ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2557:: อ่านผญา 
นกเขาเปิดข้าว นกกาเวาเปิดไข่ นกไซเปิดด้วง โงเงี้ยวตอดโกน แปลว่า นกเขาเบื่อหน่ายข้าว นกกาเหว่าเบื่อหน่ายไข่ นกหัวขวานเบื่อหน่ายหนอนด้วง หันมาจิกรูไม้ หมายถึง ในโลกนี้ สิ่งที่แตกต่างจากทั่วไป มีอยู่ อย่าได้รังเกียจความต่าง


  ค้นหากระทู้ กระดานสนทนาชมรมอีสานจุฬาฯ  

หน้า: 1 2 3  
  โพสต์โดย   867) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่0) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 
....

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  19 เม.ย. 2553 เวลา 15:18:41  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่0) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


                          
                           แดนปราสาทขอม หอมกระเทียมดี มีสวนสมเด็จ

                          เขตดงลำดวน  หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำสามัคคี


     ศรีสะเกษ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนล่างที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เคยเป็นชุมชนที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองมานับพันปี นับตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ และมีชนเผ่าต่าง ๆ อพยพมาตั้งรกรากในบริเวณนี้ ได้แก่ พวกส่วย ลาว เขมร และเยอ ศรีสะเกษเดิมเรียกกันว่าเมืองขุขันธ์ เมืองเก่าตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน ตำบลดวนใหญ่ อำเภอวังหินในปัจจุบัน ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองเมื่อ พ.ศ. 2302 สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยมีหลวงแก้วสุวรรณซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาไกรภักดีเป็นเจ้เมืองคนแรก ล่วงถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ย้ายเมืองขุขันธ์มาอยู่ที่เมืองเก่า ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน แต่ยังคงใช้ชื่อว่า เมืองขุขันจนถึง พ.ศ. 2481 จึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดศรีสะเกษตั้งแต่นั้นมา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 129 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 126 ครั้ง
 
 
  19 เม.ย. 2553 เวลา 15:20:22  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่2) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


จังหวัดศรีสะเกษ มีทั้งหมด 22  อำเภอ

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดยโสธร และร้อยเอ็ด
ทิศใต้ ติดต่อประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย โดยมีเทือกเขาดงรัก เป็นแนวกั้นเขตแดน
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดอุบลราชธานี
ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดสุรินทร์

 
 
สาธุการบทความนี้ : 117 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 117 ครั้ง
 
 
  19 เม.ย. 2553 เวลา 16:00:37  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่3) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


เทศกาล งานประเพณีในจังหวัดศรีสะเกษ
  การแข่งขันวิ่งฮาล์ฟและควอเตอร์มาราธอนสู่ผามออีแดง
จัดขึ้นในวันอาทิตย์ สัปดาห์ที่สามของเดือนสิงหาคมของทุกปี บนเส้นทางขึ้นสู่เขาพระวิหาร ระหว่างหมู่บ้านภูมิซรอล-ผามออีแดง อำเภอกันทรลักษ์ เนื่องจากเป็นเส้นทางขึ้นเขาสู่ชายแดน ที่ต้องวิ่งฝ่าสายหมอกในช่วงปลายฤดูฝน จึงนับเป็นเส้นทางที่ท้าทายและเป็นสนามประลอง กำลังที่นักกีฬาวิ่งมาราธอนให้ความสนใจกันมาก

 
 
สาธุการบทความนี้ : 121 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 121 ครั้ง
 
 
  19 เม.ย. 2553 เวลา 16:58:32  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่4) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


งานเทศกาลดอกลำดวน
จัดขึ้นเป็นประจำระหว่างวันที่ ๑๕-๑๗ มีนาคมของทุกปี ณ สวนสมเด็จศรีนครินทร์ เป็นช่วงที่ดอกลำดวนในสวนกำลังบาน ภายในงานประกอบด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านสี่เผ่า คือ เขมร ส่วย ลาว เยอ การออกร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม สินค้าพื้นเมือง การแสดงละครประกอบแสงเสียงตำนานการสร้างเมือง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 118 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 118 ครั้ง
 
 
  19 เม.ย. 2553 เวลา 17:26:26  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่5) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


งานเทศกาลเงาะทุเรียนศรีสะเกษ
    จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ หรืออำเภอขุนหาญ โดยจะจัดสลับกันแห่งละปี ภายในจะมีกิจกรรมมากมาย เช่น การออกร้านจำหน่ายพืชผักผลไม้ศรีสะเกษนานาชนิด เช่น เงาะ ทุเรียน ลองกอง มังคุด สะตอ ยางพารา เป็นต้น การจัดขบวนแห่รถประดับด้วยผลไม้ การจัดนิทรรศการทางวิชาการ และการจัดกิจกรรมคาราวานชมสวนชิมผลไม้ศรีสะเกษ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 114 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 113 ครั้ง
 
 
  19 เม.ย. 2553 เวลา 17:32:24  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่6) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ประเพณีแซนโดนตา
      อำเภอขุขันธ์เดิมเป็นที่ตั้งของบริเวณเมืองขุขันธ์ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของคนไทยหลายเชื้อสาย หลายภาษา เช่น เขมร ลาว ส่วย เยอ จีน เป็นต้น มีจารีตประเพณีและวัฒนธรรมที่งดงามของท้องถิ่นอยู่เป็นจำนวนมาก และหนึ่งในจำนวนนั้น ก็คือ ประเพณีแซนโดนตา ซึ่งเป็นประเพณีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายเขมร โดยคนไทยกลุ่มดังกล่าวได้ยึดถือปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิม เนื่องจากอำเภอขุขันธ์มีคนไทยเชื้อสายเขมร อยู่เป็นจำนวนมาก บรรดาลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่นจะกลับมาร่วมพิธีเซ่นไหว้ที่บ้านเป็นประจำทุกปี แต่การแซนโดนตาได้กระทำกันในครอบครัว บางครอบครัวที่เป็นคนรุ่นใหม่เริ่มขาดความรู้ความเข้าใจในพิธีกรรมดังกล่าว ชาวอำเภอขุขันธ์จึงได้จัดงานประเพณีแซนโดนตาขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา เพื่อเป็นการสืบสาน พัฒนาและส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีในท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 120 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 119 ครั้ง
 
 
  19 เม.ย. 2553 เวลา 17:40:20  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่7) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


        ศรีสะเกษเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนล่างที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เคยเป็นชุมชนที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองมานับพันปี นับตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ และมีชนเผ่าต่างๆ อพยพมาตั้งรกรากในบริเวณนี้ ได้แก่ พวกส่วย ลาว เขมร

 
 
สาธุการบทความนี้ : 112 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 112 ครั้ง
 
 
  19 เม.ย. 2553 เวลา 19:11:13  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่12) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


เผ่าส่วย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 115 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 115 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 09:09:49  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่13) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


เผ่าเขมร

 
 
สาธุการบทความนี้ : 106 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 106 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 09:11:47  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่14) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


เผ่าลาว

 
 
สาธุการบทความนี้ : 116 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 116 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 09:12:22  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่15) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


เผ่าเยอ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 110 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 110 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 09:22:55  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่16) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ
     ตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยก  ถ.เทพา ตัดกับถนนหลักเมือง ศาลหลักเมือง
(หลังใหม่)  สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ในสมัย นายจำลอง ราษฎร์
ประเสริฐ  เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด  ลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมยกฐานสูง  หลัง
คาทรงไทยจตุรมุข กรุด้วย หินอ่อนทั้งหลัง  ส่วนจั่วด้านทิศใต้ประดิษฐานตรา "กาญจนา
ภิเษก" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองศิริราช
สมบัติครบ ๕๐ ปี


ข้อมูลจาก :http://intranet.m-culture.go.th

 
 
สาธุการบทความนี้ : 109 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 109 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 09:41:01  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่17) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ประตูเมืองศรีสะเกษ    
      ตั้งอยู่ริมฝั่งห้วยแฮด ด้านตะวันออก ต.โพธิ์ อ.เมือง สร้างด้วยคอนกรีตเลียนแบบศิลปะขอม ตั้งอยู่ที่ทางเข้าตัวเมืองศรีสะเกษ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 109 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 109 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 09:43:15  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่18) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


อนุสาวรีย์แม่ศรีสระผม

       บริเวณวงเวียนหลังสถานีรถไฟศรีสะเกษ สร้างขึ้นตามตำนานที่ว่า แม่ศรีเป็นธิดากษัตริย์ลาวได้อภิเษกสมรสกับพระยาแกรก กษัตริย์เขมรเมืองพระนคร เมื่อเสด็จตามเส้นทางระหว่างเมืองทั้งสองมักจะแวะพักสรงน้ำ และสระเกศาที่แอ่งน้ำบริเวณวัดพระโต หรือ วัดมหาพุทธารามในปัจจุบัน เมื่อมีการสร้างเมืองทีหลังจึงให้ชื่อเมืองว่าศรีสะเกษ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 106 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 106 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 09:48:31  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่19) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


การตั้งถิ่นฐานของชาวจังหวัดศรีสะเกษ

ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา

       ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดศรีสะเกษ
ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฎหลักฐานแน่นอน มีการจดบันทึกไว้พอสังเขป ส่วนมากได้จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุเล่าต่อๆ กันมา เอาความแน่นอนไม่ได้นัก นักประวัติศาสตร์
และนักโบราณคดีสันนิษฐานว่า พื้นที่ภาคอีสานในปัจจุบันเคยเป็นที่อยู่ของพวกละว้าและลาว มีแว่นแคว้นอาณาเขตปกครองเรียกว่า "อาณาจักรฟูนัน"ประมาณปี พ.ศ.1100 พวกละว้าที่เคยมีอำนาจปกครอง อาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจลง ขอมเข้ามามีอำนาจแทนและตั้งอาณาจักรเจนละหรืออิศานปุระขึ้น พวกละว้าถอยร่นไปทางเหนือ ปล่อยให้พื้นที่ภาคอีสานรกร้างว่างเปล่าเป็นจำนวนมากเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงจึงถูกทิ้งให้เป็นที่รกร้างและเป็นป่าดง ขอมได้แบ่งการปกครองเป็น 3 ภาคโดยมีศูนย์การปกครองอยู่ที่ละโว้(ลพบุรี) พิมาย(นครราชสีมา)และสกลนคร มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางการปกครองใหญ่ที่นครวัด
       ในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ ศรีสะเกษน่าจะเป็นดินแดนแห่งหนึ่งที่ขอมใช้เป็นเส้นทางไปมาระหว่างเมืองประเทศราชดังกล่าวแล้ว เพราะปรากฎโบราณสถานโบราณวัตถุของขอมซึ่งกรมศิลปากรสำรวจในจังหวัดศรีสะเกษเมื่อ พ.ศ.2512 จำนวน15 แห่ง ไม่รวมเขาพระวิหารซึ่งเป็นเทวะสถานของขอมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีปราสาทหินสระกำแพงใหญ่
สระกำแพงน้อย ปราสาทลุมพุก ปราสาทบ้านทามจาน(บ้านสมอ)ปราสาทเยอ ปราสาทโดนต็วล (ช่องตาเฒ่า อ.กันทรลักษ์) สันนิษฐานว่าโบราณสถานเหล่านี้มีอายุประมาณ 1,000 ปีเศษ  มีอยู่ตามท้องที่อำเภอต่างๆ ของจังหวัดศรีสะเกษ ขอมคงสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่พักและประกอบพิธีทางศาสนาระหว่างเดินทางจากนครวัด นครธมข้ามเทือกเขาพนมดงรักษ์มาสู่ศูนย์กลางการปกครองภาคอีสานทั้ง 3 เมืองดังกล่าวแล้ว เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง ไทยเริ่มมีอำนาจครอบครองดินแดนเหล่านี้ ขณะเดียวกันจังหวัดศรีสะเกษมีสภาพเป็นป่าดงอยู่นาน
เพราะแม้แต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางก็มิได้บันทึกกล่าวถึงจังหวัดศรีสะเกษในเอกสารใด เพิ่งจะได้มีการบันทึกหลักฐานในพงศาวดารกล่าวถึงเมืองสุรินทร์ด้วย

