ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 24 เมษายน 2557:: อ่านผญา 
ได้ยินป่าวๆฮ้อง งัวเจ้าของอย่าฟ่าวว่า ห่าเป็นแนวซาดเซื้อ เสือฮ้ายซิคาบคอ เอาเด้ แปลว่า แค่เพียงได้ยินเสียงร้องคุ้นๆ อย่าเพิ่งว่าเป็นวัวของตน เพราะหากเป็นเสือแล้วไซร้ มันจะกัดเอาได้ หมายถึง อย่าทำอะไรด้วยความประมาท พลาดพลั้งไปจะแก้ไขไม่ทันการณ์


  ค้นหากระทู้ ปลาร้านอกไห  

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23  
  โพสต์โดย   23) น้ำตานกจิ๊บน้อย  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
นำมาฟังนิทานครับ

เว้าม่วนขนาด

 
 
สาธุการบทความนี้ : 32 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 32 ครั้ง
 
 
  18 ม.ค. 2551 เวลา 13:37:27  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   23) น้ำตานกจิ๊บน้อย  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่22)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
อู๋ยยย... ไม่ใช่เจอกันทุกวันหรอกเหรอ

กำลังรออ่านอยู่เด้อ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 25 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 23 ครั้ง
 
 
  16 ธ.ค. 2551 เวลา 15:09:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   46) คั่วหนูพุก  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่6)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
มาแล้วครับ ข้าวเหนียวฮ้อนๆ ข้อยพายอ้อนต้อนๆ มาแล้ว
สิมากินกับคั่วหนูพุกนั่นหนา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 32 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 32 ครั้ง
 
 
  21 ม.ค. 2551 เวลา 16:47:40  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   46) คั่วหนูพุก  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่8)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
คุณบักต๊อก:
เดี๋ยวปลูกบักแตงอยู่  ได่หน่วยแล้วสิเอาไปฮ่วมนำ ท่าแหน่เด้อครับ


ปลูกเฮ็ดหยังบักแตง
เป็นหยังบ่ปลูกบักหล่า
หาไฮ่หานาปลูกบักหล่า แหน่เด้อต๊อก

 
 
สาธุการบทความนี้ : 140 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 140 ครั้ง
 
 
  22 ม.ค. 2551 เวลา 16:11:05  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   47) ลาบปลาตองกลาย  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่6)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
เอ้อ.. อันดิบๆ นี่ คือสิถืกคิงกระบี่โลหิตอยู่ดอกเนาะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 29 ครั้ง
 
 
  04 ก.พ. 2551 เวลา 11:58:24  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   47) ลาบปลาตองกลาย  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่9)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
คุณบักต๊อก:
เอาใส่เลือดปลานำคือสิแซ่บเนาะอ้าย


ฮ่วย เลือดปลา มันสีหยังล่ะหือ?? ต้องปาดคอเอาถ้วยมาต่งเอาคือเป็ดคือไก่บ่น้อ


คุณกระบี่โลหิต:
เอาไปลาบแหน่หนิ พึ่งไปตึกแหมาได้ ผู้ได๋ว่างกะไปหาเก็บผักมาไว้ถ่ากับแหน่เด้อ

เฮ็ดลาบดิบสาก่อน ผู้ได๋มักสุกกะจั่งค่อยเอาไปหมกเอาเด้อ....


เอ้อ.. สิหาผักกะเดา ไปกินกับ เด้อ
บักต๊อก อย่าลืมพายก่องข้าวมาฮ่วมเด้อ (อย่าพายก่องข้าวเปล่าเด้อล่ะ ต้องเป็นข้าวเหนียวฮ้อนๆเด้อ)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 135 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 135 ครั้ง
 
 
  05 ก.พ. 2551 เวลา 10:05:46  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   24) ผาแดงนางไอ่  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่19)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
สุดยอดหัวศิลป์ จินตนาการจริงๆเลยนะ อ้ายโอ๊ต

 
 
สาธุการบทความนี้ : 1 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 1 ครั้ง
 
 
  29 พ.ค. 2552 เวลา 15:21:46  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   25) สองเครือน้ำตาหลั่ง  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 


ดีครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 28 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 28 ครั้ง
 
 
  20 ก.พ. 2551 เวลา 14:28:11  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   26) ปลาบู่ทอง  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่21)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
คุณอีหล่าคำแพง:
มีคำถามค่ะ

ทำไม ขนิษฐี กับ ขนิษฐา มีลูกสาวหน้าตาคล้ายกัน พ่อเขา ยีน แรงเหรอค่ะ


ขนิษฐา กับ ขนิษฐี ชื่อ พ้องกันแบบนี้ แสดงว่า เป็นพี่น้องกัน ซึ่งอาจจะหน้าตาคล้ายกันอยู่ก่อน

ดังนั้น มีลูกสาว หน้าตาคล้ายกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแม่ หน้าตาคล้ายกัน... มั้ง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 191 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 191 ครั้ง
 
 
  10 ก.ค. 2552 เวลา 19:08:06  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   26) ปลาบู่ทอง  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่25)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
นิทานที่ พี่น้องกัน ได้สามีคนเดียวกัน ก็มีอยู่หลายเรื่อง เช่น
- นางสิบสอง
- ไกรทอง
- สังข์ศิลป์ชัย
- ฯลฯ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 138 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 138 ครั้ง
 
 
  25 ก.ค. 2552 เวลา 12:00:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่0) ขอนแก่น      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
ข้อมูลทั่วไป

จังหวัดขอนแก่น เป็นจังหวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตั้งอยู่ในจุดที่ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 209 (ถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก) ตัดผ่าน ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการเดินทางจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเข้าไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนไปเข้าภาคเหนือที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และเดินทางเข้าสู่ประเทศลาวทั้งทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของลาว

การปกครอง แบ่งออกเป็น 26 อำเภอ ดังนี้
1. อำเภอเมืองขอนแก่น   2. อำเภอบ้านฝาง     3. อำเภอพระยืน
4. อำเภอหนองเรือ        5. อำเภอชุมแพ        6. อำเภอสีชมพู
7. อำเภอน้ำพอง           8. อำเภออุบลรัตน์     9. อำเภอกระนวน
10.อำเภอบ้านไผ่         11.อำเภอเปือยน้อย   12.อำเภอพล
13.อำเภอแวงใหญ่       14. อำเภอแวงน้อย    15.อำเภอหนองสองห้อง
16.อำเภอภูเวียง          17.อำเภอมัญจาคีรี    18.อำเภอชนบท
19.อำเภอเขาสวนกวาง  20.อำเภอภูผาม่าน     21.อำเภอซำสูง
22.อำเภอโคกโพธิ์ไชย  23.อำเภอหนองนาคำ  24.อำเภอบ้านแฮด
25.อำเภอโนนศิลา       26.อำเภอเวียงเก่า

อาณาเขตติดต่อ
     ทิศเหนือ   ติดกับจังหวัดเลย จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดอุดรธานี
     ทิศตะวันออก  ติดกับจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดกาฬสินธุ์
     ทิศใต้  ติดกับจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดนครราชสีมา
     ทิศตะวันตก  ติดกับจังหวัดชัยภูมิและจังหวัดเพชรบูรณ์


ค้นข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 
 
สาธุการบทความนี้ : 236 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 234 ครั้ง
 
 
  15 เม.ย. 2551 เวลา 11:09:03  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่1) ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับขอนแก่น      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
สมัยก่อนประวัติศาสตร์

จากหลักฐานการสำรวจบริเวณบ้านโนนนกทา บ้านนาดี ตำบลบ้านโคก อำเภอภูเวียง ของ วิลเฮล์ม จิโซลไฮม์ เรื่อง เออร์ลี่บรอนซ์ อิน นอร์ธอิสเทริน์ ไทยแลนด์ ได้ค้นพบเครื่องสำริดและเหล็กมีเครื่องมือเครื่องใช้เป็นขวาน รวมทั้งแบบแม่พิมพ์ที่ใช้หล่อ มีกำไลแขนสำริดคล้องอยู่ที่โครงกระดูกท่อนแขน ซ้อนกันหลาย วง พบกำไรทำด้วยเปลือกหอย รวมทั้งพบแหวนเหล็กไน แสดงว่ามีการปั่นด้ายทอผ้าใช้ในยุคนั้นแล้ว นอกจากนี้ ยังพบขวานทองแดง อายุ 4,600-4,800 ปี เป็นหัวขวานหัวเดียวที่พบในประเทศไทย ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ในชั้นดินที่ 20 การกำหนดอายุโดยคาร์บอนด์ 14 จากชั้นดินที่ 19 ปรากฏว่าอายุ 4,275 ปี จากหลักฐานข้างต้นพิสูจน์ให้เห็นว่าอาณาเขตบริเวณจังหวัดขอนแก่น เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรม วัฒนธรรมอันสูงสุดมาแต่ดึกดำบรรพ์ มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนสมัยพุทธกาลหลายพันปี


สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา

บริเวณบ้านโนนเมือง วัดป่าพระนอน ตำบลชุมแพ ได้พบเสมาหินปักอยู่เป็นระยะและล้มจมดิน มีรอยสลักกลีบบัว กลีบเดียวหรือสองกลีบ แท่งหินที่สำคัญที่ชาวบ้านเรียกว่าเสาหลักเมืองเป็นรูปทรงกลมมีรอยจารึก ซึ่งเข้าใจว่าเป็นตัวอักษรมอญโบราณ ได้นำเอามาทำเป็นหลักเมืองขอนแก่น

เมืองโบราณ แห่งนี้กรมศิลปากรได้ขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ฝังอยู่อย่างเป็นระเบียบ มีโบราณวัตถุหลายอย่าง ฝังรวมอยู่ด้วย สันนิษฐานว่าเป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่มาหลายยุคหลายสมัย

บริเวณยอดเขาภูเวียงเป็นวงกลมซึ่ง โอบล้อมพื้นที่ 3 ตำบล มีพระพุทธรูปแบบทวารวดี จากภาพถ่ายทางอากาศ พบเมืองโบราณหลายแห่งอยู่ใกล้ ลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญ คือเมืองโบราณที่วัดดงเมืองแอม ในเขตอำเภอน้ำพองเมืองมีขนาด 2900X3000 เมตร ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่สุดในภาคอีสานเท่าที่ได้พบเห็นในประเทศไทยจะเป็นรองอยู่ก็เฉพาะเมืองนครชัยศรี (นครปฐมโบราณ)

พระธาตุบ้านขาม อำเภอน้ำพอง มีประวัติว่า เดิมมีตอมะขามใหญ่ซึ่งตายไปนานแล้ว กลับงอกเงย ขึ้นอีกคนเจ็บป่วยเมื่อได้กินใบซึ่งงอกขึ้นใหม่นี้จะหาย หากผู้ใดไปทำมิดีมิร้ายหรือดูถูก ไม่เคารพก็จะมีอันเป็นไปโดย ปัจจุบันทันด่วนชาวบ้านจึงพร้อมใจกันก่อพระเจดีย์ครอบตอมะขามนี้ ไว้โดยสลักบรรจุคำสอนของ พระพุทธเจ้า เข้าไว้ในตอมะขามเหตุนี้จึงเรียกว่าพระธาตุบ้านขามมาแต่โบราณ


สมัยอยุธยาและกรุงธนบุรี

เมื่ออิทธิพลของขอมเสื่อมลงหลังพุทธศวรรษที่ 16 จนกระทั่งถึงสมัยอยุธยา บ้านเมืองทางภาค อีสานโดนกระทบจากภัยสงคราม หรือภัยอื่นๆ จนกลายเป็นเมืองร้าง ผู้คนระส่ำระสาย
ในการประชุมพงศาวดารภาค 70 ของกรมศิลปากร เรื่องพงศาวดารย่อนครเวียงจันทร์ปรากฏ ข้อความตอนหนึ่งว่า "ศักราชได้ 76 ปี กาบสะง้าเจ้าบ้านท่านกวาดครัวภูเวียงลง "คำว่าศักราชได้ 76 เทียบได้กับ พ.ศ.2257 คือ 16 ปี ก่อนพระเจ้าศิริบุญสารขึ้นครองราชสมบัติ หรือปลายสมัยอยุธยาและว่าภูเวียงมีฐานะเป็น ชุมชนเมืองสำคัญแล้ว มีฐานะเป็นเมืองป้อมหรือเมืองหน้าด่าน ของเวียงจันทร์ ตั้งอยู่ในเส้นทางมาติดต่อกับนครเวียงจันทร์ กับกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพฯ การเดินทัพเดินทางโดยทั่วไปของทั้งสองนครต้องผ่านโคราช ช่องสามหมอ ภูเวียง หนองบัวลำภู เพราะเป็นทางตรงและมีน้ำท่วมอุดมสมบูรณ์ ต่อมาภายหลังเพื่อหลีกเลี่ยงทางลุ่ม จึงมีทางรถไฟ ทางรถยนต์ ระยะแรกไปตามที่ดอนผ่านเมืองพล บ้านไผ่ ขอนแก่น อุดรฯลฯ


สมัยรัตนโกสินทร์

พงศาวดารภาคอีสานฉบับของ พระยาขัตติวงษา (เหลา ณ ร้อยเอ็ด) มีความสำคัญตอนหนึ่งว่า (พ.ศ.2325) ทราบข่าวว่าเมืองแสนกลัวความผิดหลบตัวหนีลงไป พึ่งพระยาโคราช บอกให้เมืองแสนลงไปเมืองเจ้าเมือง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระจันทรประเทศ ขึ้นมาตั้งบ้านกองแก้ว เป็น เมืองชลบถ มีไพร่พลสมัครไปด้วย 340 คน ในรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พ.ศ. 2340 ฝ่ายเพียเมือง แพนบ้านชีโหล่น เมืองสุวรรณภูมิเห็นว่าเมืองแสนได้เมืองชลบถก็อยากจะได้บ้าง จึงเกลี่ยกล่อมคน ได้ สามร้อยคนเศษจึงสมัครขึ้นอยู่กับพระยานครราชสีมาแล้วขอตั้งบ้านบึงบอนเป็นเมือง เจ้าพระยานครราชสีมาได้มีใบบอกมายัง กรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเพียเมืองแพนเป็นพระนครศรีบริรักษ์ดำรงตำแหน่ง เจ้าเมือง โดยยกบ้านบึงบอนขึ้นเป็นเมือง ขอนแก่น

พ.ศ.2352 ท่านราชานนท์ ย้ายเมืองไปตั้งที่ริมหนองเหล็กพันชาติหรือคงพันชาด (หมู่บ้านแพง อ.โกสุมพิสัย )
พ.ศ.2381 ย้ายเมืองขอนแก่นกลับมาตั้งอยู่ริมบึงบอน (ตะวันตกเฉียงใต้ ของบ้านโนนทัน ต.ในเมือง อ.เมือง ปัจจุบันนี้)
พ.ศ. 2410 ย้ายเมืองขอนแก่นไปตั้งบ้านดอนบมริมแม่น้ำชี
พ.ศ. 2434 โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงต่างพระองค์และ โปรดเกล้าฯ
ให้ย้ายเมืองขอนแก่นมาตั้งที่บ้านทุ่ม อ.เมืองขอนแก่น)
พ.ศ.2442 โปรดให้ย้ายกลับไปตั้งที่บ้านบึงบอนดังเดิม (เมืองเก่า)
พ.ศ. 2447 โปรดให้เรียกตำแหน่งข้าหลวงประจำเมืองขอนแก่นว่าข้าหลวงประจำบริเวณพาชี
พ.ศ. 2451 ย้ายศาลากลางเมืองขอนแก่นมาตั้งที่บ้านพระลับ ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น (ศาลากลางหลังเก่า)
และเปลี่ยนตำแหน่งข้าหลวงประจำบริเวณเป็นผู้ว่าราชการเมือง
พ.ศ.2459 โปรดให้เปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัด
พ.ศ. 2507 ได้สร้างศาลากลางใหม่ที่สนามบินเก่า ห่างจากที่เดิม 2,000 เมตร ปัจจุบันเรียกว่า "ศูนย์ราชการ"
ในสมัยนายสมชาย กลิ่นแก้ว เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ซึ่งท่านได้ดำรงตำแหน่งในระหว่าง พ.ศ. 2503 - 2511

ค้นข้อมูลจาก : เว็บไซต์จังหวัดขอนแก่น

 
 
สาธุการบทความนี้ : 247 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 244 ครั้ง
 
 
  17 เม.ย. 2551 เวลา 11:41:46  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่2) ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับขอนแก่น      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
การตั้งถิ่นฐาน

แม้ขอนแก่นจะเป็นบ้านเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่เมื่อราวสองร้อยกว่าปีมานี้ก็ตาม แต่ในอดีตกาลยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในบริเวณเขตจังหวัดขอนแก่น เคยมีชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ได้เข้ามาอาศัยก่อนแล้ว เช่น การค้นพบแหล่งโบราณคดีที่บ้านโนนนกทา อำเภอภูเวียง พบว่ามีเครื่องปั้นดินเผาที่มีอายุใกล้เคียงกับแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง คือมีอายุราว 5,500 ปีมาแล้ว ต่อมาชุมชนเหล่านี้ก็ได้วิวัฒนาการมาสู่ชุมชนแห่งรัฐ และกลายเป็นบ้านเมืองขึ้นในสมัยทวาราวดี ก่อนที่ขอมจะมามีอำนาจในดินแดนส่วนนี้ เช่น พบแหล่งโบราณคดีที่วัดศรีเมืองแอม อำเภอเขาสวนกวาง ซึ่งปรากฏจารึกศรีเมืองแอมที่ขอมได้เข้ามามีอำนาจในดินแดนส่วนนี้หรือที่ปรากฏเป็นปรางค์กู่ต่าง ๆ ในเขตจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น

ประวัติศาสตร์การสร้างเมืองขอนแก่น ได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2322 ขณะนั้นเมืองเวียงจันทน์ได้เกิดเหตุพิพาทกับกลุ่มของเจ้าพระวอจนถึงกับยกทัพไปตีค่ายของเจ้าพระวอแตกที่บ้านดอนมดแดง (อุบลราชธานีปัจจุบัน) และจับเจ้าพระวอประหารชีวิต สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงถือว่าฝ่ายเจ้าพระวอเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพขึ้นไปตีเวียงจันทน์ จากนั้นจึงได้ยกทัพกลับมายังกรุงเทพมหานคร พร้อมกับได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธปฏิมากร และพระบางกลับมาถวายแต่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย

เจ้าแก้วบุฮม (แก้วบรม) กับพระยาเมืองแพน (หรือเพี้ยเมืองแพน) สองพี่น้อง ซึ่งเป็นโอรสของเจ้าแสนปัจจุทุม (ท้าวแสนแก้วบุฮม) ได้ยกกองทัพจากบ้านเพี้ยปู่ เขตแขวงเมืองทุละคม (ธุระคม) ซึ่งขึ้นกับเมืองเวียงจันทน์ในทุกวันนี้ ข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานที่อยู่บ้านโพธิ์ตาก (บ้านโพธิ์ตาก ตำบลบ้านกง อำเภอเมืองขอนแก่น) และบ้านยางเดี่ยว บ้านโพธิ์ศรี (บ้านโพธิ์ศรี ตำบลบ้านโนน อำเภอกระนวน) บ้านโพธิ์ชัย (บ้านโพธิ์ชัย อำเภอมัญจาคีรี) บ้านสร้าง บ้านชีโหล่น (อยู่ในเขตเมืองสุวรรณภูมิ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดปัจจุบัน)

ในปัจจุบัน บางบ้านก็อยู่ในเขตอำเภอเมืองขอนแก่น บางบ้านก็อยู่ในเขตอำเภอน้ำพอง บางบ้านก็อยู่ในเขตอำเภออาจสามารถ (จังหวัดร้อยเอ็ด) บางบ้านก็อยู่ในเขตจังหวัดยโสธร บางบ้านก็อยู่ที่อำเภอมัญจาคีรี และบางบ้านก็อยู่ที่อำเภอคำเขื่อนแก้ว (จังหวัดยโสธร) เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตเมืองในสมัยหลัง ๆ ต่อมานั่นเอง

เจ้าแก้วบุฮมได้อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านโพธิ์ชัย พระยาเมืองแพนอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในบ้านชีโหล่น คุมไพร่พลคนละ 500 คน ขึ้นกับเมืองท่งหรือเมืองสุวรรณภูมิ ครั้นต่อมาอีกราว 9 ปี ในปี พ.ศ. 2331 เพี้ยเมืองแพนก็ได้พาราษฎรและไพร่พลประมาณ 330 คน ขอแยกตัวออกจากเมืองสุวรรณภูมิไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งบึงบอน ยกขึ้นเป็นเมืองที่บ้านดอนพยอมเมืองเพี้ย (ปัจจุบันคือ บ้านเมืองเพี้ย ตำบลเมืองเพี้ย อำเภอบ้านไผ่)

บึงบอนหรือดอนพยอมในปัจจุบันได้ตื้นเขินเป็นที่นาไปหมดแล้ว แต่ก็ยังปรากฏเป็นรูปของบึงซึ่งมีต้นบอนขึ้นอยู่มากมาย ต่อมาก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เมืองแพนเป็นพระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่น ดังปรากฏข้อความในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตรว่า

“ลุจุลศักราช 1159 ปีมเสง นพศก (พ.ศ. 2340) ฝ่ายเพี้ยเมืองแพน บ้านชีโล่น เมืองสุวรรณภูมิ เห็นว่าเมืองแสนได้เป็นเจ้าเมืองชนบท ก็อยากจะได้เป็นบ้าง จึงเกลี้ยกล่อมผู้คนให้อยู่ในบังคับสามร้อยคนเศษ จึงสมัครขึ้นอยู่ในเจ้าพระยานครราชสีมา แล้วขอตั้งบ้านบึงบอนเป็นเมือง เจ้าพระยานครราชสีมาได้มีใบบอกมายังกรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เมืองแพนเป็นที่พระยานครศรีบริรักษ์ เจ้าเมือง ยกบ้านบึงบอนขึ้นเป็นเมืองขอนแก่น ขึ้นเมืองนครราชสีมา...”

เอกสารพงศาวดารอีสานฉบับพระยาขัติยวงศา (เหลา ณ ร้อยเอ็ด) ได้กล่าวถึงการตั้งเมืองขอนแก่นว่า

“...ได้ทราบข่าวว่าเมืองแพน บ้านชีโล่น แขวงเมืองสุวรรณภูมิ พาราษฎร ไพร่พลประมาณ 330 คน แยกจากเมืองสุวรรณภูมิไปขอตั้งฝั่งบึงบอนเป็นเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เมืองแพนเป็นพระนครศรีบริรักษ์ ผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น...”

