ทั้งที่เป็นสัตว์เล็ก สัตว์น้อย และพืชพันธุ์ต่างๆ นับได้ว่าชาวอีสานเป็นนักกินผู้หนึ่งทีเดียว ไข่มดแดงนับเป็นอาหารประจำถิ่นอีสาน จนสามารถนำมาขายจนกลายเป็นอาชีพได้ ทางภาควิชานาฏศิลป์ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์(ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์) เห็นว่าควรจะอนุรักษ์อาชีพแหย่ไข่มดแดงนี้ในรูปของการแสดง จึงได้ทำการศึกษาถึงขั้นตอนการนำไข่มดแดงลงมาของชาวบ้าน โดยอาจารย์ประชัน คะเนวัน และอาจารย์ดรรชนี อุบลเลิศ เป็นผู้เขียนรายละเอียดของขั้นตอนการแหย่ไข่มดแดงโดยละเอียด การแสดงเซิ้งแหย่ไข่มดแดงเป็นการอนุรักษ์อาชีพของชาวอีสานอย่างหนึ่ง

เครื่องแต่งกาย ฝ่ายชายนุ่งกางเกงขาก๊วย เสื้อคอกลมแขนสั้น มีผ้าขาวม้าคาดเอว และใช้ผ้าขาวม้าโพกศีรษะ ฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนกระบอก 3 ส่วนคอกลม ห่มสไบ นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่สั้นแค่เข่า

เครื่องดนตรี ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนจะใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสานลายเซิ้ง

อุปกรณ์สำหรับการแสดง ครุใส่น้ำ ตะกร้าผูกปลายไม้ยาว ผ้าสำหรับกวนมดแดง การจัดการแสดงลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้

เดินทางออกจากบ้าน หญิงถือครุใส่น้ำ ชายถือไม้ยาวสำหรับแหย่รังมดแดง และเหน็บผ้าสำหรับกวนมดแดง
มองหารังมดแดง
แหย่มดแดงได้เทลงในครุใส่น้ำ
นำผ้ากวนมดแดง เพื่อแยกตัวมดออกจากไข่มดแดง
เทน้ำออกจากครุ
เก็บอุปกรณ์เดินทางกลับบ้าน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 33 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 33 ครั้ง
 
 
  02 มิ.ย. 2551 เวลา 19:21:35  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่0) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ระบำจัมปาศรี



อาณาจักรจัมปาศรี หรือ นครจัมปาศรี ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามนั้นมีความรุ่งเรืองมา 2 ยุคด้วยกันคือ ยุคทวาราวดี (พ.ศ. 1000 - 12000) และยุคลพบุรี (พ.ศ. 1600 - 1800)

            นครจัมปาศรีนี้คงมีอายุใกล้เคียงกับเมืองฟ้าแดดสูงยาง ซึ่งพระอริยานุวัตรเขมจารีเถระ ได้เล่าถึงประวัตินครจัมปาศรีไว้ว่า
            "เมืองนครจัมปาศรีอยู่ในสมัยที่พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์กำลังเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่ในสมัยนั้นพร้อมกันมานอบน้อมเป็นบริวาร ทำให้อาณาเขตของนครจัมปาศรีได้ขยายกว้างขวางออกไป นครจัมปาศรีมีพระยศวรราชเป็นเจ้าผู้ครองนคร มีพระนางยศรัศมีเป็นพระราชเทวี มีวงศ์ตระกูลมาจากกษัตริย์เสนราชา บ้านเมืองในขณะนั้นมีความสงบสุข และพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในช่วงนั้น"

            นครจัมปาศรี เป็นอาณาจักรหนึ่งในยุคเดียวกับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ทวาราวดีอินทปัตถ์ และเมืองสาเกตุนคร ซึ่งอยู่ในยุคฟูนัน ในหนังสืออุรังคนิทานได้กล่าวถึงยุคอวสานของนครจัมปาศรีว่า ในสมัยเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี เมืองชวา (หลวงพระบาง) ได้ยกกองทัพข้ามแม่น้ำโขงเข้าโจมตีเมืองสาเกตุนครพร้อมทั้งเมืองบริวาร และเมืองนครจัมปาศรีได้ถึงกาลวิบัติ และกลายเป็นเมืองร้างไปตั้งแต่บัดนั้น

            ในปี พ.ศ. 2522 ชาวอำเภอนาดูนได้ขุดค้นพบโบราณวัตถุรอบกู่สันตรัตน์ ได้พบพระทองสำริด พระพิมพ์แบบต่างๆ เป็นจำนวนมาก และมีการขุดพบซากเจดีย์โบราณและสถูปที่ใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาทางจังหวัดมหาสารคามได้ร่วมกันสร้างพระธาตุนาดูน โดยจำลองแบบมาจากสถูปทองสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุนาดูนนับได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา จนมีผู้กล่าวว่าพระธาตุนาดูนเปรียบเหมือนพุทธมณฑลของภาคอีสาน

           ระบำจัมปาศรี จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความเจริญรุ่งเรืองของโบราณสถานในจังหวัดมหาสารคาม และเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวอีสาน พระธาตุนาดูนซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนับเป็นของคู่บ้านคู่เมือง ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)โดยอาจารย์ชัชวาลย์  วงษ์ประเสริฐ จึงได้จัดทำระบำจัมปาศรีขึ้น โดยอาศัยจากเอกสารทางโบราณคดีและข้อเขียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนครจัมปาศรี

ท่าฟ้อนชุดระบำจัมปาศรีประยุกต์ท่าฟ้อนพื้นเมืองอีสาน ซึ่งได้แก่ ฟ้อนภูไท ฟ้อนตังหวาย ฟ้อนสังข์ศิลป์ชัยฯลฯ ผสมกับท่าระบำโบราณคดี ชุดระบำทวาราวดี และภาพจำหลักที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยท่าเคลื่อนไหวจะเป็นท่าฟ้อนพื้นเมือง ส่วนท่าหยุดจะเป็นท่าโบราณคดี

            เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ซึ่งได้แก่ พิณ แคน โปงลาง กลอง โหวด ฉิ่ง ฉาบ และใช้เครื่องดนตรีโลหะประกอบ ได้แก่ระนาดเหล็ก เพลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนชุดระบำจัมปาศรีใช้ลายเพลง มโหรีอีสาน

การแต่งกาย
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน นุ่งเสื้อในนางรัดอก  มีสไบพาดไหล่ซ้าย นุ่งผ้าไหมพื้นเมืองอีสานโดยใช้ผ้าซิ่น 2 ผืน ผ้าซิ่นผืนในนุ่งพับหน้านาง ส่วนผ้าถุงผืนนอกพับทบทั้ง 2 ข้างตรงสะโพกหักคอไก่คล้ายรำมโนราห์บูชายันต์ สวมเครื่องประดับคอ (ทับทรวง) รัดต้นแขน ต่างหู กำไลและเข็มขัดทอง
...............................

*** การแสดงชุดระบำจัมปาศรีจะมี 2 แบบนะครับ

แบบที่1



คือ แบบของวงแคน ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นแม่แบบ ซึ่งจะเป็นการแสดงที่ไม่มีตัวเอกหรือตัวนางพญา ถ้าค้นๆในภาพในเว๊บต่างๆ ก็จะมีหลายโรงเรียนที่นิยมเอาระบำจัมปาศรีแบบวงแคนไปใช้ เพียงแต่สีสันเสื้อผ้าอาจแตกต่างกันเล็กน้อยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น

วงฮักอีสาน โรงเรียนสารคามพิทยาคม, มีความเป็นตัวของตัวเองแต่ก็สวยลงตัวครับ




วงพ่อแล โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล, ต่างกันแค่สีเสื้อผ้าครับ



วงโปงลางโกสุมพิทยาสรรค์ จ.มหาสารคาม, โรงเรียนนี้เสื้อผ้าการแต่งกายเหมือนวงแคนเป๊ะ
วงโปงลางโรงเรียนผดุงนารี จ.มหาสารคาม, เป็นต้น



แบบที่2 เป็นแบบของวงแกนอีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งจะเป็นการแสดงที่มีตัวเอกหรือตัวนางพญา โรงเรียนที่นิยมเอาระบำจัมปาศรีแบบวงแกนอีสานไปใช้  ยกตัวอย่างเช่น

โรงเรียนนาดูนประชาสรรค์  จ.มหาสารคาม โรงเรียนนี้จะแสดงในงานนมัสการพระธาตุนาดูนทุกปี





โรงเรียนนางแดดวังชมภู จ.ชัยภูมิ    เป็นต้นครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 32 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 31 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 03:43:05  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


เซิ้งแคน


เซิ้งแคน เป็นชุดการแสดงที่ได้ต้นแบบมาจากชุดการแสดงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ ?เซิ้งเสียงแคน? เป็นการฟ้อนประกอบการเป่าแคน แสดงถึงการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวอีสานโดยใช้แคนเป็นสื่อกลาง เซิ้งแคนเป็นการแสดงฟ้อนรำที่มีความสนุกสนานด้วยท่วงทำนองและจังหวะลีลาของผู้ฟ้อนและการเป่าแคน

ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์มหาสารคาม (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) โดย อ.ชัชวาลย์ วงษ์ประเสริฐ เห็นควรว่าน่าจะมีการนำเอาท่าฟ้อนต่างๆรวมทั้งท่าเซิ้งมาผสมเข้าอยู่ในชุดเดียวกัน โดยเน้นถึงความสัมพันธ์ของชาวอีสานกับอาณาจักรล้านช้าง(ลาว)และอาณาจักรล้านนา จึงเกิดเป็นชุดการแสดงชื่อ ?เซิ้งแคน? โดยใช้ลายดนตรีที่นิยมเล่นกันแพร่หลายทั้งสามแหล่งวัฒนธรรม คือลายเซิ้งบั้งไฟ ลายลาวดวงเดือน และลายออกซุ้มลาวแพน

ในปัจจุบันชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง(วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม [b/]ได้สืบทอดชุดการแสดงเซิ้งแคน และยกเอาชุดการแสดงนี้เป็นชุดการแสดงหลักของชมรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการออกไปแสดงเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอีสาน

การแต่งกาย
- ชาย  สวมเสื้อแพรแขนสั้นสีขาว นุ่งโจงกระเบน ใช้ผ้าสไบขิดมัดเอว สวมสร้อยคอและกำไลเงิน
- หญิง  สวมเสื้อแขนกระบอกสีขาว ห่มสไบขิด นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมากยาวคลุมเข่า ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน
????????????????

 
 
สาธุการบทความนี้ : 32 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 31 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 04:20:45  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   437) การแสดงนาฏยนิพนธ์ เบิ่งเผ่าไทอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3 ตุลาคม 2551 มี vdo.clip  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่11)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


12.  แสมะกอน ไทดำ เลย



Concept
การแสดงการเล่นทำนองเกี้ยวพาราสีของชาวไทดำ จังหวัดเลย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 32 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 30 ครั้ง
 
 
  04 ต.ค. 2551 เวลา 20:42:13  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่1) ฟ้อนภูไทสกลนคร      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนภูไทสกลนคร

การฟ้อนภูไทในจังหวัดสกลนคร เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มสร้างองค์พระธาตุเชิงชุมซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนครทุกชนเผ่า (คือมีการดัดแปลงปราสาทหินแบบเขมรแล้วครอบทับสร้างเป็นพระธาตุในศิลปะแบบล้านช้างขึ้นแทน) ชาวภูไทเป็นชนเผ่าที่รับอาสาที่จะเป็นผู้ปฏิบัติรักษาหาเครื่องสักการบูชาพระธาตุ ทุกๆปีเมื่อถึงฤดูข้าวออกรวง จะมีการเก็บเกี่ยวข้าวบางส่วนเพื่อนำไปทำเป็น ?ข้าวเม่า? ซึ่งชาวภูไทจะนำเอาข้าวเม่ามาถวายการสักการะองค์พระธาตุเชิงชุม ซึ่งมักจะมีขบวนแห่ เรียกว่า ?แห่ข้าวเม่า? และมีการฟ้อนรำรอบๆองค์พระธาตุ
แต่เดิมเป็นการฟ้อนรำของผู้ชายเพื่อบูชาพระธาตุในเทศกาลสักการะองค์พระธาตุ แต่ภายหลังก็ได้เปลี่ยนผู้ฟ้อนมาเป็นผู้หญิงทั้งหมด เพราะท่วงท่าและลีลาการฟ้อนซึ่งจะดูสวยงามและอ่อนหวานมากกว่า ผู้ฟ้อนหญิงชาวภูไทจะแต่งกายตามแบบสตรีชาวภูไทสกลนคร และมีการสวมเล็บยาวในการฟ้อนรำอีกด้วย ต่อมาชาวภูไทในท้องถิ่นอื่นในจังหวัดสกลนครได้มาพบเห็นจึงได้นำไปประยุกต์ท่าฟ้อนขึ้นอีก และมีการแต่งเนื้อร้องประกอบการแสดงเพิ่มเติมอีกด้วย
ยกตัวอย่างเนื้อร้องฟ้อนภูไทที่กรมศิลปากรนำออกไปเผยแพร่จนรู้จักกันในทั่วไป ซึ่งแต่งโดย อ.บัวผัน วงศ์เทพ โรงเรียนบ้านหนองศาลา ตำบล พังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
เนื้อร้องฟ้อนภูไท(สกลนคร)
ไปเย้อไป ไปโห่เอาชัยเอาซอง(ซ้ำ)          ไปโฮมพี่โฮมน้อง ไปร่วมแซ่ฮ้องอวยชัย
เชิงเขาแสนจน หนทางก็ลำบาก(ซ้ำ)                   ตัวข้อยสู้ทนยาก มาฟ้อนรำให้ท่านชม
ข้อยอยู่เทิงเขา ยังเอาใจมาช่วย(ซ้ำ)                      พวกข้อยขออำนวย อวยชัยให้ละเน้อ
ขออำนาจไตรรัตน์ จงปกปักฮักษา(ซ้ำ)               ชาวไทยทั่วหน้า ให้วัฒนาสืบไป    
เวลาก็จวน ข้อยสิด่วนไป(ซ้ำ)                             ขอความมีชัย แด่ทุกท่านเทอญ
ข้อยลาละเน้อ      ข้อยลาละเน้อ.....
ในปัจจุบันการฟ้อนภูไท นอกจากเป็นการฟ้อนเพื่อบูชาพระธาตุเชิงชุม หรือบ้างก็นำมาฟ้อนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พิธีเลี้ยงเจ้าปู่มเหศักดิ์ของชาววาริชภูมิ ก็ได้นำมาใช้ในการฟ้อนต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและในงานเทศกาลต่าง ๆ
  ท่าฟ้อนภูไทมีผู้สืบต่อและปรับปรุงกันมากมายหลายท่า แต่ละท้องถิ่นมีท่าแตกต่างกันไป ท่าหลักที่พบนิยมฟ้อน ได้แก่ ท่าบัวตูม-บัวบาน ท่าแซงแซวลงหาด ท่าบังแสง ท่านาคีม้วนหาง ท่านางไอ่เลาะดอน หรือนางไอ่เลียบหาด เป็นต้น
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนภูไท ได้แก่ แคน กลองหาง พิณ กลองตุ้ม (ตะโพน) กลองเส็งหรือกลองกิ่ง โปงลาง  ฉาบ หมากกั๊บแก๊บ (กรับ) ฆ้องโหม่งและพังฮาด (ฆ้องโบราณไม่มีปุ่ม) การแสดงจะบรรเลงดนตรีลายภูไทเลาะตูบ
การแต่งกาย
เสื้อ นิยมทำเป็นเสื้อแขนกระบอกติดกระดุมธรรมดา กระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว นิยมใช้เป็นผ้าย้อมครามเข้มจนดำมีผ้าขลิบแดงติดชายเสื้อ เช่น ที่คอสาบเสื้อ ปลายแขนปัจจุบัน นุ่งผ้าซิ่นพื้นสีดำต่อตีนซิ่นขิดยาวกรอมเท้า
ผ้าเบี่ยงนิยมใช้ผ้าแพรขิดสีแดง พาดไหล่ซ้ายแล้วไปมัดที่เอวด้านขวา สวมส่วยมือยาว(เล็บ)ทำมาจากกระดาษหรือโลหะพันด้วยด้ายและมีพู่ที่ปลายเล็บสีขาวหรือแดง ผมเกล้ามวยมัดมวยผมด้วยผ้าแดงบางครั้งก็ทัดผมด้วยดอกไม้สีขาวหรือไม่ก็ฝ้ายภูไท และสวมเครื่องประดับเงิน เช่น สร้อยคอ ต่างหู กำไล
????????????????

 
 
สาธุการบทความนี้ : 31 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 31 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:18:46  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่5) ฟ้อนของจังหวัดอุดรธานี      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ

ประเพณีการบายศรีสู่ขวัญ หรือในภาษาท้องถิ่นอีสานเรียกว่า ?บาศรี? เป็นประเพณีตามศาสนาพราหมณ์ ที่นิยมกระทำสืบต่อกันมาอย่างช้านาน ถือว่าเมื่อได้มีการทำพิธีนี้แล้วจะก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญนี้จะกระทำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ดีเป็นมงคล เช่นพิธีแต่งงาน การหายจากป่วยไข้ การมาหรือกลับจากสถานที่ใดๆ การไปค้าขายได้เงินทองมามาก การมีแขกมาเยี่ยมยามจากต่างถิ่น ฯลฯ แม้แต่เหตุการณ์ที่ไม่ดี เช่น การได้รับความเจ็บป่วย คนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุหรือต้องเสียชีวิต (เหตุการณ์นี้จะทำพิธีให้แก่ผู้ที่รอดจากเหตุดังกล่าว)
ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ?ขวัญ? เป็นสิ่งที่แฝงอยู่กับตัวของมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะจับต้องหรือไม่สามารถมองเห็นได้ หากว่ามีเหตุให้ขวัญหนีออกจากตัว เช่น เกิดอุบัติเหตุ เสียใจ ป่วยไข้ ตกใจรุนแรง อาจทำให้ตัวบุคคลนั้นถึงแก่ความตายได้ ฉะนั้นต้องเรียกขวัญกลับมาสู่ตัวจะทำให้สุขสบายขึ้น

เครื่องประกอบในการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญที่สำคัญ คือ พานบายศรี หรือ ?พาขวัญ? ทำจากใบตองและดอกไม้สด รวมไปถึงเครื่องสังเวยต่างๆ เช่น ข้าวปลาอาหาร แป้ง กระจก หวี ผ้าแพรไหม น้ำอบ-น้ำหอม ที่ขาดไม่ได้คือ เส้นฝ้ายสีขาว เพื่อใช้ในการผูกข้อต่อแขนแก่ผู้เข้าร่วมทำพิธี

การฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ เกิดจากการคิดค้นร่วมกัน โดย อ. ดำเกิง ไกรสรกุล  และ อ.พนอกำเนิดกาญจน์  แห่งวิทยาลัยครูอุดรธานี(ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี) ซึ่ง อ.พนอกำเนิดกาญจน์  เป็นผู้ประดิษฐ์ท่าฟ้อน อ. ดำเกิง ไกรสรกุล  เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนองเพลง

เนื้อร้องประกอบการฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ ได้มีการเปลี่ยนแปลงกันไปบ้าง แต่ในปัจจุบันมีเนื้อร้องดังนี้

ฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ

มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย......

หมู่ชาวเมืองมา เบื้องขวานั่งส่ายล่าย เบื้องซ้ายนั่งเป็นแถว

ยอพาขวัญไม้จันทน์เพริดแพร้ว ขวัญมาแล้ว มาสู่คีงกลม

เกศเจ้าหอมลอยลม ทัดเอื้องชวนดม เก็บเอาไว้บูชา

ยามเมื่อฝนเจ้าอย่าคลาย ยามแดดสายเจ้าอย่าคลา

อยู่ที่ไหนจุ่งมา รัดด้ายไสยยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา
.....................

อย่าเพลินเผลอ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย......

อยู่แดนดินใด หรือฟ้าฟากไกล ขอให้มาเฮือนเฮา

เผืออย่าคิดอาลัยซู้เก่า ขออย่าเว้า ขวัญเจ้าจะตรม

หมอกน้ำค้างพร่างพรม ขวัญอย่าเพลินชม ป่าเขาลำเนาไพร

เชิญมาทัดพวงพะยอม ทาน้ำหอมให้ชื่นใจ

เหล่าข้าน้อยแต่งไว้ ร้อยพวงมาลัยมาคล้องให้สวยรวย


.............................................................

การแต่งกาย
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน สวมเสื้อแขนกระบอกสีขาว ห่มสไบขิด และนุ่งผ้าซิ่นลายขิด(ผ้าซิ่นขิดอุดรธานี) ผมเกล้ามวยทัดดอกไม้หรือพันมวยผมด้วยฝ้ายภูไท สวมเครื่องประดับเงิน
.................................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 31 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 30 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:26:58  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่6) ฟ้อนของจังหวัดสกลนคร      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนโก๋ยมือ

ชาวไทอีสานจะยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และปฏิบัติตามฮีต 12 คอง 14  กันสืบมา
ฮีตที่ ๔. บุญผะเหวด หรือ บุญเดือนสี่ เป็นบุญที่มีการเทศน์พระเวส หรือ มหาชาติ เรียกว่า บุญผะเหวด ซึ่งหนังสือมหาชาติ หรือ พระเวสสันดรชาดกแสดงถึงจริยวัตรของพระพุทธเจ้าคราวพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร เป็นหนังสือเรื่องยาว 13 ผูก

ในช่วงเดือนสี่ในทุกๆปีจะมีงานประเพณีบุญมหาชาติหรือบุญผะเหวด ซึ่งในงานจะมีการแห่ผะเหวดเข้าเมือง ซึ่งชาวภูไท ในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ และจะมีการจัดขบวนฟ้อนรำซึ่งแสดงออกถึงความดีใจ ความรื่นเริงสนุกสนาน เป็นการฟ้อนนำหน้าขบวนเพื่อต้อนรับผะเหวดที่แห่เข้ามาสู่เมือง

ท่าฟ้อนโก๋ยมือ ประกอบไปด้วยท่าต่างๆ เช่น ท่าประแป้ง ท่าแญงแว่น(ส่องกระจก) ท่ากกกระต่าย ท่าเชิญสายท้าวพญา ท่ามาลาช่อม่วง ท่าน้าวหน่วงมาลา ท่านาคาม้วนหาง ท่านางญอขา ท่ากาเต้นก้อน ท่านอนหมอนหมิ่น ทากินรีชมหาด ท่านางนาถอ่วยคืน เป็นต้น



การแต่งกาย
การฟ้อนนั้นจะมีทั้งชายและหญิง สวมเสื้อแขนยาวหรือเสื้อแขนกระบอก ใช้ผ้าสไบขิดโพกศีรษะและพาดไหล่ หากฝ่ายชายจะมัดเอวด้วย นุ่งผ้าโจงกระเบนปล่อยชายด้านซ้าย สวมเล็บมีพู่ติดปลาย และสวมเครื่องประดับเงิน
...........................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 31 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 30 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:29:05  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่12)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ข้อมูลของวงแกน หาได้น้อย ที่พอหาได้คงเป็น

1. เซิ้งกุบ...(ไมใช่กรุบนะครับ) หมายถึง กระบอกที่มีดวงไฟ

2. ระบำสันตรัตน์ ปัจจุบันไม่มีคนแสดงแล้ว

3. ฟ้อนนารีศรีมหาสารคาม (ดัดแปลงมาจากนารีศรีอีสาน....เคยเห็นมาบ้างครับ)



........................


ถ้าเป็นของนาฏศิลป์ มมส. ที่ถือว่าเป็นต้นแบบของการฟ้อนสมัยใหม่ของมหาสารคาม
คือ ฟ้อนเอ้ไอ่คำ ซึ่งส่งอิทธิพลรูปแบบการฟ้อนสู่ชุดการแสดงอื่นที่สาขานาฏศิลป์ มมส. สร้างสรรค์ตามมา ที่ดังๆหน่อยได้แก่

ฟ้อนเอ้ฝ้าย
ฟ้อนดอกเผิ่ง(ผึ้ง)
ฟ้อนสิริสะ
ฟ้อนเกี้ยวสาวคูนลาน
ฟ้อนอุ(อันนี้เป็นการแสดงที่ประดิษฐ์สมัยเดียวกันกับเอ้ไอ่คำ  สามารถไปชมชุดการแสดงนี้ได้ที่ บ้านภูไทเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม)

และส่งอิทธิพลแก่ ฟ้อนลีลาวดี ของวงแคนด้วย(เนื่องจากผมเป็นคนคิดท่าฟ้อนเอง จึงขอยอมรับในที่นี้)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 31 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 31 ครั้ง
 
 
  05 ก.ย. 2551 เวลา 16:57:48  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   437) การแสดงนาฏยนิพนธ์ เบิ่งเผ่าไทอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3 ตุลาคม 2551 มี vdo.clip  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


2.  ฟ้อนสาวโย้ยย้อมคราม ไทโย้ย สกลนคร





Concept
ผ้าฝ้ายขิดและผ้าฝ้ายมัดหมี่ย้อมคราม ของชาวไทโย้ยเลื่องชื่อด้วยความงาม ท่าฟ้อนจึงแสดงออกถึงวิธีการย้อมครามของชาวไทโย้ย


 
 
สาธุการบทความนี้ : 31 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 31 ครั้ง
 
 
  04 ต.ค. 2551 เวลา 20:25:43  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว)



?ลีลาวดี? เป็นนามของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้เรียกแทนชื่อเดิม คือ ?ดอกลั่นทม? หรือภาคอีสานจะเรียกชื่อของดอกไม้ชนิดนี้ว่า ?ดอกจำปา? เมื่อ พ.ศ. 2547 ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง(วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มีการประชุมหารือเพื่อสร้างสรรค์ชุดการแสดงใหม่ขึ้นเพิ่มเติม จากชุดการแสดงฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคามที่มีอยู่แต่เดิม เช่น ฟ้อนทอเสื่อบ้านแพง ฟ้อนกลองยาวชาววาปีปทุม ระบำจัมปาศรี ระบำสันตรัตน์ ฟ้อนแห่ประเพณีบุญเบิกฟ้า ฯลฯ

โดยได้มีแนวความคิดร่วมกันว่า ดอกไม้ประจำจังหวัดมหาสารคามคือ ดอกจำปา(ดอกลั่นทมขาว) จึงได้เอาแนวคิดนั้นมาประดิษฐ์เป็นชุดการแสดงในชื่อชุดว่า ?ฟ้อนลีลาวดี? โดยแสดงถึงลักษณะความงดงามของดอกจำปาและความงามของหญิงสาวชาวอีสานที่ใช้ดอกจำปามาประดับผม

ท่วงทำนองของดนตรีเริ่มจากช้าและเร็วขึ้น ในท่วงทำนองลายเพลงจะสื่อความหมาย เกี่ยวกับความลึกลับ ความงดงามชวนหลงใหลเนื่องจากดอกจำปาเป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆจึงเปรียบเสมือนกุลสตรีชาวอีสานที่เพียบพร้อมในการปฏิบัติตนในหลักเฮือน 3 น้ำ 4 อย่างที่สตรีชาวอีสานสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน

ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว) ออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายโดย นายอดิศักดิ์ สาศิริ สร้างสรรค์ทำนองดนตรีโดย นายสุวิทย์  วิชัด ประดิษฐ์ท่าฟ้อนโดยสมาชิกกลุ่มนาฏศิลป์ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
การแสดงชุด ?ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว)? ได้นำไปแสดงเผยแพร่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2547 ณ งานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 7 ?ออนซอนศิลป์ ศรี มอดินแดง? ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การบรรเลงลายดนตรี ใช้วงดนตรีพื้นเมืองอีสานบรรเลงลายจำปาขาว ลายเอ้หย่องดวงจำปาและบรรเลงลายโปงคองัว(วัว)



การแต่งกาย
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน สวมเสื้อแขนกระบอกสีขาว ปกเสื้อเป็นแบบพับคล้ายเสื้อของชาวจีนมีขอบเป็นผ้าลายขิดสีทอง มีผ้าสไบขิดสีเหลืองพาดไหล่ซ้ายทิ้งชายลงมา ชายด้านหน้าคาดทับด้วยเข็มขัดเงิน นุ่งซิ่นมัดหมี่สีเขียวยาวกรอมเท้า มวยผมปักปิ่นเงินและช่อดอกจำปาสีขาว สวมเครื่องประดับเงิน
?????????????