สมัยกรุงศรีอยุธยา
     ในสมัยกรุงศรีอยุธยาอาณาจักรไทยกว้างขวางมาก มีชาวบ้านป่าซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ( MINORITY TRIBE )อาศัยอยู่แถบเมืองอัตปือแสนแป แคว้นจำปาสักฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบัน ชนพวกนี้เรียกตัวเองว่า "ข่า" ส่วย" "กวย" หรือ "กุย" อยู่ในดินแดนของราชอาณาจักรไทย โดยสมบูรณ์ (เพิ่งเสียให้ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2436หรือ ร.ศ.112) พากนี้มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน ชาวส่วยหรือชาวกวยได้อพยพย้ายที่ทำมาหากินข้ามมาฝั่งขวาแม่น้ำโขง เนื่องจากชาวเมืองศรีสัตนาคนหุต(เวียงจันทน์) ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานแย่งที่ทำมาหากิน
     ในปี พ.ศ.2260 ชาวส่วยได้อพยพแยกออกเป็นหลายพวกด้วยกัน แต่ละพวกมีหัวหน้าควบคุมมา เช่น เซียงปุม เซียงสีเซียงสง ตากะจะและเซียงขัน เซียงฆะ เซียงไชย หัวหน้าแต่ละคนก็ได้หาสมัครพรรคพวกไปตั้งรกรากในที่ต่าง ๆ กัน เวียงปุม
อยู่ที่บ้านที เซียงสีหรือตะกะอาม อยู่ที่รัตนบุรี เซียงสง
อยู่บ้านเมือลีง (อำเภอจอมพระ) เซียงฆะ อยู่ที่สังขะ เวียงไชย
อยู่บ้านจารพัด (อำเภอศรีขรภูมิ) ส่วนตากะจะและเซียงขัน อยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน(บ้านดวนใหญ่ปัจจุบัน)
     พวกส่วยเหล่านี้อยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่ หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตรและหาของป่ามาบริโภคใช้สอย มีการไปมาหาสู่ติดต่อกันระหว่างพวกส่วยอยู่เสมอ มีสภาพภูมิประเทสติดต่อเขตกัมพูชา และมีเทือกเขาพนมดงรักเป็นเส้นกันเขตแดน ป่าดงเขตนี้มีฝูงสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ โขลงช้างพัง ชางพลาย ฝูงเก้งกวาง ละมั่งและโคแดงอยู่มากมายตามทุ่งหญ้าและราวป่า เหมาะกับการทำมาหาเลี้ยงชีพของชาวส่วยอย่างยิ่ง
     พ.ศ.2302 ปีเถาะ จุลศักราช 1181 ตรงกับสมัยแผ่นดินพระบรมราชาที่ 3 หรือพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยอัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา พระยาช้างเผือกของพระองค์ได้แตกออกจากโรงช้างต้นในกรุงศรีอยุธยา เดินทางมาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โปรดให้ทหารเอกคู่พระทัยสองพี่น้อง (เข้าใจว่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พระนามเดิมทองด้วง และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระนามเดิมบุญมา) คุมไพร่พล 30 นาย ออกติดตามผ่านมาแขวงพิมาย ทราบจากเจ้าเมืองพิมายว่า ในดงริมเขาพนมดงรักมีพวกส่วยชำนาญใชการจับช้าง เลี้ยงช้าง สองพี่น้องกับไพร่พล จึงได้ติดตามสองพี่น้องไปเซียงสีไปที่บ้านกุดหวาย (อำเภอรัตนบุรี) เซียงสีจึงได้พาสองพี่น้องและไพร่พลไปตามหาเซียงสง ที่บ้านเมืองลีง เซียงปุ่มที่บ้านเมืองที เซียงไชยที่บ้านกุดปะไท ตากะจะและเซียงขัน ที่บ้านโคกลำดวน เซียฆะที่บ้านอัจจะปะนึง (เขตอำเภอสังขะ) ทุกคนร่วมเดินทางติดตามพระยาช้างเผือก สองพี่น้องและหัวหน้าป่าดงทั้งหมด ได้ติดตามล้อมจับพระยาช้างเผือกได้ที่บ้านหนองโชก ได้คืนมาและนำส่งถึงกรุงศรีอยุธยา ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุริยอัมรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หัวหน้าบ้านป่าดงมีบรรดาศักด์ทั้งหมด ตากะจะหัวหน้าหมู่บ้านโคกลำดวน ได้เป็นหลวงแก้วสุวรรณเซียงขันได้เป็นหลวงปราบอยู่กับตากะจะ  ต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านป่าดงทั้ง 5 ได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา โดยนำสิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย คือ  ช้าง ม้า
แก่นสน ยางสน ปีกนก นกระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้งน้ำผึ้ง เป็นการส่งส่วยตามพระราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ทรงพิจารณาเห็นความดีความชอบ  เมื่อครั้งได้ช่วยเหลือจับพระยาช้างเผือก และเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้นำสิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หัวหน้าหมู่บ้านสูงขึ้นทุกคน
     ในปี พ.ศ.2302 นี้เอง หลวงแก้วสุวรรณ(ตากะจะ) บ้านโคกลำดวนได้บรรดาศักดิ์เป็นเป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวนมีพระบรมราชโองการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน ซึ่งเดิมเรียกว่า "เมืองศรีนครลำดวน" ขึ้นเป็นเมืองขุขันธ์แปลว่า "เมืองป่าดง" ให้พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวนเป็นเจ้าเมืองปกครอง

สมัยกรุงธนบุรี
     เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ.2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงกอบกู้อิสรภาพและทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี
     พ.ศ.2321 ปีจอ จุลศักราช 1140 กรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์)เป็นกบฎต่อไทย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กับเจ้าพระยาสุรสียห์เป็นแม่ทัพยกขึ้นไปทางเมืองพิมายแม่ทัพสั่งให้เจ้าเมืองพิมายแต่งข้าหลวงออกมาเกณฑ์กำลังเมืองประทายสมันต์ (จังหวัดสุรินทร์) เมืองสังฆะ เมืองขุขันธ์ เมืองรัตนบุรี เป็นทัพบกยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองจำปาศักดิ์ ได้ชัยชนะยอมขึ้นต่อไทยทั้งสองเมือง กองทัพไทยเข้าเมืองเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางพร้อมคุมตัวนครจำปาศักดิ์ไชยกุมารกลับกรุงธนบุรีในการศึกครั้งนี้เมื่อเดินทางกลับ หลวงปราบ(เซียงขัน) ทหารเอกในกองทัพ ได้หญิงไม่ชาวลาวคนหนึ่งกลับมาเป็นภรรยา มีบุตรชายติดตามมาด้วยชื่อท้าวบุญจันทน์
     พ.ศ.2324 เมืองเขมรเกิดจราจล สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระยาสุรสีห์ ได้รับพระบรมราชโองการให้เป็นแม่ทัพยกกองทัพไปปราบจราจลครั้งนี้ โดยเกณฑ์กำลังของเมืองปะทายสมันต์ เมืองขุขันธ์ และเมืองสังฆะ สมทบกับกองทัพหลวงออกไปปราบปราม กองทัพไทยยกไปตีเมืองเสียมราฐ กำพงสวาย บรรทายเพชร บรรทายมาศ
และเมืองรูงตำแรย์(ถ้ำช้าง) เมืองเหล่านี้ยอมแพ้ ขอขึ้นเป็นขอบขัณฑสีมา เสร็จแล้วยกทัพกลับกรุงธนบุรี
     เมื่อเสร็จสงครามเวียงจันทน์ และเมืองเขมรแล้ว ได้ปูนบำเหน็จให้แก่เจ้าเมืองปะทายสมันต์ เมืองขุขันธ์ และเมืองสังฆะ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระยาให้พระยาทั้งสามเมือง เจ้าเมืองขุขันธ์ ได้บรรดาศักดิ์ใหม่ จากพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี ในปีเดียวกันนั้นเอง พระยาขุขันธ์ภักดี(ตากะจะ) ถึงแก่อนิจกรรมจึงโปรดให้หลวงปราบ (เซียงขัน) ขึ้นเป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ ต่อมาเมืองขุขันธ์ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวนกันดารน้ำ พระยาไกรภักดีฯ จึงอพยพเมืองย้ายมาอยู่บ้านแตระ (แตระ)ตำบลห้วยเหนือ ที่ตั้งอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบัน

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
     พ.ศ.2325 ปีขาล จุลศักราช 1144 พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ    พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน(เซียงขัน) ได้บรรดาสักดิ์เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี ได้มีใบบอกกราบบังคมทูลข้อตั้งท้าวบุญจันทร์ เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน ผู้ช่วยเจ้าเมือง อยู่มาวันหนึ่ง พระยาขุขันธ์ภักดี เผลอเรียกพระยาไกรภักดีฯ(บุญจันทร์) ว่า"ลูกเชลย" พระยาไกรภักดีจึงโกรธและผูกพระยาบาทภายหลังมีพ่อค้าญวน 30 คน มาซื้อโคกระบือที่เมืองขุขันธ์ พระยาขุขันธ์ภักดีอำนวยความสะดวกและจัดที่พักให้ญวนตลอดจนให้ไพร่นำทางไปช่องโพย ให้พวกญวนนำโค กระบือ ไปยังเมืองพนมเปญได้สะดวก พระยาไกรภักดีฯ (บุญจันทร์) ได้กล่าวโทษมายังกรุงเทพฯ และโปรดเกล้า ให้เรียกตัวพระยาขุขันธ์ไปลงโทษและจำคุกไว้ที่กรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระยาไกรภักดีฯ(บุญจันทร์) เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์แทน
     ในปี พ.ศ.2325 นี้ พระภักดีภูธรสงคราม(อุ่น) ปลัดเมืองขุขันธ์ กราบบังคมทูลขอแยกจากขุขันธ์ไปตั้งที่บ้านโนนสามขาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านโนนสามขาขึ้นเป็นเมือง "ศรีสระเกศ" ต่อมาปี พ.ศ.2328ได้ย้ายเมืองศรีสระเกศจากบ้านโนนสามขา มาตั้ง ณ บ้านพันทาเจียงอีอยู่ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษทุกวันนี้
     พ.ศ.2342 มีโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์กำลังเมืองสุรินทร์ เมืองขุขันธ์ เมืองสังฆะ เมืองละ 100 รวม 300 ยกทัพไปตีพม่าซึ่งยกมาตั้งในเขตนครเชียงใหม่ กองทัพไทยมิทันไปถึง กองทัพพม่าก็ถอยกลับ จึงโปรดเกล้าฯให้กองทัพไทยยกกลับ
     พ.ศ.2350 ทรงพระราชดำริว่า เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ และเมืองขุขันธ์ เป็นเมืองเคยตามเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชสงครามหลายครั้งมีความชอบมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทั้ง 3 เมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีอำนาจชำระคดีได้เอง ไม่ต้องขึ้นต่อเมืองพิมายเหมือนแต่ก่อน
     พ.ศ.2369 รัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์แต่งตั้งให้เจ้าอุปราช(สีถาน) กับเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันทรน์ คุมกองทัพบกเข้าตีเมืองรายทางเข้ามาจนถึงเมืองนครราชสีมา ฝ่ายทางเมืองจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์(เจ้าโย่) เกณฑ์กำลังยกทัพมาตีเมืองขุขันธ์จับพระไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์ กับพระภักดีภูธรสงคราม (มานะ) ปลัดเมืองกับพระแก้วมนตรี(ทศ)ยกกระบัตรกับกรมการได้ ฆ่าตายทั้งหมด เจ้าเมืองสังฆะ และเมืองสุรินทร์หนีได้ทัน กองทัพจำปาศักดิ์ ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านส้มป่อย แขวงเมืองขุขันธ์ค่ายหนึ่ง และค่ายอื่น ๆ สี่ค่าย กวาดต้อนครอบครัวไทยเขมรไปเมืองจำปาศักดิ์ จากนั้นมาเมืองขุขันธ์ ไม่มีข้าราชการปกครอง โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสังฆะ ไปเป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวนเจ้าเมือง ให้พระไชยเป็นพระภักดีภูธรสงครามปลัดเมือง ให้พระสะเทื้อน (นวน) เป็นพระแก้วมนตรียกกระบัตรเมือง ให้ท้ายหล้า บุตรพระยาขุขันธ์(เซียงขัน) เป็นมหาดไทยช่วยกันรักษาเมืองขุขันธ์ต่อไป จากนั้นมาได้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเจ้าเมืองและนามเจ้าเมืองหลายครั้ง
     พ.ศ.2426 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาขุขันธ์(ปัญญา) เจ้าเมืองกับพระปลัด(จันลี) ได้นำช้างพังสีประหลาดหนึ่งเชือกลงมาน้อมเกล้าฯ ถวายที่กรุงเทพฯ
     พ.ศ.2433 มีสารตราโปรดเกล้าฯ ให้เมืองศรีสระเกศ(ชื่อเดิม) ไปอยู่ในบังคับบัญชาของข้าหลวงใหญ่ได้โปรดให้หลวงจำนงยุทธกิจ(อิ่ม)กับขุนไผทไทยพิทักษ์(เกลื่อน) เป็นข้าหลวงเมืองศรีสะเกษ
     พ.ศ.2435 โปรดเกล้าฯ ให้จัดรูปการปกครองแบบมณทลเมืองศรีสะเกษขึ้นอยู่กับเมณฑลอีสานกองบัญชาการมณฑลอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธาณี
     พ.ศ.2445 เปลี่ยนชื่อมณฑลอีสานเป็น มณฑลอุบลมีเมืองขึ้น 3 เมืองคืออุบลราชธานี ขุขันธ์ และสุรินทร์ ไม่ปรากฎชื่อเมืองศรีสะเกษสันนิษฐานว่าเมืองศรีสะเกษถูกยุบลงเป็นอำเภอขึ้นกับเมืองขุขันธ์ซึ่งเป็นเมืองเก่ามาแต่เดิม
     พ.ศ.2447 ย้ายที่ตั้งเมืองขุขันธ์ (ซึ่งอยู่ที่บ้านแตระ ตำบลห้วยเหนืออำเภอขุขันธ์ในปัจจุบัน) มาอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า(ปัจจุบันคือตำบลเมืองเหนือในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน) และยังคงใช้ชื่อ"เมืองขุขันธ์" ยุบเมืองขุขันธ์เดิมเป็นอำเภอห้วยเหนือ(อำเภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้)
     พ.ศ.2459 กระทรวงมหาดไทย มีประกาศให้เปลี่ยนชื่อเมืองทุกเมืองเป็นจังหวัด เมืองขุขันธ์จึงเป็นเป็นจังหวัดขุขันธ์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2459 เปลี่ยนผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
     พ.ศ.2481 มีพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็นจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน    