ค้นข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 
 
สาธุการบทความนี้ : 246 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 244 ครั้ง
 
 
  17 เม.ย. 2551 เวลา 11:54:13  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่3) ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับขอนแก่น      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
การย้ายถิ่นฐานเมืองขอนแก่น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อ พ.ศ. 2339 ได้มีการย้ายเมืองขอนแก่นไปตั้งอยู่ที่บ้านหนองเหล็ก (ตำบลบ้านแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ในปัจจุบัน) โดยได้ขอขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานคร คือจะขอส่งส่วยต่อกรุงเทพมหานครโดยตรง ไม่ผ่านเมืองสุวรรณภูมิ เพราะให้เหตุผลว่า บ้านดอนพยอมเมืองเพี้ยอยู่ใกล้กับแขวงเมืองนครราชสีมา ซึ่งก็เป็นจริง เพราะอยู่ใกล้กับเมืองชนบท อันเป็นแขวงเมืองนครราชสีมาอยู่ขณะนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เข้าใจว่าเจ้าเมืองในขณะนั้นอยากจะแยกตัวออกเป็นอิสระ คืออยากจะแยกออกมาเป็นเมืองใหญ่อีกต่างหาก การย้ายเมืองครั้งนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวคำบัง (บุตรเจ้าแก้วบุฮม) เป็นพระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่นต่อมา

ในปี พ.ศ. 2352 ได้ย้ายเมืองจากบ้านหนองเหล็กไปตั้งเมืองอยู่ที่บ้านดอนพันชาด (เขตตำบลบ้านแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม) พระนครศรีบริรักษ์ (คำบ้ง) ได้ถึงแก่กรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าราชบุตร (ท้าวคำยวง) น้องชายของพระนครศรีบริรักษ์ (คำบ้ง) ซึ่งมีความดีความชอบจากการไปราชการสงคราม ขับไล่กองทัพพม่าออกไปจากเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น เป็นที่ “พระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดี ศรีศุภสุนทร” เจ้าเมืองขอนแก่น

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2381 เมืองขอนแก่นก็ได้ย้ายจากบ้านดอนพันชาดไปตั้งอยู่ที่ริมฝั่งบึงพระลับโนนทอง คือบ้านเมืองเก่า ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อก่อนเรียกว่า "บ้านโนนทอง" ต่อมาเมื่อย้ายเมืองไปอยู่ที่นั่น จึงเรียกว่าบ้านเมืองเก่า สาเหตุที่ย้ายเมืองนั้นเล่ากันว่า เกิดการแย่งราษฎรไพร่พลขึ้น และเกิดแผ่นดินแยกที่ถนนกลางเมือง มีโรคภัยไข้เจ็บผู้คนล้มป่วยกันมาก จึงถือว่าที่ตรงนั้นไม่เป็นมงคลต่อการอยู่อาศัย จึงย้ายเมืองอีกครั้งหนึ่ง จากบึงพระลับโนนทองไปตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกที่บ้านโนนทัน (อยู่ในตำบลพระลับ อำเภอเมืองขอนแก่นปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 2398 พอดีพระนครศรีบริรักษ์ (คำยวง) ได้ถึงแก่อนิจกรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวอินธิวงษ์ บุตรคนเล็กของพระยานครศรีบริรักษ์ เป็นเจ้าเมืองขอนแก่น เพราะมีวิชาความรู้ดีกว่าพี่ชายคนอื่น ๆ โดยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาในราชทินนามเดิมของบิดาสืบมา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2407 ท้าวอินธิวงษ์เจ้าเมืองขอนแก่นได้ถึงแก่อนิจกรรมลงอีก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวคำบุ่ง (พี่ชายท้าวอินธิวงษ์) ผู้เป็นอุปฮาดแต่เดิมให้เป็นเจ้าเมืองขอนแก่นสืบแทนน้องชายต่อมาอีก 3 ปี เพราะชราภาพมากแล้ว

ในปี พ.ศ. 2410 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวอุ (ราชบุตร) ซึ่งเป็นหลานท้าวอินธิวงษ์ (พระยานครศรีบริรักษ์) ขึ้นเป็นเจ้าเมืองขอนแก่น และได้ย้ายเมืองขอนแก่นจากบ้านโนนทันกลับไปตั้งอยู่ที่บ้านเมืองเก่าอีก (บ้านโนนทองเดิม) พอถึงปี พ.ศ. 2413 ก็ได้ย้ายเมืองขอนแก่นจากบ้านเมืองเก่าไปตั้งอยู่ที่บ้านดอนบม (บ้านดอนบม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น) แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานบรรดาศักดิ์ท้าวอุ (ราชบุตร) เจ้าเมืองขอนแก่นในขณะนั้น เป็นพระนครศรีบริรักษ์ และให้ท้าวหนูหล้า บุตรคนเล็กของท้าวอินธิวงษ์ เป็นปลัดเมืองขอนแก่น (หรืออุปฮาด)

ในปี พ.ศ. 2434 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เปลี่ยนการปกครองหัวเมืองไกลใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นบริเวณหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ ให้เป็นหัวเมืองไกลใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นบริเวณหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือให้เป็นหัวเมืองลาวพวน ดังนั้น เมืองขอนแก่นจึงกับขึ้นกับเมืองลาวพวน ในสมัยนั้นได้มีสายโทรเลข ที่เดินจากเมืองนครราชสีมา ผ่านเมืองชนบท เข้าเขตเมืองขอนแก่นข้ามลำน้ำชีที่ท่าหมากทัน ตรงไปท่าพระ บ้านทุ่ม โดยไม่เข้าเมืองขอนแก่น และตรงไปข้ามลำน้ำพองไปบ้านหมากแข้งเมืองอุดรธานี กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม (พระยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลทรงดำริว่า ที่ว่าการเมืองขอนแก่นที่ตั้งอยู่ที่บ้านดอนบม ไม่สะดวกแก่ราชการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระนครศรีบริรักษ์ (อุ) ย้ายเมืองไปตั้งอยู่ที่บ้านทุ่ม (อำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน) ในปลาย พ.ศ. 2434 และเปลี่ยนนามตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการเมือง

ในปี พ.ศ. 2440 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานบรรดาศักดิ์ท้าวหนูหล้าปลัดเมืองขอนแก่นเป็นพระพิทักษ์สารนิคม และในปี พ.ศ. 2441 ก็ได้ย้ายเมืองขอนแก่นจากบ้านทุ่มกลับไปตั้งอยู่ที่บ้านเมืองเก่าตามเดิม โดยตั้งศาลากลางขึ้นที่ริมบึงเมืองเก่าทางด้านเหนือ (หน้าสถานีโทรทัศน์ในปัจจุบัน) ด้วยเหตุผลที่ว่า บ้านทุ่มนั้นกันดารน้ำในฤดูแล้ง

ในปี พ.ศ. 2444 ทางราชการได้เกณฑ์แรงงานของราษฎรที่เคยหลงผิดไปเชื่อผีบุญ-ผีบาป ที่เขตแขวงเมืองอุบลราชธานีในตอนนั้น โดยให้พากันมาช่วยสร้างทำนบกั้นน้ำขึ้นเป็นถนนรอบบึงเมืองเก่า เพื่อกักน้ำไว้ใช้สอยในฤดูแล้ง เพราะบึงนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชาวเมืองขอนแก่น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 พระนครบริรักษ์ (อุ นครศรี) เจ้าเมืองขอนแก่น ได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ เหตุเพราะชราภาพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งพระพิทักษ์สารนิคม (หนูหล้า สุนทรพิทักษ์) ปลัดเมืองขอนแก่นขึ้นเป็นผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น และในปีนั้นเอง ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนนามตำแหน่งข้าหลวงประจำเมืองขอนแก่นเป็นข้าหลวงประจำบริเวณพาชี ส่วนเมืองต่าง ๆ ที่ขึ้นต่อนั้น ก็ให้เปลี่ยนเป็นอำเภอ และผู้เป็นเจ้าเมืองนั้น ๆ ก็ให้เปลี่ยนเป็นนายอำเภอ ตำแหน่งอุปฮาดก็เป็นปลัดอำเภอไป

ต่อมาในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัดแทน ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองจึงกลายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และศาลาว่าการเมืองก็เปลี่ยนมาเป็นศาลากลางจังหวัด นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ค้นข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 
 
สาธุการบทความนี้ : 257 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 255 ครั้ง
 
 
  17 เม.ย. 2551 เวลา 11:58:04  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่4)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
ที่มาของชื่อขอนแก่น

เหตุที่เมืองนี้มีนามว่า เมืองขอนแก่น นั้นได้มีตำนานแต่โบราณเล่าขานสืบต่อกันมาว่า แต่เดิมท้องถิ่น บ้านขาม ( ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นในปัจจุบัน) มีดอน(เนินดิน)อยู่ตรงกลางทุ่ง ในฤดูฝนมีน้ำล้อมรอบเนินนี้ และบนเนินนี้มีต้นมะขามต้นหนึ่งตายไปนานแล้ว เหลือแต่ตอที่เป็นแก่น เมื่อครั้งมีการสร้างพระธาตุพนม พระยาหลังเขียวและพระอรหันต์ทั้ง 9 พร้อมด้วยข้าราชบริพาร จะนำพระอังคาร(ขี้เถ้า)ของพระพุทธเจ้าไปบรรจุที่พระธาตุพนม แต่การเดินทางมาค่ำมืดที่ตรงเนินที่มีน้ำล้อมรอบ จึงหยุดและวางสัมภาระตลอดจนพระอังคารไว้บนตอมะขาม แล้วพักผ่อนหลับนอน

พอรุ่งขึ้นจึงเดินทางต่อไป เมื่อไปถึงพระธาตุพนมปรากฏว่าได้สร้างเสร็จแล้ว จะเอาอะไรเข้าบรรจุอีกไม่ได้ จึงพากันนมัสการพระธาตุพนม แล้วเดินทางกลับมาตามทางเดิม เมื่อมาถึงเนินดินที่เคยพักผ่อน ต้นมะขามที่ตายไปเหลือแต่แก่นต้นนั้น กลับผลิใบเขียวชอุ่มเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พระอรหันต์ทั้ง 9 พร้อมด้วยพระยาหลังเขียว จึงตกลงสร้างเจดีย์คร่อมต้นมะขามไว้
แล้วบรรจุพระอังคารของพระพุทธเจ้าลงไว้ ชาวบ้านเรียกเจดีย์องค์นี้ว่า "พระธาตุขามแก่น"


พระธาตุขามแก่นที่สร้างในครั้งแรก เป็นรูปปรางค์ และเมื่อทำการบูรณะใหม่เมื่อราว 50 ปีที่ผ่านมานี้ ได้เปลี่ยนเป็นรูปทรงเจดีย์ ปัจจุบัน อยู่ในเขตวัดเจติยภูมิ บ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น พระเจดีย์ขามแก่น ถือว่าเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะมีงานพิธีบวงสรวง เคารพสักการะกันในวันเพ็ญเดือน 6 ทุกปี

เมื่อท้าวเพียเมืองแพนอพยพมาจากบ้านชีโหล่น มาตั้งอยู่ที่บ้านบึงบอน จึงได้ถือเอาปูชนียสถานแห่งนี้ เป็นนิมิตมาตั้งนามเมืองว่าขามแก่น แต่ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็นเมืองขอนแก่น จนกระทั่งทุกวันนี้

(แต่บางตำนาน ก็บอกว่า ท้าวเพียเมืองแพน ได้ตั้งชื่อว่า เมืองขอนแก่น แต่แรก)

เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว ท้าวเพียเมืองแพน ได้สร้างวัดขึ้น 3 วัด คือ วัดเหนือ (ปัจจุบันคือ
วัดธาตุพระอารามหลวง) วัดกลาง (ปัจจุบันคือ วัดกลางเมืองเก่า) และวัดใต้ (ปัจจุบันคือ
วัดหนองแวงพระอารามหลวง)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 223 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 222 ครั้ง
 
 
  17 เม.ย. 2551 เวลา 12:41:18  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่14) อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 


ข้อมูลทั่วไป    

อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ เป็นพื้นที่ในบริเวณที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียง เหนือตอนบน ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดอุดรธานี และตอนบนของจังหวัดขอนแก่น สภาพธรณีเป็นภูเขาหินทรายซึ่งมีชั้นของของหินทรายอยู่ด้านบนระดับผิวดิน โดยมีชั้นของหินดินดาน หรือหินดินดานปนทรายเป็นฐาน ด้านล่างมีดินประเภทดินลูกรังและดินร่วนปนทรายกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า ทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ และสภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง มีเนื้อที่ประมาณ 201,250 ไร่ หรือ 322 ตารางกิโลเมตร

แต่เดิมกรมป่าไม้ได้พิจารณากำหนดให้ป่าภูเก้าเป็นป่าโครงการไม้กระยาเลยเพื่อใช้สอย ตามหนังสือกรมป่าไม้ ที่ กษ 0703/38 ลงวันที่ 5 มกราคม 2513 ซึ่งต่อมาป่าภูเก้าแห่งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าภูเก้า” ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 490 (พ.ศ. 2515) ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2515 และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2524 นายสุพรรณ สุปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้มีหนังสือกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาจัดป่าสงวนแห่งชาติภูเก้า ท้องที่จังหวัดอุดรธานี เป็นอุทยานแห่งชาติ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงมีหนังสือ ที่ สร 0107(งสส.)/3782 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งนายจำนงค์ โพธิสาโร รองอธิบดีกรมป่าไม้ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ มีบันทึกท้ายหนังสือกองอุทยานแห่งชาติ ที่ กส 0708/1198 ลงวันที่ 8 เมษายน 2524 ให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงได้มีคำสั่งที่ 571/2524 ให้นายวินัย ชลารักษ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 ไปทำการสำรวจหาข้อมูลเบื้องต้น

ผลการสำรวจพบว่าป่าสงวนแห่งชาติภูเก้า ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า จุดเด่นมีทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติหลายแห่ง เหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามหนังสือรายงานการสำรวจเบื้องต้นที่ กส.0708 (ภพ)/257 วันที่ 29 กรกฎาคม 2524 และทางสภาตำบลโนนสัง จังหวัดอุดรธานี ได้มีหนังสือลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2526 สนับสนุนให้ดำเนินการจัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้นำเสนอกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 2/2526 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2526 ให้กำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติได้

ต่อมานายพิชา พิทยขจรวุฒิ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเก้า ได้มีหนังสือที่ กษ. 0713(ภก)/8 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2527 ขอผนวกพื้นที่เทือกเขาภูพานคำบริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งมีสภาพป่าเต็งรังค่อนข้างสมบูรณ์และมีทิวทัศน์รอบอ่างเก็บน้ำสวยงามเข้าเป็นอุทยานแห่งชาติด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สมบูรณ์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งได้มีการดำเนินการประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยมีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูเก้า ในท้องที่ตำบลหัวนา ตำบลนามะเฟือง อำเภอหนองบัวลำภู (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) ตำบลบ้านถิ่น ตำบลโคกม่วง ตำบลนิคมพัฒนา ตำบลโนนเมือง ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) และที่ดินป่าภูพานในท้องที่ตำบลกุดดู่ ตำบลโนนสัง ตำบลบ้านค้อ ตำบลหนองเรือ ตำบลโคกใหญ่ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) และป่าโคกสูง ป่าบ้านดง ในท้องที่ตำบลศรีสุขสำราญ ตำบลนาคำ ตำบลบ้านดง ตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ และตำบลหว้าทอง ตำบลทุ่งชมพู ตำบลนาหว้า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2528 ซึ่งประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 102 ตอนที่ 130 ลงวันที่ 20 กันยายน 2528 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 50 ของประเทศ


ลักษณะภูมิประเทศ     

ภูเก้า มีสันฐานคล้ายกะทะหงายโดยมีที่ราบอยู่ตอนกลาง พื้นที่เช่นนี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พื้นที่ส่วนนี้น่าจะเป็นซากภูเขาไฟโบราณที่ดับสนิทไปแล้วหลายร้อยล้านปี หรือมิฉะนั้นก็เป็นการโก่งตัวของเปลือกโลกในบริเวณนี้ขึ้นมาเป็นขอบเทือกเขา เทือกเขาภูเก้าเป็นเทือกเขาสองชั้น ชั้นนอกเป็นภูเขาสูงและมีความลาดชันมาก ไหล่เขาด้านในมีความลาดชันไม่มากนัก พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ บางแห่งเป็นที่ราบ

ภูพานคำ เป็นแนวทิวเขายาวในเทือกเขาภูพาน เรียงตัวตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - ตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเทือกเขาเป็นแอ่งที่ราบต่ำลุ่มน้ำพอง ซึ่งเป็นหุบเขาขนาดใหญ่ เมื่อมีการสร้างเขื่อนอุบลรัตน์ พื้นที่ดังกล่าวนี้กลายเป็นทะเลสาบ ซึ่งเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ มีเนื้อที่ประมาณครึ่งหนึ่งของส่วนภูพานคำ สภาพป่าเป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณซึ่งขึ้นอยู่ในพื้นดินปนหิน


ลักษณะภูมิอากาศ     

ฤดูกาลของอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ แบ่งออกเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยจะร้อนจัดในเดือนเมษายน ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม ปริมาณน้ำฝนจะตกมากที่สุดในเดือนกันยายน ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนมกราคม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากร่องความกดอากาศสูงทางตอนใต้ของประเทศจีน


พืชพรรณและสัตว์ป่า     

สภาพโดยทั่วไปเป็น ป่าเต็งรัง มีไม้ขึ้นอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่เป็นไหล่เขาและสันเขา พันธุ์ที่สำคัญได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง พะยอม กระโดน ฯลฯ พืชพื้นล่างประกอบด้วย ปรงป่า หญ้าเพ็ก เป้ง เถาวัลย์ และไม้หนามหลายชนิด ส่วน ป่าเบญจพรรณ เป็นป่าที่มีอยู่ในบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งห้วย หุบเขา และไหล่เขาบางส่วน พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ แดง ประดู่ มะค่าแต้ กระบก ตะคร้อ ตีนนก ฯลฯ พืชพื้นล่างเป็นไผ่ชนิดต่างๆ ป่าดงดิบ มีอยู่เฉพาะบริเวณริมฝั่งห้วยเท่านั้น พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ตะแบก ยาง ตะเคียนหิน มะค่าโมง กระบก และชิงชัน เป็นต้น



แหล่งท่องเที่ยว  
  อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ เป็นพื้นที่ในบริเวณที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดอุดรธานี และตอนบนของจังหวัดขอนแก่น ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า ทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่
  

  
ถ้ำเรขาคณิต และถ้ำมึ้ม

สันนิษฐานว่าร่องรอยที่ค้นพบมีอายุประมาณไม่ต่ำกว่า 3,500 ปี ในยุคบ้านเชียง ซึ่งสังคมมนุษย์ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์เป็นอาหาร ปรากฏภาพเขียนสีและภาพสลักบนผนังภายในถ้ำ


ทิวทัศน์ริมทะเลสาบเหนือเขื่อนอุบลรัตน์และเกาะแก่งต่าง ๆ

เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวทางน้ำ และพักแรม สามารถเดินทางไปเที่ยวหมู่บ้านประมง อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี และซื้อปลาได้ที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น


หามต่าง หรือหามตั้ง

เป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติเช่นเดียวกับเสาเฉลียง ที่ผาแต้ม คือ เกิดจากการกัดเซาะของน้ำสายลม และแสงแดด มีลักษณะเป็นแท่งหินตั้ง ขึ้นมีส่วนบนเป็นแผ่นหินวางอยู่โดยไม่ติดกันมองดูคล้าย ดอกเห็ด



น้ำตกตาดฟ้า

น้ำตกตาดฟ้า ตั้งอยู่ฝั่งส่วนภูเก้า เป็นน้ำตกขนาดเล็ก สายน้ำไหลมาตามธารเล็กๆ ท่ามกลางป่าเบญจพรรณ ก่อนจะทิ้งตัวลงมาตามชั้นหินสูง 7 เมตร สู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง มีน้ำมากเฉพาะฤดูฝน


รอยเท้านายพรานและรอยตีนหมา

อยู่บริเวณตีนภูเก้าซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางอำเภอโนนสัง 18 กิโลเมตร เป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ 2 รอยลึกลงไปในลานหิน ลักษณะคล้ายรูปเท้ามนุษย์และตีนสุนัขที่เห็นได้ชัดเจน


หอสวรรค์

เป็นจุดชมทิวทัศน์ อยู่ห่างจากวัดพระพุทธบาทภูเก้าประมาณ 1 กิโลเมตร มองเห็นทิวทัศน์ของที่ราบจังหวัดหนองบัวลำภู และผืนป่าเขียวขจีของอุทยานแห่งชาติกว้างไกลไปจนถึงอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ บริเวณนี้มีก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมหน้าผา ก้อนหินสูง 30 เมตร มีบันไดให้ปีนขึ้นไปบนก้อนหินซึ่งมีศาลาตั้งอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกจุดชมทิวทัศน์บนหินก้อนนี้ว่า “หอสวรรค์”



สถานที่ติดต่อ

อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ
ตู้ ปณ.2 ปทจ.อุบลรัตน์  อ. อุบลรัตน์  จ. ขอนแก่น   40250
โทรศัพท์ 0 1221 0764 อีเมล reserve@dnp.go.th
http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style2/default.asp?npid=98&lg=1  
  
การเดินทาง

  รถยนต์
  • จากจังหวัดหนองบัวลำภู ตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2146 แยกซ้ายบ้านวังหมื่น แยกซ้ายบ้านหัวขัว แยกซ้ายบ้านค้อ ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ระยะทาง 58 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภออุบลรัตน์ 6 กิโลเมตร

• จากจังหวัดขอนแก่น ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ขอนแก่น-อุดรธานี) ประมาณ 26 กิโลเมตร แยกซ้ายตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2109 อีก 24 กิโลเมตร ถึงอำเภออุบลรัตน์ แยกขวาตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2146 ประมาณ 6 กิโลเมตร ถึงอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ รวมระยะทางประมาณ 56 กิโลเมตร


  รถโดยสารประจำทาง
  ใช้รถยนต์โดยสารประจำทางสายขอนแก่น-หนองบัวลำภู ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ



ที่มา : http://www.khonkaenlink.info/khonkaen_info/tour/pueklao.html

 
 
สาธุการบทความนี้ : 236 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 235 ครั้ง
 
 
  26 เม.ย. 2551 เวลา 08:53:20  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่15) อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 


ข้อมูลทั่วไป

อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน เรียกตามชื่อของภูเขาเทือกหนึ่งทางตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติที่มีหน้าผาสูงชันคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มองดูเหมือนกับผ้าม่านผืนใหญ่ อยู่ในท้องที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย มีเนื้อที่ประมาณ 350 ตารางกิโลเมตร หรือ 218,750 ไร่

อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน แต่เดิมเคยเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด ปัจจุบันผลจากการทำสัมปทานป่าไม้ทำให้พื้นป่าและจำนวนสัตว์ป่าลดลงอย่างรวดเร็ว กรมป่าไม้จึงได้มีคำสั่งที่ 1473/2532 ลงวันที่ 27 กันยายน 2532 มอบหมายให้ นายพนม พงษ์สุวรรณ นักวิชาการป่าไม้ 4 ให้สำรวจเพิ่มเติมและจัดตั้งพื้นที่ป่าดงลาน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และป่าภูเปือย อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย และพื้นที่ป่าใกล้เคียงเป็นอุทยานแห่งชาติ จากการสำรวจพื้นที่พบว่า เป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธารและมีจุดเด่นทางธรรมชาติหลายแห่ง โดยเฉพาะถ้ำและน้ำตก

ทางราชการจึงมีประกาศกฤษฎีกา กำหนดให้รวมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูเปือย อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เข้ากับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงลาน ท้องที่อำเภอชุมแพ กิ่งอำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ในปี พ.ศ.2534 โดยได้พระราชกฤษฏีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าดงลานในท้องที่ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ และตำบลห้วยม่วง ตำบลวังสวาบ ตำบลนาฝาย ตำบลภูผาม่าน กิ่งอำเภอภูผาม่าน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และป่าภูเปือยในท้องที่ตำบลภูกระดึง ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เนื้อที่โดยประมาณ 218,750 ไร่ หรือ 350 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 108 ตอนที่ 215 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2534 จัดเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 72 ของประเทศ