 
 
สาธุการบทความนี้ : 30 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 29 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 04:15:34  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนมหาชัย




ฟ้อนมหาชัย เป็นการแสดงฟ้อนรำอีกชุดหนึ่ง มาจากทำนองขับลำมหาชัย ซึ่งมีต้นเค้ามาจากเมืองมหาชัย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดย อ.วีณา วีสเพ็ญ และ อ. เจริญชัย ชนไพโรจน์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม(มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ได้ทำการบันทึกเทปการแสดงชุดนี้ไว้เมื่อคราวไปเยี่ยมศูนย์ลาวอพยพ ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.2525

และคำว่า ?มหาชัย? ยังสอดคล้องกับกับนามของผู้สร้างเมืองมหาสารคาม ซึ่งได้แยกตัวมาจากเมืองร้อยเอ็ด คือ ?ท้าวมหาชัย (กวด)?

จากนั้น อ. ชัชวาลย์วงษ์ประเสริฐ จึงได้ทำนองลำมหาชัยมาให้นิสิตชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) มาฝึกซ้อม โดยดัดแปลงมาบรรเลงในวงโปงลางและประยุกต์ท่าฟ้อนจากคณะนาฏศิลป์ลาว ซึ่งได้นำมาเผยแพร่ในปี พ.ศ.2529 ให้มีรูปแบบเฉพาะตนขึ้น การแสดงดนตรี บรรเลงทำนองขับลำมหาชัย

การแต่งกาย
หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกมีชายระบาย เฉียงสไบจกลาวที่ไหล่ด้านซ้าย แล้วคาดทับด้วยเข็มขัดทองทับ นุ่งผ้าซิ่นลายจกของประเทศลาว ผมเกล้ามวยสูงมัดมวยผมด้วยสายลูกปัดทอง สวมเล็บทองเหลือง และสวมเครื่องประดับทอง


ลำมหาชัย

โอ๊ย...น้อ....มหาชัย......โอย เฮียมเอย

โอนอ...แสนมาดีแม่นใจแท้ เต็มทรวงหนอซมซื่น เห็นซุมซาวพี่น้อง สบายบ้างผู้สุคน อีหลีได้ตามนเอย..........

โอย...คำเอย พอนางมาหนอเห็นอ้าย ซายงามหนอวาดค่อง มองบ่อนใด๋ก็หากได้ ไผก็ย้องว่าแม่นไผ อีหลีได้คนงามนี่นา

โอย...คำเอย ไปบ่หนอแม่นนำน้อง โอยนำน้อง เมืองลาวงามเยี่ยมยอด ดินดอนสองปากแม่น้ำ โขงกว้างแม่ นที คิงกลมผู้งามเอย มหาชัยของเฮียมนี่นา

คำเอย คันอ้ายไปหนอนำน้อง โอยนำน้อง ค่าเฮือแพบ่ให้จ้าง ค่าเฮือบินบ่ให้จ่าย เฮียมสิพาแม่นหม่อมอ้าย ไปขี่ซ้างฮ่วมพระนาง อีหลีได้คนงามเอย

โอย...คำเอย ไปเบิ่งสาวลาวพู้น โอยลาวพู้น ผลิตผลดั่งใจแท้ การทำนาและก่อสร้าง แปงบ้านอยู่จั่งใด๋

คำเอย มันสิเฮืองหนอฮำฮอน เหมือนดั่งคนหนอเค้าเก่า บอกว่าองค์พระเจ้า วัดวานั้นแม่นบ่มี อีหลีบ่ผู้ดีเอ๋ย.....เอย

โอย...คำเอย เฮาซวนกันก็นานแล้ว ก็นานแล้ว บ่เห็นซายอ้ายถามข่าว หรือตินางว่าขี้ฮ้าย รูปฮ้างฮ้าย ตนอ้ายจึงอยู่เมิน สมัยลาวเจริญเอ๋อ....เอย

โอย...น้อ......คำเอย เฮียมขอแถมพรแก้ว โอยพรแก้ว พรชัยอันยิ่งใหญ่ ขอให้พงศ์พี่น้อง จงยืนมั่นผู้สุคน ขอลาลงละหนา.............

................................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 30 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 29 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 04:24:19  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่7) ฟ้อนผางประทีป ดวงไฟแห่งล้านนา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ผมมีโอกาสได้ไปเชียงใหม่บ่อยๆ เห็นว่าฟ้อนอย่างเหนือก็งามชดช้อย
ภาพนี้เป็นฟ้อนของเชียงใหม่ที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างพม่าครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 29 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:43:27  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่9) ฟ้อนพม่า งามแปลกตา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


นุ่งซิ่นลุนตยาต่อตีนซิ่นยาวลากพื้น
ขยับท่าฟ้อนแต่ละทีต้องมีดีดปลายผ้าซิ่น เป็นเสน่ห์ของการฟ้อนแบบพม่าครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 29 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:49:08  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่8) ฟ้อนของจังหวัดนครพนม      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์

การฟ้อนโบราณคดีชุด "ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์" เป็นชุดฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยข้าราชการในจังหวัดนครพนม คำว่า "ศรีโคตรบูรณ์" เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่ง เดิมอยู่ใต้ปากเซบั้งไฟ มีพระยาติโคตรบูรเป็นผู้ปกครอง ในหนังสืออุรังคธาตุได้กล่าวถึงเมืองศรีโคตรบูรณ์ไว้ว่า "เราทั้งหลายเรียกว่าเมืองศรีโคตโม เหตุเพราะพระโคตโมได้ให้คำวุฒิสวัสดีแก่พระยาติโคตรบูรและบัดนี้คนทั้งหลายชาวเมืองลุ่มเรียกว่า เมืองศรีโคตรบอง"
           เมืองศรีโคตรบอง หรือเมืองศรีโคตรบูรณ์ เป็นนครที่มีความรุ่งเรืองมาแต่อดีต นับเป็นอาณาจักรร่วมสมัยกับอาณาจักรทวาราวดีของภาคกลาง อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ปรากฏหลักฐานขึ้นครั้งแรกในหนังสืออุรังคธาตุว่า
            พระยานันทเสนผู้ครอบครองนครโคตรบูร เป็นผู้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพระธาตุพนม ต่อมาเมืองศรีโคตรบองนี้ได้ย้ายจากบริเวณใต้ปากเซบั้งไฟมายังฝั่งธาตุพนม ณ ดงไม้รวก และได้ขนานนามใหม่ว่า "เมืองมรุกขนคร" ซึ่งก็คือที่ตั้งจังหวัดนครพนมในปัจจุบันนี้

            การฟ้อนโบราณคดีชุดฟ้อนศรีโคตรบูรณ์ เป็นชุดฟ้อนที่ท่าฟ้อนประยุกต์มาจากท่าเซิ้งบั้งไฟและท่าฟ้อนภูไทรวมกัน ฟ้อนชุดศรีโคตรบูรณ์นี้ใช้เพลงลำภูไท หรือเพลงลมพัดไผ่ซึ่งมีทำนองเนิบๆ ทำให้ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์มีลีลานุ่มนวล อ่อนช้อยสวยงามมาก

การแต่งกาย
ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์ ใช้ผู้แสดงหญิงล้วน แต่งกายคล้ายชาวไทดำ โดยสวมเสื้อแขนกระบอกสีดำขลิบแดง มีกระดุมคล้องสายเป็นคู่ๆ นุ่งผ้าซิ่นสีดำต่อตีนซิ่น คาดเอวด้วยผ้าแถบสีแดง เกล้าผมมวยใช้ผ้าแดงผูกผม
??????????..

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:35:36  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   415) การฟ้อนรำประจำจังหวัดกาฬสินธุ์  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนเต้ยหัวโนนตาล


ฟ้อนเต้ยหัวโนนตาล เป็นการแสดงฟ้อนรำประกอบทำนองลำเต้ยหัวโนนตาล มีลักษณะเป็นการฟ้อนเกี้ยวพาราสีกันระหว่างชายหญิงทางภาคอีสาน  โดยได้แรงบันดาลใจจากวงหมอลำพื้นบ้านจาก อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งตัวหมอลำหนุ่มสาวหรือตัวพระเอก-นางเอกจะมีการการลำและฟ้อนเกี้ยวพาราสี มีการพูดผญา ลำภูไท หรือก็ร้องเพลงเป็นเต้ยเกี้ยวกัน เป็นต้น

ดนตรีที่ใช้ในชุดการแสดง ฟ้อนเต้ยหัวโนนตาล จะใช้ทำนองเต้ยหัวโนนตาลดั้งเดิม ส่วนท่าฟ้อนและเนื้อร้อง อ.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์สอนนาฏศิลป์พื้นเมือง จากวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นใหม่ โดยอาศัยเค้าโครงการฟ้อนของหมอลำหมู่หรือหมอลำเรื่องต่อกลอน ส่วนเพลงเร็วท่อนสุดท้าย ได้นำเอาท่าฟ้อนของหมอลำเข้ามาผสมด้วย โดยได้ปรึกษา อ.ช่วง ดาเหลา และ อ.ทองเจริญ  ดาเหลา หมอลำกลอนคู่

ลักษณะท่าฟ้อนจึงมีทั้งความอ่อนช้อยและรวดเร็วสนุกสนานอยู่ในชุดเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงศิลปะการฟ้อนรำและการร้องลำที่สวยงามของกลุ่มชนชาวอีสานแถบนี้



การแต่งกาย
- ชาย  สวมเสื้อแพรแขนสั้นสีเขียว นุ่งโจงกระเบน ใช้ผ้าสไบขิดมัดเอว สวมสร้อยคอและกำไลเงิน
- หญิง  สวมเสื้อแขนกระบอกสีแดง ห่มสไบขิด นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ยาวคลุมเข่า ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน

เพลงเต้ยหัวโนนตาล
ชาย         โอเดพระนางเอย?พระนางเอ้ย น้องนี้เนาอยู่ทางแคว้นๆ แดนใด๋ละน้องพี่ ปูปลามีบ่ละน้อง ทางบ้านหม่อมพระนาง
หญิง       โอเดพี่ชายเอย? พี่ชายเอ้ย น้องนี้เนาอยู่ทางก้ำๆ กะสินคำดำนาห่าง โอเดพี่ชายเอย ปู ปลา เต็มอยู่น้ำ ชวนอ้ายไปเที่ยวชม
ชาย         โอเดพระนางเอย?.พระนางเอ้ย อ้ายมีจุดประสงค์แน่น หาแฟนเมืองน้ำก่ำ เมืองดินดำนี้ละน้อง ทางอ้ายอยากเกี่ยวดอง กะจั่งว่าแก้มอ่องต่อง ไสยองยองเอย
หญิง       โอเดพี่ชายเอย?.พี่ชายเอ้ย เขาส่าว่านกเขาตู้ บ้านอ้ายมันขันหอง เขาส่าว่านกเขาทองบ้านอ้าย มันขันม่วน โอเดพี่ชายเอย บัดเทือมาฮอดแล้ว คู่ค้างซ่างบ่โตน คันบ่โตนเจ้าคอนใต้ โอซ่างบ่โตนเจ้า คอนต่ำ โอเดพี่ชายเอย
ชาย         โอเดพระนางเอย?.พระนางเอ้ย คันว่าสิบแหนงไม้ คันว่าซาวแหนงไม้ บ่คือแหนงดอกไม้ไผ่ โอเดพระนางเอย อยากเป็นเขยบ้านน้องทางอ้ายจังต่าวมา
หญิง       โอเดพี่ชายเอย?พี่ชายเอ้ย อ้ายอย่าตั๋วอีนางให้เซไซบ้าป่วง อย่ามาตั๋วให้น้องนางน้อยล่ะ จ่อยโซ
ชาย         โอเดพระนางเอย?.พระนางเอ้ย อ้ายบ่ตั๋วพระนางน้อง คำนางดอกน้องพี่ ฮักอีหลีตั๋วละน้อง ทางอ้ายจั่งด่วนมา
หญิง       โอเดพี่ชายเอย?พี่ชายเอ้ย คันบ่จริงอ้ายอย่าเว้า คันบ่เอาอ้ายอย่าว่า ทางปู่ย่าเพิ่นบ่พร้อมยอมเอาน้องขึ้นสู่เฮือน
ชาย         โอเดพระนางเอย?พระนางเอ้ย คันว่าเฮือนซานอ้าย นอซานอ้ายดีหลายคันได้อุ่น นับเป็นบุญพี่อ้ายคันน้องเข้าฮ่วมเฮือน
หญิง       โอเดพี่ชายเอย?พี่ชายเอ้ย น้องนี้คิดฮอดอ้ายๆ คืนเดือนหงายสิแนมเบิ่งๆ โอเดพี่ชายเอย ใจซิเถิงหม่อมอ้ายคืนนั้นให้พี่คอย
ชาย         โอเดพระนางเอย?พระนางเอ้ย อ้ายสิขอรำเกี้ยวๆ คำนางให้มันม่วน อ้ายซิชวนหมู่เพื่อนลำเกี้ยวเข้าใส่กัน

????????????????