-------------------->>>>>>-----<<<<<<<<<----->>>>>>>>>----------------
ที่มา: หนังสือ งานวันดอกลำดวนบาน 17-18 มีนาคม 2532
ครั้งที่พิม์ : พิมพ์ครั้งที่ 3
ปีที่พิมพ์: กุมภาพันธ์ 2532
จำนวนพิมพ์ :1,500 ฉบับ
พิมพ์ที่ :บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด 413/27-36
อรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย กทม.10700 โทร.4242800-1
นายชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ผู้พิมพ์โฆษณา
ผู้จัดพิมพ์: สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษและศูนย์วัฒนธรรม
จังหวัดศรีสะเกษ โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 108 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 107 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 09:56:09  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่20) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


การตั้งถิ่นฐานชาวลาว จ.ศรีสะเกษ


ชาวลาวใน จ.ศรีสะเกษนั้นมีความสัมพันธ์กับชาวลาว ในประเทศลาวเป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากประเทศลาวมีหลายเผ่าพันธุ์  ซึ่งรวมเข้าเป็นสามเหง้าด้วยกันคือ เหง้าอินโดนีเซีย เหง้าจีนและเหง้าไทลาว  เหง้าอินโดนีเซียเป็นชนเผ่าที่ถูกเรียกว่าสลาวเทิงหรือชาวข่า  เหง้าจีนเป็นชนเผ่าที่ระยะหลังเรียกว่าลาวสูง ได้แก่พวกเผ่าแม้ว เย้า  เหง้าไทลาวหมายถึงลาวทีลุ่มได้แก่ชนเผ่าไท ผู้ไทและลาว  ดังนั้นการกล่าวถึงชาวลาวใน จ.ศรีสะเกษจึงขอกล่าวเฉพาะเผ่าไทลาวเท่านั้น

ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 7 มีชนเผ่าไทจำนวนหนึ่งล่องเรือลงมาจากตอนใต้ของประเทศจีน มาตามลำแม่น้ำแดง เเม่น้ำอู แม่น้ำโขงลงมาประเทศลาว  นำโดยขุนลอ  เข้ารบกับขุนกันฮางและหลานเหลน  พ่ายหนีตกเมืองน้ำทาพันแล  เมื่อนั้นขุนลอจึงได้ตั้งเมืองเป็นท้าวเป็นพญาแก่ลาวทั้งหลาย ก่อนท้าวพญาลาวทั้งหลายทั้งมวล  จากขุนลอราชวงศ์ลาวได้สืบทอดกันลงอีก 20 รัชกาลจนถึงสมัยเจ้าฟ้างุ้ม  

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลาวมีฐานะเป็นพันธมิตรของอยุธยา  ลาวมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เวียงจันทน์ ซึ่ง พ.ศ. 2103 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้สร้างนครเวียงจันทน์ เป็นเมืองหลวงของลาวล้านช้าง

ใน พ.ศ. 2237 ทางราชสำนักนครเวียงจันทน์ เกิดแย่งชิงอำนาจกัน  พวกราชวงศ์ลาวต้องลี้ภัยการเมืองไปยังสถานที่ต่างๆ  ส่วนหนึ่งมีผู้นำที่เป็นศรัทธาของประชาชน คือพระครูยอดแก้ว วัดโพนสะเม็ก  มีศิษย์ตามมามากประมาณ 3,000 คน  ได้ลงมาอาศัยกับพญาข่าผสมลาวแห่งนครจำบากนาคบุรีศรี  ได้มีความสัมพันธ์กับข่าที่มีนางเพานางแพงเป็นผู้ครองนคร  ท้ายที่สุดนครจำบากก็ตกอยู่ในอำนาจของราชวงศ์ลาว ที่สถาปนาอาณาจักรลาวใต้ขึ้นมา  เปลี่ยนชื่อเป็นนครจำปาศักดิ์นัคบุรี  มีกษัตริย์เชื้อสายลาวที่อพยพลงมานั้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2256  พระนามว่าพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร (พ.ศ. 2256-2281) แล้วจัดการปกครองหัวเมืองข่าทั้งปวงทั้งในเขตลาวใต้  อันได้แก่สาละวัน จำปาศักดิ์ อัตปือ  ตลอดจนส่งเสนาข้าราชบริพารไปตั้งเมืองถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล-ชี  ถึงเมืองนครเขต  ซึ่งเป็นเมืองลาวที่ตั้งใหม่ในเขต จ.ศรีสะเกษ

ชาวลาวที่เข้ามาในรุ่นนี้  จากหลักฐานน่าจะเข้ามาตั้งบ้านเรือนตามหมู่บ้านใหญ่ๆ ในลุ่มแม่น้ำมูล เช่น  ที่ตั้งของเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน บานหนองครก บ้านคูซอด บ้านหนองโน อ.เมืองศรีสะเกษ  ดังประวัติหมู่บ้านที่ได้ระบุไว้

บ้านหนองครก หมู่ที่1 และหมู่ที่ 5 อ.เมืองศรีสะเกษ   ที่ชื่อบ้านหนองครกเพราะมีตำนานว่า ในวันพระเวลาข้างขึ้นข้างแรมเวลากลางคืน  จะได้ยินเสียงกลองที่หนองน้ำ และมีครกสีทองผุดขึ้นมาลอยเหนือน้ำ  จึงได้ชื่อว่าบ้านหนองครก  บรรพบุรุษเดิมของชาวหนองครกเป็นพวกลาวกาวที่มาจากนครจำปาศักดิ์  มาตั้งถิ่นฐานก่อนตั้งเมืองขุขันธ์

บ้านคูซอด หมู่ที่1 หมู่ที่ 2 ต.คูซอด  อ.เมืองศรีสะเกษ  ชาวบ้านคูซอดอพยพมาจากเวียงจันทร์   มาตั้งบ้านที่บ้านโนนหนองหว้า ตอนหลังเปลี่ยนเป็นบ้านคูซอด  เมื่อเกิดศึกพระตาได้กวาดต้อนคนกลับไปลาว จน พ.ศ. 2321 จึงได้อพยพกลับมาอยู่ที่เดิม

บริเวณที่ตั้งเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริเวณวัดมหาพุทธาราม  ในช่วงที่มาตั้งเมือง พ.ศ. 2328 ได้พบพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่กลางป่า  ซึ่งปัจจุบันได้บูรณะให้เป็นพระประธาน่ของวัดมหาพุทธาราม

เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 24 พวกเจ้าลาวกลุ่มพระวอพระตาได้อพยพจากนครเวียงจันทน์  เข้ามายังบริเวณลุ่มน้ำมูล- ชี  เอกสารพื้นเมืองยโสธรกล่าวว่า พบแต่พวกผีที่เป็นเจ้าของป่าและลำน้ำ  จนมีการรบราฆ่าฟันก่อนที่จะตั้งหลักแหล่งได้    ใน จ.ศรีสะเกษได้พบหลักฐานที่สำคัญว่าชาวลาวกลุ่มพระวอพระตา  จะกระจายอยู่ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษหลายหมู่บ้านดังนี้

บ้านกุดโง้ง หมู่ 6 ต.โพนข่า อ.เมืองศรีสะเกษ  ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2310 โดยผู้นำคือเจ้าชัยสารโพธิสาร เมืองเวียงจันทร์อพยพมากับพระวอพระตา   โดยมีลาวสั้นจากนครจำปาศักดิ์รวมกลุ่มมาเป็นส่วนใหญ่  นำขบวนมาพิชิตชาวข่า ส่วย เยอ  จนสามารถสร้างบ้านได้เมื่อวันเพ็ญเดือน 5 พ.ศ. 2320 ก่อนตั้งเมืองศรีสะเกษประมาณ 5 ปี

บ้านโพนข่า หมู่ที่ 1 ต. โพนข่า .เมือง ศรีสะเกษ  อพยพมาจากดินแดนประเทศลาว เป็นพลพรรคไพร่พลของเมืองเเสนหน้าง้ำและพระวอ พระตา  โดยมีหลวงปู่สริยา พระเถระอาวุโสหนีภัยมาด้วย

บ้านเมืองน้อย หมู่ที่ 1,6,7 ต.เมืองน้อย อ.กันทรารมย์  ความหมายของชื่อหมู่บ้านเป็นที่พักของผู้ครองนคร  บ้านเมืองน้อยสืบเชื้อสายมาจากเมืองหนองบัวลำภ ูหรือนครเขื่อนขัณธ์กาบแก้วบัวบาน  ถิ่นฐานเดิมอยู่ในจังหวัดอุดรธานีในปัจจุบันนี้

อ.บึงบูรพ์ โดยเฉพาะ ต.บึงบูรพ์ หมู่ ที่ 1,2,3,8 ซึ่งได้แก่ บ้านเป๊าะ บ้านโนนสาวสวย  บ้านจอมพระ บ้านนาสวน  และบ้านนาหล่ม  และเครือญาติของชาวบ้านเป๊าะในต.เป๊าะ ซึ่งได้แก่ บ้านหาด  บ้านหมากยาง  จะเป็นหมู่บ้านชาวลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทร์ ด้วยเหตุผลที่ไม่ปรากฏชัดหรือหลบภัยการเมือง  สำเนียงภาษาที่ชาวบ้านเป๊าะพูดเหมือนพี่น้องลาวชาวอุบล (จากการศึกษาของวิรอด ไชยพรรณา พบว่าเผ่าที่นับถือญาพ่อคือเผ่าลาว จะปรากฏที่ อ.บึงบูรพ์เกือบทุกหมู่บ้าน หมู่บ้านที่นับถือญาพ่อจะอยู่ใกล้บริเวณป่าดงภูดิน อ.ราษีไสล

อ.ยางชุมน้อย มีชาวลาวที่อพยพมาคราวสงครามพระวอ พระตา  ส่วนหนึ่งมาอยู่ที่บ้านดวนใหญ่  แต่เมื่อสงครามสงบเกิดคิดถึงบ้านเดิมจึงอพยพกลับ  ส่วนหนึ่งเดินทางมาถึงบ้านเจียงอี  จึงตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่น  อีกส่วนหนึ่งเดินทางต่อไปพบสถานที่เหมาะสม จึงตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านยางชุมน้อย โดยไม่ได้กลับไปเวียงจันทร์แต่อย่างใด