ลักษณะภูมิประเทศ

ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาหินปูนที่มีความสูงชันสลับซับซ้อนกันเป็นแนวยาวสลับกับที่ราบลุ่มเชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 200-800 เมตร เป็นแหล่งต้นน้ำของห้วยภูฮี ห้วยชมพู ห้วยคะเฮ้า ห้วยจอก ห้วยยาง ห้วยซำแคน ห้วยตากว้าง ห้วยข้าวหลาม ห้วยสงขะยวน และห้วยหม้อแตก ซึ่งลำห้วยเหล่านี้ไหลลงสู่ลำน้ำพองที่ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติภูกระดึงและลำน้ำเชิญในจังหวัดขอนแก่น สภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายและดินลูกรังอยู่ปะปนกับหินชนิดต่างๆ


ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะอากาศโดยทั่วไป อากาศร้อนถึงร้อนจัดอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 39 องศาเซลเซียส


พืชพรรณและสัตว์ป่า

สภาพป่าประกอบด้วยป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง พรรณไม้สำคัญ ได้แก่ ประดู่ มะค่าโมง ตะแบก เหียง พลวง แดง เต็ง รัง พรรณไม้พื้นล่างที่ขึ้นอยู่หนาแน่น ได้แก่ หว่านไพร ชัน ข่าป่า เพ็ก หวาย กล้วยไม้ป่า หญ้าคา แฝก ฯลฯ

สัตว์ป่าที่พบได้แก่ เลียงผา หมูป่า เก้ง ลิง กระต่ายป่า นิ่มหรือลิ่น เม่น ตะกวด ไก่ป่า นกชนิดต่าง ๆ และแมลงกว่า 200 ชนิด



สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ถ้ำพญานาคราช

เป็นถ้ำที่มีความสวยงามเป็นอันดับ 1 ของอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ภายในถ้ำมืดสนิท แบ่งออกเป็นห้องๆ แต่ละห้องประกอบด้วยหินงอกหินย้อยที่ส่องประกายแวววาวระยิบระยับสวยงามตระการตา โดยเฉพาะห้องโถงใหญ่มีม่านหินย้อยขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากเพดานสูงแล้วแผ่กว้างออก รถยนต์สามารถเข้าถึงเชิงเขาที่เป็นตัวถ้ำได้


ถ้ำลายแทง

อยู่ห่างจากถ้ำพญานาคราช 800 เมตร ปากถ้ำอยู่บนเนินเขา สูง 8 เมตร มีลานกว้างอยู่ด้านหน้า บนผนังภายในถ้ำจะพบภาพเขียนสีโบราณกว้างประมาณ 2 ตารางเมตร ซึ่งในอดีตชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นลายแทงบอกขุมสมบัติ ลักษณะเป็นภาพเขียนสีแดงรูปคน และสัตว์ในลักษณะต่างๆ ประมาณ 70 ภาพ อายุของภาพอยู่ในระหว่างการตรวจสอบอยู่


ถ้ำผาพวง

เดิมเรียก “ถ้ำร้อยพวง” ภายในมีหินย้อยลงมาจากเพดานลักษณะเป็นพวง สวยงามมาก เพดานถ้ำสามารถทะลุออกไป ยอดเขาใช้เป็นจุดชมวิวได้เป็นอย่างดี เหมาะแก่การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ


ถ้ำภูตาหลอ

ภายในถ้ำเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ จุคนได้ถึง 1,000 คน พื้นถ้ำราบเรียบกว้างเพดานสูง มีหินงอกหินย้อยเป็นพวงๆ สวยงามตระการตา ปัจจุบันกำลังปรับปรุงเส้นทางเข้าถึงตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ


น้ำตกตาดฮ้อง

เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เกิดจากลำน้ำพองที่มีต้นกำเนิดอยู่บนภูกระดึง มีความสูงประมาณ 60-70 เมตร อยู่ระหว่างเขตรอยต่อของอุทยานแห่งชาติภูกระดึงและอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ในยามที่สายน้ำตกกระทบแผ่นหินจะเกิดเสียงดังก้องทั่วป่า จนเป็นที่มาของชื่อ “ตาดฮ้อง” เส้นทางเข้าถึงค่อนข้างลำบาก จึงทำให้ยังเป็นน้ำตกที่ค่อนข้างบริสุทธิ์อยู่


น้ำตกตาดฟ้า
เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยตาดฟ้า มีความสูงประมาณ 20 -30 เมตร มีชั้นน้ำตกลดหลั่นลงไปตลอดสายก่อนไหลลงสู่ลำน้ำเชิญ ในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงและมีความสวยงามมาก ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร จะพบน้ำตกตาดใหญ่ซึ่งเป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยเดียวกัน


น้ำตกพลาญทอง
เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงามในฤดูน้ำหลาก สูงประมาณ 10 เมตร ห่างจากที่ทำการของอุทยานฯ 1 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่เกิดจากต้นน้ำที่เป็นน้ำซับหลายๆ สายไหลมารวมกันแล้วไหลลงสู่หน้าผาเป็นชั้นเล็กชั้นน้อยลดหลั่นกันลงไป


น้ำตกตาดใหญ่
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยน้ำตกชั้นเล็กชั้นน้อยที่ไหลลดหลั่นกันลงไปเป็นขั้นบันไดหลายชั้น มีความสูงประมาณ 80 เมตร เป็นน้ำตกที่มีความอลังการและสวยงามมาก โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก รถยนต์สามารถเข้าถึงตัวน้ำตกได้


ถ้ำค้างคาว
ตั้งอยู่บนภูผาม่าน ห่างจากที่ว่าการอำเภอภูผาม่านประมาณ  2.5 กม.เป็น ถ้ำที่สูงจากพื้นดินประมาณ 100 ม. บริเวณหน้าผาสูงชันของภูผาม่านเมื่อเข้าใกล้จะได้กลิ่น ของค้างคาว ปากถ้ำสามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายในถ้ำมีค้างคาวขนาดเล็กอาศัยอยู่นับ ล้านตัว และภายในถ้ำไม่สามารถเข้าไปได้เนื่องจากมีกลิ่นเหม็นฉุนจัด  ค้างคาวจะออกจาก ถ้ำในเวลาประมาณ 18.00 น ของทุกวัน
ฝูงค้างคาวที่ออกมาจากถ้ำจะเป็นกลุ่มยาวคล้ายฝูงฝึ้งขนาดยักษ์ติดต่อกันเป็นระยะนับ สิบกิโลเมตร หากนับเวลาการบินออกจะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 30 – 45 นาที เหตุการณ์นี้ นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรราชาติที่หาดูได้ยากยิ่ง


สถานที่ติดต่อ

อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน
ต.นาหนองทุ่ม  อ. ชุมแพ  จ. ขอนแก่น   40130
โทรศัพท์ 0 4324 9050   อีเมล phu_phaman@hotmail.com
Website : http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=18&lg=1


การเดินทาง     

รถยนต์
  จากขอนแก่น โดยรถยนต์โดยสาร (ขอนแก่น - เลย) ตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 201 ลงที่หลักกิโลเมตรที่ 112 - 113 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนลาดยาง 5 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง
  • จากกรุงเทพฯ โดยรถประจำทางและรถปรับอากาศกรุงเทพฯ-เลย , กรุงเทพฯ-เชียงคาน ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 ถึงหลักกิโลเมตรที่ 112 - 113 เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร

• จากขอนแก่น โดยรถยนต์โดยสาร (ขอนแก่น - เลย) ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 ถนนมะลิวัลย์ (ขอนแก่น - เลย) ลงที่หลักกิโลเมตรที่ 112 - 113 เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร


ที่มา : http://www.khonkaenlink.info/khonkaen_info/tour/puepamarn.html

 
 
สาธุการบทความนี้ : 213 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 212 ครั้ง
 
 
  26 เม.ย. 2551 เวลา 09:39:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่16) อุทยานแห่งชาติน้ำพอง      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 


ข้อมูลทั่วไป    

อุทยานแห่งชาติน้ำพอง เป็นชื่อเรียกตามต้นกำเนิดลำน้ำพองที่ไหลมารวมกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ (เดิมชื่ออ่างเก็บน้ำน้ำพอง) เป็นอุทยานแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามข้อเสนอของจังหวัดขอนแก่น แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า “น้ำพอง-ภูเม็ง” เพราะมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเทือกเขาภูเม็ง อุทยานแห่งชาติน้ำพองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดขอนแก่นติดกับเขื่อนอุบลรัตน์ ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโสกแต้ ป่าภูเม็ง ป่าโคกหลวง ป่าโคกหลวงแปลงที่สาม ป่าภูผาดำ ป่าภูผาแดง ในเขตอำเภออุบลรัตน์ อำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ อำเภอมัญจาคีรี และ กิ่งอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของ อำเภอบ้านแท่น อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีเนื้อที่ประมาณ 197 ตารางกิโลเมตร หรือ 123,125 ไร่

จังหวัดขอนแก่น ได้มีหนังสือลงวันที่ 30 มีนาคม 2538 ขอให้กรมป่าไม้พิจารณากำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเม็ง ป่าโคกหลวง ป่าโคกหลวงแปลงที่สาม ในท้องที่จังหวัดขอนแก่น ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 และ 17 มีนาคม 2535 เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีทิวทัศน์และจุดเด่นที่สวยงาม โดยจังหวัดขอนแก่นได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำการสำรวจปรับปรุงแนวเขตให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่ทุกฝ่ายแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องแนวเขตและที่ทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าดังกล่าว

กรมป่าไม้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าดังกล่าวปรากฏว่า พื้นที่ป่ายังมีความสมบูรณ์ หากพิจารณาตามความหมายของอุทยานแห่งชาติแล้วยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ แต่สมควรอนุรักษ์ไว้สำหรับประชาชนจังหวัดขอนแก่น โดยเห็นสมควรกำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ใกล้เคียงเพิ่มเติม ได้แก่ ป่าโคกหลวง ป่าภูผาดำ และป่าภูผาแดง จังหวัดชัยภูมิ และป่าโสกแต้ รวมพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เป็นอุทยานแห่งชาติด้วย เนื่องจากยังมีสภาพป่าสมบูรณ์ มีจุดเด่นและจุดชมทิวทัศน์ที่น่าสนใจ

อุทยานแห่งชาติน้ำพองได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินป่าโสกแต้ในท้องที่ตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ ตำบลทุ่งโป่ง ตำบลโคกสูง อำเภออุบลรัตน์ ตำบลนาหว้า ตำบลหนองกุงเซิน อำเภอภูเวียง ตำบลโคกงาม ตำบลป่าหวายนั่ง ตำบลบ้านฝาง อำเภอบ้านฝาง และตำบลบ้านผือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ป่าภูเม็ง และป่าโคกหลวง ในท้องที่ตำบลบ้านเม็ง ตำบลยางคำ อำเภอหนองเรือ ตำบลคำแคน ตำบลนางาม อำเภอมัญจาคีรี ตำบลป่ามะนาว อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น และตำบลสระพัง ตำบลบ้านเต่า ตำบลหนองคู อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ และป่าโคกหลวง ป่าภูผาดำ ป่าภูผาแดง และป่าโคกหลวง แปลงที่สาม ในท้องที่ตำบลนางาม อำเภอมัญจาคีรี ตำบลบ้านโคก ตำบลซับสมบูรณ์ กิ่งอำเภอโคกโพธิ์ไชย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น และตำบลหนองสังข์ ตำบลบ้านแก้ง ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนที่ 105ก ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543


ลักษณะภูมิประเทศ     

สภาพพื้นที่โดยทั่วไป มีลักษณะสัณฐานเป็นเทือกเขาหินทรายสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางคล้ายกับเทือกเขาทั่วๆ ไปของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเทือกเขาเหล่านี้ทอดตัวเป็นแนวยาวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ขนานกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารส่วนหนึ่งของลำน้ำที่สำคัญหลายสาย เช่น ลำน้ำพอง ลำน้ำเชิญ ลำน้ำชี เป็นต้น แบ่งพื้นที่ได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ในเทือกเขาภูพานคำ ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้อยู่ในเทือกเขาภูเม็ง พื้นที่ด้านทิศตะวันตกมีสภาพลาดชันสลับกับหน้าผาในบางช่วงจรดที่ราบอ่างเก็บน้ำด้านล่าง ส่วนพื้นที่ด้านทิศตะวันออกเป็นที่ราบเชิงเขามีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 600 เมตร


ลักษณะภูมิอากาศ    

ฤดูกาลของอุทยานแห่งชาติน้ำพองแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยจะร้อนจัดในเดือนเมษายน ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม ปริมาณน้ำฝนจะตกมากช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนมกราคม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากร่องความกดอากาศสูงทางตอนใต้ของประเทศจีน


พืชพรรณและสัตว์ป่า     

พื้นที่ประมาณร้อยละ80 ของอุทยานแห่งชาติน้ำพองปกคลุมไปด้วยป่าเต็งรังโดยมีป่าเบญจพรรณ ป่าทุ่งหญ้า และป่าไผ่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบางพื้นที่ ลึกเข้าไปบริเวณตอนกลางของอุทยานแห่งชาติ ทั้งในเทือกเขาภูพานคำและเทือกเขาภูเม็งมีสภาพเป็นป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์ จัดเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์ บริเวณนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและแหล่งสมุนไพรที่สำคัญของอุทยานอีกด้วย พันธุ์ไม้มีค่าและพบเห็นได้ทั่วไป เช่น เต็ง รัง เหียง กระบก มะพอก ตะเคียนหิน พืชพื้นล่างจำพวกปรงป่า เถาวัลย์ ไม้หนามชนิดต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรนานาพันธุ์อีกมากมาย

สำหรับสัตว์ป่าส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในป่าดิบแล้งบริเวณเทือกเขาภูเม็ง เพราะเป็นแหล่งหากินที่อุดมสมบูรณ์และถูกรบกวนจากมนุษย์น้อยมาก สัตว์ป่าที่พบเห็นเป็นสัตว์ขนาดกลางและขนาดเล็ก อาทิ หมูป่า เก้ง สุนัขจิ้งจอก เม่น นิ่ม กระต่ายป่า ไก่ป่า งู และนกชนิดต่าง ๆ เป็นต้น


แหล่งท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติน้ำพองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดขอนแก่นติดกับเขื่อนอุบลรัตน์ ในท้องที่อำเภออุบลรัตน์ อำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ อำเภอมัญจาคีรี และ กิ่งอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของ อำเภอบ้านแท่น อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่
  
อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์

เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากการสร้างเขื่อนอุบลรัตน์กั้นลำน้ำพอง พื้นที่บริเวณหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติมีบ้านพัก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องสุขาไว้บริการผู้มาเยือน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่จะได้สัมผัสกับทิวทัศน์อันงดงามของอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ภาพวิถีชีวิตของชาวประมงที่ล่องเรือหาปลาในคุ้งน้ำด้านล่าง หรือความงดงามยามตะวันลับฟ้าในช่วงเย็นบริเวณนี้จึงเหมาะสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ การแค็มป์ปิ้งแรมคืนตลอดจนกิจกรรมสันทนาการต่างๆ


จุดชมทิวทัศน์หินช้างสี

กลุ่มหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนสันเขาป่าโสกแต้เหนือที่ทำการอุทยานแห่งชาติขึ้นไป เป็นจุดชมวิวยามเช้าเย็นที่พระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดของน้ำพอง เหตุที่ชื่อหินช้างสีเพราะครั้งอดีตมีช้างป่ามาใช้ลำตัวสีกับก้อนหินขนาดใหญ่และทิ้งร่องรอยของดินติดไว้ ด้านบนของจุดชมวิวหินช้างสีเป็นลานหินกว้างขนาดใหญ่ จุดสูงสุดมีก้อนหินสัณฐานคล้ายหัวกระโหลกตั้งโดดเดี่ยวเป็นเอกเทศ ด้านบนลานหินนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้โดยรอบ ทั้งทางด้านทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ที่ถูกปูพรมด้วยผืนป่าอันเขียวขจี หรือตัวเมืองขอนแก่นที่อยู่ไกลลิบๆ ออกไป ส่วนด้านทิศตะวันตกจะพบกับทัศนียภาพของธรรมชาติอันงดงามและกว้างไกลของอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์จนสุดสายตาที่เทือกเขาภูเวียงและภูเก้า ยามเช้าในฤดูหนาวที่สายหมอกล่องลอยไล่เลี่ยพื้นน้ำและราวป่า คล้ายกับลูกคลื่นในท้องทะเล ส่งผลให้จุดชมวิวหินช้างสีมีเสน่ห์และน่าหลงไหลสำหรับผู้ที่ได้พบเห็นมากยิ่งขึ้น บริเวณนี้จึงเหมาะสำหรับการตั้งแค็มป์ค้างแรมของผู้ที่ชื่นชอบและต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้บริเวณหินช้างสียังพบภาพเขียนเลขาคณิตอันเป็นร่องรอยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกด้วย

จุดชมวิวหินช้างสีตั้งอยู่ไม่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติมากนัก ใช้เวลาเดินเท้าลัดเลาะไปตามสันเขาประมาณ 3 ชั่วโมง หรือขับรถอ้อมไปขึ้นทางด้านบ้านคำหญ้าแดงอีกด้านหนึ่งก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อด้วยการเดินเท้าอีกประมาณ 10 กว่านาที


พลาญชาด หรือ ลานชาด

อยู่ห่างจากหินช้างสีใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 30 นาที ลักษณะเป็นลานหินกว้างมีพันธุ์ไม้พื้นบ้านชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นซาด” ขึ้นอยู่บนลาน จากจุดนี้สามารถมองเห็นสภาพผืนป่าทั่วๆ ไปของน้ำพองได้อย่างชัดเจน ผู้ที่เดินทางไปยังหินช้างสีจึงน่าจะแวะชมพลาญชาดด้วยเพราะอยู่ในเส้นทางแนวเดียวกัน


ผาสวรรค์

เป็นลานหินขนาดใหญ่ยื่นออกไปทางทิศเหนือและทิศตะวันตก ถือได้ว่าเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไม่แพ้หินช้างสี ตั้งอยู่ห่างจากหินช้างสีไปทางทิศเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร โดยการเดินเท้า การเดินทางเข้าไปค่อนข้างลำบากจึงเหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางไปพักค้างแรมมากกว่าไปเช้าเย็นกลับ


เขาภูเม็ง

ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของที่ทำการอุทยานฯ มีสภาพเป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งสมุนไพรและป่าต้นน้ำชั้นดีของน้ำพอง มีสัตว์ป่าอาศัยอย่างชุกชุม จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติและสมุนไพรอย่างแท้จริง


น้ำตกห้วยเข

เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยยางน้อยและลำห้วยกุดบากไหลมารวมกันเป็นลำห้วยเขบนเทือกเขาภูเม็ง เป็นน้ำตกที่อยู่ใกล้จังหวัดขอนแก่นมากที่สุด มีชั้นน้ำตก 5 ชั้น ชั้นที่มีความสูงและสวยงามที่สุดคือ น้ำตกชั้นบนสุด น้ำตกชั้นที่ 1 เรียกว่า “ แจ้งวังไฮ “ มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำ มีต้นไทรร่มรื่น เหมาะสำหรับเล่นน้ำ และบริเวณใกล้เคียงยังมีโขดหินเป็นรูปลักษณะต่างๆ เหมาะสำหรับเดินชมความงามของธรรมชาติ น้ำตกห้วยเขมีความงดงามและเหมาะสมที่จะท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน


คำโพน
เป็นบ่อหินกลมคล้ายปล่องภูเขาไฟ เส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ 5 เมตร เกิดจากสภาพธรรมชาติทางธรณี คำโพนตั้งอยู่ไม่ห่างจากพลาญชาดและหินช้างสีมากนัก


ผาฝ่ามือแดง
เป็นหน้าผาหันหน้าไปทางขอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ มีอยู่ด้วยกัน 3 จุด อยู่บริเวณเชิงเขาภูพานคำติดกับส่วนขอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์

จุดที่ 1 อยู่บริเวณบ้านดอนกอก ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าไปถึงภูพานคำระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะเป็นภาพเขียนสีบนเพิงหินทรายขนาดยาว 9 เมตร สูง 4 เมตร เป็นภาพเขียนลายเส้นสีแดงลงบนพื้นหินสีเทา ลักษณะภาพคล้ายเป็นตัวปลาในสายน้ำ และเครื่องมือดักจับปลา ล่าสัตว์ แต่ภาพไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีภาพลายเส้นคู่ขนาน ลายเส้นคด ลายรูปสามเหลี่ยม ส่วนภาพมือซ้ายเห็นได้ชัดเจน ลักษณะการเกิดภาพคล้ายใช้สีพ่นทับฝ่ามือ ใกล้ๆกันมีรอยฝ่ามือข้างขวาสีแดงคล้ายกับมือจุ่มสีแดงมาประทับ

จุดที่ 2 อยู่ห่างจากจุดที่ 1 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 100 เมตร มีลักษณะเป็นภาพรอยฝ่ามือด้านขวาแบบพ่น และภาพเส้นคดผสมลายเส้นคู่ เส้นโค้งขนาน คล้ายภาพคนแบกกิ่งไม้

จุดที่ 3 อยู่ห่างจากจุดที่ 2 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นภาพประทับฝ่ามือด้านขวาสีแดงจำนวน 8 แห่ง บนเพิงหินทราย


ผาจันได
เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานหิน และมีต้นจันไดหรือสลัดไดขึ้นอยู่ใกล้กัน เป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถชมทิวทัศน์ของผืนป่าเต็งรังได้งดงาม


สถานที่ติดต่อ
อุทยานแห่งชาติน้ำพอง
ตู้ ปณ. 13 (ดอนโมง)  อ. หนองเรือ  จ. ขอนแก่น   40240
โทรศัพท์ 0 4324 8006   อีเมล reserve@dnp.go.th
http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style2/default.asp?npid=26&lg=1

  
การเดินทาง
  
อุทยานแห่งชาติน้ำพอง ตั้งอยู่บริเวณริมเขื่อนอุบลรัตน์ ตำบลบ้านผือ อำเภอหนองเรือ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมืองขอนแก่นมากที่สุด ปัจจุบันการคมนาคมเข้าถึงอุทยานแห่งชาติค่อนข้างสะดวกสบาย จึงเหมาะสำหรับการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจทั้งในระยะสั้นเช้ามา-เย็นกลับ หรือค้างแรมโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นสบาย สำหรับการเดินทางมาอุทยานแห่งชาติน้ำพองสามารถเดินทางได้ 2 ทาง คือ

•จากตัวเมืองขอนแก่นตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ไปอำเภอชุมแพ) ถึง กม.30 จะมีแยกขวาเข้าบ้านผือ เดินทางต่อไปอีกประมาณ 19 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาด้านขวามือ รวมระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร

• จากขอนแก่น-อำเภออุบลรัตน์ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ไปจังหวัดอุดรธานี) แยกซ้ายเข้า อำเภออุบลรัตน์ ถึงตัวอำเภอจะมีแยกเลี้ยวซ้ายตามเส้นทาง รพช.สาย ขก.3034 (หนองแสง- ท่าเรือ) เดินทางเลาะริมเขื่อนอุบลรัตน์มาอีกประมาณ 20 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ รวมระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร

ผู้ที่เดินทางโดยใช้เส้นทางสายแรก (ขอนแก่น-ชุมแพ) สามารถเดินทาง ไปท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ก่อนที่เดินทางย้อนกลับมาแวะชมไดโนสาร์ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง หลังจากนั้นท่านเดินทางต่อมาพักผ่อนหย่อนกายชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของอ่างเก็บน้ำ หรืออาจเดินทางขึ้นไปนอนชมฝนดาวดูฟ้าสางที่จุดชมวิวหินช้างสีของอุทยานแห่งชาติน้ำพองก็จะได้รับบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป

ในช่วงการเดินทางกลับควรใช้เส้นทางสายที่สอง (ขอนแก่น-อุบลรัตน์) ขับรถลัดเลาะชมธรรมชาติของเขื่อนอุบลรัตน์ หรือแวะทานอาหารชิมปลาน้ำจืดอันเลิศรสก็มีร้านอาหารตลอดเส้นทาง เขื่อนอุบลรัตน์ตั้งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติน้ำพองประมาณ 20 กิโลเมตร เสร็จจากชมเขื่อนฯ ขับรถไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางอำเภอโนนสัง ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ หากเดินทางจากขอนแก่น-อุบลรัตน์ หรือใช้เส้นทางสายที่สองก็สามารถท่องเที่ยวในลักษณะที่เป็นรูปวงกลมนี้ได้ อาจเริ่มที่อุทยานแห่งชาติภูเก้าภูพานคำ–เขื่อนอุบลรัตน์-น้ำพอง-ภูเวียง-ภูผาม่าน ก่อนที่จะเดินทางกลับทางด้าน อำเภอชุมแพ


ที่มา : http://www.khonkaenlink.info/khonkaen_info/tour/nampong.html

 
 
สาธุการบทความนี้ : 238 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 237 ครั้ง
 
 
  28 เม.ย. 2551 เวลา 11:57:49  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่18) วนอุทยานน้ำตกบ๋าหลวง      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 


ข้อมูลทั่วไป

วนอุทยานน้ำตกบ๋าหลวงอยู่ในท้องที่บ้านโคกล่าม ตำบลห้วยยาง อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงมูล มีเนื้อที่ประมาณ 1,200 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2526

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพพื้นที่เป็นเนินดินลูกรัง ป่าเป็นป่าเบญจพรรณมีพันธุ์ไม้เด่น คือ กระบก โมกมัน และสาธร

พืชพรรณและสัตว์ป่า  
ป่าเป็นป่าเบญจพรรณมี พันธุ์ไม้เด่น คือ กระบก โมกมัน และสาธร

แหล่งท่องเที่ยว

น้ำตกตาดโตน

น้ำตกตาดโตน มีความสูงประมาณ 10 เมตร เหนือน้ำตกเป็นลานหินกว้าง มีทางเดินศึกษาธรรมชาติไปที่อ่างนางลอย


สถานที่ติดต่อ
วนอุทยานน้ำตกบ๋าหลวง
ต.ห้วยยาง อ. กระนวน จ. ขอนแก่น 40170
โทรศัพท์ 0 4334 3411-4 อีเมล reserve@dnp.go.th
http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style2/default.asp?npid=69&lg=1  
  
การเดินทาง    

วนอุทยานน้ำตกบ๋าหลวงอยู่ห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่น ประมาณ 85 กิโลเมตร ห่างจากตัวอำเภอกระนวน ประมาณ 21 กิโลเมตร เป็นทางลูกรังแยกจากทางหลวงสายอำเภอกระนวน-อำเภอท่าคันโท ตรงหลักกิโลเมตรที่ 18 ประมาณ 3 กิโลเมตร


ที่มา : http://www.khonkaenlink.info/khonkaen_info/tour/balaung.html

 
 
สาธุการบทความนี้ : 242 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 241 ครั้ง
 
 
  28 เม.ย. 2551 เวลา 21:21:36  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่19) เขื่อนอุบลรัตน์      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 


ข้อมูลทั่วไป
เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน สร้างกั้นลำน้ำพอง ตรงช่องเขาแนวต่อของเทือกเขาภูพานและภูพานคำ ชาวเมืองจึงเรียกกันว่า เขื่อนพองหนีบ เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๐๙

เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นเขื่อนแบบหินทิ้งยาว ๘๐๐ เมตร สูง ๓๒ เมตร เก็บกักน้ำไว้เหนือเขื่อนถึง ๒,๕๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำกว้างถึง ๔๑๐ ตารางกิโลเมตร เป็นทะเลสาบเหนือเขื่อนอันงดงามน่าเที่ยว และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการท่องเที่ยวครบครัน ชาวขอนแก่นนิยมไปเที่ยวมาก

เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากจะเป็นสถานที่น่าชมยิ่งแล้ว ยังเป็นที่ผลิตไฟฟ้าส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ๘ จังหวัดอีกด้วย

แหล่งท่องเที่ยวเขื่อนอุบลรัตน์

วัดพระบาทภูพานคำ

ตั้งอยู่บนไหล่เขาภูพานคำ มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สีขาว ปางประทานพร สูงและงามเด่นเป็นสง่ามองเห็นจากระยะไกล ขนาดหน้าตักกว้าง 18 เมตร สูง40 เมตร ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาภูพานคำ การเดินทางจะมีทางรถยนต์ ขึ้นไปสู่ยอดเขา หรือจะเดินขึ้นบันไดยาว 515 เมตร จำนวน 1,049 ขั้น เมื่อขึ้นไปบนยอดเขานมัสการ พระพุทธรูปแล้ว จะมองเห็นทิวทัศน์รอบ ๆ เขื่อนอุบลรัตน์ที่เหนืออ่างเก็บน้ำ

สันเขื่อนอุบลรัตน์

ที่บริเวณสันเขื่อนมีทัศนียภาพที่สวยงาม ริมทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ พื้นที่ผิวน้ำประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร ความยาวสันเขื่อน 885 เมตร

สวนเขื่อนอุบลรัตน์

ประกอบด้วยศาลาพักผ่อนริมน้ำพอง ประติมากรรมรูปไดโนเสาร์ ประติมากรรมรูปดอกบัว สระน้ำ น้ำพุ ลานอเนกประสงค์ สวนสุขภาพและซุ้มอาหารแบบพื้นบ้านอีสาน รวมพื้นที่ประมาณ 25 ไร่

ประติมากรรมรูปไดโนเสาร์

เป็นไดโนเสาร์พันธุ์อะแพททอซอรัส ซึ่งเป็นพันธุ์กินพืช มีความสูงจากพื้นถึงหัว12 เมตร ความสูงจากพื้นถึงหลัง 6.7 เมตร ความยาวจากหัวจรดหาง 33 เมตร ลำตัวใหญ่ 4 เมตร เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2542 ต้อนรับ Amazing Thailand

สวนไม้วรรณคดี
เป็นสวนที่รวบรวมพันธุ์ไม้ดอกในวรรณคดีไทย เช่น ลำดวน, สารภี, พิกุล, จำปี, จำปา, โมกข์ เป็นต้น

การเดินทาง
ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (ขอนแก่น - อุดรธานี) เป็นระยะทาง ๒๖ กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายเข้าเขื่อนอีก ๒๔ กิโลเมตร

สำหรับท่านที่สนใจ สำรองที่พัก ห้องประชุมสัมมนา ร้านอาหาร และเรือท่องเที่ยว ติดต่อได้ที่ หน่วยบ้านพักรับรองเขื่อนอุบลรัตน์ โทร.(043) 446231 หรือติดต่อแผนกประชาสัมพันธ์เขื่อนอุบลรัตน์ โทร.(043) 446233-4 ต่อ 2050, 2056 โทรสาร (043) 446152


ข้อมูลจาก : http://www.urdam.egat.com/

 
 
สาธุการบทความนี้ : 229 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 228 ครั้ง
 
 
  28 เม.ย. 2551 เวลา 21:34:55  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   1) ขอนแก่น  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่23) กู่เปือยน้อย      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 


กู่เปือยน้อย ถึงแม้จะเป็นปราสาทหินที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่ากับปราสาทหินพิมายหรืออีกหลายแห่งที่พบทางอีสานตอนใต้แต่ก็นับเป็นปราสาทเขมรที่สมบูรณ์มากแห่งหนึ่ง  ปราสาทเปือยน้อย หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า พระธาตุกู่ทอง สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗

เป็นศิลปะผสมระหว่างศิลปะเขมรแบบบายนและแบบนครวัด สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู แผนผังการก่อสร้างมีความหมายเป็นเขาพระสุเมรุซึ่งถือเป็นแกนจักรวาลอันเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าที่เรียกว่า “ศาสนบรรพต”

สิ่งก่อสร้างภายในบริเวณปราสาทเป็นไปตามแบบแผนของศาสนสถานขอมโบราณ หน้าบันขององค์ปรางค์ประธานสลักเป็นพระยานาคราชมีลวดลายสวยงามมาก ทับหลังสลักเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่นับว่ายังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

"โคปุระ" (ซุ้มประตู) อยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ด้านข้างโคปุระเจาะเป็นช่องหน้าต่าง "กำแพงแก้ว" มีฐานเป็นบัวคว่ำบัวหงาย มีการสลักศิลาแลงเป็นร่องแบบลาดบัว




สิ่งน่าสนใจ

กลุ่มปราสาท เทวสถาน  ประกอบด้วยปราสาทอิฐสามหลังเป็นประธาน ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง หันหน้าไปทางทิศ ตะวันออก มีบรรณาลัยหรือห้องสมุดตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มปราสาท ทั้งหมดอยู่ภายในกำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลง มีซุ้มประตูโคปุระทั้งด้านทิศตะวันออกและตะวันตก รอบนอกกำแพง แก้วเป็นบารายหรือสระน้ำ ภายในปราสาทองค์กลางมีจารึกกล่าวนามฤษีไวสัมปายนะและกล่าวถึงการบูชายัญ




ลายแกะสลักหินทราย  ชิ้นส่วนที่เป็นหินทรายขององค์ปราสาทและซุ้มประตู ได้แก่ ซุ้มหน้าบัน ทับหลัง และเสากรอบประตู มีลายแกะสลักที่สวยงาม ส่วนใหญ่เป็นลายพรรณพฤกษาและสัตว์หิมพานต์ บนหน้าบันและทับหลังซุ้มประตูบางชิ้นสลักเป็นภาพเทพเจ้าที่สำคัญในศาสนาฮินดู เช่น ทับหลังซุ้มประตูของปราสาทองค์กลางสลักเป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ หน้าบันซุ้มประตูด้านหนึ่งสลักเป็นภาพเทพเจ้าทรงโคนนทิ เป็นต้น





ทับหลัง


กู่เปือยน้อย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น
การเดินทาง จากขอนแก่นจะใช้ เส้นทางหลวงหมายเลข 2 ขอนแก่น-บ้านไผ่ ระยะทาง 44 กิโลเมตร เข้าเส้นทางสายบ้านไผ่-บรบือ (ทางหลวงหมายเลข 23) ไปอีกประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าสู่อำเภอเปือยน้อยอีก 24 กิโลเมตร

มีงานบุญกู่เปือยน้อย วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5

 
 
สาธุการบทความนี้ : 187 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 185 ครั้ง
 
 
  03 พ.ค. 2551 เวลา 09:08:47  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   2) กาฬสินธุ์  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่5)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
สำบายดีอยู่ดอกเด้อ ข้อยกะบ่แมนไทยน้ำดำดอก เป็นแต่ไทยดำน้ำ นั่นล่ะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 36 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 36 ครั้ง
 
 
  24 มิ.ย. 2551 เวลา 20:02:25  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   2) กาฬสินธุ์  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่45)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
อ้ายโอ้ตเอามาลงไว้กระทู้นี้ครับ

เมืองฟ้าแดดสูงยาง .......นางมณีฟ้าหยาด


ปล. ถ้าจะค้นหาภายในเว็บอีสานจุฬาฯ... ให้ค้นหาผ่านกูเกิลในหน้าแรกเว็บไซต์อีสานจุฬาฯ (ใต้บทบรรณาธิการ) ก็จะพบได้ง่ายและเร็วขึ้นครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 69 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 69 ครั้ง
 
 
  22 ก.ย. 2553 เวลา 18:21:53  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   3) ชัยภูมิ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่26)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
ย่อนว่า ขาเจ้ามีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงม้อน ทอหูก กะเลย สาวหลอก   ซั่นเด้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  26 เม.ย. 2553 เวลา 11:09:45  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   5) นครราชสีมา  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่44)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 


รูปจารย์ใหญ่รูปนี้ สุดยอดคัก (คนอีหยัง เป่าแคนกะม่วน วาดรูปกะงาม พะนะ)

ว่าแม่นขงเบ้ง เอาโลด หรือสิเอิ้นจารย์เบ้ง ซะบ้อ??

 
 
สาธุการบทความนี้ : 61 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 61 ครั้ง
 
 
  01 ก.ย. 2553 เวลา 15:26:57  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   6) บุรีรัมย์  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่55)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 
ฮ่วย.. อ้ายกะย้านเด้อ หนอนนั่นน่ะ

ผู้ได๋ เป็นหนอน อ้ายย้านเหมิด แล่นหนีให้ไกลเลยแหล่ว

ย้านหนอนมาแต้มแมะ

(ยามเล่นหนอน ดอกหวา)  

 
 
สาธุการบทความนี้ : 78 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 78 ครั้ง
 
 
  13 ต.ค. 2552 เวลา 13:50:05  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) มหาสารคาม  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8140
รับสาธุการ : 2163120
รวม: 2171260 สาธุการ

 

  • มหาสารคาม : ตักสิลานคร โดย สเลเต




  • โกสุมพิสัย : ดินแดนแห่งดอกมะคำป่า โดย สเลเต




  • นครจัมปาศรี : พุทธมลฑลอีสาน : พระบรมธาตุนาดูน  โดย สเลเต




  • หลวงพ่อพระยืน (วัดสุวรรณาวาส) หลวงพ่อพระยืน (วัดพุทธมงคล) อำเภอกันทรวิชัย โดย สเลเต




  • ปูแป้ง : ปูทูลกระหม่อม : ปูหนึ่งเดียวในโลก โดย สเลเต



  • พระกันทรวิชัย : พระประจำจังหวัดมหาสารคาม  โดย สเลเต



  • กุดนางใย เมืองมหาสารคาม โดย สเลเต

  •  
     
    สาธุการบทความนี้ : 204 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 204 ครั้ง
     
     
      19 ม.ค. 2552 เวลา 16:45:24  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   7) มหาสารคาม  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่5)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    กะรอให้ชาวสารคาม ซ่อยกันเอามาลง นั่นล่ะ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 14 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 14 ครั้ง
     
     
      19 ม.ค. 2552 เวลา 19:42:37  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   7) มหาสารคาม  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่8)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    น่าน น่าน

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 14 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 14 ครั้ง
     
     
      20 ม.ค. 2552 เวลา 15:41:58  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   7) มหาสารคาม  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่35)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    คุณสายลมที่พัดผ่าน:
    ลูกสาวหล่า สารคาม รายงานตัวจร้า


    อย่าลืมควักส่วง คนข้างๆ ให้เข้าเว็บ เด้อ

    อย่าให้ถ่าดน พะนะ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 63 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 63 ครั้ง
     
     
      20 ก.ค. 2553 เวลา 16:02:35  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   7) มหาสารคาม  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่38)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    สงสัย เพิ่นสิย้านกลิ่นเกิบขาด เนาะ    

    อั่น แกงหน่อไม้ ที่เพิ่นตั้งกระทู้ไว้แต่ปี 2549 จนฮอดตอนนี้ 2553 ฟุตบอลโลกผ่านไป2เทื่อแล้ว เพิ่นยังบ่ทันได้แกง สู่หมู่กินยุ

    เข้ามาแล้ว กะฟ้าวมาแกงแซบๆ

    กระทู้แกงหน่อไม้

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 62 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 62 ครั้ง
     
     
      20 ก.ค. 2553 เวลา 16:15:06  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   9) ยโสธร  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่98)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน(ตื้อ) โกฏิ(สิบล้าน) กือ(ร้อยล้าน)

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 77 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 77 ครั้ง
     
     
      03 พ.ค. 2553 เวลา 15:53:17  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   12) ศรีสะเกษ  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่8)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    ขอบคุณมากครับ คุณป๋าเซม ที่นำเรื่องราวดีๆ มาโพสต์ให้พวกเราได้อ่านกัน

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 29 ครั้ง
     
     
      04 ส.ค. 2551 เวลา 15:53:27  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   12) ศรีสะเกษ  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่68)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    แปลก และสวยครับ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 10 ครั้ง
    จากสมาชิก : 1 ครั้ง
    จากขาจร : 9 ครั้ง
     
     
      09 มี.ค. 2552 เวลา 15:27:14  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   15) หนองคาย  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่5)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    เล่าขานตำนานพญานาค
    ที่มา : http://www.teenontop.com/articles/showarticle.php?id=551&Catgory=8

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 203 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 203 ครั้ง
     
     
      09 ก.ค. 2551 เวลา 16:03:54  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   15) หนองคาย  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่14)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    น้ำโขงมันไหลฮำหน้า เทิงน้ำตาของอ้ายไหลตื่ม
    เบื้องบนสายฝนมืดครื้ม ใจเอ้ยแฮงพะวง
    โบกมือส่งลาสาวหนองคาย ฮักแทบตายเจ้าสั่งทิ่มพี่ได้
    มันแสนเจ็บใจแท้เดน้อง

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 181 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 181 ครั้ง
     
     
      24 ม.ค. 2552 เวลา 10:47:43  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   15) หนองคาย  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่17)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    ประวัติจังหวัดหนองคาย


    ที่ตั้งของจังหวัดหนองคาย คือบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางซึ่งเรียกรวมกับที่ตั้งของนครเวียงจันทน์ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี มีความสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งด้านทรัพยากรทางน้ำและทางบก มีเขตที่ราบกว้างใหญ่สามารถทำการเพาะปลูกได้ดี มีต้นน้ำลำธารหลายสายและไหลลงเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโขง เช่น แม่น้ำเหือง แม่โมง น้ำสวย ห้วยหลวง เป็นต้น

    การสำรวจตามโครงการสำรวจแหล่งถลุงแร่ทองแดง ดีบุกสมัยโบราณ บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง (เขตจังหวัดหนองคาย เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี) ครั้งล่าสุดพบว่ามีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะพื้นที่แถบหนองคาย รวมทั้งจังหวัดเลย เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ และมีเส้นทางคมนาคมอันเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชุมชนแห่งนี้ คือแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกแห่งหนึ่ง

    รศ.ดร. ศรีศักร  วัลลิโภดม อดีตอาจารย์แห่งภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวไว้ในหนังสือแอ่งอารยธรรมอีสาน ซึ่งเป็นผลงานการสำรวจวิจัยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า พื้นที่ภาคอีสานนั้นมีแอ่งอารยธรรมสำคัญดึกดำบรรพ์ คือแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ซึ่งมีหนองหารเป็นศูนย์กลาง พัฒนาขึ้นจากยุคหินใหม่เป็นเขตที่สั่งสมวัฒนธรรมจนเป็นบ้านเมืองเวียง (นคร) จนเป็นอาณาจักรใหญ่โต บ้านเชียงซึ่งมีการขุดค้นโบราณวัตถุอย่างสมบูรณ์ จึงทำให้สรุปว่า หนองคาย-เวียงจันทน์ พัฒนาจากแอ่งสกลนคร แล้วเจริญเติบโตกลืนทั้งสองฝั่งโขง แต่อย่างไรก็ดี สำหรับพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงบริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์นั้นน่าจะสำรวจวิจัยได้อีกต่างหากห่างจากแอ่งสกลนคร และน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “แอ่งอารยธรรมที่ 3” โดยมีเหตุผลและหลักฐานที่สนับสนุนกันดังต่อไปนี้ คือ

    บุ่งทาม      ซึ่งมีความหมายว่า “แอ่ง” ในภาคกลาง คล้ายบางมาบที่ทางภาคกลางเรียกเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์แก่การเกษตรกรรม ประมง ดำรงชีพ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์หากจะถือแม่น้ำโขงเป็นศูนย์กลาง โดยมีเทือกเขาภูพานและภูพระบาทเป็นขอบแอ่งลาดลงมาถึงที่ราบลุ่มเป็นแม่น้ำโขง และภูเขาควายฝั่งลาวก็เช่นกัน มีห้วยที่มีกำเนิดจากเทือกเขาเหล่านี้แล้วไหลลงแม่น้ำโขงมากหลายสาย เช่น ห้วยโมง ห้วยชม ห้วยสาย (ซวย) ห้วยหลวง หัวยงึม เป็นต้น บริเวณนี้จึงเป็นบุ่งทาม หรือ “แอ่ง” ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งน่าจะเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคแรก ๆ ของโลก เช่นเดียวกันกับเอ่งสกลนคร และแอ่งโคราช

    มุกขปาฐะ  ที่เกี่ยวกับบ้านเมืองในบริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์ เช่น ตำนานอุรังคธาตุ เรียกดินแดนแถบหนองคาย-เวียงจันทน์ว่า "แคว้นสุวรรณภูมิ" แยกออกมาจากดินแดนในเขตสกลนคร นครพนม และแขวง คำม่วน ซึ่งเรียกว่า "แคว้นศรีโคตรบูรณ์" การวิเคราะห์เรื่องราวและความรู้ที่แทรกอยู่ในมุขปาฐะ น่าจะทำให้สามารถสืบค้นไปได้ถึงความจริงที่ว่า "แคว้นสุวรรณภูมิ" เป็นเขตสะสมที่เหนือกว่าแคว้นศรีโคตรบูรณ์ เพราะมีแร่มากทั้งทองแดง ทองคำ ตามเทือกเขา จนสามารถขุดแร่หลอมถลุงแร่ใช้และกลืนแคว้นศรีโคตรบูรณ์ได้ ตามประวัติศาสตร์ถึงแคว้นทางด้านใต้พยายามจะบุกเข้าชิงอำนาจเหนือแคว้นเหนือหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จมีแต่แคว้นเหนือพิชิตใต้ได้ตลอด ยกเว้นรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มมหาราชที่นำทหารเขมรบุกอ้อมเข้าน้ำซันขึ้นไปเมืองเชียงขวางก่อน แล้วจึงล่องแม่น้ำงึมเข้าเวียงจันทน์ได้สำเร็จ