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 04:50:12  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   415) การฟ้อนรำประจำจังหวัดกาฬสินธุ์  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่6)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 
เซิ้งโปง



โปง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระปุง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตี เป็นอาณัติสัญญาณบอกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัดแทนการตีระฆัง หรือฆ้องและกลอง ถ้าโปงขนาดใหญ่มากเสียงก็จะทุ้มหรือต่ำตามขนาดของโปง ถ้าโปงมีขนาดเล็ก เสียงก็จะเล็กตามด้วยเวลาที่กระทุ้งโปงหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การ ?ถั่งโปง?

1. กระทุ้งเวลาเช้า ก่อนบิณฑบาต เพื่อให้ญาติโยมเตรียมตัวตักบาตร2. กระทุ้งเวลาเย็น เพื่อประโยชน์ให้คนที่หลงป่ากลับเข้ามาถูกทิศ
3. กระทุ้งเวลาย่ำค่ำ ในช่วงเข้าพรรษา เพื่อให้พระลงทำวัตรเย็น
4. กระทุ้งเวลาวิกาล แสดงว่า เกิดเหตุร้ายขึ้นในวัดและแจ้งข่าวสารให้ชาวบ้านได้ทราบว่าทางวัดขอความช่วยเหลือ

นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน กองศิลปศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ได้นำท่าทางที่ประมวลจากกริยาและขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำโปงมาประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะพื้นฐาน และแนวความคิด ด้านการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านภาคอีสานกลายเป็นการแสดงชุดใหม่ และเรียกชื่อการแสดงชุดใหม่ ตามลักษณะของอุปกรณ์ที่ประกอบการแสดงว่า "เซิ้งโปง"

รูปแบบการแสดง

แบ่งการแสดงออกเป็น 2 ตอน และใช้ผู้แสดง 2 กลุ่ม

ตอนที่ 1
ใช้ผู้แสดง 8 คน ชาย 5 หญิง 3 คน แสดงให้เห็นขั้นตอนของการทำโปง โดยเริ่มตั้งแต่การออกไปหาไม้ไผ่, การผึ่งไม้ให้แห้งบากทำรูแพ, ติดขาโปง, เจาะรูร้อยเชือก แคนเป่า เกริ่นแคนประกอบการดำเนินเรื่อง และวงดนตรีโปงลางบรรเลงประกอบท่าทาง

ตอนที่ 2
ใช้ผู้แสดง 12 คน เป็นหญิงล้วน แสดงให้เห็นถึงลักษณะของโปงที่ประดิษฐ์เรียบร้อย แล้วนำมาสั่นเป็นลายพื้นบ้านอีสานคือ ลายโปงลางและช่วงสุดท้ายเป็นการนำโปงมาเคาะเป็นจังหวะ ประกอบกับท่าเซิ้งเหมือนการขยับกรับ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ได้จัดลำดับที่มีอยู่แล้วให้เหมาะกับท่าเซิ้งโปง ดังนี้ลายน้ำท่วมทุ่ง ลายโปงลาง ลายสาวชมหาดและลายเป่าใบไม้

การแต่งกาย

ตอนที่ 1 ชาย สวมเสื้อหม้อฮ่อม นุ่งกางเกงขาก๊วย ใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว โพกศีรษะและสะพายย่าม
หญิง สวมเสื้อคอกลมแขนกระบอก ห่มสไบ นุ่งผ้าถุงมัดหมี่ใช้ผ้าแพรฟอยมัดมวยผม



ตอนที่ 2 ใช้ผู้หญิงแสดงล้วน ห่มผ้าสไบแดงเหน็บชายด้านซ้าย นุ่งผ้าซิ่นพื้นบ้านภาคอีสาน พาดผ้าแพรวาสีขาวที่ไหล่ขวา สวมเครื่องประดับที่ทำด้วยเงินเกล้าผมมวย ประดับดอกไม้รังไหม
....................................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  01 ก.ย. 2551 เวลา 20:16:38  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   417) ภาพเก่าเล่าใหม่ไทวงแคน IN ม.ขอนแก่นคร้าบ....  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


สาวๆไทภูเขา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 29 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 06:13:27  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   418) VCD การแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีจำหน่ายแล้ว  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่16)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


แผ่นที่ 3 ประกอบด้วย การแสดง

1.  ฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ


-------------------------------------------------
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด

Tel.   043-511244

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 29 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:56:15  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   418) VCD การแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีจำหน่ายแล้ว  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่21)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


แผ่นที่ 3 ประกอบด้วย การแสดง

3.  ฟ้อนดึงครก-ดึงสาก


-------------------------------------------------
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด

Tel.   043-511244

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 29 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:58:18  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่4) ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์ ...ฟ้อนรำอันศักดิ์สิทธ์      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์
การฟ้อนโบราณคดีชุด "ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์" เป็นชุดฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยข้าราชการในจังหวัดนครพนม คำว่า "ศรีโคตรบูรณ์" เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่ง เดิมอยู่ใต้ปากเซบั้งไฟ มีพระยาติโคตรบูรเป็นผู้ปกครอง ในหนังสืออุรังคธาตุได้กล่าวถึงเมืองศรีโคตรบูรณ์ไว้ว่า "เราทั้งหลายเรียกว่าเมืองศรีโคตโม เหตุเพราะพระโคตโมได้ให้คำวุฒิสวัสดีแก่พระยาติโคตรบูรและบัดนี้คนทั้งหลายชาวเมืองลุ่มเรียกว่า เมืองศรีโคตรบอง"
            เมืองศรีโคตรบอง หรือเมืองศรีโคตรบูรณ์ เป็นนครที่มีความรุ่งเรืองมาแต่อดีต นับเป็นอาณาจักรร่วมสมัยกับอาณาจักรทวาราวดีของภาคกลาง อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ปรากฏหลักฐานขึ้นครั้งแรกในหนังสืออุรังคธาตุว่า
            พระยานันทเสนผู้ครอบครองนครโคตรบูร เป็นผู้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพระธาตุพนม ต่อมาเมืองศรีโคตรบองนี้ได้ย้ายจากบริเวณใต้ปากเซบั้งไฟมายังฝั่งธาตุพนม ณ ดงไม้รวก และได้ขนานนามใหม่ว่า "เมืองมรุกขนคร" ซึ่งก็คือที่ตั้งจังหวัดนครพนมในปัจจุบันนี้
            การฟ้อนโบราณคดีชุดฟ้อนศรีโคตรบูรณ์ เป็นชุดฟ้อนที่ท่าฟ้อนประยุกต์มาจากท่าเซิ้งบั้งไฟและท่าฟ้อนผู้ไทรวมกัน ฟ้อนชุดศรีโคตรบูรณ์นี้ใช้เพลงลำภูไท หรือเพลงลมพัดไผ่ซึ่งมีทำนองเนิบๆ ทำให้ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์มีลีลานุ่มนวล อ่อนช้อยสวยงามมาก
การแต่งกาย
ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์ ใช้ผู้แสดงหญิงล้วน แต่งกายคล้ายชาวไทดำ โดยสวมเสื้อแขนกระบอกสีดำขลิบแดง มีกระดุมคล้องสายเป็นคู่ๆ นุ่งผ้าซิ่นสีดำต่อตีนซิ่น คาดเอวด้วยผ้าแถบสีแดง เกล้าผมมวยใช้ผ้าแดงผูกผม
??????????..

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:29:49  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่4) ฟ้อนของจังหวัดอื่นๆกันบ้างครับ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนลำตังหวาย,ฟ้อนตังหวาย


ฟ้อนลำตังหวาย เป็นการฟ้อนที่มีที่มา 2 ลักษณะ คือ

1. ฟ้อนลำตังหวาย เป็นการฟ้อนเพื่อบวงสรวงบูชา โดยเฉพาะชนชาติที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ที่มีความเชื่อในเรื่องผีสางเทวดาที่อาศัยอยู่ในแหล่งธรรมชาติ มีอำนาจหรืออิทธิฤทธิ์ สามารถดลบันดาลให้เกิดมีสิ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆได้ จึงได้มีการการบวงสรวงบูชาหรือจัดให้มีการขอขมาขึ้น เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ตามที่ตนนับถือ นอกจากนั้นยังมีการตั้งถวายหรือฟ้อนรำเป็นการเซ่นสังเวย เรียกว่า ?ตั้งถวาย ฟ้อนถวาย? แต่ต่อมาก็มีการลดคำลงจนเหลือเพียงแค่ว่า ?ตั้งหวาย? หรือ ?ตังหวาย?

2. ฟ้อนตังหวาย  หรือฟ้อนลำตังหวาย เป็นทำนองลำของหมอลำในแคว้นสะหวันนะเขต(สวรรค์เขต)สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เรียกว่า ?ขับลำตั่งหวาย? หากพิจารณาเป็นคำแล้ว คำว่า ?ตั่ง? หมายถึงเก้าอี้นั่งขนาดเล็กที่ทำจากหวาย สันนิษฐานว่าการขับลำตั่งหวายเป็นทำนองหมอลำในหมู่บ้านที่มีอาชีพผลิตตั่งหวาย และเมื่อทำนองขับลำชนิดนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ภาคอีสาน จึงเปลี่ยนเป็น ?ลำตังหวาย? ซึ่งมีจังหวะทำนองที่ไพเราะและสนุกสนานโดยเฉพาะเนื้อหากลอนลำมักจะมีเนื้อหาการยกย่องชายหญิง มีการร้องโต้ตอบกัน

ฟ้อนลำตังหวาย เป็นชุดการแสดงเมื่อ นายประดิษฐ์ แก้วชิน ได้ไปพบการแสดงนี้ในอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เห็นว่าการแสดงหมอลำตังหวายมีทำนองสนุกสนาน จึงได้ทดลองให้เด็กนักเรียนมาฝึกหัด แล้วนำออกไปแสดงในงานปีใหม่ ที่ทุ่งศรีเมืองกลางเมืองอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.2514

ต่อมา อ. ศิริเพ็ญ หัวหน้าภาควิชานาฏศิลป์วิทยาลัยครูอุบลราชธานี (มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี) เห็นควรจะส่งเสริมให้เป็นชุดการแสดงประจำจังหวัด จึงได้นำเอาต้นแบบไปเพิ่มเติมให้สวยงามมากยิ่งขึ้น

                                         ลำตังหวาย

(เกริ่นนำ) โอ.........บุญเอ๋ย บุญอีนางที่เคยสร้าง ซางบ่เป็นหนทาง โอ๊ยหนทาง พอให้น้องได้เที่ยว ละซางมีบาปมาแล่นเข็น ละซางมีเวรมาแล่นต้อง ทำให้น้องห่างพี่ชาย ห่างพี่ชาย โอ๊ยละนา ....
(กล่าวคำกลอน) ตังหวายนี้มีมาแต่โบราณ        ชาวอีสานบำรุงไว้อย่าให้หาย
ของเขาดีมีไว้อย่าทำลาย                                              ขอพี่น้องทั้งหลายจงได้ชม
เขมราฐอำเภอถิ่นบ้านเกิด                                  ช่วยกันเถิดรักษาไว้อย่าได้สูญ
ท่าฟ้อนรำต่างๆช่วยเพิ่มพูน                                         อย่าให้สูญเสียศิลปะเรา
???????

(ขึ้นทำนองลำ)

(หญิง)  บัดนี้ข้าขอยอนอแม่นมือน้อม     ชุลีกรเด้อแม่นก้มกราบ ชูสลอนนอนบนอบนิ้วถวายไท้ดอกผู้อยู่เทิง อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคิงกลม (เยือกๆๆๆ)

(หญิง) ชายเอย จุดประสงค์นอแม่นหมายแม้น เพื่อเผยศิลป์นอพื้นบ้านเก่า ของไทยเฮานอตั้งแต่ก่อน โบราณผู้ให้เฟื่องให้ฟู  อ้ายพี่ของน้องนี่นา คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ชาย) คำนาง ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม ทางอีสานนอบ่ให้หลุดหล่น มรภ.อุบลฯ  เฮาแม่นพวกพ้อง นำมาฮ้อง ออกโฆษณา หล่าพี่คนงามนี่เอย หนองหมาว้อ (เยือกๆๆๆ)

(หญิง) ชายเอย หาเอาตังกะละแม่นหวายเซิ้ง ลำแต่เทิงน้อบ้านเจียดก่อ สืบแต่กอเด้อซุมผู้เฒ่า ใบลานพู้นดอกพื้นกะหาย  ดอกพื้นกะหาย ดอกพื้นกะหาย อ้ายพี่ของน้องนี่นา คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ชาย) คำนาง คนจบๆเด้อแม่นจั่งน้อง งามๆเด้อแม่นจั่งน้อง ซางบ่ไปน้อแม่นกินข้าว หัวมองหนอแม่นนำไก่ คนขี้ฮ้ายคือว่าจั่งอ้าย กินข้าวแม่นบ่ายปลา หล่าพี่คนงามนี่เอย ครูบ้านนอก (เยือกๆๆๆ)