                กลุ่มชาวลาวที่เข้ามาสมัยกรุงธนบุรี  

การยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ จำปาศักดิ์จนได้รับชัยชนะ ได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทร์มาเป็นจำนวนมาก มาอยู่ที่ ต.สิ ,ต.ขุนหาญ, อ.ขุนหาญ ต.หมากเขียบ อ.เมืองศรีสะเกษ ,บ้านตาอุด บ้านโสน อ.ขุขันธ์ , หลวงปราบ(เป็นทหารเอกในศึกครั้งนี้ ซึ่งไปได้ภรรยาไม่เป็นชาวลาว)ได้นำครอบครัวนางคำเวียงพร้อมบริวารไปอยู่ที่บ้านบก อ.ขุขันธ์ ก่อนที่จะย้ายเมืองมาตั้งที่หนองแตระในเวลาต่อมา

หลังจากที่ชาวลาวได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานใน จ.ศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง  ชาวลาวที่เรียนหนังสือและเป็นพระ ได้เผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและภาษา เข้าไปยังชุมชนชาวพื้นเมือง ชาวกวย เขมร เยอ มากขึ้นเรื่อยๆ  ประกอบกับในระยะหลัง ชาวลาวได้อพยพเข้าไปแทรกอยู่ในเกือบทุก อ. โดยเฉพาะ อ.เมือง ยางชุมน้อย กันทรารมย์ โนนคูณ กันทรลักษ์ จะมีจะประชากรชาวลาวเพิ่มมากขึ้น  ปัจจุบันภาษาลาวจึงเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันส่วนใหญ่ใน จ.ศรีสะเกษ(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า24-27)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 112 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 112 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 10:12:15  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่21) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


วัฒนธรรมชาวลาว จ.ศรีสะเกษ


การแต่งกายของชาวลาว

แต่งกายคล้ายคนไทยทั่วไป  ในสมัยก่อน ชายนุ่งผ้าขาวม้า  ผ้าโสร่ง หรือกางเกงขาก๊วย  มีหูรูด มีผ้าขาวม้าพาดบ่า  หญิงนุ่งผ้าถุง มีผ้าคาดอก  ถือผ้าเบียงหรือสไบ  ไม่สวมรองเท้าเป็นส่วนใหญ่  แต่ขณะนี้การแต่งกายเป็นไปตามสมัยนิยมแล้ว (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ,2544 : หน้า214)



การกินอยู่ของชาวลาว

ในอดีตกินข้าวเหนียวทุกมื้อ โดยการแช่ข้าวเหนียว (เรียกว่าหม่าข้าว) แล้วนึ่งในหวดหรือมวย  อาหารหลักคือปลา (จะมีการทำปลาร้าเก็บไว้กินตลอดปี) และอาหารอื่นที่หาได้ในท้องถิ่น เช่นผักพื้นบ้าน หมูเห็ดเป็ดไก่ แมลง    อาหารอาจรับประทานดิบ ถ้าทำให้สุกจะใช้การต้ม นึ่ง จี่ เผา ปิ้ง ย่าง คั่ว อ่อม ไม่นิยมผัดทอด อาหารชั้นยอดคือลาบ,ก้อย   ปัจจุบันการกินของดิบเริ่มน้อยลงเพราะการรณรงค์ของราชการ  นอกจากนั้นยังกินสัตว์แทบทุกชนิด  เห็ดป่าต่างๆ จึงเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 217)



ความเชื่อ

ความเชื่อเรื่องญาพ่อ(หรือเจ้าพ่อ) เผ่าที่นับถือญาพ่อคือคนลาว  ที่อ.บึงบูรพ์จะนับถือเกือบทุกหมู่บ้าน  อาจเรียกได้ว่าญาพ่อคือจ้าวในเมืองผี  จะมีประเพณีการเลี้ยงญาพ่อ เป็นประจำทุกปี เพื่อให้ท่านปกปักรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 244-252)



การละเล่น

หมอลำ

แบ่งเป็นหมอลำคู่ (ลำโต้ตอบระหว่างชายหญิง) และหมอลำหมู่จะลำเป็นคณะ  แต่งตัวคล้ายลิเกและแสดงเป็นเรื่องราว (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 168)



โปงลาง

มีการสนับสนุนให้เล่นโปงลางในสถานศึกษาจนได้รับเชิญไปแสดงในต่างประเทศ โรงเรียนที่ได้รับเชิญ ได้แก่ โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัยและโรงเรียนราษีไศล (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 175)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 113 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 113 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 10:30:31  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่22) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ภาษาลาว จ.ศรีสะเกษ


ภาษาลาวหรือภาษาอีสาน  เป็นภาษาที่มีพื้นฐานหรือตัวอักษรแบบเดียวกัน  แต่มีการพัฒนาแตกต่างกัน  เนื่องจาการติดต่อพื้นที่ข้างเคียงคนละด้าน  สำเนียงภาษาพูดภาษาท้องถิ่นก็แตกต่างกันตามพื้นเพเดิมที่อพยพมา   เช่นชาวบ้านคูซอด  บ้านโพนข่า  บ้านพยุห์ ที่มาจากเวียงจันทร์ สำเนียงจะเนิบๆช้าๆ ส่วนที่อพยพมาจากลาวใต้จะมีสำเนียงที่เรียกว่าส่วย  คือพูดภาษาลาวแต่อักษรกลางจะออกเสียงตรี  เช่น กิ๊น ไป๊ ดี๊ ตี๊ ภาษาลาวสำเนียงลาวเวียงจันทน์  ที่บ้านพยุห์  บ้านหนองครก บ้านคูซอด  บ้านโพนข่า  บ้านยางกุด  บ้านก้านเหลือง  อ.เมืองศรีสะเกษ  บางท้องที่ของอ.ขุนหาญ อ.กันทรลักษ์

ภาษาลาวสำเนียงลาวอุบล  กระจัดกระจายอยู่เกือบทุกแห่งใน อ.กันทรารมย์ อ.กันทรลักษ์  อ.ราษีไศล  อ.บึงบูรพ์  อ.โนนคูณ

ภาษาลาวสำเนียงลาวใต้ที่เน้นวรรณยุกต์ตรีในสำเนียงอักษรกลาง เช่น กิน เป็น กิ๊น ในเกือบทุกพื้นที่อำเภอเมือง  อ.อุทุมพรพิสัย  อ.ปรางค์กู่  อ.ขุขันธ์  อ.ห้วยทับทัน  อ.เมืองจันทร์  อ.น้ำเกลี้ยง  อ.ขุนหาญ  ซึ่งมักจะถูกเรียกว่าส่วย  ทั้งเป็นภาษาลาว   ผู้พูดภาษาลาวทั้งจังหวัด ร้อยละ 65 ผู้ที่พูดภาษาอื่นมักใช้ภาษาลาวเป็นสื่อกลาง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 344-345)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 109 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 109 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 10:32:39  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่23) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


การตั้งถิ่นฐานชาวเยอ จ.ศรีสะเกษ


      เยอ เป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่ง ในแง่ของภาษา ภาษาเยอจัดอยู่ในภาษากลุ่มมอญ- เขมร จุดเด่นของชาวเยอก็คือ มีความเหนียวแน่นในการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณ วัฒนธรรม และภาษาของกลุ่มชนไว้เป็นอย่างดี  ในหมู่บ้านของชาวเยอแทบทุกหมู่บ้าน จะพูดภาษาเยอ  ชาวลาวหรือคนหมู่บ้านอื่นที่มาตั้งหลักแหล่งในหมู่บ้าน จะเปลี่ยนจากภาษาพูดเดิมของตน มาพูดภาษาเยอ เเละปฏิบัติตามธรรมเนียมเยอด้วย (จากการสัมภาษณ์ ประเสริฐ คำหล้า ผู้นำชาวเยอ เมื่อปี 2542)  การตั้งหมู่บ้านของชาวเยอส่วนใหญ่ จะอยู่ในเขตลำน้ำหรือลำห้วย เช่น บ้านเมืองคง บ้านท่าโพธิ์ บ้านใหญ่ บ้านกลาง บ้านโนน บ้านฮ่องโสก บ้านหลุบโมก บ้านดอนเรือ บ้านหนองบาก บ้านหว้าน  อำเภอราษีไศล ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล  บ้านโนนแกด บ้านขมิ้น อำเภอเมืองศรีสะเกษ   บ้านโพธิ์ศรี ตำบลโนนเพ็ก อำเภอพยุห์  ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มห้วยแอด บ้านปราสาทเยอ บ้านโพนปลัด บ้านเขวา ตำบลปราสาทเยอ  ตั้งที่ราบลุ่มห้วยทา บ้านกุง บ้านวังไฮ บ้านขาม บ้านกลาง บ้านจิก ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มลำน้ำเสียว เป็นต้น  ที่น่าสนใจคือชาวเยอในแต่ละหมู่บ้านมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติ  ปกติชาวเยอมีอาชีพทำนา แต่บางส่วนมีความชำนาญในด้านช่าง

ประวัติความเป็นมา - ตำนานของชาวเยอในศรีสะเกษจะเริ่มต้นที่ พญากตะศิลา เป็นหัวหน้านำคนเผ่าเยอ อพยพมาโดยทางเรือ  มาตั้งเมืองคงโคกหรือเมืองคง ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูลในปัจจุบันนี้  เมืองคงอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ  และเป็นเส้นทางคมนาคมในการติดต่อค้าขาย  มูลเหตุของการตั้งชื่อเมืองอาจมาจาก การที่พื้นที่เหล่านี้อาจมีป่ามะม่วงมาก่อนแล้ว  หรือมีการปลูกไม้ผล เช่น ขนุน มะม่วง มะนาว มะพร้าวฯลฯ  ผลไม้ที่ปลูกง่ายและให้ผลเร็ว คือมะม่วง มะม่วงภาษาเยอเรียกว่า      เยาะค็อง หรือ เยาะก็อง ต้นมะม่วงมีอยู่จำนวนมาก จึงเรียกเมืองตัวเองว่าเมืองเยาะค็อง หรือเพี้ยนไปเป็นเมืองคอง – คง ในที่สุด  ปัจจุบันมีรูปปั้นพญากตะศิลาที่เมืองคงโคก บ้านหลุบโมก ต.เมืองคง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เป็นที่เคารพของชาวเยอ และมีกาบวงสรวงในวันเพ็ญเดือนสามของทุกปี การอพยพของพญากตะศิลา เป็นคำบอกเล่าที่น่าสนใจ เพราะใช้เรือส่วง (เรือยาวที่ใช้แช่ง ) 2 ลำ เรือลำที่ 1 ชื่อ คำผาย เรือลำที่ 2 ชื่อ คำม่วน แต่ลำบรรจุคนได้ 40-50 คน พายจากลำน้ำโขงเข้าปากแม่น้ำมูล  รอนแรมทวนกระแสน้ำขึ้นมาเรื่อยๆ   ผ่านเมืองไหนก็บอกกล่าวเจ้าเมืองนั้นว่าจะไปตั้งเมืองใหม่อยู่ เจ้าเมืองนั้นก็ให้ไปเลือกอยู่ตามที่เห็นเหมาะสม  ถึงบ้านท่า ต.ส้มป่อย  ก็พาไพร่พลแวะพักแรม  รุ่งขึ้นวันใหม่ก็นำพวกออกสำรวจหาพื้นที่ตั้งเมือง  มาเห็นเมืองร้างเป็นเนินดินสูงมีคูน้ำล้อมรอบ  ที่บึงคงโคกทุกวันนี้  เห็นว่ามีสภาพภูมิประเทศเหมาะสม จึงนำไพร่พลตั้งบ้านเรือน  ปัจจุบันที่เมืองคงโคกมีศาล และรูปปั้นของพญากตะศิลา เป็นที่เคารพสักการะบนบานของชาวบ้านเป็นประจำ ต่อมาเมื่อจำนวนพลเมืองเพิ่ม มากขึ้น จึงขยายกันมาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูลที่บ้านกลาง  บ้านใหญ่ และบ้านท่าโพธิ์  รวมเรียกว่าเมืองคง   เวลาผ่านไปมีคนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  จึงอพยพไปตั้งหมู่บ้านใหม่ในที่ต่างๆเช่นทิศเหนือที่บ้านหว้าน  ทิศใต้ข้ามลำน้ำมูลที่บ้านค้อเยอ  บ้านขมิ้น  บ้านโนนแกด  อ.เมืองศรีสะเกษ  บางส่วนเลยไปที่บ้านโพนปลัด อ.พยุห์ บ้านปราสาทเยอ บ้านประอาง อ.ไพรบึง ทางทิศตะวันตกไปที่บ้านกุง บ้านเชือก บ้านจิก บ้านขาม  และบางส่วนเลยทุ่งกุลาร้องไห้ไปที่บ้านอีเม้ง บ้านหัวหมู อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 35-36)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 105 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 105 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 10:34:10  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่24) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