    สุจิตต์  วงษ์เทศ  บรรณาธิการผู้เชี่ยวชาญด้านนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ก็ได้สรุปไว้เมื่อเขียนคำนำเสนอในหนังสือประวัติศาสตร์ลาว ของท่านมหาสิลา  วีระวงส์ ดังนี้ "เมืองเวียงจันทน์" มีกำเนิดและพัฒนาการขึ้นมาพร้อม ๆ กับบ้านเมืองบริเวณ "แอ่งสกลนคร" ในยุคก่อนที่พวกล้านช้างจะเคลื่อนย้ายลงมา "โดยไม่กล่าวถึงแคว้นสุวรรณภูมิที่น่าจะหมายถึงที่ตั้งของบ้านเมืองเหนือแคว้นศรีโคตรบูรณ์ เพราะเจาะจงให้เวียงจันทน์เป็นศูนย์กลางแคว้นศรีโคตรบูรณ์นั่นเอง ขณะที่ตำนานอุรังคธาตุ กล่าวถึง "เมืองสุวรรภูมิแต่ก่อน" ช่วงที่มีการอพยพของเจ้านายราชวงศ์พร้อมพลเมืองจำนวนหนึ่งมาจากเมืองร้อยเอ็จประตูเพื่อตั้งหลักแหล่งสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นในบริเวณนี้ โดยยึดพื้นที่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำโขง ซึ่งเคยเป็นเมืองสุวรรณภูมิมาแต่ก่อนหน้านั้น "…หมื่นกลางโรงหมื่นนันทอาราม พาครัว ๒๐,๐๐๐ ครัว รักษาเจ้าสังขวิชกุมารมาถึงในเขตเมืองสุวรรณภูมิแต่ก่อน นางน้าเลี้ยงพ่อนมจึงพาเจ้าสังขวิชกุมารออกมาตั้งเมืองอยู่หนอง (คาย)นั้นให้ชื่อว่า "เมืองลาหนอง (คาย)" ตลอดไปถึงปากห้วยบางพวน หมื่นกลางโรงมีครัว ๕๐,๐๐๐ ครัว อพยพออกมาตั้งเป็นเมืองที่ปากห้วยคุกคำมาทางใต้ หมั่นนันทารามมีครัว ๕๐,๐๐๐ ครัว อพยพมาที่ปากห้วยนกยูง หรือปากโมงค์ก็เรียก…"  มุกขปาฐะเหล่านี้ชี้จุดภูมิศาสตร์ได้ค่อนข้างชัดเจนอย่างยิ่งโดยเฉพาะยุคประวัติศาสตร์ ในขณะที่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ยังมีการค้นพบวิเคราะห์วิจัยหาหลักฐานกันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

    เวียงเกิดขึ้นทุกปากลุ่มน้ำ ที่เป็นทางออกสู่แม่น้ำโขง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของบุ่งทามแห่งนี้ และมีแหล่งเกลือหิน (เกลือสินเธาว์) มีแหล่งแร่และความเชี่ยวชาญในการหลอมถลุงแร่ จนเป็นที่มาของคำว่า "สุวรรณภูมิ" ซึ่งหมายถึงดินแดนที่มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ มากกว่าแอ่งสกลนคร เกิดเวียง (นครเวียงใหม่) หลายเวียง คือ เวียงจันทน์ เวียงคำ (เวียงคุก) เวียงงัว เวียงนกยูง ยังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีค่อนข้างสมบูรณ์ หากมีการสำรวจขุดค้นกันอย่างจริงจัง อาจจะได้เห็นถึงรากฐานของการตั้งถิ่นฐานของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ย้อนไปได้ถึงยุคหินใหม่ อายุกว่าหมื่นปีจนถึงยุคประวัติศาสตร์ก็ได้

    บริเวณบุ่งทามแถบหนองคาย ยังมีร่องรอยและหลักฐานอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งในรูปวัตถุและตำนานวรรณกรรมจำนวนมาก ล้วนเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเล่าสืบทอดกันมาจนกระทั่งเริ่มมีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรบริเวณแคว้นสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะที่ตั้งของจังหวัดหนองคายในปัจจุบัน ก็ยังปรากฎสถานที่ที่มีกล่าวไว้ในตำนานแทบทั้งสิ้น เช่นตำนานพระอุรังคธาตุ กล่าวถึงปฐมกัลป์พญานาคผู้ขุด แม่น้ำโขง ชี มูล ทั้งสร้างนครเวียงจันทน์ด้วย ตำนานรักอมตะ ท้าวผาแดง-นางไอ่ ท้าวขูลู-นางอั้ว ท้าวบารส-นางอุสา ท้าวสินไซ ท้าวสีทน-มโนห์รา ฯลฯ ยังรอการชำระตีความเชิงวิชาการจากท่าผู้รู้อยู่ ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นในเชิงตำนานและวรรณกรรมเหล่านี้ไม่อาจมองข้ามไปได้ เพราะการยอมรับคติความเชื่อของคนในท้องถิ่นย่อมต้องได้รับการสืบต่อกันมา ถ้าไม่มีตำนานและวรรณกรรมเหล่านี้ไม่แน่นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งหลักฐานจารึกต่าง ๆ ก็แทบจะไม่มีความหมายเลยก็ว่าได้ อย่าลืมว่าจารึกศิลาหลักต่าง ๆ สามารถเคลื่อนย้ายกันได้แต่ถ้าคนในท้องถิ่นยังคงจดจำและสืบต่อกันอยู่ ก็หมายถึงท้องนั้นถิ่นยังมีบันทึกประวัติศาสตร์ของตนอยู่ด้วยเช่นกันถึงแม้นักวิชาการจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ก็ตาม


    การตั้งถิ่นฐาน

    มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนจะมีพัฒนาการทางชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครอง ของราชอาณาจักรในแต่ละยุคแต่ละสมัย ในขณะเดียวกันประวัติความเป็นมารวมทั้งพัฒนาการการตั้งถิ่นฐานของคนในจังหวัดหนองคาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสามารถโยงใยไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน เช่น การเมืองการปกครองในสมัยล้านช้าง เวียงจันทน์ สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เกิดขึ้นมากในสมัยนี้ทั้งไทยเอง และลาวเองด้วย จนถึงยุคสงครามเย็น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดังจะเรียงไล่ไปตามลำดับ ดังนี้


    การตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
                     บริเวณลุ่มน้ำโมง (ห้วยโมง) สายน้ำสำคัญสายหนึ่งไหลลงแม่น้ำโขงปากน้ำออกทางบ้านน้ำโมง         อ.ท่าบ่อ พบว่ามีแหล่งโบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้ มีชื่อเรียกว่า "แหล่งโบราณคดีบ้านโคกคอน" อยู่ที่ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖  ชาวบ้านแตกตื่นกันไปขุดหาของเก่าขาย เมื่อมีผู้พบหม้อดินเผาลายสีแบบบ้านเชียง อยู่กลางหมู่บ้าน โชคดีที่ผู้รับซื้อไม่สนใจรับซื้อเท่าไหร่ หม้อดินโบราณจำนวนมากที่สุดขุดค้นกันขึ้นมาได้โดยชาวบ้าน จึงยังคงเหลือให้ผู้สนใจศึกษาถามหาดูได้จากชาวบ้าน

                    หม้อดินโบราณที่ได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านโคกคอน เป็นชนิดที่ไม่มีสี แต่มีลายเล็บขูด ลายเชือกทาบ นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับหินแก้วทั้งลูกปัด กำไล เศษสำริด จำนวนมาก ชาวบ้านบางคนมีเครื่องมือหินพวก ขวานหินขัด หัวธนูหิน เครื่องมือหินเหล่านี้น่าจะมีมาก่อนยุคบ้านเชียง

                    รอบโบสถ์วัดศรีสะอาดกลางหมู่บ้าน มีเสมาหินสมัยทวาราวดีและครกหินใหญ่ที่น่าจะเป็นเบ้าหลอมโลหะ เชื่อว่าคนโบราณบ้านโคกคอนแห่งนี้ จะต้องสัมพันธ์กับภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีแน่นอน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นยังพบ "เหรียญเงินฟูนัน" อายุประมาณ ๒ พันปีด้วย ซึ่งเหรียญเงินชนิดนี้เคยมีการพบที่เมืองออกแก้ว ทางเวียตนามใต้ ปากแม่น้ำโขงก่อนออกทะเล และที่เมืองอู่ทองโบราณ จังหวัดสุพรรณบุรี และเมืองนครชัยศรีโบราณ จังหวัดนครปฐมก็พบ การพบเหรียญเงินสมัยฟูนันเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า แหล่งโบราณคดีมีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนต่อเนื่องมาถึงยุคตอนต้นประวัติศาสตร์ด้วย ทั้งยังมีการติดต่อเชื่อมโยงทางสังคมกับดินแดนอื่นด้วย

                    นอกจากนี้ยังพบกระดูกมนุษย์กระจายอยู่ทั่วไปตามแหล่งโบราณคดีนี้ ส่วนเศษเครื่องปั้นดินเผาที่ถือว่าเป็นยุคแรก ๆ นี้ พบมากในเขตตอนเหนือของจังหวัดหนองคาย อย่างไรก็ดี ในส่วนการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อทำการศึกษาอย่างจริงจังยังไม่มีสำหรับแหล่งโบราณคดีบ้านโคกคอน นอกจากการสำรวจตรวจชมจากนักวิชาการบ้างเท่านั้น เช่นเดียวกับแหล่งโบราณคดีอีกหลายแห่งในจังหวัดหนองคาย

                    นอกจากนี้ก็มีโครงการสำรวจแหล่งถลุงแร่ทองแดง ดีบุกสมัยโบราณ บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง (เขตจังหวัดหนองคาย เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี) โดยผู้ดำเนินการวิจัย คือปลัดสิทธิพร ณ นครพนม ปลัดอาวุโสอำเภอศรีเชียงใหม่ อาจารย์เย็นจิต  สุขวาสนะ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ได้รับการสนับสนุนโครงการฯ จากสำนักงานส่งเสริมการวิจัยแห่งชาติ (สกว.) และ ผศ.จารุวรรณ  ธรรมวัตร แห่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน ๒๕๔๑ ได้ข้อสรุปว่า ทางตอนเหนือของจังหวัดหนองคายเป็นแหล่งถลุงโลหะสมัยโบราณ มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโลหะ หนองคายพบที่ ภูโล้น อ.สังคม ซึ่งเป็นแหล่งทำเหมืองแร่ทองแดงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อีกแห่งหนึ่งคือบ้านหนองบัว ต.โคกคอน อ.ท่าบ่อ พบว่าเป็นแหล่งถลุงแร่โลหะขนาดใหญ่พอสมควร

                    ฉะนั้นจากการสำรวจพบแหล่งถลุงโลหะ และแหล่งชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ในทางตอนเหนือของจังหวัดหนองคาย ย่อมแสดงให้เห็นว่า "บุ่งทาม" ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนนี้อาจเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และมีพัฒนาการเป็นแบบเฉพาะถิ่นนี้ ความสำคัญอาจมากถึงขนาดที่ว่า น่าจะเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาก่อนมนุษย์บ้านเชียงเสียด้วยซ้ำ อายุอาจย้อนกลับไปได้ไกลถึง ๗,๐๐๐ปี หรือมากกว่านั้นเพียงแต่หลักฐานที่มีอยู่รวมทั้งพื้นที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างละเอียดจากนักวิชาการ ซึ่งนักวิชาการท้องถิ่นรวมทั้งผู้สำรวจวิจัยขั้นแรกหลาย ๆ ท่านเชื่อว่าหากมีการลงลึกในรายละเอียด ศึกษาอย่างต่อเนื่องแล้ว บริเวณตอนเหนือของจังหวัดหนองคาย รวมทั้งเขตใกล้เคียงอาจเป็นถึง "แอ่งอารยธรรมที่ ๓" ถ้านับจากแอ่งโคราช และแอ่งสกลนคร


    การตั้งถิ่นฐานในสมัยตอนต้นประวัติศาสตร์

    เมื่อชุมชนแถบลุ่มแม่น้ำโขงได้มีพัฒนาการทั้งทางสังคม การเมือง การปกครอง มาจนถึงยุคประวัติศาสตร์ ก็ปรากฎว่ามีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของคนในหนองคายหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่ง มีลายลักษณ์อักษรกล่าวถึงบ้านเมืองในแถบจังหวัดหนองคาย-เวียงจันทน์ มาตั้งแต่ยุคเจนละหรือฟูนัน และมีการปกครองที่เป็นอิสระจากอาณาจักรอื่น แต่มีการติดต่อกับอาณาจักรใกล้เคียงมาโดยตลอด ดังแสดงให้เห็นในโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบมากอยู่ในเขตจังหวัดหนองคายรวมทั้งฝั่งนครเวียงจันทน์ ทั้งยังมีหลักฐานจากลายลักษณ์อักษรที่อาณาจักรใกล้เคียงและประเทศโพ้นทะเลติดต่อด้วยได้บันทึกไว้ถึงบ้านเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์ ดังที่ รศ.ดร.ธิดา  สาระยา ได้วิเคราะห์ถึงประวัติศาสตร์อีสานไว้ในเรื่องอาณาจักรเจนละว่า "ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓–๑๔ ชี้ว่าบ้านเมืองบริเวณทางตอนเหนือซึ่งเป็นดินแดนแห่งขุนเขาและลุ่มน้ำ เป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรเจนละ ซึ่งเรียกว่าพวกเจนละบก (เซเดส์กำหนดให้เจนละบกอยู่แดนลุ่มน้ำโขงตอนกลางมีเศรษฐปุระเป็นเมืองหลวง แต่นักวิชาการบางท่านว่า คือเหวินถาน หรือเวินตาน หรือเวินตา ที่นักวิชาการจีนศึกษาเรื่องนี้และยืนยันว่าคือเมือเวียงจันทน์"

                    ก่อนช่วงที่จะมีการเรียกชุมชนโบราณแถบนี้ว่าเจนละบก อาจจะมีการตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าพื้นเมืองโบราณกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้มีการอพยพโยกย้ายเคลื่อนที่ไปมาในพื้นที่ใกล้เคียง ดังหลักฐานที่ปรากฎอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งตามสภาพภูมิศาสตร์ถือว่าเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์  ภายหลังเมื่อมีการติดต่อกับกลุ่มคนทางชายฝั่งทะเลก็รับเอาอิทธิพลทางศาสนาเข้ามาในวิถีชีวิตของชุมชนเดิม โดยเฉพาะกลุ่มชนชาติจามที่เป็นกลุ่มที่นำเอาความเชื่อในลัทธิพราหมณ์-ฮินดู มาเผยแพร่ในดินแดนอุษาคเนย์ บริเวณที่อยู่ของพวกจามในอดีต คือแถบฝั่งทะเลประเทศเวียดนามปัจจุบัน โดยอิทธิพลลัทธิพราหมณ์-ฮินดู ที่คนพื้นเมืองโบราณแถบลุ่มแม่น้ำโขงรับมาจากจามปรากฏเป็นศิลปกรรมที่ผสมผสานกันอยู่ในโบราณสถานและโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานทางศาสนาพุทธในช่วงต้นประวัติศาสตร์ด้วย ดังที่ รศ.ดร.ศรีศักร  วัลลิโภดม ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ เช่น พระธาตุพนมที่ จ.นครพนม และปราสาทวัดภู ที่ฝั่งจำปาศักดิ์ของลาว ที่พบหลักฐานทางศิลปกรรมของชนชาวจามปรากฏเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโบราณสถานในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงแถบนี้ "โบราณสถานและโบราณวัตถุแบบพวกทวาราวดี แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของศิลปวัฒนธรรมแก่บ้านเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำชีผ่านบริเวณหนองหาน กุมภวาปี ขึ้นมาในอีสานเหนือในช่วงเวลาแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ที่พระธาตุพนมก่อนที่จะล้มพังลงนั้นมีภาพสลักรูปคนขี่ม้าในท่าผาดโผนและเคลื่อนไหว เป็นลักษณะที่ไม่เคยพบในศิลปกรรมแบบทวาราวดีและลพบุรีในประเทศไทยมาก่อน ในทำนองตรงข้ามเป็นของที่มักพบในศิลปะของจีน ญวน และจามปา"

                    ในขณะเดียวกันข้อความในตำนานพระอุรังคธาตุของชาวอีสานก็ได้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาได้เผยแพร่เข้ามาในดินแดนนี้ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๓ ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณสถานประเภทพระธาตุองค์ต่าง ๆ ที่หลงเหลืออยู่ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง รวมทั้งจังหวัดหนองคาย ปรากฏชื่อเวียงหลายแห่ง ซึ่งได้ฐาปนาพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าในช่วงที่พุทธศาสนาในแถบอินเดียได้ส่งสมณฑูตเจ้ามาพร้อมกับนำพระบรมสารีริกธาตุมาแจกจ่ายแก่บ้านเมืองแถบนี้

                    แสดงว่าชุมชนที่ตั้งมั่นคงอยู่ช่วงลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางที่หมายถึงจังหวัดหนองคายนี้มีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน โดยมีพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมต่อเนื่องมาโดยตลอด จนถึงยุคที่มีหลักฐานชัดเจนทางโบราณคดี เช่น ศิลาจารึก ศิลปกรรมในโบราณสถาน โบราณวัตถุยุคต่าง ๆ ปรากฏหลงเหลือเป็นร่องรอยของยุคสมัยแต่ละยุคสมัย     โดยที่ผู้คนหรือชุมชนมีการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยไปตามภาวะเหตุการณ์ทางการเมืองการปกครอง มาตามลำดับ

                    โดยเฉพาะเป็นช่วงประวัติศาสตร์อีสานโบราณที่ตรงกับยุคเจนละของโบราณ (ตามคำเรียกในเอกสารจีน) ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔–๑๕ ช่วงลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางแถบจังหวัดหนองคาย-เวียงจันทน์ ที่มีเอกสารจีน เรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า      "เจนละบก" อย่างชัดเจนนี้ รศ.ดร.ธิดา  สาระยา ได้ประมาณกลุ่มประชากรในเจนละบกได้บ้าง โดยประกอบด้วย

                        พวกข่า ซึ่งพูดภาษามอญ-คะแมร์

                       พวกไท และชนเผ่าอื่น ๆ ในหนานเจา เพราะสองแคว้นนี้ติดต่อกัน

                       ชาวกัมพู หรือกัมพุช ในเจนละน้ำ

                        พวกจาม ตามเรื่องราวที่ปรากฎในตำนานอุรังคธาตุ

                        พวกเวียต จากแง่อานห์แลตอนกิน(ตังเกี๋ย) ซึ่งมีเส้นทางคมนาคมถึงกันตามเส้นทางเกียตัน เป็นต้น

                        พวกลาว  เชื่อกันว่าเข้ามาทีหลังสุด

                    เจนละ ในความหมายของนักวิชาการเน้นไปถึงช่วงที่แสดงถึงการอพยพเคลื่อนไหวโยกย้ายของกลุ่มประชากรชนเผ่าชนชาติที่มีความถึ่สูง โดยเฉพาะพวกเจนละบก จนทำให้มองไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของพวกนักปกครองที่จะรวมกันเป็นกลุ่มเมือง แคว้นเล็ก แคว้นน้อย ถึงตอนนี้คงมีสาเหตุสำคัญที่ว่า ที่ตั้งของนครที่แสดงถึงอำนาจการปกครองสูงสุดในยุคนั้นน่าจะให้ความสำคัญกับเมืองท่าชายฝั่งทะเล หรือมีทางออกสู่ทะเลเป็นสำคัญ ดังนั้นการที่เรื่องราวของพวกเจนละบกจึงไม่เข้มข้นเท่ากับพวกเจนละน้ำ ซึ่งอยู่ทางใต้แถบประเทศกัมพูชา รวมถึงฝั่งทะเลจังหวัดจันทบุรีของไทยปัจจุบัน

                    แต่พัฒนาการของบ้านเมืองแถบนี้รวมทั้งหนองคาย (ตั้งแต่ยังไม่ปรากฏชื่อหนองคายในแถบนี้) มีมานานแล้วเพียงแต่ค่อยเป็นค่อยไป โดยเข้มข้นมาตามลำดับการเคลื่อนย้ายของกลุ่มประชาการชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองมาผสมปนเปกับกลุ่มชน หรือเคลื่อนย้ายมาทับพื้นที่ของกลุ่มชนดั้งเดิม แล้วกลืนวัฒนธรรมของกลุ่มชนพื้นที่เดิมไปในช่วงเวลาต่อมา

                    ช่วงการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มประชากรในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๖ ต่อเนื่องและซ้อนทับกันในเรื่องของการรับอิทธิพลความเชื่อ ศาสนา จึงเรียกช่วงเวลานี้ว่าสมัยทวาราวดี โดยมีหลักฐานทางศิลปกรรมของเจนละปะปนอยู่ในช่วงกลางสมัยทวาราวดี แล้วจึงปรากฏอิทธิพลศิลปขอมและลพบุรี ในช่วงทวาราวดีตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๙) ชนพื้นเมืองแถบหนองคาย - เวียงจันทน์ อุดรธานี ได้รับเอาอิทธพลความเชื่อของขอมอย่างเต็มที่ ทั้งนี้หมายถึงการยอมรับอำนาจการปกครองของชนชาติขอมทางด้านลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างด้วย จนกระทั่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙–๒๐ อำนาจขอมเสื่อมลง      จึงปรากฏกลุ่มประชากรล้านช้างอพยพมาตั้งมั่นอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนนี้ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

                    พัฒนาการในประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองกับชื่อบ้านนามเวียง ในสมัยประวัติศาสตร์ปรากฏอยู่บนพื้นที่จังหวัดหนองคาย มีลำดับความเป็นมาและอายุต่าง ๆ กัน ดังนี้

                   เวียงคำ-เวียงคุกคู่แฝดเวียงจันทน์  ปรากฏชื่อเรียกทางฝั่งหนองคายปัจจุบันว่า "เวียงคุก" ที่อำเภอเมืองติดเขตอำเภอท่าบ่อ อยู่ตรงข้ามกับเมืองเวียงคำ (เมืองซายฟอง) ทางฝั่งลาว ทั้งเวียงคำ-เวียงคุก น่าจะเป็นเมืองเดียวกัน พบหลักฐานโบราณสถานและโบราณวัตถุร่วมสมัยกันทั้งสองฝั่ง มีทั้งเสมาหินทวาราวดี ลพบุรี ต่อเนื่องถึงล้านช้าง ชื่อเวียงคำปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ว่า "เบื้องตะวันออกเท้าฝั่งของเวียงจัน-เวียงคำเป็นที่แล้ว" ในขณะเดียวกันการกล่าวถึงเมืองเวียงจันทน์-เวียงคำ ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงแสดงให้เห็นขอบเขตราชอาณาจักรสุโขทัย โดยเวียงจันทน์-เวียงคำเป็นรัฐอิสะอยู่พ้นอำนาจของสุโขทัยซึ่งแผ่อำนาจไปทั่วอาณาบริเวณอุษาคเนย์ช่วงนั้น ดังนั้นจึงแสดงว่าการเป็นพันธมิตร หรือรัฐเครือข่ายที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันระหว่างราชอาณาจักรสุโขทัยกับเวียงจันทน์ - เวียงคำ เป็นไปในทางที่ดี ถึงขั้นตีความได้ว่า สุโขทัยเกิดจากการขยายขอบเขตราชอาณาจักรทางลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางนี้ แล้วขยายไปทางใต้เรื่อย ๆ และมีลำดับพัฒนาการจนเป็นราชอาณาจักรอยุธยา ขับไล่อำนาจขอมออกจากพื้นดินของชาวสยามได้อย่างสิ้นเชิง

                    ความสำคัญของเวียงคำ - เวียงคุก นี้นับเป็นแหล่งศึกษาพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของคนหนองคายโบราณในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔–๒๐ โดยเฉพาะช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ พบหลักฐานที่เกี่ยวกับอำนาจการปกครองเหนือดินแดนนี้ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทั้งฝั่งเวียงคำ - เวียงคุก ทั้งนี้ตามหลักฐานปรากฏว่าฝั่งเวียงคุกของไทย (ชื่อเต็มคือเวียงคุคำ ที่หมายถึง ครุตักน้ำ ต่อมา "คุคำ" กร่อนเสียงเป็น "คุค" และ "คุก" ดังในปัจจุบัน เข้าใจว่าเวียงคุกคำในปัจจุบันก็คือเวียงคำในอดีตนั่นเอง) รวมทั้งที่ตั้งของวัดพระธาตุบังพวนซึ่งอยู่ถัดจากฝั่งแม่น้ำโขงเข้ามา ๕ กิโลเมตร มีซากวัดและพระสถูปเจดีย์รูปแบบต่าง ๆ รวม ๑๐๐ กว่าแห่ง ที่จะทำให้การศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของศิลปะล้านช้างได้ดีกว่าที่อื่น