(หญิง) ชายเอย คิดถึงคราวนอแม่นเฮาเว้า ในเถียงนานั้นบ่มีฟ้า แม่สิฟาดนอแม่นไม้ค้อน แม่สิย้อนนอแม่นไม้แส้ ตีน้องนั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว อ้ายพี่ของน้องนี่นา คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ชาย) นางเอย ไปบ่เมือนอแม่นนำอ้าย เมือนำนอแม่นอ้ายบ่ ค่ารถอ้ายบ่ให้เสีย ค่าเฮืออ้ายบ่ให้จ้าง อ้ายสิตายนอแม่นเป็นซ้าง เอราวัณนอให้น้องขี่ ตายเป็นรถนอแม่นแท็กซี่ ให้น้องนี่ขี่ผู้เดียว ขี่ผู้เดียว ขี่ผู้เดียว หล่าพี่คนงามนี่เอย คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(หญิง)  ชายเอย ย้านบ่จริงนอแม่นจั่งว่า สีชมพูนอแม่นจั่งว่า หย้านคือตอกกะลิแม่นมัดกล้า ดำนาแล้วดอกเหยียบใส่ตม เหยียบใส่ตม เหยียบใส่ตม อ้ายพี่ของน้องนี่นา คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ชาย)  บัดนี้ ขอสมพรนอแม่นไปให้ ทหารไทยนอแม่นกล้าแกร่ง ทั้งชายแดนและตำรวจน้ำ  อ.ส.กล้าท่านจงเจริญ สรรเสริญภิญโญนอเจ้า ขอให้สุขนอแม่นทั่วหน้า ชาวประชาทุกคืนทุกวัน ทุกคืนทุกวัน ทุกคืนทุกวัน หล่าพี่คนงามนี่เอย คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ขึ้นทำนองเต้ย)

เอ้าลาลาลาลาที เอ้าลาลาลาลาที ขอให้โชคดีเถิดนะแฟนจ๋า
เสียงจากลูกทุ่งบ้านนา เสียงจากลูกทุ่งบ้านนา โชคดีเถิดหนาลองฟังกันใหม่
ถ้าหากสนใจฉันขอขอบคุณ ถ้าหากสนใจฉันขอขอบคุณ
คันไกลคันไกลกันแล้ว คันไกลคันไกลกันแล้ว เฮือแจวมันไกลจากฝั่ง เฮือแจวมันไกลจากฝั่ง ดอกสะมังละมันไกลจากต้น จากต้นละจากต้น จากต้น บ่มีได้แม่นกลิ่นหอม นั่นละนาหนานวลนา  ละนาคนไทยนี่นา  หางตาเจ้าลักท่าลา พวกฉันขอลาไปแล้ว  พวกฉันขอลาเจ้าไปแล้ว
.................................................

เนื้อร้อง ?ฟ้อนตังหวาย? ของวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด

ชายเอย น้องสิลำกะลิแม่นทางเต้ย ตังหวายเอยกะลิแม่นเกี่ยวอ้อย คำปากหวานละคือจั่งน้ำอ้อย ออยอ้ายคันอยู่บ่เซา เอาบ่นอละคันพี่ชายเอย คนงามเอย

ชายเอยว่าบ่มีกะลิแม่นเครือเกี้ยว สังมาเป็นละคันเจ้ายามหย่าง ว่าใต้ล่างละคันเจ้าบ่กว้าง มาได้ละคันเจ้าผูกงัว กลัวพี่ชายนั่นสิมาลวงน้อง คนงามเอย

บัดนี้ข้าขอยอนอกะลิแม่นมือน้อม     ชุลีกรนอแม่นก้มกราบ ชูสลอนนอแม่นนอบนิ้วถวายไท้ ดอกผู้อยู่เทิง อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ จุดประสงค์เด้อแม่นหมายแม้น เพื่อเผยศิลป์เด้อพื้นบ้านเก่า ของไทยเฮานอตั้งแต่ครั้ง โบราณพู้นให้เฟื่องให้ฟู อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม คองอีสานกะบ่ให้หลุดหล่น นาฏศิลป์เด้อแม่นคิดค้น นำมาฮ้องสนุกสนาน อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ หาเอาตังนอแม่นหวายเซิ้ง ลำแต่เทิงนอบ้านเจียดก่อ สืบแต่กอเด้อซุมผู้เฒ่า โบราณพู้นดอกพื้นกะหาย  ดอกพื้นกะหาย ดอกพื้นกะหาย อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ เอย ย้านบ่จริงนอแม่นจั่งว่า สีชมพูนอแม่นจั่งว่า ย้านคือตอกกะลิแม่นมัดกล้า ดำนาแล้วดอกเหยียบใส่ตม เหยียบใส่ตม เหยียบใส่ตม อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ คนจบๆเด้อแม่นจั่งอ้าย งามๆกะลิแม่นจั่งอ้าย ซางบ่ไปน้อแม่นกินข้าว หัวมองหนอแม่นนำไก่ คนขี้ฮ้ายคือว่าจั่งน้อง กินข้าวแม่นบ่ายปลา อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ คิดเห็นคราวนอแม่นเฮาเว้า อยู่เถียงนากะลิแมนวี๊ดว้าด แม่สิฟาดกะลิแม่นไม้ค้อน แม่สิย้อนกะลิแม่นไม้แส้ ตีน้องนั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคีงคม

โอนอ ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม คองอีสานกะบ่ให้หลุดหล่น นาฏศิลป์เด้อแม่นคิดค้น นำมาฮ้อง
สนุกสนาน อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ นางเอย ไปบ่เมือกะลิแม่นนำน้อง เมือนำกะลิแม่นน้องบ่ คันเมือกะลิแม่นนำน้อง ค่ารถน้องบ่ให้เสีย ค่าเฮือน้องบ่ให้จ้าง น้องสิไปกะลิแม่นเอาซ้าง เมืองสุรินทร์ละมาให้อ้ายขี่
ไปเอารถกะลิแม่นแท็กซี่ ให้อ้ายนี่แม่นขี่เมือ อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

บัดนี้ คันแม่นสมกะลิแม่นควรแล้ว ตังหวายเอยละนางขอลาก่อน ขอแถมพรกะลิแม่นถิ่มท้าย นำอ้ายผู้มาฟัง สุขสมหวัง เด้ออ้ายบ่าวคนงาม ขอลาแล้ว....
..........................................

เนื้อร้อง ?ฟ้อนตังหวาย? ของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์

บัดนี้ ข้าขอยอนอละแม่นมือน้อม     ชุลีกรนอแม่นก้มกราบ ชูสลอนนอนอบนิ้วถวายไท้ ดอกผู้อยู่เทิง คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย (ยวกๆๆๆ)

ชายเอย จุดประสงค์นอแม่นหมายแม้น เพื่อเผยศิลป์นอพื้นบ้านเก่า ของไทยเฮานอตั้งแต่ครั้ง โบราณพู้นให้เฟื่องให้ฟู คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย (ยวกๆๆๆ)

ชายเอย หาเอาตังนอแม่นหวายเซิ้ง ลำแต่เทิงนอบ้านเจียดก่อ สืบแต่กอ นอซุมผู้เฒ่า โบราณพู้นดอกพื้นกะหาย  ดอกพื้นกะหาย ดอกพื้นกะหาย คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม คองอีสานนอบ่ให้หลุดหล่น นาฏศิลป์นอแม่นคิดค้น นำมาฮ้อง ออกโฆษณา อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย  คิดหนคราวนอแม่นเฮาเว้า ในเถียงนานั้นบ่มีฟ้า แม่สิฟาดนอแม่นไม้ค้อน แม่สิย้อนนอแม่นไม้แส้ ตีน้องนั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย  คนจบๆนอแม่นจั่งอ้าย งามๆกะลิแม่นจั่งเจ้า ซางบ่ไปนอแม่นกินข้าว หัวมองหนอเจ้านำไก่ คนขี้ฮ้ายคือว่าจั่งน้อง กินข้าวแม่นบ่ายปลา อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย ไปบ่เมือนอแม่นนำน้อง เมือนำนอแม่นน้องบ่ ค่ารถน้องบ่ให้เสีย ค่าเฮือน้องบ่ให้จ้าง น้องสิตายนอแม่นเป็นซ้าง เอราวัณนอให้อ้ายขี่ ตายเป็นรถกะลิแม่นแท็กซี่ วันอ้ายดอกแม่นขี่เมือ อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย ย้านบ่จริงนอแม่นจั่งเว้า สีชมพูนอเจ้าจั่งว่า ย้านคือตอกนอแม่นมัดกล้า ดำนาแล้วดอกเหยียบใส่ตม ดอกเหยียบใส่ตม ดอกเหยียบใส่ตม คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

บัดนี้ ขอสมพรนอแม่นไปให้ ผองชาวไทยนอทุกๆท่าน สุขสราญนอทุกถ้วนหน้า หลับสดชื่นทุกคืนทุกวัน ทุกคืนทุกวัน ทุกคืนทุกวัน คนงามของน้องนี่นา น้องขอลาแล้ว?.
.............................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:20:48  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   415) การฟ้อนรำประจำจังหวัดกาฬสินธุ์  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนนารีศรีอีสาน


นารีศรีอีสาน หมายถึง หญิงสาวชาวอีสาน

เป็นการแสดงที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ โดยคณะนักศึกษาชั้นสูงปีที่ 1 รายวิชาหลัก และวิธีจัดการแสดง ปีพุทธศักราช 2537 วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ โดยได้ความคิดมาจาก ท่าเซิ้งต่าง ๆ ของทางภาคอีสาน
และได้รวบรวมเอาท่าฟ้อนรำในแต่ละชุดที่เด่น ๆ ของทาง ภาคอีสานมารวมกันในชุดเดียว โดยให้หญิงสาว ทางภาคอีสานเป็นตัวนำเสนอ
โดยจะบ่งบอก ถึงเอกลักษณ์ ของสาวอีสานได้เป็นอย่างดี และได้นำออกแสดงครั้งแรกในงานสังคีตศาลา ที่โรงละครแห่งชาติ กรมศิลปากร
โอกาสที่ใช้ใช้ในงานรื่นเริงต่าง ๆ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือน



การแต่งกาย
- เสื้อคอตั้งผ้าไหมสีชมพู ผ้าซิ่นลายน้ำไหลตัดเย็บแบบยักรั้งด้านซ้าย ผ้าแพรวาสีเหลือง เข็มขัดเงินสร้อยคอ ต่างหู ดอกไม้ติดผม
..............................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 04:46:37  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   415) การฟ้อนรำประจำจังหวัดกาฬสินธุ์  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่4)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนแพรวากาฬสินธุ์


ผ้าไหมแพรวา เป็นผ้าแพรสไบที่ทอด้วยเทคนิคการทอคล้ายกับผ้าจก นิยมทอให้มีความยาวประมาณ 1 วากับอีก1 ศอกหรือ 1ช่วงแขน หรือยาวประมาณ 2-2.5 เมตร ตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งเป็นผ้าทอพื้นบ้านของชาวภูไทบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ และนิยมทอกันอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด เพราะได้การสนับสนุนจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และมีการพัฒนารูปแบบ สีสัน และลวดลายต่างๆมากขึ้น ทำให้ผ้าไหมแพรวาเป็นที่นิยม และนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ฟ้อนแพรวากาฬสินธุ์ ได้ประดิษฐ์คิดค้นการแสดงโดย คณาจารย์ภาควิชานาฏศิลป์และดุริยางค์ จาก/การควบคุมของ นายสิริชัย นักจำรูญ ผู้อำนวยการจากวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ.2534 เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระชนม์มายุครบ 60 พรรษา

และได้ออกนำเสนอผลงานในงานมหกรมการแสดงนาฏศิลป์ดนตรีและนิทรรศการงานศิลปะของสถาบันการศึกษา สังกัดกรมศิลปากรประจำปีการศึกษา2535 ณ โรงละครแห่งชาติโดยผู้แสดงจะแต่งกายด้วยการใช้ผ้าแพรวาสีต่างๆพันอก ท่าฟ้อนรำก็ได้ดัดแปลงมาจากท่วงท่าการทอผ้าไหมแพรวานั่นเอง




การแต่งกาย
หญิง พันอกด้วยสไบไหมแพรวา พับขึ้นเป็นสายพาดไหล่ด้านขวา แล้วพับเป็นแขนตุ๊กตาที่ไหล่ซ้าย นุ่งผ้าซิ่นไหมมัดหมี่ ผมเกล้ามวยประดับมวยผมด้วยดอกไม้ และสวมเครื่องประดับเงิน
....................................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 04:55:30  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   416) การแสดงฟ้อนรำแดนอีสานใต้  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


เรือมกะโน๊บติงตอง(ระบำตั๊กแตนตำข้าว)


เป็นการแสดงพื้นเมืองชาวไทเขมรในจังหวัดสุรินทร์ คำว่า กะโน๊บติงตอง เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวไทเขมร หมายถึง ตั๊กแตนตำข้าว เรือมกะโน๊บติงตอง ของอีสานใต้เป็นการละเล่นที่มีความสนุกสนาน ด้วยลีลาที่เลียนแบบมาจากลีลาการขยับตัวและการกระโดดของตั๊กแตน ซึ่งการแสดงชุดนี้ต้องใช้การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายทุกส่วน
      กะโน้บติงตอง เป็นภาษาเขมรแปลว่า  ตั๊กแตนตำข้าว เป็นการละเล่นที่เลียนแบบลีลาท่าทางการเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตำข้าว มีจังหวะลีลาที่สนุกสนานเร้าใจ จึงทำให้การเล่นกะโน้บติงตองเป็นที่นิยมทั่วไปทั้งในแถบอีสานใต้และแถบจังหวัดใกล้เคียง