วัฒนธรรมการแต่งกาย
      เยอจะมีการแต่งกายเป็นของตนเอง คือ ผู้ชายจะนุ่งผ้าโสร่งไหม หรือ ผ้าเข็น (เหน็บกะเตียว) เสื้อผ้าไหมเหยียบสีดำย้อมมะเกลือ  ผ้าข้าวม้าพาดบ่า ส่วนผู้หญิงนิยมนุ่งซิ่นคั่นไหมคู่กับเสื้อไหมเหยียบสีดำย้อมมะเกลือ  พร้อมด้วยผ้าสไบเบี่ยง   ปัจจุบันเยอมีการประยุกต์การแต่งกายให้เกิดความสวยงามตามสมัยนิย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 106 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 106 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 10:44:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่26) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ภาษาเยอ จ.ศรีสะเกษ

       ภาษาเยอเป็นภาษาอยูในตระกูลมอญ-เขมร นัก ภาษาศาสตร์จัดภาษาเยอกับภาษากูยเป็นภาษาเดียวกัน มีการใช้คำศัพท์พื้นฐานร่วมกันมาก แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องเสียงพยัญชนะและเสียงสระ   ภาษาเยอเป็นภาษาที่อ่อนไหวจากอิทธิพลภาษารอบข้าง  คือภาษาลาวและภาษาเขมรมาก  แต่ละหมู่บ้านเยอ ผู้พูดภาษาเยอจะพูดภาษาเขมร และ ภาษาลาว มีโอกาสทำให้ภาษาเยอสูญสลายได้ ภาษาเยอที่จังหวัดศรีสะเกษ มีพูดกันที่อำเภอต่างๆ ดังนี้ กิ่งอ.ศิลาลาด (บ้านกุง, บ้านขาม); อ.ราษีไศล ( บ้านกลาง (เชือก), บ้านจิก, บ้านหลุบโมก, บ้านดอนเรือ, บ้านบากเรือ, บ้านร่องโศก,บ้านใหญ่, บ้านกลาง, บ้านโนน, บ้านหว้าน); อ.เมืองศรีสะเกษ ( บ้านขมิ้น, บ้านโพนค้อ) และ อ.ไพรบึง(บ้านปราสาทเยอ, บ้านโพนปลัด) มีผู้พูดภาษาเยอคิดเป็นร้อยละ 1 ของประชากรทั้งจังหวัด

 
 
สาธุการบทความนี้ : 168 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 168 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 13:51:27  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่27) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


วิถีชีวิตของชาวเยอ จ.ศรีสะเกษ

      เยอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษนักค้นคว้าบางท่านนับรวมคนเยอเป็นชนเผ่าเดียวกับกูย เพราะมีภาษาที่คล้ายคลึงกัน  เพียงแต่มีคำอุทานที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวเยอว่า  เหยา ๆ เท่านั้น (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 219) การแต่งกายของชาวเยอ- มีเอกลักษณ์ของตนเอง คือ ชายหญิงจะใส่เสื้อผ้าไหมเหยียบ แขนยาวย้อมสีดำ  ซึ่งเป็นผ้าไหมเส้นเล็ก ทอลวดลายขิดดอกเล็กๆ แทรกไว้ตลอดผืน  เมื่อตัดเย็บแล้ว นำมาย้อมดำด้วยมะเกลือ  เสื้อผ้าไหมเหยียบดำด้วยมะเกลือนี้   เป็นผ้าเนื้อแน่น อ่อนนุ่ม คงทน  ใส่ได้ในทุกโอกาส ทั้งทำนาทำไร่  ไปงานรื่นเริง  ปัจจุบันชาวเยอได้ประยุกต์ตนเองเข้ากับสมัยนิยมแล้ว  แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของตนเองไว้ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 217) อาหารของชาวเยอ - เยอในอดีตไม่นิยมรับประทานเนื้อวัวหรือเนื้อควาย (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 219)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 97 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 97 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 13:57:50  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่28) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


การตั้งถิ่นฐานชาวกวย/กูย/ส่วย จ.ศรีสะเกษ

      เนื่องจากชาวกูยตั้งถิ่นฐานปะปนอยู่กับชาวเขมรสูงและลาว   จึงมีการติดต่อ แลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ  สังคมและวัฒนธรรม ทำให้ชาวกูยถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเขมรและลาว  ดังจะเห็นได้จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่ตั้งเมืองสุรินทร์ใหม่ๆนั้นมีคนกูยทั้งเมือง  ชาวเขมรสูงมีปะปนบ้างเล็กน้อย  แต่นานวันเข้าวัฒนธรรมของเขมรสูง ก็เข้ามามีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมของชาวกูย  ชาวกูยจึงถูกกลืนเข้าไปเป็นคนเขมรเกือบหมด

      เมื่อ พ.ศ. 2450 ศรีสะเกษยังเป็นเมืองที่มีชาวกูยอาศัยอยู่กันทั้งเมือง  มีพวกลาวเวียง (สาขาเวียงจันทร์) ปะปนอยู่บ้างบางหมู่บ้าน  แต่ต่อมาวัฒนธรรมของชาวลาว ได้เข้ามามีอิทธิพลในหมู่บ้านชาวกูย  ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม  ชาวกูยที่นี่พูดภาษาลาวด้วยสำเนียงส่วยโดยสามารถใช้สระเอือได้   ในขณะที่ภาษาลาวเวียงมีแต่สระเอีย  ร่องรอยที่แสดงว่าศรีสะเกษ เคยเป็นเมืองที่ชาวกูยอยู่กันทั้งเมือง คือ สำมะโนประชากรในสมัยนั้น  และการเรียกขานชาวศรีสะเกษว่า ส่วยศรีสะเกษ อยู่จนทุกวันนี้  ด้วยสาเหตุที่จะดัดแปลงพัฒนาตนเองให้เข้ากับวัฒนธรรมที่ตนคิดว่าสูงกว่า ดีกว่า  จึงทำให้ภาษาและวัฒนธรรมของกูย  นับวันมีแต่จะหมดสิ้นไป

      ชาวกูยชอบอพยพเคลื่อนย้ายอยู่เสมอ  เพื่อแสวงหาที่ดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก  นอกเหนือจากอยู่ในประเทศกัมพูชาแล้ว  ชาวกูยยังมีมากในบริเวณเมืองอัตปือแสนปาง จำปาศักดิ์และสาละวัน  ในบริเวณตอนใต้ของลาว แต่เนื่องจากต้องประสบภัยธรรมชาติ เช่นน้ำท่วม ฝนแล้ง รวมทั้งภัยทางการเมือง  ชาวกูยจึงอพยพข้ามลำน้ำโขงเข้าสู่ภาคอีสาน โดยเฉพาะทางด้านแก่งสะพือ และในเขต อ.โขงเจียม (ซึ่งชาวกูยเรียกว่าโพงเจียงแปลว่าฝูงช้าง) หลังจากนั้นลูกหลานชาวกูย ก็แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือน ที่บ้านนากอนจอ  ซึ่งเป็นภาษากูย แปลว่า บ้านนาลูกหมา ปัจจุบันคือบ้านวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี  ที่บ้านเจียงอี(แปลว่าช้างป่วย) ในเขตอ.เมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน   นับว่าในบรรดากลุ่มชาติพันธุ์ กูย  ลาว เขมร  ชาวกูยเป็นชนชาติดั้งเดิม ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในพื้นที่ของอีสานใต้เป็นกลุ่มแรก

      การอพยพเข้ามาในประเทศไทย ทางตอนล่างของภาคอีสานนั้น เริ่มตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช (2199-2231) และได้มีการอพยพเข้ามาครั้งใหญ่ใน จ.สุรินทร์ และศรีสะเกษอีก ในยุคปลายของกรุงศรีอยุธยาไปจนถึงสมัยธนบุรี ชาวกูยแต่ละกลุ่ม ที่อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือหาบริเวณล่าช้างแห่งใหม่ เพราะชาวกูยมีความชำนาญในการเดินป่า การล่าช้างและฝึกช้าง  การอพยพได้หยุดลงในสมัย ร. 4 ในเวลาต่อมาได้มีการโยกย้ายไปอยู่ยังจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา และมหาสารคาม  ชาวกูยในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ เรียกหมู่บ้านชาวกูยที่ชาวกูยโยกย้ายไปว่าเป็น หมู่บ้านใหม่  การใช้ภาษาระหว่างชาวกูยกลุ่มเดิม และที่โยกย้ายยังคงมีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี เพราะยังติดต่อกันอยู่(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า31-34)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 102 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 102 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 14:00:59  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่29) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


การแต่งกายของชาวกูย
    ชาวกูยโดยเฉพาะสตรีชาวกูย เป็นผู้มีความสามารถในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เมื่อว่างเว้นจากอาชีพการทำนา ทำไร่แล้ว ก็จะปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อใช้ในการทอผ้าสำหรับไว้นุ่งห่มภายในครอบครัวของตนเอง ซึ่งการผลิตผ้าไหมนั้น ชาวกูยทำกันแบบครบวงจร คือทุกขั้นตอนจะทำด้วยมือของตนเอง ดังนั้นการแต่งกายของชาวกูยก็จะนิยมแต่งกายด้วยผ้าไหมพื้นเมืองเป็นหลัก
     ภูมิปัญญาในการกระบวนการผลิตผ้าไหม ได้รับการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งอย่างไม่ขาดสาย ทำให้หญิงสาวชาวกูยในอดีตแทบทุกคนมีฝีมือในการทอผ้าไหมเป็นอย่างดี ผ้านุ่งสำหรับสตรีชาวกูย นิยมเป็นผ้าไหมมัดหมี่ ผืนใหญ่เป็นไหมควบ พื้นสีน้ำตาลอมดำ ย้อมสีธรรมชาติ มีหัวซิ่นยืนพื้นสีแดงลายขิด ตีนซิ่นพื้นดำขนาด ๒- ๓ นิ้ว มีริ้วสีขาว เหลืองและแดง สตรีนิยมใส่เสื้อผ้าที่มีลายเฉพาะ คือผ้าไหมลายลูกแก้วย้อมสีธรรมชาติ (สีย้อมมะเกลือ) สีดำ คอกระเช้า การเย็บแบบแซวผ้าด้วยมือ ใส่สร้อยคอลูกปัดที่ทำด้วยเงินและพลาสติก ที่หูก็มักใส่ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมไว้ที่ติ่งหู เช่นดอกมหาหงส์ (ดอกสเลเต) ส่วนชายชาวกูย นิยมใส่ผ้าโสร่งหรือผ้าขาวม้า หรือผ้าที่มีหูรูดและมีผ้าขาวม้าคาดเอว ที่ทอเหมือนหัวซิ่นแต่มีความกว้างมากกว่า มีลวดลายเอกลักษณ์โดยเฉพาะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 204 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 204 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 14:08:52  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่30) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


พิธีกรรมความเชื่อชาวกูย จ.ศรีสะเกษ

      ความเชื่อทางศาสนาของชาวกูย มีลักษณะผสมผสาน ระหว่างศาสนาพุทธและการนับถือผี  ภายในชุมชนของชาวกูย มีทั้งวัดและศาลผีประจำหมู่บ้าน  ชาวกูยบูชาผีบรรพบุรุษ  ซึ่งเรียกว่า ยะจัวะฮ  บนบ้านจะมีหิ้งบูชาผีบรรพบุรุษ  มีธูปเทียนและกรวยที่เย็บจากใบตอง  บางบ้านก็จะสร้างเป็นศาลผีบรรพบุรุษ ใกล้กับศาลเจ้าที่  บ้านที่ไม่มีหิ้งหรือศาล ก็อาจจะไปไหว้ผีบรรพบุรุษ ที่หิ้งหรือศาลของญาติพี่น้อง  บ้านส่วนใหญ่จะมีห้องบูชาพระพุทธรูปไว้ในบ้าน และจะสร้างศาลผีบรรพบุรุษไว้ใกล้บ้าน  การเซ่นผีบรรพบุรุษจะกระทำอย่างน้อยปีละครั้ง  ชาวบ้านจะเริ่มพิธีโดยการเอาข้าวสุก เหล้า เนื้อสัตว์ที่สุกแล้ว กรวยใบตอง  ผ้า  สตางค์ หมาก พลู  เอามาวางไว้ใต้หิ้งบูชา  ทำพิธีเซ่นโดยการโรยน้ำตาลลงบนข้าวสุก จุดเทียนปักลงที่ข้าว  แล้วกล่าวขอให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครอง ให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง  ในขณะที่กล่าวก็เอาเหล้าค่อยๆรินลงขันอีกใบ   เหมือนการกรวดน้ำ เสร็จแล้วก็หยิบของที่ใช้เซ่นอย่างละนิด ไปวางบนหิ้ง ที่เหลือก็เอาไว้รับประทานและใช้เอง