                    เวียงงัว  ปรากฏชื่อในตำนานพระอุรังคธาตุว่าพระรัตนเถระและจุลรัตนเถระได้นำพระบรมธาตุเขี้ยวฝาง ๓ องค์มาประดิษฐานไว้ที่โพนจิกเวียงหัว "งัว" คือวัวในสำเนียงภาคกลาง และเชื่อว่าเป็นพื้นที่ในตำบลบ้านฝาง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เล่าสืบต่อกันมาถึงตำนานสำคัญของชุมชนโบราณแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนหนองคาย รวมทั้งภูพระบาทในจังหวัดอุดรธานีด้วย   ก็มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของชุมชนแถบนี้เช่นกัน    แม้กระทั่งเค้าเงื่อนจากนิทานเรื่องท้าวบารส - นางอุษา ก็มีว่า เมืองของท้าวบารสอยู่ "เมืองปะโค เวียงคุก" โค เป็นภาษาแขกที่เขมรรับมาใช้ แปลว่า "งัว" ของชาวอีสานและ "วัว" ของภาคกลาง วิเคราะห์จากวรรณกรรมฮินดูเรื่อง "พระอุณรุทธ" (อนุรุทธ) ซึ่งเป็นหลานพระกฤษณะ (พระนารายณ์ปางหนึ่ง) ซึ่งสำเนียงในตำนานชาวอีสาน คือ "พระกึดนารายณ์"

                    พระธาตุเวียงงัว  เป็นรูแบบศิลปแบบปะโค(สำเนียงเขมรว่าเปรียะโค)ของเขมรโบราณ พ.ศ. ๑๔๒๐ – ๑๔๔๐ (พุทธศตวรรษที่ ๑๕) มีทั้งเทวาลัย ภาพสลักหิน และประติมากรรมหินในกัมพูชา ต่อเนื่องจากศิลปะแบบกุเลน (จามกับชวา) มีประสาทปะโค โลเลย บากอง เป็นต้น และคงส่งอิทธิพลขึ้นมาถึงโพนจิกเวียงงัวด้วย เสียดายที่เทวรูปหิน ประติมากรรมสำคัญ บางวัดนำปูนพอกแปลงเป็นพระพุทธรูปแล้ว แต่จากรูปถ่ายเก่าที่ผู้สนใจเคยถ่ายไว้ ผู้เชี่ยวชาญเขมรดูแล้วปรากฏว่าเป็นศิลปะแบบปะโค

                    เวียงนกยูง  อยู่ติดห้วยโมง เขตกิ่งอำเภอโพธิ์ตาก มีเสมาหินยุคทวาราวถึง ๕๒ ชิ้น ซึ่งได้ขนย้ายไปไว้ที่วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ ปรากฏชื่อปากโมงหรือห้วยโมงนี้ในตำนานพระอุรังคธาตุว่า “หมื่นนันทอาราม มีครัว ๕๐,๐๐๐ ครัว อพยพมาตั้งอยู่ปากห้วยนกยูง หรือปากโมงก็เรียก” ห้วยโมงมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาภูพานแดนที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ซึ่ง รศ.ดร.ศรีศักร  วัลลิโภดม เคยโยงเส้นทางการแผ่อิทธิพลของขอมโบราณสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ น่าจะเกี่ยวข้องกับเส้นทางนี้เป็นสำคัญ ทั้งยังเป็นเส้นทางที่ชาวเวียงจันทน์ - เวียงคำ ใช้อพยพไปสร้างศรีสัชนาลัย -  สุโขทัย ผ่านเข้าไปยังนครไทยก่อนจะพัฒนาไปยังซีกตะวันตกของนครไทยหลังจากพ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แล้ว จนท่านกล้าที่จะชี้ชัดลงไปว่าชาวสยามในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางของแม่น้ำเจ้าพระยาก็คือชาวเวียงจันทน์ - เวียงคำ ซึ่งเคยรุ่งเรืองมาก่อนในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางนี่เอง โดยที่ลักษณะการขยายอาณาจักรของชาวเวียงจันทน์ - เวียงคำ เป็นไปเพื่อหาเส้นทางออกสู่เมืองท่าชายฝั่งทะเล คือ จากเวียงจันทน์ - เวียงคำ ผ่านเข้ามาทางห้วยโมง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเวียงนกยูงเข้าไปถึงเขตอำเภอบ้านผือ ผ่านเข้าในเขตอำเภอนากลาง อำเภอวังสะพุง อำเภอด่านซ้าย จากนั้นข้ามเทือกเขาเข้ามาในเขตอำเภอนครไทย แล้วจึงลงไปตามลำน้ำแควน้อยก็จะสามารถไปถึงยังกลุ่มบ้านเมืองในลุ่มน้ำน่านที่เมืองพิษณุโลกได้ และเมื่อผ่านไปยังสุโขทัยได้ ก็หมายถึงสามารถออกทะเลได้ทางฝั่งทะเลอินเดีย (อ่าวเบงกอล ที่เมืองเมาะตะบันในพม่าปัจจุบัน) จากหลักฐานโบราณสถานโบราณวัตถุต่าง ๆ ตามเส้นทางนี้พบว่ามีความเชื่อมโยงกันอยู่มาก และน่าจะเป็นถึงเส้นทางการค้าในสมัย “สามเหลี่ยมทองคำโบราณ” ด้วย “โมง”ไม่มีในภาษาถิ่นอีสาน แต่ในภาษาของชาวโส้(กะโซ่ ข่าโซ่) ซึ่งพูดภาษาตระกูลมอญ - เขมร     (ยังมีคนชาวโส้อาศัยอยู่ที่อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย) มีคำว่า “โหม่ง” แปลว่า “นกยูง” และที่โบสถ์พระเจ้าองค์ตื้อ อำเภอท่าบ่อ ซึ่งเดิมห้วยโมงมาออกแม่น้ำโขงตรงนี้มีเจดีย์สำคัญเป็นที่หมายเรียกว่า “ธาตุนกยูง”

                    จากการสำรวจเบื้องต้นของ ผศ. จารุวรรณ  ธรรมวัตร   มหาวิทยาลัยมหาสารคาม   พร้อมด้วยอาจารย์เย็นจิต สุขวาสนะ จาก มศว. ประสานมิตร กรุงเทพฯ และปลัดสิทธิพร  ณ นครพนม ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ พบว่ามีแนวกำแพงดินและคูน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณโนนสูงบริเวณที่ห้วยถ่อนสบห้วยโมง มีอายุในยุคทวาราวดีเช่นเดียวกับเมืองฟ้าแดดสงยาง ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งพบว่า เศษดินเผาก็มีมาก ทั้งนี้เสมาหิน ๕๒ ชิ้น ซึ่งได้ย้ายจากบริเวณนี้ไปตั้งรักษาไว้ที่วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ ก็มีความสำคัญและน่าศึกษาลึกลงในรายละเอียด เช่น ลายสลักเสมาหินบางชิ้นเชื่อว่าเป็นเรื่อง “พระวิฑูรชาดก” ในทศชาติชาดก มีอายุตรงกับยุคทวาราวดีต่อลพบุรี ชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งมีภาพซุ้มปราสาทแบบจามปาภาพด้านล่างมีภาพสลักม้าหมอบอยู่ด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาศาสตร์ท่านหนึ่ง (เจอร์ราด ดิฟโฟรธท์) พบว่าน่าจะมีจารึกบนเสมาหินชิ้นดังกล่าวนี้ด้วย แต่คงถูกทำลายในภายหลังด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ แต่ถ้าพยายามก็สามารถอ่านจารึกโบราณนั้นได้เหมือนกัน ขณะนี้ยังรอดำเนินการอยู่

                    ปลัดสิทธิพร  ณ นครพนม ได้ติดตามหลักฐานและตำนานวรรณกรรมในแถบภิ่นลุ่มแม่นน้ำโมงมาโดยละเอียด พบว่ามีทั้งแหล่งการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์อยู่ที่บริเวณโคกคอน อ.ท่าบ่อ ใกล้เคียงกับบริเวณเวียงนกยูงนี้ด้วย จึงวิเคราะห์ลงไปว่า ศิลปะลายกลองมโหระทึกที่เป็นรูปคนใส่ขนนกรำอยู่พร้อมกับคนเป่าแคนลายกลองมโหระทึกนี้พบบริเวณชุมชนชาวจ้วงซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ใช้กลองมโหระทึกในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน และรวมทั้งกลุ่มชนอื่น ๆ ในอุษาคเนย์นี้ก็ใช้ด้วยเหมือนกัน จึงได้ตั้งคำถามเชิงสมมุติฐานว่า เป็นไปได้ไหมที่ชุมชนยุคโลหะในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง หรือบริเวณชุมชนชาวเวียงนกยูง จะเป็นผู้ผลิตและเป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมการใช้กลองมโหระทึกเป็นยุคแรก ๆ ในกลุ่มวัฒนธรรมนี้ด้วย

                    ในตำนานพระอุรังคธาตุ ได้กล่าวไว้ตอนที่มีการฐาปนาพระอุรังคธาตุ ที่ภูกำพร้าตอนหนึ่งดังนี้ “...วัสสวลาหกเทวบุตร พาบริวารนำเอาหางนกยูงเข้าไปฟ้อนถวายบูชาเทวดาทั้งหลาย ลางหมู่ขับ ลางหมู่ดีดสีตีเป่าถวายบูชา นางเทวดาทั้งหลายถือหางนกยูงฟ้อนและขับร้องถวายบูชา...” ภาพของนางเทวดาถือหางนกยูงรำน่าจะเป็นร่องรอยวรรณกรรมที่เกี่ยวเนื่องไปถึงคติความเชื่อที่แฝงอยู่ในภาพสลักบนกลองมะโหระทึกของชาวอุษาคเนย์ โดยที่ภาพสำคัญดังกล่าวได้ตกทอดเผยแผ่ไปยังดินแดนตอนเหนือของแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมสำริดประเภทนี้ และนั่นก็แสดงว่าถ้าร่องรอยวรรณกรรมมีอยู่จริง เวียงนกยูง กิ่ง อ.โพธิ์ตากก็น่าจะเป็นชุมชนโบราณยุคแรก ๆ ของอุษาคเนย์ที่มีพัฒนาการทางสังคม การเมือง การปกครอง การค้า รวมทั้งเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

                    นอกจากนี้ยังมีนิทานชาดกเรื่อง ท้าวสีทน - มโนราห์ เล่ากันต่อมาถึงร่องรอยบ้านเมืองแถบนี้ว่า ท้าวสีทน เจ้าเมืองเปงจาน พบรักกับนางมโนราห์ (น่าจะหมายถึงกินรี หรือหญิงที่มีขนนกเป็นอาภรณ์) ธิดาแห่งเมืองภูเงิน ซึ่งท่านปลัดสิทธิพร  ณ นครพนม ได้วิเคราะห์ย้ำลงไปในร่องรอยวรรณกรรมเรื่องนี้ว่า ไม่แน่นัก เวียงนกยูง หรือเวียงโหม่ง หรือเวียงที่ห้วยโมง อาจจะเป็นเมืองของนางมโนราห์นี้เอง

                    เปงจานนครราช  กิ่งอำเภอรัตนวาปีปัจจุบัน บริเวณที่ทำการนิคมสร้างตนเอง ยังมีเสมาหินขนาดใหญ่เหลืออยู่ชิ้นหนึ่งที่เหลือรอดจากการกวาดทิ้งลงแม่น้ำโขงเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ชาวบ้านเรียกว่า “เจ้าพ่อเปงจาน” มีอายุอยู่ในยุคทวาราวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒ ที่ฐานมีอักษรปัลลวะอินเดียจารึกไว้ แต่เลอะเลือนจนอ่านไม่ได้ ยังมีร่องรอยของเมืองโบราณอยู่ทั่วบริเวณริมแม่น้ำโขงเป็นแนวยาวถึง 10 กิโลเมตร ตั้งแต่นิคมสร้างตนเอง หน่วยซ่อมและบำรุง สะพาน โรงเรียนประชาบดี โรงเรียนนิคมบ้านเปงจาน จนถึงวัดเปงจานใต้ เมื่อลองขุดลึกลงไปใต้บริเวณนี้เพียงไม่กี่นิ้วก็พบซากกองอิฐกองอยู่มาก สันนิษฐานได้เลยว่าน่าจะเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ และมีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในดินแดนแถบนี้ ทั้งนี้ยังมีวรรณกรรมประเภท “ชาดกนอกนิบาต” เล่าสืบต่อกันมาว่า เป็นเมืองของท้าวสีทนและท้าวสินไซ

                    ส่วนหลักฐานของอาณาจักรใกล้เคียง เช่นปราสาทนครวัด กัมพูชา นักวิชาการวิเคราะห์ว่ามีชื่อของนครเปงจานปรากฎอยู่ในจารึกที่ภาพสลักหินนูนต่ำ ด้านระเบียงทิศใต้ แสดงภาพพันธมิตรไปช่วยเขมรรบจามปา ภาพแรกเป็นกองทัพพลธนู จารึกว่า “นักราชการ ยภาค ปมัญเชงฌาล ดนำ สยามกุก” ศ.ยอร์ช เซเดส์ แปลว่า “นี่คือกองทัพเชงฌาลอยู่หน้ากองทัพสยาม” ปรากฏว่าเมื่อวิเคราะห์กันตามการอักษรและการออกเสียงแล้ว คำว่าเชงฌาล ไม่มีในภาษาเขมร เซเดส์ไม่สามารถบอกได้ว่า เชงฌาลอยู่ที่ไหน แต่ในภาพสลักหินที่ ๒ เป็นภาพจอมทัพขี่ช้าง มีทหารเดินตาม จารึกว่า “เนียะ สยาม กุก” แปลว่า “นี่คือ กองทัพสยาม” เดิมเคยเข้าใจกันว่า สยามในภาพนั้นคือ กองทัพสุโขทัย แต่นักวิชาการปัจจุบันวิเคราะห์แล้วว่า ปราสาทนครวัดสร้างก่อนสุโขทัยร่วม ๒๐๐ ปี และดูจากเครื่องแต่งกายของทหารสยามที่นุ่งโสร่งแล้ว (นายสิทธิพร ณ นครพนม) เชื่อว่าเป็นกองทัพชาวสยามจากเวียงจันทน์

                    ส่วนภาพแรกที่หลายคนยังกังขาอยู่ว่า “เชงฌาล” นี้อยู่ที่ไหน แต่เมื่อมองความสัมพันธ์ของภาพที่สองร่วมด้วยแล้ว กองทัพ “เชงฌาล” ก็น่าจะมาจากลุ่มแม่น้ำโขงด้วย ลองออกเสียงดูใหม่ปรากฎว่า “เชงฌาล” ใกล้กับคำว่า “เปงจาน” มากที่สุด (คำว่า ‘เปง’ เป็นภาษาถิ่น หมายถึงกอง ‘จาน’ คือต้นจานหรือดอกจานหรือทองกวาว) หลักฐานดังกล่าวแสดงว่า การตั้งถิ่นฐานของประชากรกลุ่มต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง โดยมีอำนาจการเมืองการปกครองในอาณาจักรใกล้เคียง เช่นลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง คือบ้านเมืองสมัยขอมเรืองอำนาจอิทธิพลเกี่ยวเนื่องกัน จนกระทั่งขอมเสื่อมอำนาจลง เมืองเปงจานซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลการปกครอง หรืออาจจะเป็นรัฐอิสระอยู่ภายใต้การคุ้มครองของขอมโบราณจึงเสื่อมลงตามไปด้วย

                    เมืองหล้าหนอง -หนองคาย  หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของเมืองหล้าหนองคือ พระธาตุหนองคาย เชื่อว่าเป็นพระธาตุฝ่าตีนขวา อายุราว ๆ เดียวกับพระธาตุบังพวน ในตำนานพระอุรังคธาตุก็มีกล่าวไว้ตอนเดียวกับการอพยพของเจ้านายราชวงศ์เมืองร้อยเอ็จมาตั้งบ้านเมืองอยู่เมืองสุวรรณภูมิแต่ก่อน “...นางน้าเลี้ยงพ่อนมจึงพาเจ้าสังขวิชกุมารออกมาตั้งเมืองอยู่หนอง...ให้ชื่อว่า “เมืองลาหนอง ตลอดไปถึงปากห้วยบางพวน” เมืองลาหนองหรือเมืองหล้าหนอง ในตำนานอุรังคธาตุ คือเมืองเดียวกัน สมัยนั้นเชื่อว่ายังไม่มีคำว่า “คาย” ปรากฏ (“คาย” มาจากคำว่า “ค่าย” ซึ่งมาจากคำว่า “ค่ายบกหวาน” สมัยที่กองทัพไทยมาตั้งค่ายตีเมืองเวียงจันทน์อยู่บริเวณริมหนอง มีต้นบกหวาน จึงเรียกว่า หนองค่ายบกหวาน ซึ่งกลายมาเป็นนิมิตชื่อเมืองหนองคายปัจจุบัน) ต่อมาพระอรหันต์ 8 รูป ได้นำพระบรมธาตุมาบรรจุที่นี่ สมัยต่อมาสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงสรางพระเจดีย์ครอบพระธาตุฝ่าตีนขวานั้นไว้ จนกระทั่งแม่น้ำโขงไหลกัดเซาะตลิ่งพัง เป็นผลให้พระธาตุล้มจมลงอยู่ในแม่น้ำโขงมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๔๓๘ เอเจียน แอมอนิเย เดินทางผ่านมาหนองคายก็พบว่าพระธาตุจมอยู่แต่ก่อนแล้ว) เห็นแต่เพียงยอดฐานกลางแม่น้ำโขงเวลาหน้าน้ำต้องทำเครื่องหมายไว้ พอหน้าแล้งก็จะเห็นส่วนยอดฐานพระธาตุโผล่อยู่กลางแม่น้ำโขง ชาวบ้านยังให้ความเคารพกราบไหว้ เชื่อกันว่าเวลาเข้าพรรษาจะมีพญานาคมาถือศีลภาวนาอยู่บริเวณพระธาตุหนองคายนี้เป็นประจำ


    ที่มา : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย/ประวัติเมืองหนองคาย

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 184 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 184 ครั้ง
     
     
      18 เม.ย. 2552 เวลา 15:54:09  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   15) หนองคาย  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่18)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองต่างๆ ในสมัยราชอาณาจักรล้านช้าง เชียงทอง หลวงพระบาง-เวียงจันทน์

                    ๑. เมืองปากห้วยหลวง  มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงมาตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรล้านช้างเชียงทอง (หลวงพระบาง) โดยเจ้าเมืองปากห้วยหลวง มีราชทินนามว่า “พระยาปากห้วยหลวง” เมืองปากห้วยหลวงน่าจะเป็นบ้านเป็นเมืองมาตั้งแต่สมัยปลายทวาราวดี ปรากฏชื่อเมืองปากห้วยหลวงในพงศาวดารลาวมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าฟ้างุ้มแห่งอาณาจักรล้านช้าง ประวัติศาสตร์ลาว ที่มหาสิลา วีระวงศ์ เรียบเรียงไว้ถึงตอนที่พระเจ้าฟ้างุ่มยกทัพมาตีเอาเวียงจันทน์ เวียงคำ และบ้านเมืองแถบทางใต้อาณาจักรล้านช้างเชียงทอง เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๘ ครั้งนั้นได้เมืองปากห้วยหลวงรวมไว้ในราชอาณาจักรของพระองค์ด้วย จึงน่าจะแสดงได้ว่า เมืองปากห้วยหลวงมีความสำคัญมาในยุคเดียวกันกับเวียงจันทน์ เวียงคำ จากนั้นพระเจ้าฟ้างุ้มได้จัดระเบียบการปกครองราชอาณาจักรล้านช้างใหม่ ให้ “เวียงปากห้วยหลวง” จัดอยู่ในเมือง เช่นเดียวกับเวียงจันทน์ เวียงคำ และให้พระยาปากห้วยหลวงเป็นเจ้าเมือง

                    เมื่อสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่นครเวียงจันทน์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๙๓ แล้ว เมืองปากห้วยหลวงก็ยังมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่เมืองหลวงตั้งอยู่ที่เชียงทอง (หลวงพระบาง) เจ้าเมืองปากห้วยหลวงทุกพระองค์ที่มาเป็นพระยาปากห้วยหลวง นับว่าเป็นบุคคลสำคัญในราชวงศ์ของอาณาจักรล้านช้าง เพราะถือว่าเมืองปากห้วยหลวงเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งรองมาจากเวียงจันทน์ ตามลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง ที่ต่อมาหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๙ สันนิษฐานว่าเวียงนกยูง เวียงงัว เวียงจันทน์ เวียงคำ และเปงจาน อาจลดความสำคัญลงในสมัยที่ราชอาณาจักรล้านช้าง เชียงทองเข้มแข็งจนกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจในแถบลุ่มแม่น้ำโขงแทนพวกขอมซึ่งเคยแผ่อำนาจการปกครองมาถึงบริเวณนี้ ต่อมาเมืองปากห้วยหลวงในฐานะเขื่อนเมืองของราชอาณาจักรล้านช้างเชียงทอง จึงทวีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเวียงจันทน์เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองในสมัยต่อมา

                    หลักฐานที่พบในเมืองโบราณปากห้วยหลวง ซึ่งตั้งอยู่ ณ ปากน้ำห้วยหลวง หรือที่ตั้งของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายปัจจุบัน พบว่ามีซากวัดร้างจำนวนมาและวัดที่ยังใช้การอีกจำนวนหนึ่ง และพบว่ามีศิลาจารึกมากที่สุดแห่งหนึ่งในการสำรวจเมืองโบราณภาคอีสานและลาว เป็นศิลาจารึกด้วยอักษรไทยน้อย (คล้ายอักษรลาว) แต่การกล่าวถึงเมืองปากห้วยหลวงในพงศาวดารลาวมีอยู่บ้างและไม่ต่อเนื่อง การศึกษาพัฒนาการของเมืองปากห้วยหลวงจึงเทียบเคียงจากพงศาวดารลาว ที่เคยกล่าวถึงเจ้าเมืองปากห้วยหลวงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรล้านช้าง และศิลาจารึกที่พบอยู่ในบริเวณเมืองปากห้วยหลวง ปรากฏนามพระยาปากห้วยหลวง องค์สำคัญ ดังต่อไปนี้

                    เจ้าชายมุย
                    เจ้าชายมุย เป็นโอรสของท้าวคำเต็มซ้า เจ้าเมืองปากห้วยหลวง (ท้าวคำเต็มซ้า เป็นพระราชโอรสของพระยาสามแสนไทไตรภูวนาถ กษัตริย์เมืองเชียงทองต่อจากพระเจ้าฟ้างุ้ม) ภายหลังเมื่อเจ้าเมืองปากห้วยหลวงพระบิดาสวรรคต จึงได้เป็นพระยาปากห้วยหลวงต่อจากพระบิดา เมื่อท้าววังบุรี เจ้าเมืองเวียงจันทน์ขึ้นไปเสวยราชย์ที่เมืองหลวงพระบาง เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๙  (พระนามใหม่ว่า “สมเด็จพระไชยจักรพรรดิ์แผ่นแผ้ว”) เจ้าชายมุยจึงได้ขึ้นไปครองเมืองเวียงจันทน์แทนตั้งแต่นั้น ภายหลังเจ้าชายมุยและเสนาบดีแมืองเวียงจันทน์คิดแยกตัวเป็นเอกราช จากราชอาณาจักรล้านช้างเชียงทอง ในพงศาวดารลาว ฉบับกะซวงสึกสาทิกาน (ลาว) บันทึกตอนนี้ว่า เจ้าชายมุยเป็นกบฏและถูกปลงพระชนม์ในรัชกาลพระเจ้าไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วนั่นเอง

                    พระยาจันทร์
                    พระยาจันทร์ เป็นเจ้าเมืองปากห้วยหลวงสืบต่อจากเจ้าชายมุย ปรากฏชื่อพระยาจันทร์ในศิลาจารึกวัดแดนเมือง ๒ (พระเจ้าโพธิสาลราช สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๘ พระองค์ครองเมืองเชียงทอง พ.ศ. ๒๐๖๓ - ๒๐๙๓) ว่า

                    “...ข้อยกับวัดกับพระ แต่ชายมุย แลลุงพระยาจันทร์ ได้หยาดน้ำไว้ ว่าไผยังถอนออกไปหาชุน ให้เอาไว้ดังเก่า...”