      ประวัติความเป็นมา  เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2490 นายเต็น  ตระกาลดี ได้เดินทางเข้าไปในประเทศกัมพูชาและในขณะที่หยุดพักเหนื่อยนายเต็น ได้มองเห็นตั๊กแตนตำข้าวกำลังเกี้ยวพาราสีกันและผสมพันธุ์กันอยู่เฝ้าดูลีลาของตักแตนคู่นั้นด้วยความประทับใจ  เมื่อนายเต็นเดินทางมาถึงบ้าน จึงเกิดความคิดว่าถ้านำเอาลีลาการเต้นของตักแตนตำข้าวมาดัดแปลงและเต้นให้คนดูก็ดี จึงนำแนวคินนี้มาเล่าให้ นายเหือน ตรงศูนย์ดี  ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกันตรึมที่เล่นอยู่ในหมู่บ้านรำเบอะ และหมู่บ้านใกล้เคียงนั้น  ในแถบตำบลไพล  อำเภอปราสาท เมื่อไปเล่นที่ไหนเวลา ต้องการให้เกิดความสนุกสนานนั้น  จนการเต้นตั๊กแตนตำข้าวแป็นที่รู้จักและได้รับควานนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา

      ดนตรี  ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ดังนี้
                    กลองโทน ๒ใบ(สก็วล)
                    ปี่ใน           ๑ เลา(ปี่สลัย)
                    ซอด้วง      ๑ ตัว
                    ซออู้           ๑ ตัว
                    ฉิ่ง             ๑  ตัว

การบรรเลง นิยมใช้วงมโหรีอีสานใต้ หรือวงกันตรึม ส่วนบทร้องที่ใช้ประกอบการแสดงนั้นไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมีเนื้อหาอย่างไร จะขึ้นอยู่กับผู้ร้องว่าจะร้องในเนื้อเรื่องใดทั้งนี้เพราะมักจะด้นกลอนสด บางครั้งก็ร้องเข้ากับงานที่แสดง ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเชิงเกี้ยวพาราสีหรือตัดพ้อกันระหว่างชายหญิง

การแสดงเรือมกะโน๊บติงตองต้องแสดงร่วมกันเป็นหมู่โดยจะแบ่งออกเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิง สมมุติให้เป็นตั๊กแตนตัวเมียและตัวผู้  หากว่ามีการมีการแสดงเป็นกลุ่มมากคน ก็ยิ่งเพิ่มความสนุกสนานยิ่งขึ้น
การแต่งกาย จะแต่งกายเลียนแบบตัวตั๊กแตนคือเป็นชุดสีเขียวสวมทั้งตัว มีลักษณะการตกแต่งเสื้อให้คล้ายตัวตั๊กแตน สวมหน้ากากศีรษะตั๊กแตน มีปีก 1 คู่ ผู้แสดงเป็นตั๊กแตนตัวเมียจะมีกระโปรงด้วย
...................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 05:56:34  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   418) VCD การแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีจำหน่ายแล้ว  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่9)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


แผ่นที่ 2 ประกอบด้วย การแสดง

1.  ฟ้อนภูไทสามเผ่า


-------------------------------------------------
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด

Tel.   043-511244

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:52:55  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   428) เชิญชมการแสดงฟ้อนรำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่0) เชิญชมการแสดงฟ้อนรำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


1.ประเทศอินโดนีเซีย...........ตารีปัจปัญจารี    
http://www.youtube.com/watch?v=GbJ3s_ksxSM




2. ประเทศพม่า.........Gi-Ta-Thwar-Yar-Ka-Han-Par-Dance
http://www.youtube.com/watch?v=iVS2rUwfD-Q




3. ประเทศกัมพูชา.........ระบำอัปสรา
http://www.youtube.com/v/UUeapoAgelw




4. ประเทศลาว............ฟ้อนลำสาละวัน
http://www.youtube.com/watch?v=1xxHY9T3jNg




ไม่รุ้ว่าดูได้รึเปล่านะครับ.....

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 14 ครั้ง
จากขาจร : 14 ครั้ง
 
 
  21 ก.ย. 2551 เวลา 18:43:41  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   436) น้ำท่วมวงแคนจ้า......  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่5)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


อืม.....บรรยากาศที่ไม่เคยเห็นมานาน

น้ำท่วมครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว

**ถ่ายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2551 ขณะน้ำทรงตัว....

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  04 ต.ค. 2551 เวลา 20:04:41  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   437) การแสดงนาฏยนิพนธ์ เบิ่งเผ่าไทอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3 ตุลาคม 2551 มี vdo.clip  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่8)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


9.  ฟ้อนสายแนนเสี่ยงฮัก(นางอั้วเสี่ยงสายแนน) ไทลาว อุดรธานี



Concept
การเสี่ยงสายแนนของนางอั้ว (การเสี่ยงหาคู่) โดยให้ พญาแถน บนสรวงสวรรค์เป็นผู้ช่วยเสี่ยงให้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  04 ต.ค. 2551 เวลา 20:37:26  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   437) การแสดงนาฏยนิพนธ์ เบิ่งเผ่าไทอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3 ตุลาคม 2551 มี vdo.clip  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่13)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


14.  ฟ้อนหนุ่มเบิ้งจีบสาว ไทเบิ้ง, ไทโคราช


Concept
ชายหนุ่มมาช่วยเหลืองานบ้านของหญิงคนรัก ถือเป็นการจีบด้วยการเอาความขยันขันแข็งมาพิชิตใจหญิงคนรัก

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  04 ต.ค. 2551 เวลา 20:51:42  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   437) การแสดงนาฏยนิพนธ์ เบิ่งเผ่าไทอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3 ตุลาคม 2551 มี vdo.clip  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่16)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


17. ฟ้อนดานสาวคอย ภูไท นครพนม


Concept
ตำนานความรักของสาวภูไทผู้งดงาม ที่ถูกกีดกันความรักจากพ่อแม่ เมื่อสาวเจ้ามีชายหนุ่มอันเป็นที่รักอยู่แล้วแต่ต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับเจ้าเมือง นางจึงนัดพบกับชายคนรัก แต่ชายผู้นั้นกลับถูกเจ้าเมืองฆ่าตาย นางจึงต้องรอคอยอย่างไม่มีวันที่จะพบเจอคนรักได้อีกเลย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  04 ต.ค. 2551 เวลา 20:55:10  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   437) การแสดงนาฏยนิพนธ์ เบิ่งเผ่าไทอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3 ตุลาคม 2551 มี vdo.clip  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่17)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


18. ฟ้อนประทีปบูชาพระธาตุบัวบก ไทพวน อุดรธานี


Concept
ชาวไทพวน นับถือพระพุทธศาสนา และมีการสักการะพระพุทธบาทบัวบก จึงได้นำประทีปไปจุดบูชาทุกปี    




Comment ซิ่นของชาวไทพวนไม่ใช่ลายนี้นะครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  04 ต.ค. 2551 เวลา 20:56:19  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   437) การแสดงนาฏยนิพนธ์ เบิ่งเผ่าไทอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3 ตุลาคม 2551 มี vdo.clip  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่18)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


19. ฟ้อนเหลาเหย่                           เผ่าผู้หญิงทางเลือก......


Concept
เป็นการฟ้อนที่ไม่มี Concept มั่วไปเรื่อย เน้นเอามัน ฮาไว้ก่อน  

  

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  04 ต.ค. 2551 เวลา 20:57:50  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   165) การแสดงพื้นบ้าน ที่เปนเอกลักษลักษณ์ของร้อยเอ็ด  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่17)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนโหวด


โหวด เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าชนิดหนึ่ง และถือได้ว่า ?โหวด? เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ทำด้วยลูกแคนแต่ไม่มีลิ้น โดยนำเอากู่แคนจำนวนประมาณ 7 ถึง 12 อันมาตัดให้ได้ขนาดลดหลั่นกันให้ปลายทั้งสองข้างเปิด ปลายด้านล่างใช้ขี้สูดปิดให้สนิท ส่วนปลายบนเปิดไว้สำหรับเป็นรูเป่า โดยนำเอากู่แคนมารวมกันเข้ากับแกนไม้ไผ่ที่อยู่ตรงกลาง จัดลุกแคนล้อมรอบในลักษณะทรงกลม ตรงหัวโหวดใช้ขี้สูดก่อเป็นรูปกรวยแหลม เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับจรดฝีปากด้านล่าง และให้โหวดหมุนได้รอบทิศเวลาเป่า

ฟ้อนโหวด เป็นชุดการแสดงที่จัดทำขึ้นใหม่โดยภาควิชานาฏศิลป์ไทย โดยวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ด้วยการนำลักษณะของช่างประดิษฐ์โหวดมาปรับปรุงเป็นท่าฟ้อทีมีความอ่อนช้อยสวยงาม สามารถสะท้อนให้เห็นถึงกรรมวิธีการประดิษฐ์โหวดได้อย่างชัดเจน โดยเริ่มจากการฝ่ายชายเข้าป่าไปหาตัดไม้กู่แคน นำมาตากแห้ง เลือกตัด ตกแต่ง ติดขี้สูดประกอบเข้ากับแกนโหวด เทียบเสียง แกว่งโหวดทดสอบ แล้วฝ่ายหญิงออก มาแสดงความร่าเริง สนุกสนาน ปิดท้ายด้วยการที่ฝ่ายชายออกมาเกี้ยวพาราสี หยอกล้อกัน

ฟ้อนโหวด   ประกอบไปด้วยท่าจากท่าฟ้อนแม่บทอีสานเช่น ท่านาคเกล้าเกี้ยว ท่าอุ่นมโนราห์ ท่าบัวคว่ำบัวหงาย ฯลฯ
ดนตรีบรรเลงด้วยวงโปงลาง ลายเค้าอ่านคอน ลายอ่านหนังสือน้อย ลายกลอนเขิน ลายพรานเดินดง และลายเมยกินโป่ง


การแต่งกาย

- หญิง สวมเสื้อไม่มีแขนสีดำ เบี่ยงผ้าสไบด้วยผ้าจกไทแดงหรือผ้าไหมแพรวาสีแดง นุ่งซิ่นไทลื้อยาวกรอมเท้า ผมเกล้ามวย ประดับดอกไม้และหวีเงินสับมวยผม สวมเครื่องประดับเงิน
- ชาย สวมเสื้อสีแดงแขนตั้งผ่าหน้าติดกระดุม นุ่งผ้าโจงกระเบนพับชายหยักรั้งมาด้านหน้า ใช้ผ้าสไบขิดสีดำ โพกศีรษะและมัดเอว

...............................................

***สีของรูปไม่ค่อยเหมือนต้นแบบสักหน่อยนะครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 26 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 02:17:52  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่6) ไทอีสานบ้านเฮา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


สมัยนี้จะหาแม่หญิงเกล้ามมวยผมในอีสานก็หายากนัก
จะเห็นแต่ภูไทกับไทดำเท่านั้นที่ยังเกล้าผมกันอยู่
ผมเคยอ่านคุณลักษณะที่ดีของผู้หญิงอีสานว่า"ผมต้องยาว 1วา กับอีก1 คืบ" เลยเป็นหัวข้อของภาพนี้ครับ และผ้าซิ่นของสาวๆที่นุ่งนั้น ในภาพมีทั้งผ้าซิ่นสาวโสดและที่แต่งงานแล้วครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:41:02  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่8) ฟ้อนขันดอก ต้อนรับผู้มาเยือน      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ภาพนี้ได้แบบมาจากช่างฟ้อนของ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:45:18  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   409) วงโปงลางพ่อแล โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่16)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ลูกศิษย์ผม..........

แต่แปลกแฮะที่หัวข้อนี้ผมไม่ได้มาโพสอ่ะ.....

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 03:30:29  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่9) ฟ้อนของจังหวัดสกลนคร      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


(*** ภาพนี้ แท้จริงแล้วผู้แสดงต้องมีลายสักตามร่างกายด้วย ซึ่งผู้เขียนไม่ได้วาดไว้ จึงต้องขออภัยอย่างสูง ***)


ฟ้อนมวยโบราณ (รำมวยโบราณ)



ภาคอีสานในสมัยโบราณก่อนที่จะมีมวยคาดเชือก มวยเวที มีมวยแบบหนึ่งเรียกกันหลายชื่อ เช่น มวยลาว บ้าง เสือลากหาง บ้าง มวยดังกล่าวนี้นิยมฝึกหัดตามคุ้มวัดตามหมู่บ้าน เพื่อให้มีกำลังวังชา สามารถต่อสู้ป้องกันตัวได้และในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงความสวยงามของลีลาท่ารำท่าฟ้อน มีการร่ำเรียนเวทมนต์คาถา เสกเป่าหมัดเข่าให้มีพละกำลังแข็งแกร่งจนคู่ต่อสู้ทำอันตรายไม่ได้

ในปัจจุบันจังหวัดสกลนครเป็นแหล่งเดียวที่ยังมีมวยโบราณในงานเทศกาลงานบุญประเพณี เช่น เทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาในเทศกาลออกพรรษา ในเทศกาลงานบุญเหล่านี้ ชาวบ้านจะจัดขบวนแห่ของคุ้มวัดเข้า ร่วมขบวนอย่างสนุกสนาน   โดยเฉพาะชาวสกลนครในเขตรอบๆเมืองถือกันมาแต่โบราณว่าเมื่อถึงเทศกาลบุญพระเวสเทศน์มหาชาติแล้วชาวคุ้มจะจัดเป็นขบวนแห่ฟ้อนรำไปตามถนนผ่านหน้าบ้านผู้คนเพื่อบอกบุญ ทำบุญร่วมกันถวายแด่องค์พระธาตุเชิงชุม    ขบวนแห่ของชาวคุ้ม นอกจากจะประกอบด้วยผู้คนทั้งหนุ่มสาว เฒ่าชรา แต่งกายสวยงามตามแบบพื้นเมืองฟ้อนรำไปตามถนนหนทางแล้วยังมีนักมวยของแต่ละคุ้มนำหน้าขบวนเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเป็น นักมวยแต่ละคนจะนุ่งโจงกระเบนหยักรั้งปล่อยชายกระเบนห้อยลงมาพองามด้วยเหตุนี้เองชาวบ้านจึงมักเรียกนักมวยว่า "พวกเสือลากหาง"