การเซ่นผีบรรพบุรุษนี้อาจจัดขึ้นในวาระอื่นๆ เช่น เมื่อมีเด็กคลอดได้ 2-3 วันก็จะทำพิธีดับไฟ  โดยบอกกล่าวหมอตำแย และให้ญาติผู้ใหญ่มาร่วมพิธี จัดขนมกล้วย ข้าวต้มมัด  มาเซ่นผีบรรพบุรุษบอกว่ามีลูกหลานมาเกิดใหม่ เด็กเมื่อคลอดเเล้ว จะมีครูกำเนิด  ซึ่งเป็นครูประจำตัว จะต้องจัดเครื่องสักการะบูชาครูไว้บนหัวนอนของตนเสมอ  ครูจะช่วยคุ้มครองให้มีความสุข  ความเจริญ หากผิดครูจะเป็นอันตราย (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 35)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 93 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 93 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 14:39:20  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่31) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


การละเล่นของชาวกูย จ.ศรีสะเกษ


     การรำสะเองของชาวกูย (บางแห่งเรียกรำนางออ) เป็นการรำถวายแถน หรือผีฟ้า ที่ตัวผู้ป่วยได้บนบานเอาไว้ (เป็นประเพณีของชาวกวย) หรือมีบรรพบุรุษนับถือแถน จึงจัดรำสะเองเพื่อให้แถนปกป้องคุ้มครองต่อไป  ชาวกวยเชื่อว่า มีเชื้อสะเองอยู่ในร่างกาย และจะตกเป็นมรดกตกทอด  เช่นตกไปเป็นของลูกสาวคนโต (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 235-236)    

    ฟ้อนรำตำตะ  บ้านตะดอบ ต.ตะดอบ อ.เมือง ศรีสะเกษ  เป็นการฟ้อนของชาวกวยศรีสะเกษ เป็นการรำ ซึ่งจำลองท่าร่ายรำมาจากการตีเหล็กของชาวกวยบ้านตะดอบ  คิดค้นท่ารำโดยคณะครูโรงเรียนบ้านตะดอบ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 162 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 162 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 14:56:08  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่32) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


       ฟ้อนรำตำตะ  บ้านตะดอบ ต.ตะดอบ อ.เมือง ศรีสะเกษ  เป็นการฟ้อนของชาวกวยศรีสะเกษ เป็นการรำ ซึ่งจำลองท่าร่ายรำมาจากการตีเหล็กของชาวกวยบ้านตะดอบ  คิดค้นท่ารำโดยคณะครูโรงเรียนบ้านตะดอบ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 107 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 107 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 16:01:27  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่33) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ภาษากวย/กูย/ส่วย จ.ศรีสะเกษ


นักภาษาศาสตร์จัดภาษาของชาวกูย อยู่ในกลุ่มภาษาเดียวกับมอญ - เขมร  สาขา Katuic ตะวันตก  ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติก   ชาวกูยแต่ละถิ่น จะมีการใช้สำเนียงภาษาที่แตกต่างกันออกไป  แต่ถ้าใช้ระบบเสียงมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มภาษากูย (กุย- กูย) และกลุ่มภาษากวย (กูย- กวย) ส่วนกลุ่มภาษากูยกลุ่มเล็กๆ ที่พบ ได้แก่

                1. กูยเยอ พูดกันในหมู่บ้าน 10 หมู่บ้านใน อ.เมืองศรีสะเกษ  5 หมู่บ้านใน อ.ไพรบึง และ 4 หมู่บ้านใน อ.ราษีไศล   รวมทั้งสิ้นประมาณ 8,000 คน

                2. กูยไม  พูดใน 5 หมู่บ้านใน อ.ราษีไศล    9 หมู่บ้านในบริเวณใกล้เคียงเขต อ.อุทุมพรพิสัย หมู่บ้านทั้งหมดนี้ชาวกูยจะอาศัยอยู่รวมกับชนกลุ่มลาว

                3. กูยปรือใหญ่  พูดใน 5 หมู่บ้านของ ต.ปรือใหญ่  อ.ขุขันธ์

ภาษากูยปรือใหญ่ สันนิษฐานว่า อาจเป็นตัวแทนของกลุ่มกูยที่เพิ่งอพยพมาจากเขมร จากบริเวณมะลูไปร (มโนไพร,มะลูเปร) ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสตรึงเตรง ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองกำปงธม และเมืองกำปงสวาย  ส่วนกลุ่มภาษากุย-กูย ถือว่าเป็นประชากรกลุ่มใหญ ่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ  ในปัจจุบันชาวกูยส่วนใหญ่พูดได้ทั้งภาษากูยและภาษาไทยกลาง  ในชุมชนกูยที่ไม่มีคนพูดภาษาไทยถิ่นอีสานอาศัยปะปน  จะไม่มีการใช้ภาษาไทยถิ่นอีสาน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 198 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 198 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 16:32:48  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่35) บืนข้อมูลเจารูเหงียน้อ คืออิหยังน้อ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 
บืนข้อมูลเจารูเหงียน้อ แปลว่าอะไรหรอครับ


ผมอยู่เผ่าลาวครับ  เว้าเขมรบ่ได้



รบกวนช่วนแปลให้หน่อยนะคัรับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 98 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 98 ครั้ง
 
 
  20 เม.ย. 2553 เวลา 17:05:08  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่37)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 
ก็หาอยู่หลายที่ครับ

จากสถานที่จริงบ้า จากหนังสือ จากเว็บบ้างครับ


อิอิอิ



แล้วอยู่อำเภออะไรหรอครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 95 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 95 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 11:38:55  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่39) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


การตั้งถิ่นฐาน-เขมร

        ยุคอาณาจักรฟูนัน ชนชาติมอญ - แขมร์  มีถิ่นฐานเดิมที่ประเทศอินเดีย  ตั้งอยู่ที่ฝั่งทะเลแห่งหนึ่ง  ราชธานีแห่งอาณาจักรนี้เรียกว่ากรุงโคกธลอก ในสมัยของพระทองมลนางนาค  ราชวงศ์นี้มีอำนาจอยู่ประมาณ 300 ปี จนถึง พศ. 1028  ต่อมาในยุคที่กษัตริย์ลงท้ายว่า "วรมัน" เริ่มต้นด้วย พระเจ้าเกาณฑินยะชัยวรมัน  ชาวอินเดียใต้ร่วมกับพวกกบฎโจมตีกรุงโคกธลอกแล้วย้ายเมืองหลวงเข้าไปตามฝั่งแม่น้ำใหญ่ 500 ลี้ตั้งชื่อเมืองหลวงว่า วยาธปุระ  แปลว่าเมืองแห่งนายพราน  ส่วนพวกราชวงศ์พื้นเมืองเดิมก็ย้ายขึ้นไปทางเหนือ  สร้างเมืองใหม่ริมฝั่งแม่น้ำโขง  ชื่อศัมภปุระ และภวปุระ  (ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตอนล่าง พ.ศ. 1093)  เกิดจลาจลในเมืองวยาธปุระ  เจ้าชายภววรมันแห่งเมืองภวปุระ และเจ้าชายจิตรเสนแห่งศัมภปุระ สายราชวงศ์พื้นเมือง  ได้ครอบครองวยาธปุระและรวมเข้ากับอาณาจักรเจนละ

       ในสมัยของภววรมันนี้เอง  พระองค์ได้แผ่ขยายอำนาจเข้าไปในเขตบริเวณภูเขาดงเร็ก และลุ่มแม่น้ำมูล  ต่อมาเจ้าชายจิตรเสน   ได้อภิเษกเป็นกษัตริย์ ทรงพระนาม มเหนทรวรมัน  ทรงย้ายเมืองหลวงกลับมาอยู่ วยาธปุระ  พ.ศ. 1143-1145  ได้ขยายดินแดนเข้ามาในเขตลุ่มแม่น้ำมูลและภูเขาดงเร็ก  มีการสร้างเทวสถานขึ้นในบริเวณนี้หลายแห่ง  ซึ่งหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ  ดิศกุล  ให้ข้อสังเกตว่า  ในการสร้างปราสาทยุคสมัยเจนละ และปราสาทหินในยุคหลัง ยังสร้างด้วยอิฐไม่สอปูน  ซึ่งเป็นศิลปะการสร้างของช่างสกุลจามปา  คือสถาปัตยกรรมจาม  เป็นสถาปัตยกรรมซึ่งใช้อิฐ โดยการใช้ศิลาเพียงเล็กน้อย  โดยใช้อิฐคุณภาพด ีฝนเรียบเรียงกันสอด้วยยางพืช ทำให้รอยต่อสนิท  หลังคาอาคารเล็กเรียงด้วยอิฐ

       ตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นต้นมา ได้มีการสร้างปราสาทต่างๆ ต่อเนื่องเป็นลำดับหลายรัชกาล  จนถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เช่นการสร้างปราสาทหินเขาพระวิหาร ปราสาทหินสระกำแพงใหญ่  ซึ่งศิลาจารึกเขาพระวิหารหลักที่ 1 หลักที่ 2  ชี้ให้เห็นถึงการมีอำนาจของเขมรโบราณ ได้ระบุว่ามีการสร้างเกษตราธิคม สร้างปราสาทหิน ขุดสระน้ำ และการถวายข้าทาสไว้ดูแลบำรุงศาสนสถานเป็นจำนวนมาก

       การตั้งถิ่นฐานของชาวเขมรใน จ.ศรีสะเกษนั้น มีมาแต่โบราณกาล และสืบเชื้อสายต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  โดยจะอยู่ในเขตท้องที่ อ.กันทรลักษ์  ด้านที่ติดกับเขาพนมดงเร็ก  แถบบ้านทุ่งใหญ่ บ้านประทาย บ้านบึงมะลู  บ้านโดนเอาว์  บ้านรุง  บ้านทุ่งยาว เป็นต้น  และบริเวณบ้านบักดอง  บ้านพราน บ้านทุ่งเลน บ้านสำโรงเกียรติ บ้านไพร บ้านกระมัล   บ้านกราม บ้านกันทรอม อ.ขุนหาญ  บ้านไพรบึง บ้านพราน  บ้านสำโรงพลัน บ้านไทร อ.ไพรบึง บ้านสำโรงระวี  บ้านศรีแก้ว  อ.ศรีรัตนะ  ชุมชนดังกล่าวเป็นชุมชนโดยรอบบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร  ซึ่งอาศัยอยู่แถบ อ.ห้วยขะยุง และห้วยทาที่เป็นสาขาหนึ่งของห้วยขะยุง  ส่วนอีกบริเวณที่พบว่ามีชาวเขมรอาศัยอยู่จำนวนมาก คือ บริเวณที่ราบลุ่มห้วยสำราญ  แถบอ.ขุขันธ์ อ.ปรางค์กู่  เช่น ต.กันทรารมย์  ต.หัวเสือ  ต.ใจดี  ต.โคกเพชร  ต.สะเดาใหญ่ ในพื้นที่ อ.ขุขันธ์   ต.ละลม    อ.ภูสิงห์      ต.ตูม  ต.สำโรงปราสาท  อ.ปรางค์กู่  จนศรีสะเกษได้ชื่อว่าเมืองเขมรป่าดง

      ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. 2324 เมืองกัมพูชาเกิดจลาจล เพราะเจ้าฟ้าทะละหะ (มู) และออกญาวิบูลราช (ชู) เป็นกบฎ  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์  ยกกองทัพไปปราบ แต่ยังทำการไม่สำเร็จก็เกิดเหตุจลาจลในกรุงธนบุรี ต้องยกทัพกลับ   สงครามครั้งนี้ เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ ได้ยกกองทัพไปร่วมตีเมืองเสียมราฐ กำพงสวาย บันทายเพชร บันทายมาศ  และได้นำชาวเขมรจำนวนมาก มาไว้ที่สุรินทร์ บุรีรัมย์    ต่อมาหลวงสุรินทร์ภักดีเจ้าเมืองสุรินทร์  ได้ให้บุตรชายของตนชื่อ สุ่น  แต่งงานกับบุตรีเจ้าเมืองบันทายเพชร ชื่อดามมาตไว  ซึ่งอพยพตามกองทัพมา  ภายหลังนางได้เป็นชายาของเจ้าเมือง  จึงนำเอาภาษาเขมร  และราชพิธีสำนักเขมรมาใช้ต่อมาจนถึงรุ่นหลาน  และอาจติดต่อมาถึงขุขันธ์  เพราะใน พ.ศ. 2371  เมื่อโปรดเกล้าให้พระยาสังขะบุรี(เกา)  มาเป็นพระยาขุขันธ์ภักดีนครศรีลำดวน ปกครองเมืองขุขันธ์  ซึ่งน่าจะมีชาวสังขะอพยพติดตามมาเป็นจำนวนมาก