                    พระเจ้าโพธิสาลราช ทรงเรียกพระยาจันทร์เจ้าเมืองปากห้วยหลวงว่า “ลุงพระยาจันทร์” แสดงว่าพระยาจันทร์ คงเป็นเจ้าเมืองปากห้วยหลวงในช่วงเดียวกับที่พระเจ้าวิชุลราช พระราชบิดาของพระองค์ ครองเมืองเชียงทอง (หลวงพระบาง) ช่วง พ.ศ. ๒๐๔๓ - ๒๐๖๓  และคงจะเป็นเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ล้านช้างเชียงทองด้วยเช่นเดียวกับเจ้าชายมุย

                    จารึกวัดแดนเมือง ๒  ที่พระเจ้าโพธิสาลราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อคราวเสด็จมาอุทิศที่ดินและสิ่งของให้กับวัดแดนเมือง โดยจารึกดังกล่าวยังมีข้อความถึงเจ้าเมืองปากห้วยหลวงคนก่อนที่เคยอุทิศที่ดินและข้าวัดแก่วัดแดนเมืองก่อนพระองค์จะเสด็จมาบูรณะวัดแดนเมืองและสร้างสิลาจารึกหลักนี้ไว้ด้วย

                    พระยาแสนสุรินทร์ลือชัย
                    พระยาแสนสุรินทร์ลือชัย เป็นเจ้าเมืองปากห้วยหลวงสืบต่อจากพระยาจันทร์ สมัยนี้เมืองปากห้วยหลวงมีบทบาททางการเมืองในราชอาณาจักรล้านช้างมากกว่าสมัยใด ตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งทรงให้พระยาแสนสุรินทร์ลือชัยดำรงตำแหน่งเสนาบดีกลาโหมด้วย (เพี้ยเมืองแสน) เคยเป็นกำลังสำคัญของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชในคราวไปตีเมืองเชียงแสน เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๙๘ เมื่อทรงย้ายราชธานีลงมาตั้งอยู่ที่เวียงจันทน์ก็ได้เป็นกำลังหลักช่วยเหลือการสร้างพระนครเวียงจันทน์ ธาตุหลวง งานพระราชสงครามทุกแห่ง และเป็นผู้สำเร็จราชการปกครองราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ หลังจากสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเสด็จสวรรคตเมื่อคราวทำสงครามกับพม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๔

                    เมืองปากห้วยหลวงในสมัยพระยาแสนสุรินทร์ลือชัย  ถือว่าเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนครหลวงเวียงจันทร์มาก เนื่องจากพระมเหสี “เจ้าจอมมณี” ของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช  ก็คือบุตรีของพระยาแสนสุรินทร์ลือชัย  ที่ทรงเป็นพระราชมารดาของพระหน่อแก้ว (มุกปาฐะชาวหนองคายว่า   ทรงมีพระราชธิดาอีก ๓ พระองค์ คือ เจ้าหญิงสุก เจ้าหญิงเสริม เจ้าหญิงใส ซึ่งได้สร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์ขึ้น ๓ องค์ คือ พระสุก พระเสริม พระใส)

                    ที่เมืองปากห้วยหลวง  สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช  ทรงเสด็จมาสร้างวัดถิ่นดุ่ง (ปัจจุบันชื่อวัดผดุงสุข)  เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๙๔  ซึ่งเป็นปีที่สองหลังจากที่ทรงย้ายราชธานีจากเชียงทอง (หลวงพระบาง) มานครเวียงจันทร์แล้ว และยังปรากฏหลักฐานเป็นศิลาจารึกวัดผดุงสุข  ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองปากห้วยหลวง  และคาดว่าน่าจะมีการบูรณะวัดวาอารามจำนวนมากด้วยเช่นกัน

                    หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชสวรรคต (หายสาบสูญในสงครามล้านช้างกับพม่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๑๔) พระหน่อแก้ว พระราชโอรสองค์สุดท้องยังทรงเยาว์วัยอยู่มาก และน่าจะประทับอยู่กับพระยาแสนสุรินทร์ลือชัย  ผู้เป็นพระอัยกา (ตา) อยู่ที่เมืองปากห้วยหลวง นครเวียงจันทน์ขาดกษัตริย์ พระยาแสนสุรินทร์ลือชัย จึงสถาปนาตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ทรงพระนามว่า “พระเจ้าสุมังคลาไอยโกโพธิสัตว์” จากพระนามนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ยกตนเป็นกษัตริย์แทนเพื่อรักษาตำแหน่งกษัตริย์ที่แท้จริงไว้ให้กับหลานคือพระหน่อแก้วนั่นเอง  ดังปรากฏในศิลาจารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหา ๒ ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๕ ว่า

                    “สมเด็จบพิตรพระเจ้าชื่อสุมังคลโพธิสัตว์ไอยกัศรราชสิทธิเดชลือชัยไกรภูวนาธิบดีศรีสุริวงศา แลบพิตรรัตน-ประโชติเสตตคัชอัศจรรย์ทสุวรรณขัคสาลราชกุมาร..”

                    หมายความว่าแผ่นดินราชอาณาจักรล้างช้างเวียงจันทน์มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองถึง ๒ พระองค์ คือ พระองค์และหลานนั่นเอง  ต่อมาเวียงจันทน์ตกเป็นของพม่าต้องส่งส่วยให้พม่า  พระหน่อเมืองและพระเจ้าสุมังคลาไอยโกโพธิสัตว์ถูกจับไปอยู่เมืองพม่า แล้วให้พระมหาอุปราชาวรวังโส (พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช) มาครองเมืองเวียงจันทน์แทน  ภายหลังมีเหตุกบฏในเวียงจันทน์ พม่าจึงส่งพระสุมังคลาไอยโกโพธิสัตว์กลับมาครองเมืองเวียงจันทน์ ในปี 2123 ครองราชย์อยู่ได้อีก ๒  ปี ก็เสด็จสวรรคต ในปี ๒๑๒๕  รวมพระชนมายุ ได้ ๗๕ พรรษา

                    ต่อมาพระยานครน้อย  บุตรพระสุมังคลาไอยโกโพธิสัตว์ จึงได้เป็นเจ้าแผ่นดินครองเวียงจันทน์ต่อ   (ก่อนหน้านั้นน่าจะเป็นเจ้าเมืองปากห้วยหลวงอยู่)  แต่ไม่ถึงปีก็ถูกจับส่งไปกรุงหงสาวดี  เพราะชาวเมืองไม่นิยมเห็นว่าไม่ใช่เชื้อชาติกษัตริย์แท้  ราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์จึงว่างจากกษัตริย์อยู่ถึง ๗ ปี

                    พระเจ้าวรรัตนธรรมประโชติเสตตคัชฯ  และเมืองปากห้วยหลวง
                    พระหน่อแก้ว ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เวียงจันทน์เมื่อเสนาอำมาตย์และคณะสังฆราชเวียงจันทน์ได้พร้อมกันไปขอเอาพระหน่อแก้วจากกรุงหงสาวดีคืนมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินในปี พ.ศ. ๒๑๓๔  ขณะนั้นพระชนมายุได้ ๒๐ พรรษา ทรงมีพระนามว่า "พระวรรัตนธรรมประโชติเสตตคชอัศจรรย์สุวรรณสมมุติอัครรัตนสาลราชบพิตร"

                    เมื่อครองราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองและพระศาสานาให้เจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองที่เคยแข็งข้อก็ยอมอ่อนน้อมถวายเครื่องราชบรรณาการตามเดิม ทรงเสด็จมาเมืองปากห้วยหลวงอยู่เนือง ๆ เนื่องจากยังมีพระญาติวงศ์ฝ่ายพระราชมารดาอยู่ในเมืองนี้ ทรงสร้างวัดมุจลินทอาราม เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๗ ให้พระมหาสังฆราชามุจลินทมุนีจุฬาโลกประทับอยู่ ดังปรากฏในศิลาจารึกวัดมุจลินทอาราม (ขก.๘) ด้านที่ ๑ บรรทัดที่   ๔-๖ ว่า

                    "…ตนประกอบด้วยประสาทศรัทธาในพุทธศาสนาเถราภิเษกมหาสังฆนายกเจ้าให้เป็นมหาสังฆราชามุจลินทมุนีจุฬาโลก ในมุจลินทอารามเมืองห้วยหลวง…"

                    นอกจากนี้ ยังมีพระบรมราชโองการประกาศในศิลาจารึกหลักนี้ด้วยว่า ให้วัดดมุจลินทอาราม เป็นสถานที่ปลอดอาญาแผ่นดิน คือผู้ใดทำผิดพระราชอาญาถ้าหนีเข้ามาอยู่ในบริเวณวัด (แม้เท้าหนึ่งยังอยู่ข้างนอก เท้าหนึ่งเข้าในเขตวัดแล้ว ก็ถือว่าอยู่ในเขตปลอดอาญาแผ่นดิน) ถือว่าโทษอาญาแผ่นดินที่กระทำไว้ให้ยกเลิกแม้แต่โทษประหารชีวิตก็ให้อภัยแก่ชีวิต เพียงแต่นำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาพระรัตนตรัยและทำการสอบสวน ถ้าผิดจริงก็ให้ปรับไหมแก่ผู้เสียหาย แล้วให้ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณวัด "…เพือให้เป็นนรหิตถาวรกับพระศาสนา…" ทำงานในวัดตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป

                    จากข้อความในศิลาจารึกวัดมุจลินทอาราม แสดงว่าพระเจ้าวรรัตนธรรมประโชติฯ ให้ความสำคัญกับเมืองปากห้วยหลวงเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับยกฐานะของเมืองเป็นถึงเมืองแห่งพุทธศาสนา โปรดเกล้าฯ ให้พระสังฆราชประทับอยู่ และทำนุบำรุงเมืองให้เป็นเมืองปลอดอาญาแผ่นดิน พระองค์ครองราชย์อยู่จนถึงปี พ.ศ. ๒๑๔๑ ก็เสด็จสวรรคต

                    เมืองปากห้วยหลวงในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ มีฐานะเป็นเมืองสำคัญต่อการเมืองการปกครองของราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์มาก เพราะพระเจ้าแผ่นดินราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ๒ พระองค์ คือเชื้อราชวงศ์ที่มาจากเมืองปากห้วยหลวง ดังนั้นเมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าวรรัตนธรรมประโชติฯ แล้ว เชื้อพระวงศ์ที่ครองเมืองเวียงจันทน์สืบต่อมานั้นก็ให้ความสำคัญกับเมืองปากห้วยหลวงไม่น้อยเช่นกัน ดูจากหลักฐานศิลาจารึกที่มีผู้มาสร้างไว้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงสมัยพระสุริยวงศา (ศิลาจารึก ใช้พระนามว่า "พระมหาพรหมเทโวโพธิสัตว์") แต่หลังจากนั้น (พุทธศตวรรษที่ ๒๓) ไม่ปรากฏศิลาจารึก หรือพงศวดารลาวกล่าวถึงเมืองปากห้วยหลวงอีกเลย ทั้งนี้นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าเมืองปากห้วยหลวงน่าจะยังมีความสำคัญอยู่ เพราะเคยเป็นเมืองใหญ่มาแต่โบราณ


                    เมืองปากห้วยหลวงสมัยขึ้นกับราชธานีไทย
                    ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๔  กล่าวถึงเมืองโพนพิสัย หรือเมืองปากห้วยหลวงไว้น้อยมาก จนไม่สามารถสืบค้นได้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าเมืองในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หลักฐานการเปลี่ยนชื่อเมืองจากเมืองปากห้วยหลวงมาเป็นเมืองโพนแพน (ปัจจุบันออกเสียงว่าโพนแพง) จนกระทั่งเป็นเมืองโพนพิสัย ก็ไม่ปรากฏ แต่ด้วยลักษณะที่ตั้งของเมืองปากห้วยหลวง หรือเมืองโพนพิสัยที่เรียกกันมาถึงทุกวันนี้ อยู่บนพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การตั้งบ้านแปงเมืองมีชุมชนขนาดใหญ่อาศัยตั้งหลักปักฐานกันที่นี่มาตั้งแต่โบราณกาล ขณะที่เวียงจันทน์เป็นศูนย์กลางการปกครอง เมืองปากห้วยหลวงหรือเมืองโพนพิสัยก็มีฐานะประหนึ่งหัวเมืองรอง เพราะมีเชื้อพระวงศ์ที่ใกล้ชิดกับเจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์มาปกครอง และความสัมพันธ์เช่นนี้ ก็น่าจะต่อเนื่องมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ด้วย จนกระทั่งศูนย์กลางอำนาจการปกครองได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองโพนพิสัยก็น่าจะเป็นหัวเมืองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงของกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน

                    ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เรียกปากห้วยหลวงว่าเมืองโพนแพนหลังปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๙–๒๓๗๐  โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสุวอ บุตรหลานเจ้าเมืองยโสธร ซึ่งได้รับความดีความชอบในการช่วยทัพหลวงจากกรุงเทพฯ ปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ ให้เป็พระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๐ และในครั้งนั้นได้โปรดเกล้าฯให้ท้าวตาดี บุตรพระขัตติยวงศา (สีลัง)เจ้าเมืองร้อยเอ็ด เป็นพระพิชัยสุริ-ยวงศ์ เจ้าเมืองโพนแพนด้วย (โพนพิสัย น่าจะมาจากพระราชทินนามของเจ้าเมือง คำถิ่นลาวอีสานออกเสียง          "พิชัย" เป็น "พิซัย" แต่ก่อนอาจจะเรียกเมืองโพนแพนเป็นเมืองโพนพระพิชัย ภายหลังจึงเปลี่ยนมาเป็นเมือง โพนพิสัย ; ผู้เรียบเรียง อมรรัตน์ ปานกล้า)

                    พระพิชัยสุริยวงศ์ ครองเมืองโพนแพนอยู่ระยะหนึ่ง จึงกลับมาเมืองร้อยเอ็ด เมื่อพระขัตติยวงศา (สีลัง) ผู้เป็นบิดาถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ. ๒๓๘๙ เพื่อจัดงานศพ ครั้งนั้นได้ลงมากรุงเทพฯ พร้อมกับอุปราช (สิงห์) ราชวงศ์ (อินทร์) เมืองร้อยเอ็ด เพื่อเข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๓ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเมืองโพนแพนกลับไปรักษาเมืองร้อยเอ็ด ครั้นกลับมาถึงเมืองร้อยเอ็ดแล้ว กรมการเมืองร้อยเอ็ดที่ติดตามไปด้วยไม่พอใจที่พระพิชัยสุริยวงศ์ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ด (พระพิชัยสุริยวงศ์เป็นพี่ต่างมารดากับอุปราช(สิงห์) จึงให้คนเข้าลอบทำร้ายพระพิชัยสุริยวงศ์(ท้าวตาดี) จนถึงแก่อนิจกรรม รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้พระรัตนวงศา (ภู) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิจับตัวอุปราช (สิงห์) และบุตรหลานของพระขัตติยวงศา (สีลัง) ไปชำระคดีความที่กรุงเทพฯ อุปราช (สิงห์) ถูกตัดสินจองจำอยู่ที่กรุงเทพฯ จนถึงสิ้นชีวิต

                    จากนั้นไม่พบหลักฐานว่าได้โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดเป็นเจ้าเมืองโพนแพนต่อจากพระพิชัยสุรยวงศ์ (ตาดี) กระทั่งรัชกาลที่ ๕ เรียกเมืองปากห้วยหลวงโบราณ หรือเมืองโพนแพนเป็นเมืองโพนพิสัย (เอเจียน แอมอนิเย บันทึกการเดินทางในลาว พ.ศ. ๒๔๓๘ เรียกว่า เมืองโพนพิสัย) เกิดเหตุโจรฮ่อยกพวกมาปล้นสดมภ์ตามชายพระราชอาณาเขตจนถึงเวียงจันทน์และหนองคาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ และตั้งมั่นอยู่ที่เวียงจันทน์ ครั้งนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (เคน) เจ้าเมืองหนองคาย มาช่วยราชการพระยามหาอำมาตยาธิบดี (ชื่น  กัลยาณมิตร) ที่เมืองอุบลราชธานี สั่งให้กรมการเมืองหนองคายอยู่ดูแลเมือง เมื่อโจรฮ่อบุกปล้นสดมภ์ ก็เกิดความกลัวพากันหลบหนีไม่อยู่ป้องกันเมือง ฝ่ายเจ้าเมืองโพนพิสัย คือพระพิสัยสรเดช (หนู) ได้รับคำสั่งจากเมืองอุบลฯ ให้เกณฑ์คนไปช่วยเวียงจันทน์ พอไปถึงหนองคาย เจ้าเมืองโพนพิสัยเกิดกลัวโจรฮ่อขึ้นมา จึงหวนกลับไม่คิดสู้ป้องกันเมือง เมื่อพระยามหาอำมาตยาธิบดี (ชื่น กัลยาณมิตร) เกณฑ์ทัพจากหัวเมืองลาว เขมรฝ่ายตะวันออกมาถึงหนองคายและปราบฮ่อจนแตกหนีไปทางทุ่งเชียงคำแล้ว จึงรับสั่งให้หาตัวกรมการเมืองหนองคายและเจ้าเมืองโพนพิสัย มาตัดหัวประหารชีวิต เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป

                    เมืองโพนพิสัย หลังการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองอีสาน
                    เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ (รศ.๑๑๒) สยามถูกกดดันจากฝรั่งเศส ห้ามไม่ให้มีกองทหารติดอาวุธอยู่ในบริเวณ ๒๕ กิโลเมตรจากชายแดน จึงโปรดเกล้าฯให้ย้ายที่ทำการมณฑลลาวพวนจากเมืองหนองคายมาตั้งอยู่ที่บ้านเดื่อหมากแข้ง เมืองโพนพิสัยมีฐานะเป็นหัวเมืองจัตวา ภายหลังเปลี่ยนมาเป็นอำเภอโพนพิสัย ขึ้นกับเมืองอุดรธานี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๘ อำเภอเมืองหนองคาย ซึ่งเคยเป็นอำเภอหนึ่งของเมืองอุดรธานี ได้รับการยกฐานะให้เป็นจังหวัดหนองคาย อำเภอโพนพิสัยจึงได้ขึ้นกับจังหวัดหนองคายตั้งแต่นั้นมา

                    เมืองเวียงคุก  (เวียงคำ) – ซายฟอง

                    เมืองเวียงคุก ตั้งอยู่ที่บ้านเวียงคุก ต.เวียงคุก อ.เมือง จ.หนองคาย ส่วนเมืองซายฟองนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับเวียงคุก ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ในอดีต คือเมืองเดียวกัน คล้ายกันกับเวียงจันทน์ที่เป็นเมืองเดียวกับเมืองพานพร้าว (ศรีเชียงใหม่) ยังเป็นที่วิเคราะห์กันไม่จบว่า ระหว่างเวียงคุก ฝั่งไทยกับเมืองซายฟอง ฝั่ง สปป.ลาว เมืองไหนจะเป็นเมืองเวียงคำคู่แฝดเมืองเวียงจันทน์ ที่เคยมีความสำคัญมากในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๙

                    ลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองเวียงคุก มีปรากฏไว้ในมุขปาฐะพื้นบ้านตำนานอุรังคธาตุ กระทั่งหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า เมืองเวียงคุกเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ -๑๙ ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มชนลาวล้านช้างได้อพยพลงมาจากแคว้นทางใต้และเข้าครอบครองดินแดนบ้านเมืองแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเวียงจันทน์ - เวียงคำ

                    เวียงคุกในพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เมืองเวียงคำ (เวียงคุก) เป็นคู่แฝดของเมืองเวียงจันทน์ ในขณะที่ศูนย์อำนาจการปกครองของพวกลาวล้านช้างยังอยู่ทางแคว้นเหนือ (ตั้งแต่บริเวณเมืองชะวา - หลวงพระบาง ไปถึงหนองแสตอนใต้ของจีน) ชุมชนบ้านเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำโขงที่ตั้งเมืองเวียงจันทน์ - เวียงคุก      (เวียงคำ) คือกลุ่มที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่าส่วนหนึ่งของเจนละบก ซึ่งหลักฐานที่มีอยู่ในเมืองเวียงคุกเริ่มปรากฏชัดขึ้นในสมัยทวาราวดีตอนต้น จนถึงตอนปลาย เนื่องจากพบทั้งเทวรูปหินสมัยก่อนพระนคร (นครวัด - นครธม) ที่วัดยอดแก้ว สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นรูปเคารพพระอิศวร ของกลุ่มผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู นอกจากนี้ก็มีเสมาหินในพระพุทธศาสนาสมัยทวาราวดีอีกมากตามโบราณสถานวัดวาอารามเก่าในเขตเมืองเวียงคุก รวมทั้งศิลปสมัย   ทวาราวดีแบบลพบุรีด้วย

                    ในตำนานพระอุรังคธาตุ ระบุว่ามีกลุ่มคนทางแคว้นศรีโคตรบูรณ์ อพพยจากเมืองร้อยเอ็ดมาตั้งเมืองที่ปากห้วยคุคำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการตั้งบริเวณหนองคันแทเสื้อน้ำของเมืองสุวรรณภูมิแต่ก่อนเป็นเมืองเวียงจันทน์ แสดงว่าในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ ชุมชนเมืองเวียงคุกเคยเป็นบ้านเป็นเมืองมาก่อนหน้านี้ แล้วต่อมาจึงได้พัฒนามากขึ้นตามลำดับการรับเอาอิทธิพลวัฒนธรรมที่กลุ่มคนจากแคว้นทางใต้นำมาจากบ้านเมืองของตน และผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรม หรือมีอิทธิพลเหนือกว่าในลำดับต่อมา ซึ่งรูปแบบการแย่งชิงอำนาจเหนือดินแดนอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองอย่างเวียงจันทน์ - เวียงคุก (เวียงคำ) อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นอยู่ในรูปแบบของการแผ่อิทธิพลทางความคิด ความเชื่อ มากกว่าจะเป็นการแย่งชิงด้วยอาวุธและกำลังทหาร

                    ลำดับต่อมาเมื่อขอมเรืองอำนาจ สามารถแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนสุวรรณภูมิจนถึงลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางนี้ด้วย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ -๑๗ ซึ่งพบพระพุทธรูปหินรวมทั้งศิลาจารึกและปราสาทขอมโบราณกระจายอยู่ทั่วไปในเขตเวียงคุก และซายฟอง (ที่ชัดเจนที่สุดคือ เทวรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗    เวียงคุกพบที่วัดยอดแก้ว ส่วนซายฟองก็พบพร้อมปราสาทขอม) แสดงว่าชุมชนเมืองเวียงคุกในสมัยนั้นคงมีขนาดใหญ่และมีความสำคัญขนาดที่กษัตริย์ขอมโบราณต้องแผ่อิทธิพลมาให้ถึง