การแต่งกายของผู้รำมวยโบราณนอกจากจะแต่งด้วยผ้าหยักรั้งปล่อยห้อยชายกระเบนแล้ว ตามเนื้อตัวตามขายังนิยมสักลายท่อนบนมักจะเป็นรูปสัตว์ที่แผงอก เช่น รูปครุฑ รูปงู รูปเสือ หนุมาน ส่วนตามโคนขาก็จะสักลายเป็นรูปพืชผัก เช่น ลายต้นข้าว ผักกูด คติความเชื่อในเรื่องสักลายนี้แต่โบราณถือว่าเป็นสัญลักษณ์ความเข้มแข็งเป็นที่พึงพอใจของสตรีเพศ

บางรายอาจมีคติเรื่องความคงกะพัน ผสมกับความสวยงานด้วย  นักมวยโบราณจะมีตะกรุดรัดแขนภายในตะกรุดมีเครื่องรางของขลังที่ตนนับถือสวมมงคลที่ศีรษะในขณะที่ไหว้ครู เช่นเดียวกับมวยเวทีในปัจจุบันและจะถอดมงคลออกเมื่อถึงเวลาที่จะร่ายรำหรือต่อสู้

ความงดงามของมวยโบราณอยู่ที่ท่าทางการไหว้ครู ซึ่งใช้ลีลาจากอากัปกิริยาของสัตว์ เช่น เสือ ช้าง ม้า วัว ควาย มาดัดแปลงด้วยลีลาของนักมวยแล้วเคลื่อนไหวเหยาะย่างให้เข้ากับเสียงกลองเสียงแคน นักมวยบางคนยังนำเอาท่าทางของลิงของยักษ์ในเรื่องรามเกียรติ์มาประดิษฐ์เป็นท่าทางร่ายรำอย่างสวยงาม    อันเนื่องมาจากความงดงามของนักมวยโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะผสมผสานระหว่าง นาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานและชั้นเชิงของการต่อสู้จึงทำครูมวยโบราณขึ้น นายจำลอง นวลมณี ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ เป็นผู้รักและสนใจการแสดงมวยโบราณ ได้ทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกมวยโบราณให้กับนักเรียนประถมมัธยม และพนักงานดับเพลิงของเทศบาลเมืองสกลนคร

ประวัติความเป็นมา

          ?มวย เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เป็นการต่อสู้ด้วยพละกำลัง ใช้อวัยวะเกือบทุกส่วนของร่างกาย ทั้งมือ เท้า เข่า ศอก รวมทั้งหัวด้วย มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว ในสมัยก่อนนิยมฝึกหัดกันในหมู่นักรบโบราณ เป็นที่นิยมชมชอบของชนทุกชั้น แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็มีปรากฏในพงศาวดาร ครั้งกรุงศรีอยุธยา ขุนหลวงสรศักดิ์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนาม พระเจ้าเสือ ทรงนิยมชมชอบมวยมาก ถึงกับปลอมพระองค์ไปชกมวยตามหัวเมืองบ่อยครั้ง?

          ข้อความเบื้องต้นมาจากหนังสือเชิดชูเกียรติ อาจารย์จำลอง นวลมณี (เป็นครูมวยโบราณของสกลนคร เป็นผู้ที่สืบสานศิลปะการร่ายรำมวยโบราณ)  ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ อาจารย์จำลอง นวลมณีได้เล่าไว้อย่างน่าสนใจมาก คือ?. เมื่อปี พ.ศ.2331 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีนักมวยฝรั่งสองพี่น้อง ล่องเรือกำปั่นท้าพนันชกมวยมาหลายหัวเมือง และชกชนะมาทั้งสิ้น ครั้นมาถึงกรุงเทพฯ ก็มาท้าพนันชกมวยกับคนไทย พระยาพระคลัง กราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงทราบ จึงรับสั่งให้รับท้าพนัน วางเดิมพันเป็นเงิน 50 ชั่ง หรือ 4,000 บาท (สมัยนั้นก็มากแล้ว) สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทราชอนุชา จึงจัดหานักมวย ชื่อ หมื่นผลาญ ซึ่งมีความรู้ทั้งมวยต่อยและมวยปล้ำและดำรัสให้ปลูกพลับพลาใกล้โรงละครด้านทิศตะวันตกของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อประทับทอดพระเนตร ผลการชกปรากฏว่า นักมวยฝรั่งแพ้ไม้เป็นท่า เป็นที่น่าอับอายมาก

นางศาสตร์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ได้เขียนไว้ในหนังสือเชิดชูเกียรติ อาจารย์จำลอง นวลมณี ว่า
?ในสมัย 50 ปีมาแล้ว จะมีงานแห่ต่างๆ โดยเฉพาะงานประเพณีที่เรียกว่า งานบุญพระเวส ชาวสกลนคร 10 คุ้ม ก็มีการแห่กัณฑ์เทศน์ และแห่บั้งไฟไปตามถนสายต่างๆ เพื่อทอดถวายองค์พระธาตุเชิงชุมโดยมีคณะนักมวยรำมวยออกหน้า มีปี่ ฆ้อง กลองประโคม เป็นเครื่องประกอบ เมื่อขบวนไปพบกันจะไม่มีใครหลีกทางให้กัน จึงมีการต่อสู้กันขึ้น?

ดังนั้น มวยโบราณจึงเป็นการต่อสู้ด้วยมือ เท้า เข่า ศอก มีมาก่อนมวยคาดเชือก (มวยคาดเชือกใช้ผ้าดิบ หรือบางครั้งใช้เชือกพันมือ สันนิษฐานว่า มีขึ้นในสมัยอยุธยา)

พ.ศ.2472 เป็นปีที่เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดใจเกิดขึ้น เมื่อนายเจีย แขกเขมร ขอขึ้นทาบรัศมีกับ นายแพ เสียงประเสริฐ และผลการต่อสู้ในครั้งนั้น นายเจีย ถูกนายแพ ต่อยถึงแก่ความตายที่สนามมวย หลักเมือง ของพลโท พระยาเทพหัสดิน ตั้งแต่นั้นมวยคาดเชือกจึงต้องเลิกไป

การแสดงมวยโบราณ
แบ่งเป็น 3 ตอน คือ ขบวนแห่มวยโบราณท่าไหว้ครูหรือรำเดี่ยว และการต่อสู้  เป็นที่น่าสังเกตว่า มวยโบราณไม่ใช้การต่อสู้แบบเข้าคลุกวงใน ทั้งนี้เพราะจะทำเห็นลีลาท่าฟ้อนรำน้อยไป แต่นักมวยจะเข้าไปเล่นงานคู่ต่อสู้พร้อมกับถอยมาฟ้อนรำเป็นระยะ ๆแล้วจึงบุกเข้าไปหรือเตรียมตั้งรับหรือตอบโต้คู่ต่อสู้   กล่าวได้ว่าความสนุกสนานของมวยโบราณ อยู่ที่ชั้นเชิงและกลเม็ดของนักมวยผู้ที่เจนจัดมักมีลูกเล่นกลเม็ดแพรวพรายทั้งท่ารุก ท่ารับ ซึ่งหมายถึงการฝึก หัดมาอย่างดีในท่ารุกเข้าพิชิตคู่ต่อสู้หลายแบบนักมวยโบราณที่มีความคล่องตัวนักนิยมเล่นงานคู่ต่อสู้ด้วยเท้า ในขณะที่เสียเปรียบคู่ต่อสู้จนเสียหลัก นักมวยจะแก้ปัญหา เช่น การหลบ โดยหลบ ลอดได้อย่างเร็ว พร้อมใช้เท้าถีบคู่ต่อสู้ให้ล้มหรือใช้ศอกถอง แต่ก็ต้องระวังท่าจระเข้ฟาดหางจากฝ่ายตรงข้ามตอบโต้ด้วย มวยโบราณจึงมิใช่มวยทีชกกันเอาแพ้ชนะเช่นมวยในปัจจุบัน แต่หากเป็นการต่อสู้ที่เน้นศิลปะของท่ารำ จึงควรให้เรียกว่าการรำมวยโบราณ มิใช่การชกมวยต่อยมวยเช่นในปัจจุบัน    

ท่าฟ้อนของมวยโบราณ เป็นที่อ่อนช้อยแต่เข้มแข็งทะมัดทะแมงอยู่ในการฟ้อนมวยโบราณ ท่าฟ้อนมวยโบราณนั้นทั้งหมดมี 14 ท่า คือ..
  1.  ท่าเสือออกจากเหล่า
  2.  ท่าย่างสามขุม
  3.  ท่ากุมภัณฑ์ถอยทัพ
  4.  ท่าลับหอกโมกขศักดิ์  
  5.  ท่าตบผาบปราบมาร
  6.  ท่าทะยานเหยื่อเสือลากหาง
  7.  ท่าไก่เลียบเล้า
  8.  ท่าน้าวคันศร
  9.  ท่ากินนรเข้าถ้ำ
10.  ท่าเตี้ยต่ำเสือหมอบ
11.  ท่าทรพีชนพ่อ
12.  ท่าล่อแก้วเมขลา
13.  ท่าม้ากระทืบโรง
14.  ท่าช้างโขลงทะลายป่า  

นอกจากนั้นยังมีท่ารำมวยโบราณแบบที่รำเป็นขบวนแห่อีก 9 ท่า คือ
  1.  ท่ากาเต้นก้อนขี้ไถ
  2.  ท่าหวะพราย
  3.  ท่าย่างสามขุม
  4.  ท่าน้าวเฮียวไผ่
  5.  ท่าไล่ลูกแตก-ตบผาบปราบมาร
  6.  ท่าช้างม้วนงวง
  7.  ท่าทวงฮัก กวักชู้
  8.  ท่าแหลวถลา กาตากปีก
  9.  ท่าเลาะเลียบตูบ

การแต่งกาย
มวยโบราณนิยมนุ่งผ้าโจงกระเบนแบบหยักรั้ง คือ ดึงชายกระเบนให้สูงขึ้น เพื่อให้เห็นลายสักที่ขา สีของผ้าโจงกระเบนนิยมสีแดงหรือสีน้ำเงิน ปล่อยชายหางกระเบน ห้อยลงมาพองาม มีผ้าคาดเอวสีแดงหรือ น้ำเงิน (ใส่สลับกับผ้านุ่ง คือ ถ้าผ้านุ่งสีแดง ผ้าคาดเอวก็สีน้ำเงิน)  ผ้าคาดเอวนี้จะช่วยรัดให้ผ้าโจงกระเบนแน่นกระชับ ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ มีผ้าประเจียดโพกศีรษะ (ผ้าประเจียดคือ ผ้าลงยันต์ บรรจุมนต์ขลังของเกจิอาจารย์) นอกจากนั้นก็มีผ้ารัดต้นแขนทั้งสองข้าง เป็นผ้าสีแดง มีตะกรุดหรือเครื่องรางของขลังอยู่ข้างใน



การสักหรือการเขียนลาย จุดเด่นของมวยโบราณนิยมสักลวดลายตามตัวทั่วร่างกาย ทั้งแขน ขา สมัยก่อนสักด้วยน้ำว่าน น้ำยาศักดิ์สิทธิ์สักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ที่เลื่อมใสว่ามีกำลังอำนาจ นอกจากนั้นยังสักเป็นลวดลายและลงอักษรโบราณที่เป็นคาถาอาคม เล่ากันว่า ในสมัยโบราณผู้ชายที่ไม่สักลายผู้หญิงจะไม่รัก และไม่แต่งงานด้วย ถึงกับมีคำพังเพยว่า ?ขาบ่ลายบ่ให้ก่าย? ก่ายก็หมายถึง กอดก่าย การสักนี้มีจุดมุ่งหมายเหมือนกับมีเครื่องรางของขลังติดตัวไปด้วย ทำให้อยู่ยงคงกะพันแคล้วคลาดและเป็นมหาเสน่ห์ สมัยก่อนการสักลงยันต์ทำกันเป็นเรื่องใหญ่เพราะต้องสักลงไปบนผิวหนัง ฝังลงไปในเนื้อโดยให้เหล็กแหลมเหมือนปากกา สักด้วยหมึกดำ หมึกแดง ผสมกับรงและว่าน รอยสักนี้จะติดไปบนผิวหนังตลอดชีวิต

ในปัจจุบันนี้ ไม่มีผู้นิยมสักลาย นักมวยโบราณจึงได้พัฒนาการสักลายมาเป็นการเขียนลายแทน และเขียนด้วยปากกาเมจิก หรือสีเคมีแห้งเร็ว เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็ใช้แป้งผงที่ทาตัวเด็ก โรยลงไปให้ทั่วเพื่อไม่ให้สีที่เขียนเลอะเทอะเมื่อเหงื่อออก

ดนตรีประกอบการแสดง เป็นสิ่งจำเป็นมากในการแสดงมวยโบราณ เพราะจะช่วยสร้างอารมณ์ให้เกิดความคึกคักให้กับนักมวย และผู้ชมยิ่งเป็นดนตรีพื้นเมืองของอีสานด้วยแล้วยิ่งสนุก คึกคัก เร้าใจ นักมวยโบราณได้ฟังเสียงแล้วก็ฮึกเหิม ร่ายรำได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย คนดูก็สนุกไปด้วย

เครื่องดนตรีของมวยโบราณ เป็นดนตรีพื้นบ้านทั้งสิ้น แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ
1.  เครื่องดีด ได้แก่  พิณ เป็นเครื่องดนตรีหลัก
2.  เครื่องสี    ได้แก่ ซอกระบอกไม้ไผ่
3.  เครื่องตี    ได้แก่ กลองตุ้ม(กลองสองหน้า)โปงลาง ฆ้อง ฯลฯ
4.  เครื่องเป่า ได้แก่  แคน โหวด