       ชาวเขมรรุ่นสุดท้ายจำนวนหนึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานใน จ.ศรีสะเกษ  เมื่อ พ.ศ. 2410 พระยาขุขันธ์ (วัง) ได้กราบทูลขอตั้งบ้านลำห้วยแสนไพรอาบาล กับบ้านกันตวด ต.ห้วยอุทุมพร ริมเชิงเขาตกขึ้นเป็นเมือง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้า ให้ยกบ้านลำห้วยแสนไพรอาบาล เป็นเมืองกันทรลักษ์  ยกบ้านกันตวด ห้วยอุทุมพร เชิงเขาตกเป็นเมืองอุทุมพรพิสัย  ต่อมาผู้สำเร็จราชการอินโดจีนฝรั่งเศส  ได้มีหนังสือทักท้วงต่อรัฐบาลสยามว่า ฝ่ายไทยตั้งเมืองรุกล้ำเข้าไปในดินแดนของฝรั่งเศส หลังจากตรวจสอบ ให้ย้ายเมืองกันทรลักษ์ มาตั้งที่บ้านบักดอง  ปัจจุบันอยู่ในท้องที่ อ.ขุนหาญ  ส่วนเมืองอุทุมพรพิสัย ย้ายมาตั้งที่บ้านผือ ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ในปัจจุบัน  ซึ่งย่อมมีการอพยพไพร่พลเขมรมาด้วยจำนวนหนึ่ง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 27-30)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 100 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 100 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 17:44:35  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่40) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


วัฒนธรรม-ชาติพันธุ์เขมรจ.ศรีสะเกษ

      ชาวเขมรสูงส่วนมากอยู่ในชนบท มีชีวิตเรียบง่าย ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนาทำไร่ หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ว่างจากการทำนาทำไร่ จะเดินทางไปรับจ้างทำงานในตัวเมือง หรือในเมืองหลวง  และเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูก  ก็จะเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อประกอบอาชีพหลักของตน เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

     ในสมัยโบราณ จากหลักฐานจดหมายเหตุจีนกล่าวถึง คนในอาณาจักรฟูนั้นว่า  คนในอาณาจักรฟูนันนั้น หน้าตาน่าเกลียด ผิวดำ ผมหยิก ไม่สวมเสื้อผ้าและรองเท้า ปลูกบ้ายกพื้นสูง มีกีฬาชนไก่ชนสุกร มีการค้าขายทอง เงินและผ้าไหมกับจีน  มีอาชีพเพาะปลูก มีแหล่งน้ำใช้ร่วมกัน มีการโกนหนวดและผมในระหว่างการไว้ทุกข์  มีประเพณีการประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าบนยอดเขา

     จากหลักฐานดังกล่าว ถ้าชาวฟูนันเป็นบรรพบุรุษของชาวเขมรสมัยปัจจุบันจริง อย่างที่นักประวัติศาสตร์ส่วนมากเชื่อกัน  ก็นับว่ามีส่วนคล้ายกับชาวเขมรปัจจุบันพอสมควร  เช่นลักษณะผิวของชาวเขมร จะมีผิวค่อนข้างดำและผมหยิก  มีอาชีพเพาะปลูก มีการไว้ทุกข์ด้วยการโกนผม และมีประเพณีขึ้นเขาเช่น ที่เขาสวาย จ.สุรินทร์ และที่เขาพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประเพณีที่จัดขึ้นทุกปีราวก่อนพ.ศ. 2500  ในชนบทที่เขมรสูงอาศัยอยู่  มีการเลี้ยงหมูไว้ทั่วไปโดยปล่อยให้หากินเอง

       อย่างไรก็ดี แม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขมรสูงในชนบท  มีลักษณะคล้ายคนไทยในท้องถิ่นทั่วไป  แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับชาวเขมรต่ำในกัมพูชาแล้ว  ประเพณี ความเป็นอยู่ ความเชื่อต่างๆ จะมีส่วนคล้ายกับชาวเขมรต่ำในประเทศกัมพูชามาก  อาหารหลักของชาวเขมรสูงคือข้าวเจ้า  ส่วนอาหารพื้นเมืองที่รู้จักคือ ปลาเฮาะเขมร (ปลาร้าเขมร) ปลาจ่อม ปลาแห้ง ปลาย่าง ปลาต้ม น้ำพริกจิ้มผัก เนื้อสัตว์ ผัก ส่วนอาหารว่าง ส่วนมากจะเป็นผลไม้ และขนมพื้นเมืองที่นิยม ได้แก่ ขนมกันเตรียม ขนมโชค ขนมเนียล ขนมกันตางราง ขนมกระมอล ขนมมุก ขนมเนียงเล็ด เป็นต้น ชื่อขนมเหล่านี้เป็นภาษาเขมรทั้งสิ้น (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 30-31)


      การแต่งกายของชาวเขมร  ชาย ใส่เสื้อคอกลมผ่าหน้า นุ่งโสร่ง สีสันต่างๆ  ผ้าขาวม้าคาดพุงหรือคล้องไหล่  หญิง นุ่งผ้าถุงลายตั้ง  มีเชิงตามขวางสองชั้น   ส่วนบนกว้างส่วนล่างแคบ  ระหว่างรอยต่อคาดด้วยสีแดง  เสื้อดำย้อมด้วยมะเกลือ  แขนกระบอกรัดรูปตามรอยตะเข็บ  ถักด้วยสีต่างๆชายเสื้อผ้าข้างทั้งสองด้านยาวประมาณ 6 นิ้ว  กระดุมกลมทำด้วยเงิน  มีผ้าคล้องไหล่เป็นสีดำหรือสีต่างๆ  ถ้าคล้องคอนิยมหย่อนมาด้านหน้า  หรือนุ่งโจงกระเบนคาดอกด้วยผ้าแถบ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 214)


    การกินอยู่ของชาวเขมร   ชาวเขมร รับประทานข้าวเจ้าเป็นหลัก  ไม่รับประทานอาหารดิบๆสุกๆ ประกอบอาหารคล้ายภาคกลาง  อาหารก็หาจากป่าและท้องนา  นิยมทานเนื้อหมูมากกว่าเนื้อวัวควาย(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 218)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 104 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 104 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 17:59:06  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่41) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ประเพณีพิธีกรรม-เขมร จ.ศรีสะเกษ

      รำแม่มด หรือ เรือมมม็วด เป็นพิธีกรรมของคนเชื้อสายเขมร โดยมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ววิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ เพื่อคอยช่วยเหลือลูกหลาน  และหากลูกหลานคนใดประพฤติผิดจารีตประเพณี หรือทำไม่ดี  ก็จะได้รับการลงโทษจากบรรพบุรุษให้ได้รับความเดือดร้อน เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น  เมื่อลูกหลานเจ็บป่วยจะบนบาน  และหากหายก็จะแก้บนด้วยการเล่นแม่มด  โดยจะประกอบพิธีในช่วงเดือน 3-4 หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว  ในพิธีจะเชิญครูมม็วด  ซ็องเมิง (ผู้เป็นหลักเมือง) เชิญผู้นำชุมชน เชิญแขกมาร่วม  เครื่องดนตรีที่ใช้ในการเล่น เลือกตามแต่ฐานะของเจ้าภาพ  หากเป็นผู้มีฐานะดีจะเลือกวงดนตรีวงใหญ่ ประกอบด้วย กลองโทน 3 ใบ ซอด้วง 1 สาย ฆ้องขนาด 24 นิ้ว 1 ใบ กรับ 1 คู่ ขลุ่ยปีออร์(เปย) 1 เลา คนเจรียง (คนร้อง) 1-2 คน  หากมีฐานะไม่ค่อยดีจะเลือกวงเล็ก ประกอบด้วย แคน 1 เต้า กรับ 1 คู่ คนเจรียง 1-2 คน (ข้อมูลจากนายอุทัย สุภาพ เลขที่ 1 หมู่ 15 บ้านสำโรงพลัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ)  โดยมากรำแม่มดจะทำเมื่อมีคนป่วยรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันไม่หาย การรำแม่มดจึงทำเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย และวิธีการรักษา (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 234)
ประเพณีเเซนโดนตา หรือสารทเขมร จัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 10 หมายถึงการเซ่นสรวงวิญญาณบรรพบุรุษ  เป็นวันที่อัญเชิญผีบรรพบุรุษทุกคน มารับประทานอาหารที่ลูกหลานจัดไว้  โดยมีพิธีส่งโดนตา  การรับโดนตา  และการเรียกโดนตา  โดนตามี 2 ประเภทคือ โดนตาเก่า และโดนตาใหม่ โดนตาใหม่ คือ การส่งโดนตาของหนุ่มสาวที่หมั้นกันแล้ว  แต่ยังไม่แต่งานกัน จะต้องส่งโดนตาให้กัน  เช่น ชายจะต้องส่งเครื่องใช้ในครัวเรือนให้หญิง   หญิงจะต้องส่งอาหารคาวหวานตลอดจนฟูกหมอน ผ้าขาวม้า โสร่งให้ชาย โดนตาเก่า  คือ การส่งโดนตาของครอบครัวที่มีลูกหลานแล้ว  นำอาหารต่างๆ ไปส่งไปไหว้ พ่อแม่ ปู่ย่าตายายที่ยังมีชีวิตอยู่ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 240-244)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 94 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 94 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:09:34  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่42) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


      ประเพณีเเซนโดนตา หรือสารทเขมร จัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 10 หมายถึงการเซ่นสรวงวิญญาณบรรพบุรุษ  เป็นวันที่อัญเชิญผีบรรพบุรุษทุกคน มารับประทานอาหารที่ลูกหลานจัดไว้  โดยมีพิธีส่งโดนตา  การรับโดนตา  และการเรียกโดนตา  โดนตามี 2 ประเภทคือ โดนตาเก่า และโดนตาใหม่ โดนตาใหม่ คือ การส่งโดนตาของหนุ่มสาวที่หมั้นกันแล้ว  แต่ยังไม่แต่งานกัน จะต้องส่งโดนตาให้กัน  เช่น ชายจะต้องส่งเครื่องใช้ในครัวเรือนให้หญิง   หญิงจะต้องส่งอาหารคาวหวานตลอดจนฟูกหมอน ผ้าขาวม้า โสร่งให้ชาย โดนตาเก่า  คือ การส่งโดนตาของครอบครัวที่มีลูกหลานแล้ว  นำอาหารต่างๆ ไปส่งไปไหว้ พ่อแม่ ปู่ย่าตายายที่ยังมีชีวิตอยู่ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 240-244)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 83 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 83 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:12:02  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่43) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


    ประเพณีป้อนข้าวเม่าพระจันทร์ (ไหว้พระจันทร์ หรือ สัมเปี๊ยเปรียะแค หรือ ปังออกเปรียะแค) ของชาวไทยเขมร ปัจจุบันยังมีการประกอบพิธี อยู่ทั่วไปในหมู่บ้านเก่าแก่ที่วัดในอีสานใต้ อาทิ บ้านสำโรงพลัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง  บ้านไพรบึง บ้านจังกระดาน ต.ไพรบึง อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ ที่บ้านพราน ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็นพิธีทำบุญข้า่วเม่า เสี่ยงทายเทียนว่าฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่  และเป็นการให้กำลังใจกับเกษตรกร  พิธีกรรมจะทำในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ชาวบ้านจะตำข้าวเม่า (ข้าวจ้าว) นำใส่ขันพร้อมกล้วย 1 หวี แล้วพากันไปที่วัดประกอบพิธีบูชาเทวดา เจริญพุทธมนต์ เสี่ยงทายฝน (ข้อมูลจากนายอุทัย สุภาพ เลขที่ 1 หมู่ 15 บ้านสำโรงพลัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 95 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 95 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:15:59  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่44) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