ส่วนเพลงที่ใช้ตีประกอบนั้น มวยโบราณจะอาศัยจังหวะจากเสียงกลองและเครื่องตีประกอบ จังหวะอื่นๆ เป็นตัวทำจังหวะให้นักมวยเต้นเหยาะย่างตามลีลาท่าฟ้อน สำหรับบทเพลงที่เหมาะที่สุด คือ บรรเลงลายภูไทเลาะตูบ
.....................................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 26 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:38:42  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   415) การฟ้อนรำประจำจังหวัดกาฬสินธุ์  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนไทภูเขา



ฟ้อนไทภูเขา เป็นการแสดงที่สื่อถึงภาพวิถีชีวิตในการทำมาหากินของชาวภูไทที่อาศัยตามแนวเทือกเขาภูพาน อันเป็นแนวทิวเขาที่ทอดยาวพาดผ่านหลายจังหวัดในอีสานตอนบน แสดงถึงการหาของป่าหรือการหาพืชพันธุ์เพื่อนำมาใช้ประกอบอาหาร ตั้งแต่การเดินขึ้นภูเขา การขุดหาหน่อไม้ เก็บเห็ด เก็บผักหวาน เก็บใบย่านาง และการตัดหวาย

การแสดงชุดนี้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นโดยวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ โดยการเข้าไปลงพื้นที่เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลการทำมาหากินที่หมู่บ้านของชาวภูไทบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการเป็นหมู่บ้านต้นแบบการทอผ้าสไบไหมแพรวาของชาวภูไท ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านในจังหวัดกาฬสินธุ์ แหล่งอื่นๆก็นิยมทอกันอย่างแพร่หลาย

ดนตรีที่ใช้เริ่มต้นจากลายภูไทที่มีทำนองช้าแล้วขึ้นลายใหม่ที่มีจังหวะและทำนองที่สนุกสนาน การแสดงชุด ?ฟ้อนไทภูเขา? จึงเป็นการแสดงที่มีความโดดเด่นในการสื่อถึงการทำมาหากินและความสวยงามของผ้าไหมแพรวาของชาวภูไทที่นำมาใช้เป็นเครื่องแต่งกายของนักแสดง

การแต่งกาย
-  หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีแดง ใช้ผ้าสไบไหมแพรวาสีแดงพับครึ่งเป็นตัว V ที่ด้านหน้าให้ปลายผ้าทั้งสองข้างพาดไหล่ นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่สีดำมีตีนซิ่นยาวคลุมเข่า พันศีรษะด้วยผ้าแพรวาสีแดงปล่อยให้ชายครุยของปลายผ้าปรกใบหน้า สวมเครื่องประดับเงิน และสะพายหลังด้วยเครื่องจักสานลักษณะตะกร้าสะพายหลัง ชาวภูไทเรียกเครื่องจักสานชนิดนี้ว่า ?กระม้อง?
-  ชาย สวมเสื้อสีครามมีการตกแต่งเสื้อด้วยแถบผ้าลายแพรวา นุ่งกางเกงขาก๊วย ใช้ผ้าแพรวาแดงพันศีรษะและมัดเอว สะพายย่ามลายขิดสีแดง
????????????????

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 25 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 04:42:37  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   418) VCD การแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีจำหน่ายแล้ว  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่0) VCD การแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีจำหน่ายแล้ว      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


แผ่นที่ 1 ประกอบด้วย การแสดง

1. ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์


-------------------------------------------------
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด

Tel.   043-511244

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:46:42  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   418) VCD การแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีจำหน่ายแล้ว  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่20)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


แผ่นที่ 3 ประกอบด้วย การแสดง

3.  ฟ้อนดึงครก-ดึงสาก


-------------------------------------------------
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด

Tel.   043-511244

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  30 ส.ค. 2551 เวลา 17:57:56  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่0) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนหมากกั๊บแก้บ-ลำเพลิน

หมากกั๊บแก้บ(กรับ) เป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะของภาคอีสาน มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ
1. กั๊บแก้บไม้สั้น เป็นไม้ผิวเรียบยาวประมาณ 4-6 นิ้ว
2. กั๊บแก้บไม้ยาว เป็นไม้ผิวเรียบมีการหยักร่องฟันปลา เพื่อขูดกันให้เกิดเสียง
การเล่นหมากกั๊บแก้บนั้น สามารถเล่นได้ทุกโอกาสที่มีการบรรเลงดนตรีพื้นบ้าน  และผู้เล่นส่วนใหญ่มักจะแต่งกายเหมือนชาวอีสานโบราณ คือนุ่งผ้าเตี่ยวมีการสักลวดลายบนร่างกาย ปัจจุบันไม่นิยมการสักจึงมักจะใช้สีเขียนลวดลายขึ้นแทน เช่นลายเสือผงาด ลายหนุมานถวายแหวน ลายนกอินทรี ลายมอม ลายสิงห์ เป็นต้น
การเล่นหมากกั๊บแก้บ เป็นการเล่นที่ไม่มีรูปแบบตายตัว สุดแท้แต่ใครมีความสามารถในการแสดงออกถึงลีลาท่าทางที่โลดโผนให้เป็นที่ประทับใจของหญิงสาวได้มากน้อยเพียงใด  หากเล่นกันเป็นคู่มีฝ่ายรุกฝ่ายรับ แล้วเปลี่ยนลีลาสลับกันก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและปฏิภาณของผู้เล่น
ลำเพลิน เป็นการขับลำอีกประเภทหนึ่งของชาวอีสาน สันนิษฐานว่าการขับลำเพลินมาจากการลำทำนองตีกลองน้ำเพราะจังหวะลีลาท่วงทำนองคล้ายคลึงกันมาก
หมอลำเพลินถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยใดไม่สามารถระบุหลักฐานได้แน่ชัด แต่ก็เป็นทำนองกลอนลำที่นิยมกันอย่างกว้างขวางทั้งในภาคอีสานและประเทศลาว ตั้งแต่ พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบัน บางคนก็เรียกทำนองหมอลำชนิดนี้ว่าหมอลำแก้วหน้าม้า อันเนื่องมาจาก แต่เริ่มเดิมทีนั้นหมอลำเพลินนิยมเล่นเรื่อง ?แก้วหน้าม้า? เพียงอย่างเดียว ในสมัยต่อมาก็มีการเล่นเรื่อง ?ขุนช้างขุนแผน? ซึ่งชาวอีสานจะนิยมเรียกว่า ?ขุนแผน-ลาวทอง? เพราะนิยมเล่นตอนนางลาวทองเขียนสาสน์ ปัจจุบัน ลำเพลินพัฒนาตนเองไปอย่างรวดเร็ว จึงนิยมนำเอาวรรณกรรมและนิทานพื้นบ้านมาใช้เล่นกันอย่างกว้างขวาง
ความไม่พิถีพิถัน ของคณะหมอลำและผู้จัดการวงหมอลำในปัจจุบัน ทำให้ภาพลักษณ์ของหมอลำเพลิน เกือบจะสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอีสานเพราะในขณะนี้หมอลำเพลินแทบทุกคณะนิยมนำเอาเครื่องดนตรีสากลมาใช้ในการบรรเลงเพลงประกอบการแสดงแทบจะไม่เหลือความเป็นขนบดั้งเดิมของหมอลำ กลอนลำที่ใช้ก็ไม่ไม้ถูกต้องตรงกับเนื้อเรื่อง มักจะลำไปเรื่อยๆตามคำกลอนของผู้เขียนเพลงจะคิดได้
นายชุมเดช  เดชภิมล อาจารย์2 แห่งวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ได้ผนวกการเล่นหมากกั๊บแก้บเข้ากับการเล่นลำเพลินของชาวอีสาน โดยยังคงลีลาการเล่นหมากกั๊บแก้บและการฟ้อนลำเพลินไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีผู้แสดงร่วมทั้งชายและหญิง จุดเด่นของการฟ้อนหมากกั๊บแก้บ-ลำเพลินอยู่ที่จังหวะลีลาท่วงทำนองดนตรี ประกอบกับท่าฟ้อนของชาวอีสาน เช่น ท่าถวยแถน ท่าหมาเยี่ยว ท่าลอยปลากระเดิด ท่าเสือตะครุบ ท่าดาวน้อย ท่าลำเพลินท่าบัวหุบ-บัวบาน ท่าส่าย ท่าเนิ้ง ฯลฯ ดนตรีบรรเลงลายแมงตับเต่า และทำนองหมอลำอัศจรรย์ลายลำเพลิน
การแต่งกาย
- ชาย สวมเสื้อยันต์แขนกุดสีขาวขอบชายเสื้อสีแดง นุ่งผ้าลายโสร่ง เป็นโจงกระเบนรั้งสูงถึงต้นขา ม้วนปลายผ้าสอดไปด้านหลัง (เรียกลักษณะการนุ่งผ้าเช่นนี้ว่า การนุ่งแบบเสือลากหาง) มัดศีรษะด้วยผ้าขาวม้า และมัดเอวด้วยผ้าขิด
- หญิง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มทับด้วยสไบขิด นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ยาวคลุมเข่า ผมเกล้ามวยประดับมวยผมด้วยดอกไม้ และสวมเครื่องประดับเงิน
....................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 26 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 24 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:16:43  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่3) ฟ้อนลีลาวดี(จำปาขาว)      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว)

?ลีลาวดี? เป็นนามของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้เรียกแทนชื่อเดิม คือ ?ดอกลั่นทม? หรือภาคอีสานจะเรียกชื่อของดอกไม้ชนิดนี้ว่า ?ดอกจำปา? เมื่อ พ.ศ. 2547 ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง(วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มีการประชุมหารือเพื่อสร้างสรรค์ชุดการแสดงใหม่ขึ้นเพิ่มเติม จากชุดการแสดงฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคามที่มีอยู่แต่เดิม เช่น ฟ้อนทอเสื่อบ้านแพง ฟ้อนกลองยาวชาววาปีปทุม ระบำจัมปาศรี ระบำสันตรัตน์ ฟ้อนแห่ประเพณีบุญเบิกฟ้า ฯลฯ
โดยได้มีแนวความคิดร่วมกันว่า ดอกไม้ประจำจังหวัดมหาสารคามคือ ดอกจำปา(ดอกลั่นทมขาว) จึงได้เอาแนวคิดนั้นมาประดิษฐ์เป็นชุดการแสดงในชื่อชุดว่า ?ฟ้อนลีลาวดี? โดยแสดงถึงลักษณะความงดงามของดอกจำปาและความงามของหญิงสาวชาวอีสานที่ใช้ดอกจำปามาประดับผม
ท่วงทำนองของดนตรีเริ่มจากช้าและเร็วขึ้น ในท่วงทำนองลายเพลงจะสื่อความหมาย เกี่ยวกับความลึกลับ ความงดงามชวนหลงใหลเนื่องจากดอกจำปาเป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆจึงเปรียบเสมือนกุลสตรีชาวอีสานที่เพียบพร้อมในการปฏิบัติตนในหลักเฮือน 3 น้ำ 4 อย่างที่สตรีชาวอีสานสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน
ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว) ออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายโดย นายอดิศักดิ์ สาศิริ สร้างสรรค์ทำนองดนตรีโดย นายสุวิทย์  วิชัด ประดิษฐ์ท่าฟ้อนโดยสมาชิกกลุ่มนาฏศิลป์ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
การแสดงชุด ?ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว)? ได้นำไปแสดงเผยแพร่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2547 ณ งานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 7 ?ออนซอนศิลป์ ศรี มอดินแดง? ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
การบรรเลงลายดนตรี ใช้วงดนตรีพื้นเมืองอีสานบรรเลงลายจำปาขาว ลายเอ้หย่องดวงจำปาและบรรเลงลายโปงคองัว(วัว)

การแต่งกาย
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน สวมเสื้อแขนกระบอกสีขาวแบบเสื้อได้แบบมาจากภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5 ปกเสื้อเป็นแบบพับคล้ายเสื้อของชาวจีนมีขอบเป็นผ้าลายขิดสีทอง มีผ้าสไบขิดสีเหลืองพาดไหล่ซ้ายทิ้งชายลงมา ชายด้านหน้าคาดทับด้วยเข็มขัดเงิน นุ่งซิ่นมัดหมี่สีเขียวยาวกรอมเท้า มวยผมปักปิ่นเงินและช่อดอกจำปาสีขาว สวมเครื่องประดับเงิน
?????????????

 
 
สาธุการบทความนี้ : 26 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 26 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:26:26  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   220) เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ  
  อ้ายโอ๊ต    คห.ที่5) เครือญาติแห่งชาติพันธุ์ไทลาว-อีสาน ไทครั่ง ลาวเวียง      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
เข้าร่วม : 10 ก.ย. 2550
รวมโพสต์ : 2110
ให้สาธุการ : 10
รับสาธุการ : 180250
รวม: 180260 สาธุการ

 


ภาคกลางก็มีกลุ่มชาวไทยเชื้อสายลาวและมาจากประเทศลาวหลายกลุ่ม เช่น ไทพวน ไทแง้ว(ลาวแง้ว) ไทครั่ง(ลาวเวียง) ไทดำ ฯลฯ แต่ผมค่อนข้างจะชอบชนเผ่าไทครั่งเป็นพิเศษ เพราะผ้าของเผ่านี้งดงามมาก จนทำให้ผมหมดทุนทรัพย์แลกกับความงามของผืนผ้าซิ่นของชนเผ่านี้หลายผืน(3 ผืน ก็หมดไป 5500 บาท)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 26 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 26 ครั้ง
 
 
  10 ก.ย. 2550 เวลา 15:36:49  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34

   

Creative Commons License
เอาข้อมูลการแสดงพร้อมรูปวาดของผมมาให้ชมครับ --- เว็บบอร์ดอีสานจุฬาฯ