การละเล่นของชาวไทยเขมร จ.ศรีสะเกษ

      เรือมตร๊ด (รำตรุษหรือลังตร๊ด) เป็นของไทยเขมร นิยมเล่นตอนออกพรรษา งานกฐิน วันตรุษสงกรานต์ ขึ้น 13 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำ เดือน 5  เพื่อบอกบุญ โดยตระเวนเล่นไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อบอกบุญขอบริจาคทรัพย์สมทบกองทุนผ้าป่า กองดอกไม้ กองกฐิน ผู้รำจะเดินเป็นแถว จำนวน ๑๕ - ๒๐ คน เดินไปตามบ้านเหมือนกับการเซิ้งแผ่เงิน(เรี่ยไร) การแต่งกายสวมชุดพื้นเมืองเช่น ผ้าโสร่ง สวมเสื้อหลากสี  ปัจจุบันยังมีการละเล่นอยู่ที่หมู่บ้านสำโรงพลัน หมู่ที่ 1, 13, 15 ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง  โดยเฉพาะที่บ้านสำโรงพลัน หมู่ 15 ผู้เข้าร่วมพิธีประกอบไปด้วย  1. ทายก ทายิกา 2-3 คน ถือพานดอกไม้ ธูป เทียน ขอรับบริจาคเงิน  2.กลุ่มผู้ร้องและเล่นดนตรี ได้แก่ ขลุ่ย กลองโทน ฆ้องกระแต กันชันร (เครื่องเคาะจังหวะชนิดหนึ่ง) คนร้องเจรียง 1-2 คน ลูกคู่ 3-4 คน นางรำประกอบ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า 173 ; ข้อมูลจากนายอุทัย สุภาพ เลขที่ 1 หมู่ 15 บ้านสำโรงพลัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 88 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 88 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:18:59  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่45) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


       เรือมอายัย เป็นการร้องโต้ตอบกัน ทำนองเกี้ยวพาราสี ระหว่างหนุ่มสาวชาวเขมรถิ่นไทยในเทศกาล งานรื่นเริงสนุกสนาน โดยผู้รำนั้นจะไหว้ครูพร้อมกัน เสร็จแล้วเดินออกมาโต้ตอบกันเป็นคู่ๆ มีลูกคู่รองรับ เมื่อร้องจบในแต่ละวรรคดนตรีก็จะบรรเลงรับ ผู้แสดงทั้งหญิงและชาย จะรำเกี้ยวพาราสีกัน ลูกคู่จะปรบมือสนับสนุน เมื่อดนตรีจบ คู่ใหม่ก็ออกมาร้องทุกคู่จนครบ และร้องบทลาในตอนจบ การรำไม่มีแบบแผนตายตัว เป็นการฟ้อนรำให้เข้ากับจังหวะดนตรี ท่ารำส่วนใหญ่เป็นท่าจีบ และแบมือเรียกว่า อายัย รำแบบในท่าฟ้อนเกี้ยว ท่ารำของฝ่ายหญิงจะเป็นท่าที่คอยปัด หรือท่าปกป้องระวังการถูกเนื้อต้องตัว

        การแต่งกาย ใช้ผ้าทอพื้นบ้าน นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อแขนกระบอก มีผ้าสไบคล้องคอ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น มีผ้าไหมคาดที่เอว

        เครื่องดนตรี มีกลอง (สก็วล) ๑ คู่ ปี่อ้อ ๑ เลา ซอ ๑ - ๒ คัน ฉิ่ง ฉาบ กรับ ทำนองที่ บรรเลงเร้าใจ สนุกสนาน นาฏศิลป์และดนตรี นาฏศิลป์และดนตรีของชาวศรีสะเกษ แยกไม่ออก จากนาฏศิลป์และดนตรีของชาวอีสานทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร ส่วย เยอ ดนตรีหลักของชาวลาว คือพิณ แคน ให้จังหวะด้วยกลอง ดนตรีหลักของชาวเขมรคือ ซอ ปี่ ระนาด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนชาวส่วยและเยอ ยึดเอาดนตรีของชนเผ่าที่ตนอยู่ใกล้มาใช้ โดยเฉพาะพิณแคน (http://www.surinmajestic.net      Accessed on 12 July 2006)


รูปจาก  http://www.moohin.com/about-thailand/oldcity/surin7.shtml

 
 
สาธุการบทความนี้ : 91 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 91 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:33:16  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่46) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


     กันตรึม กันตรึมเป็นวงดนตรีพื้นบ้านของอีสานใต้ กันตรึมหรือโจ๊ะกันตรึม ยังเป็นที่นิยม และมีบทบาทสำคัญตั้งแต่โบราณ จนถึงปัจจุบันสำหรับชาวอีสานใต้ เช่นเดียวกับหมอลำของชาวอีสานเหนือ ประวัติของการเล่นกันตรึมนี้ ไม่มีผู้ทราบที่มาอย่างแน่นอน แต่เชื่อว่าการละเล่นกันตรึมนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากขอม วงกันตรึมยังใช้แสดงในงานต่างๆ เสมอ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานศพหรืองานพิธีกรรมอื่น แต่จังหวะลีลาในการแสดง จะแตกต่างกันออกไปตามพิธีของแต่ละงาน โดยเฉพาะเครื่องดนตรีประกอบการแสดงกันตรึมก็จะแตกต่างกัน เช่น การแสดงในงานศพจะใช้ปี่อ้อมาบรรเลง แต่ถ้าเป็นงานแต่งงาน ก็จะใช้ปี่เตรียงหรือปี่เญ็นแทนปี่อ้อ ส่วนเนื้อร้องก็เปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับแต่ละงาน

            การแต่งกายของนักดนตรี และนักร้องของวงดนตรีพื้นบ้านกันตรึม มักนิยมแต่งกาย  ตามสบาย หรือจะแต่งตามประเพณีนิยมของท้องถิ่นก็ได้

ข้อมูลจาก (http://www.isangate.com/ entertain/dance_03.htm Accessed on 12 July 2006)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 92 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 92 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:45:37  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่47) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


    เจรียง เป็นการละเล่นของคนไทยเขมร คล้ายกับลำตัดหรือหมอลำ   เป็นการขับร้อง หรือแหล่กลอนสด เนียะจเรียง หมายถึง ผู้ขับร้อง ภาษาที่ใช้เป็นภาษาเขมร จเรียงมีด้วยกันหลายประเภท เช่น จเรียงนอรแกว เป็นการร้องโต้ตอบระหว่าง ชายหญิง จเรียงอาไย มีการรำประกอบการร้อง จเรียงซันตูจ เป็นการสนุกสนานของหนุ่มสาวซึ่งไปช่วยแต่งงาน และงานมงคลในยามค่ำคืน จเรียงตรัว จะเป็นการร้องประกอบเสียงซอ จเรียงจรวง เป็นการร้อง ประกอบเสียงปี่ (http://www.surinmajestic.net Accessed on 12 July2006)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 90 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 90 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:47:35  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่48) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ภาษาเขมร จ.ศรีสะเกษ
.
      ในจังหวัดศรีสะเกษมีผู้พูดภาษาเขมรร้อยละ 20 ของประชากรทั้งจังหวัด ภาษาเขมรพูดกันมากใน อ.ขุขันธ์  อ.กันทราลักษ์ อ.ภูสิงห์ อ.ขุนหาญ อ.ปรางค์กู่ อ.ไพรบึง  อ.ห้วยทับทัน  อ.ศรีรัตนะ

      ชาวเขมรในศรีสะเกษเป็นชาวเขมรสูง พูดภาษาเขมรแตกต่างจากชาวกัมพูชาหรือเขมรลุ่ม ทั้งในด้านคำศัพท์ และการออกเสียง แต่สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 88 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 88 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:48:55  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่49) เมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


สี่เผ่าไทศรีสะเกษ    
    ส่วย   เขมร  ลาว  เยอ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 88 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 88 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:49:42  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่50) เที่ยวเมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


                  ศรีสะเกษ  แดนปราสาทขอม  หอมกระเทียมดี
       มีสวนสมเด็จ  เขตดงลำดวน  หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำสามัคคี

 
 
สาธุการบทความนี้ : 82 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 82 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:53:49  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่51) เที่ยวเมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ

    ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ ตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยก  ถ.เทพา ตัดกับถนนหลักเมืองศาลหลักเมือง  (หลังใหม่)  สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ในสมัย นายจำลอง ราษฎร์ประเสริฐ  เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด  ลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมยกฐานสูง  หลังคาทรงไทยจตุรมุข กรุด้วย หินอ่อนทั้งหลัง  ส่วนจั่วด้านทิศใต้ประดิษฐานตรา "กาญจนาภิเษก" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองศิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี


ข้อมูลจาก :http://intranet.m-culture.go.th

 
 
สาธุการบทความนี้ : 82 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 82 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 18:56:19  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่52) เที่ยว      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


อนุสาวรีย์แม่ศรีสระผม

     บริเวณวงเวียนหลังสถานีรถไฟศรีสะเกษ สร้างขึ้นตามตำนานที่ว่า แม่ศรีเป็นธิดากษัตริย์ลาวได้อภิเษกสมรสกับพระยาแกรก กษัตริย์เขมรเมืองพระนคร เมื่อเสด็จตามเส้นทางระหว่างเมืองทั้งสองมักจะแวะพักสรงน้ำ และสระเกศาที่แอ่งน้ำบริเวณวัดพระโต หรือ วัดมหาพุทธารามในปัจจุบัน เมื่อมีการสร้างเมืองทีหลังจึงให้ชื่อเมืองว่าศรีสะเกษ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 90 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 90 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 19:02:26  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่53) เที่ยวเมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


หอนาฬิกาดอกลำดวน เมืองศรีสะเกษ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 90 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 90 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 19:11:11  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่54) เที่ยวเมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


ตั้งอยู่ใจเขตเทศบาล ต.เมืองเหนือ อ.เมือง มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองและเป็นที่เคารพสักการะของชาวศรีสะเกษ คือ "หลวงพ่อโต" เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ 6.85 เมตร หน้าตักกว้าง 3.50 เมตร  เดิมเป็นพระพุทธรูปศิลาจำหลัก สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยขอมซึ่งมีอายุร่วมพันปีมาแล้วแต่มาสร้างเพิ่มเติมขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด  ( http://www.tat.or.th/thai/dl.php?province=33&region_id=4  accessed on 20/12/48 )

 
 
สาธุการบทความนี้ : 88 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 88 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 19:15:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่55) เที่ยวเมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


      ตั้งอยู่ถนนอุบล ต.เมืองใต้ อ.เมือง ตั้งอยู่ภายในเขตเทศบาลเมือง ที่ถนนอุบล เป็นตึกเก่าของขุนอำไพพาณิชย์ (อินทร์ นาคสีหราช) คหบดีชาวศรีสะเกษ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2468 โดยช่างชาวจีนและชาวมอญ ตัวอาคารมีรูปทรงและลวดลายปูนปั้นที่งดงามตามคติความเชื่อของชาวจีน ได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีจนได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการดีเด่นการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2530  ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน (http://www.tat.or.th/thai/dl.php? province=33&region_id=4  accessed on 20/12/48 )

 
 
สาธุการบทความนี้ : 101 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 101 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 19:16:10  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่56) เที่ยวเมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


พระธาตุเรืองรอง  ศิลปผสมผสานสี่เผ่าไทย
   พระธาตุเรืองรอง เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ ประชาชนชาวพุทธศาสนา ให้ความเคารพสักการะ บูชา โดยพระธาตุเรืองรอง ตั้งอยู่ที่วัดบ้านสร้างเรือง ตำบลหญ้าปล้อง อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษ ไปทางทิศเหนือ ประมาณ 7.5 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2373 สายศรีสะเกษ-ยางชุมน้อย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 105 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 105 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 19:24:05  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   868) เมืองศรีสะเกษ  
  บ่าวเมืองดอกลำดวน    คห.ที่57) เที่ยวเมืองศรีสะเกษ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
เข้าร่วม : 19 เม.ย. 2553
รวมโพสต์ : 108
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 104450
รวม: 104475 สาธุการ

 


     พระธาตุซึ่องอยู่ชั้นบนสุดเป็นที่บรรจุเส้นผมของพระอรหันต์ครับ และยังเป็นจุดชมวิวช่วงเวลาทำนา เมื่อมองไปบริเวณใกล้กับวัด จะเห็นทุ่งนาที่มีข้าวเขียวขจี สวยงามครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 96 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 96 ครั้ง
 
 
  21 เม.ย. 2553 เวลา 19:26:06  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  หน้า: 1 2 3

   

Creative Commons License
เมืองศรีสะเกษ --- เว็บบอร์ดอีสานจุฬาฯ