                    สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ ตรงกับช่วงการสร้างบ้านแปงเมืองของอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า ชาวสยาม ชาวสุโขทัย ก็คือกลุ่มชนในลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางเวียงจันทน์ - เวียงคำ (เวียงคุก) ที่พัฒนาการเมืองการปกครองจนกระทั่งสามารถขับไล่อำนาจขอมให้พ้นไปจากแว่นแคว้นของตนเองได้ พร้อมทั้งทำการแผ่อิทธิพลของกลุ่มตนไปยังดินแดนที่เคยเป็นของขอมมาก่อนด้วย สรุปว่าชาวสยาม สุโขทัย คือกลุ่มที่อพยพไปจากเมืองเวียงจันทน์ - เวียงคำนั่นเอง

                    พงศาวดารล้านช้าง เคยมีกล่าวถึงเวียงคำในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม (ครองเมืองล้านช้าง เชียงทอง พ.ศ. 1896 - 1915) ได้รวบรวมอาณาจักรล้านช้าง โดยนำกำลังทหารจากกัมพูชาขึ้นมาตามแม่น้ำโขง เข้าตีเมืองรายทางจนถึงปากซัน จึงเข้าตีเมืองพวนแล้วให้ท้าวเทียมคำยอ ลูกพระนายีหิน เจ้าเมืองพวนครอง และนำกำลังชาวพวนเข้าตีเมืองจันทบุรี (เวียงจันท์) โดยล่องมาตามแม่น้ำงึม จากนั้นจึงได้เข้าตีเมืองไผ่หนามของพระยาเภา แต่เข้าตีเมืองไผ่หนามไม่ได้เพราะมีแนวกำแพงเมืองเป็นกอไผ่หลายชั้น จึงใช้อุบายทำกระสุนทองคำ (ประวัติศาสตร์ลาวของสิลาวีระวงส์ ใช้คำว่าลูกหน้าไม้เกียงเงินเกียงคำ) ยิงโปรยเข้าไปในก่อไผ่ ชาวเมืองเกิดความโลภพากันตัดกอไผ่ทิ้งเพื่อหากระสุนทองคำ พระเจ้าฟ้างุ้มจึงบุกเข้าชนช้างกับพระยาเภา เจ้าเมืองไผ่หนามเป็นเวลานานไม่สามารถเอาชนะกันได้จึงยอมเป็นพันธมิตรกัน และเปลี่ยนชื่อเมืองไผ่หนามเป็น "เวียงคำ" เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๙  (ประวัติศาสตร์ลาว ของสิลา  วีระวงศ์ กล่าวถึงตอนนี้ว่าพระเจ้าฟ้างุ้ม ยกพลตีเมืองได้โดยง่าย เมื่อชาวเมืองพากันตัดกอไผ่หาทองคำ โดยพระเจ้าฟ้างุ้มเห็นดังนั้น จึงตรัสสั่งให้ทหารจุดไฟเผากอไผ่จนราบเรียบ จับพระยาเภาใส่กรงขึ้นไปเชียงทอง แต่พอไปถึงบ้านถิ่นแห้งพระยาเภาก็ถึงแก่อสัญกรรม)

                    เวียงคำที่ประดิษฐานพระบาง ๑๔๓ ปี
                    ชาวล้านช้างแต่ก่อนนับถือผี มีการฆ่าสัตว์เลี้ยงบูชาแถนและผีบรรพบุรุษกันอย่างเอิกเกริก จนพระนางแก้วเก็งยา(แก้วกัลยา) อัครมเหสีของพระเจ้าฟ้างุ้ม ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์เขมร ที่เคยเติบโตอยู่บนดินแดนพระพุทธศาสนา ต้องตรัสขอให้พระเจ้าฟ้างุ้มสถาปนาพระพุทธศาสนาในดินแดนอาณาจักรล้านช้าง จึงเป็นเหตุเริ่มต้นให้พระสงฆ์จากเขมรได้ขึ้นไปเผยแพร่ในอาณาจักรล้านช้างตั้งแต่นั้นมา โดยพระเจ้านครหลวง กษัตริย์เขมรพระราชบิดาของพระนางแก้วเก็งยา ได้นิมนต์พระมหาปาสมันตเถระเจ้า และพระมหาเทพลังกา พร้อมด้วยพระสงฆ์อีก ๒๐ รูป นักปราชญ์ผู้รอบรู้ในพระไตรปิฎกอีก ๓ คน อีกทั้งช่างศิลปะทั้งหลาย และข้าทาสบริวาร ญาติโยมพระสงฆ์ อีก ๕,๐๐๐ คน จากเมืองนครหลวง อัญเชิญ "พระบาง" ไปยังเชียงทอง เมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๐

                    คณะผู้อัญเชิญพระบางได้หยุดพักอยู่ที่เวียงจันทน์ - เวียงคำ ให้ชาวเวียงจันทน์และชาวเวียงคำได้สักการะบูชาสมโภชน์พระบางเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ครั้นถึงเวลาเดินทางเกิดปาฏิหาริย์เมื่อไม่สามารถหามพระบางขึ้นแม้จะใช้คนสักเท่าไหร่ก็ตาม จึงจับสลากเสี่ยงทายดู ในสลากบอกว่า "เทพเจ้าผู้รักษาพระบาง มีความประสงค์จะให้พระบางสถิตย์อยู่เวียงคำนี้ก่อน" ดังนั้นคณะผู้รักษาพระบางจึงได้มอบให้เจ้าเมืองเวียงคำรักษาและสักการะบูชาต่อไป จนถึง พ.ศ. ๒๐๔๘ รัชกาลพระเจ้าวิชุลราช จึงให้อัญเชิญพระบางมายังเชียงทอง โดยขึ้นไปทางบกผ่านไปทางอำเภอท่าบ่อ - ศรีเชียงใหม่ ซึ่งยังคงเรียกทางโบราณนี้ว่า "ทางพระบาง"

                    เวียงคุกสมัยล้านช้าง
                    เมื่อลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เวียงคุกผ่านพ้นอำนาจของขอม มาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๙–๒๐ แสดงว่าชาวลาวล้านช้างได้อพยพโยกย้ายเข้ามากลมกลืนอยู่อาศัยกับชาวเวียงจันทน์ - เวียงคำ (เวียงคุก) และบ้านเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ถัดจากหลวงพระบางมาเรื่อย ๆ หลังจาก พ.ศ. ๑๘๙๙ เวียงคุกถือเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง ในพงศาวดารลาวมีกล่าวถึงพระนามของผู้ครองนครเวียงจันทน์ที่เป็นเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ ล้านช้างมาโดยตลอด แต่ไม่ปรากฎชื่อเจ้าเมืองเวียงคำ (เวียงคุก) สันนิษฐานว่าเมื่อเริ่มมีการตั้งบ้านแปงเมืองใหม่หลังพ้นอำนาจขอมในสมัยล้านช้าง ศูนย์กลางการปกครองไปอยู่ที่เวียงจันทน์ เมืองปากห้วยหลวง รวมทั้งเมืองด่านอื่น ๆ  เวียงคำ (เวียงคุก)  จึงลดฐานะลงไปเพราะคงจะอยู่ใกล้กับเมืองเวียงจันทน์มากด้วยก็เป็นไป จึงปรากฏว่าสภาพโบราณสถาน และโบราณวัตถุต่าง ๆ ขาดช่วงการพัฒนามาตั้งแต่นั้น จนกระทั่งสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจึงปรากฏหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา ขึ้นมาอีกครั้ง โดยการเสด็จออกบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุบังพวน ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญของเมืองเวียงคุก ทั้งนี้หลักฐานจารึกและรูปแบบศิลปกรรมที่ผสมผสานอยู่ในพระธาตุบังพวน ชี้ให้เห็นว่าเมืองเวียงคุกเป็นที่สนใจของกษัตริย์ทั้งล้านช้างเชียงทอง และล้านช้างเวียงจันทน์ คือตั้งแต่สมัยพระเจ้าแสนหล้าไตรภูวนาถ (พ.ศ. ๒๐๒๘ - ๒๐๓๘) พระยาวิชุลราช (พ.ศ. ๒๐๔๓ - ๒๐๖๓) พระยาโพธิสาลราช (พ.ศ. ๒๐๖๓ - ๒๐๙๓) พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (พ.ศ. ๒๐๙๓– ๒๑๑๕) นับว่าเป็นรัชกาลต่อเนื่องกันมาถึง ๔ รัชกาล ที่ทรงมีพระราชกิจทางด้านศาสนา จึงน่าจะเป็นไปได้ว่าพระธาตุบังพวนพร้อมทั้งอาคารศาสนสถานในรอบ ๆ พระธาตุบังพวน และเมืองเวียงคุก ได้รับการก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์มาอย่างต่อเนื่องในสมัยกษัตริย์ล้านช้าง ๔ รัชกาลนี้ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันมีจำนวนหนาแน่นขนาดที่สามารถศึกษาถึงรูปแบบศิลปะล้านช้างได้อย่างดีที่สุดของลาวและภาคอีสาน

                    เมืองเวียงคุกจึงมีความสำคัญทางศาสนา เพราะเป็นที่ตั้งของพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำราชอาณาจักรล้านช้าง เช่นเดียวกับพระธาตุหลวงของนครเวียงจันทน์ หลังจากสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชไม่ปรากฏว่ามีกษัตริย์ล้านช้างองค์ใดทำนุบำรุงศาสนสถานพระธาตุบังพวนต่อมา ตามหลักฐานพงศาวดารที่ปรากฏในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ทัพพระยามหากษัตริยศึกยกทัพมาตีเอาเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. ๒๓๒๑ หลังจากที่ราชอาณาจักรล้านช้างแตกเป็น ๓ อาณาจักร (อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์) กองทัพเวียงจันทน์ออกมาตั้งรับทัพไทยที่เมืองพันพร้าว เมืองพะโค เมืองเวียงคุก และเมืองหนองคาย จนถึงเมืองนครพนม ภายหลังเมื่อทัพไทยตีเมืองหนองคาย เมืองพะโค เมืองเวียงคุก ได้แล้วจึงเข้าล้อมเมืองพันพร้าวไว้จนถึง ปี พ.ศ. ๒๓๒๒เมืองพันพร้าวถูกล้อมไว้นาน ๔ เดือน และพระเจ้าสุริยวงศ์ เจ้าแผ่นดินล้านช้างหลวงพระบางส่งกำลังเข้ามาตั้งล้อมเวียงจันทน์ด้านหลัง พระเจ้าสิริบุญสาร ของเวียงจันทน์จึงลอบหนีออกจากเมืองพร้อมบริวารและราชโอรส เจ้านันทเสนราชโอรสแม่ทัพเวียงจันทน์เห็นดังนั้นจึงเสียพระทัย เลยเปิดประตูเมืองให้ทัพไทยเข้าเวียงจันทน์ได้ ฝ่ายกองทัพไทยได้เวียงจันทน์ครั้งนั้นได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทน์ มายังฝั่งเมืองพันพร้าว พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบาง และข้าวของมีค่าลงไปกรุงธนบุรี พร้อมกับครอบครัวชาวเวียงจันทน์และราชวงศ์ทั้งหลาย

                    แสดงว่า เวียงคุกในสมัยธนบุรีเป็นเมืองปราการด่านหน้าของเวียงจันทน์ มีกำลังคนคอยอยู่ป้องกันเมืองมาโดยตลอด กระทั่งมาสูญเสียเอกราชให้กับกองทัพไทยในสมัยธนบุรี ผู้คนที่เคยอยู่เป็นกำลังเมืองก็คงจะเบาบางลงเพราะล้มตายในสงคราม และถูกกวาดต้อนไปพร้อมกับชาวเวียงจันทน์ ในสมัยนั้นนั่นเอง ภายหลังเมื่อมีเหตุกบฏเจ้าอนุ  เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๙ - ๒๓๗๐ ชุมชนเมืองเวียงคุกก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งของชาวเมืองเวียงจันทน์ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์หลังปราบกบฏเจ้าอนุแล้วนั่นเอง

                    ปัจจุบันเมืองเวียงคุกมีฐานะเป็นตำบลเวียงคุก อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย นอกจากเป็นแหล่งโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดหนองคายด้วย ซากโบราณทั้งที่ใช้การได้และไม่ได้กว่า ๑๐๐ แห่ง ในเขตเมืองเวียงคำโบราณแล้ว พระธาตุบังพวนยังเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ ทั้งในจังหวัดหนองคายและภาคอีสานมาจนถึงทุกวันนี้ และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔  กรมศิลปากรประกาศเป็นเขตโบราณสถาน


                    เมืองพานพร้าว (ศรีเชียงใหม่)

                    มีเอกสารปรากฏชื่อเมืองพานพร้าวอยู่หลายชื่อ เป็นเมืองพันพร้าวในพงศาวดารลาว (ประวัติศาสตร์ลาว สิลา  วีระวงศ์ เรียบเรียง) บางแห่งเป็นธารพร้าว หรือพั่งพ่าว ซึ่งต่างก็หมายถึงเมืองพานพร้าว ที่เป็นชื่อเมืองโบราณ ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ลาว มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๗๘ เป็นต้นมา

                    เมืองพานพร้าว เป็นตำบลที่ตั้งอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคายปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเวียงจันทน์ โดยเริ่มต้นเป็นบ้านเป็นเมืองมาพร้อม ๆ กับการตั้งเมืองเวียงจันทน์ในสมัยทวาราวดีตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๑๔–๑๖) "…บริเวณนี้เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่อยู่สองฝั่งแม่น้ำโขงลักษณะเป็นเมืองอกแตก และมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอเป็นแบบเมืองทวาราวดีทั่วไป ทางฝ่ายเวียงจันทน์ร่อยรอยของกำแพงดินและคูน้ำยังอยู่ในสภาพที่เห็นได้ชัดเจน แสดงถึงการขุดลอกและบูรณะในระยะหลัง ๆ ลงมานอกจากนั้นยังมีการขยายคัดดิน ซึ่งอาจจะเป็นถนน หรือดินกั้นน้ำเป็นรูปสี่เหลี่ยมไปทางด้านเหนืออีกด้วย ส่วนทางศรีเชียงใหม่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง คูเมืองและคันดินอยู่ในลักษณะที่ลบเลือน แสดงให้เห็นถึงการทิ้งร้างมานาน โบราณวัตถุ - สถานที่พบในเขตเมืองโบราณทั้งสองฟากนี้ มีตั้งแต่สมัยทวาราวดีลงมาจนถึงล้านช้างและอยุธยา…" (รศ.ดร.ศรีภักดิ์ วัลลิโภดม เรื่องแอ่งอารยธรรมอีสาน)

                    ลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เมืองพานพร้าว จึงสรุปได้ว่า ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณสองฟากแม่น้ำโขง ทั้งฝั่งเวียงจันทน์และเมืองพานพร้าวในยุคเริ่มต้นการสร้างบ้านแปงเมือง คือกลุ่มเดียวกัน มีวัฒนธรรมประเพณีเดียวกัน (ตั้งแต่ยุคดั้งเดิมที่กลุ่มคนพื้นเมืองยังนับถือผีและนาค) บริเวณที่ตั้งเมืองพานพร้าวในอดีตหรืออำเภอศรีเชียงใหม่ปัจจุบัน จึงน่าจะเป็นชุมชนบ้านขนาดใหญ่ ในขณะที่เมืองเวียงคุก - ซายฟอง เริ่มต้นพัฒนาเป็นบ้านเป็นเมืองมาก่อน พอมาถึงสมัยที่เวียงจันทน์ กลายเป็นบ้านเป็นเมือง ชุมชนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็คงจะเริ่มขยายตัวมากขึ้นไปพร้อม ๆ กับเวียงจันทน์ แต่ไม่มีความสำคัญมากนัก จึงยังไม่มีชื่อเฉพาะเรียกชุมชนบริเวณฝั่งซ้าย จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๐๗๘ ซึ่งเป็นระยะหลังของราชอาณาจักรล้านช้างเชียงทอง (หลวงพระบาง) ที่ได้แผ่อิทธิพลครอบคลุมไปทั่วทั้งดินแดนทางใต้และตะวันตกของอาณาจักรแล้วเป็นที่ตั้งของชาวล้านนา  ในรัชกาลพระเจ้าโพธิสาลราช ผู้ครองนครเชียงทองของอาณาจักรล้านช้าง (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๖๓ - ๒๐๙๓) ทรงมีนโยบายที่จะปรับปรุงให้เวียงจันทน์เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองของอาณาจักรล้านช้างมากขึ้น เพื่อแทนที่นครเชียงทองซึ่งตั้งอยู่ในยุทธภูมิที่ทุรกันดาร ทั้งอยู่ใกล้กับข้าศึกคือพม่า ในรัชกาลนี้ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับราชอาณาจักรล้านนาดังปรากฏในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และกลายมาเป็นตำนานของเมืองศรีเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

               เมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๗ ทรงจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นที่เวียงจันทน์ เจ้าสาวของพระองค์คือ "เจ้าหญิงยอดคำทิพย์" พระราชธิดาพระเจ้าเกษเกล้าแห่งล้านนาเชียงใหม่ ทรงแต่งขบวนขันหมากรับเจ้าหญิงเชียงใหม่อย่างมโหฬาร จนขบวนขันหมากพร้าว (มะพร้าว) ต้องมาคอยรับอยู่ถึงบริเวณนี้ จึงเรียกสืบต่อกันมาว่า "เมืองพานพร้าว" ส่วนชาวเชียงใหม่บริวารของเจ้าหญิงยอดคำทิพย์ที่ตามเสด็จมาจากเชียงใหม่ คงมีจำนวนมากพระองค์จึงแยกสลายให้ผู้ชายอยู่ที่ "บ้านหัวซาย" (ซาย หมายถึงผู้ชาย) ปัจจุบันเข้าใจผิดกลายเป็นหัวทราย ส่วนผู้หญิงให้อยู่  "บ้านกองนาง" (นาง หมายถึงผู้หญิง) ซึ่งต่อมาชาวเชียงใหม่เหล่านี้ก็คงจะอาศัยอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงนี้ รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะและเผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงานของชาวล้านนาให้กับชุมชนชาว   เวียงจันทน์สมัยนั้นด้วย ก่อนหน้านี้เมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๕ ทรงแต่งราชฑูตไปขอเอาพระไตรปิฎกและพระสังฆราชเจ้า         จากพระเมืองแก้ว พระเจ้าแผ่นดินเชียงใหม่ มายังกรุงศรีศัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เพื่อสืบพระศาสนาให้รุ่งเรือง จากลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การรับชาวเชียงใหม่ ถึง ๒ ครั้ง ในสมัยพระเจ้าโพธิสารราชเจ้า แสดงว่าชุมชนส่วนใหญ่ของเวียงจันทน์ในสมัยนั้น คงประกอบด้วยชาวเชียงใหม่เป็นส่วนใหญ่เลยทีเดียว (ชาวลาวกำแพงนคร เวียงจันทน์ พูด "เจ๊า" หรือ "เจ้า" เหมือนชาวเชียงใหม่และชาวเหนือของไทยมาจนถึงทุกวันนี้)

                    เมืองพานพร้าวสมัยอาณาจักรล้านช้านรุ่งเรือง
                    เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงย้ายราชธานีจากหลวงพระบางมายังเวียงจันทน์ในปี พ.ศ. ๒๑๐๓ แล้วทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดำเนินตามรอยบรรพชนผู้สร้างนครเวียงจันทน์ด้วยการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุสำคัญซึ่งเคยกล่าวไว้ในตำนานตั้งแต่โบราณทั้งนี้พระพุทธศาสนาในเวียงจันทน์ ยังเข้มแข็งเต็มไปด้วยพลเมืองผู้มีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา นั่นก็คือชาวล้านนาเชียงใหม่พลเมืองส่วนหนึ่ง (และส่วนใหญ่) ของนครเวียงจันทน์ โดยเฉพาะฝั่งเมืองพานพร้าว ด้านซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นผู้เคยอาศัยอยู่ในถิ่นที่เจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนามาก่อน จึงได้นำศิลปวิทยาการต่าง ๆ เผยแผ่ลงในดินแดนล้านช้าง - เวียงจันทน์ จนเป็นผลให้สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมีศิลปวัตถุสถานที่ผสมผสานกันระหว่างแบบล้านนา กับแบบล้านช้าง ดังนี้คือ

                    "พระเจ้าองค์ตื้อ" พระพุทธรูปขนาดใหญ่หนัก 1 ตื้อ (ประมาณ ๑๒,๐๐๐ กิโลกรัม "ตื้อ" เป็นมาตรวัดของคนล้านนา) ศิลปะล้านนา สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๕ คาดว่าเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระนางยอดคำทิพย์ พระบรมราชชนนีของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทั้งกำหนดเป็นพระราชพิธีที่กษัตริย์เวียงจันทน์ต้องเสด็จมานมัสการพระเจ้าองค์ตื้อทุกเดือน ๔ เสด็จพร้อมขบวนช้างมาราบ มาสักการะจากวัดท่าคกเรือ - ถึงวัดพระเจ้าองค์ตื้อ ด้วยระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ถนนนี้จึงมีชื่อว่า "จรดลสวรรค์" ถึงทุกวันนี้

                    คราวนั้นเมื่อสร้างพระเจ้าองค์ตื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงพระราชทาน ข้าพระเลกวัด และแบ่งเป็นเขตแดนให้เป็นเขตของพระเจ้าองค์ตื้อ ดังนี้คือ ทางทิศตะวันออก ถึงบ้านมะก้องเชียงขวา (ทางฝั่งซ้ายตรงอำเภอโพนพิสัย) ทิศตะวันตกถึงบ้านหวากเมืองโสม (อำเภอน้ำโสม ปัจจุบัน) ทางทิศใต้ถึงบ้านบ่อเอือด (หรือบ้านบ่ออาดในท้องที่อำเภอเพ็ญปัจจุบัน) ทางเหนือไม่ทราบแน่ชัดว่าถึงบ้านใด แสดงว่าในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมืองพานพร้าว กองนาง หัวซาย ศรีเชียงใหม่ มีฐานะเป็นเขตแดนของพระเจ้าองค์ตื้อ (น่าจะหมายถึงเป็นเขตแดนของพระราชมารดาด้วย) ประชาชนชาวเชียงใหม่ที่อาศัยอยู่ตามชุมชนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบริเวณดังกล่าวก็คือ ข้าทาสบริวารของพระเจ้าองค์ตี้อ ไม่ต้องส่งส่วยสาอากรให้กับทางราชการตั้งแต่นั้น    เป็นต้นมา

                    เมืองพานพร้าวในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  เมืองพานพร้าวเป็นเมืองปราการด่านหน้าพร้อมค่ายคูประตูหอรบมั่นคงแข็งแรง เป็นกำลังสำคัญในการรักษานครเวียงจันทน์ ดูจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตอนเจ้าพระยาจักรี (รัชกาลที่๑ ) จอมทัพของพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรียกพลตีเอาเวียงจันทน์ใน พ.ศ. ๒๓๒๑หลังจากตีเมืองเวียงคุก เมืองปะโค ได้แล้วยังต้องผ่านด่านเมืองพานพร้าวก่อน ปรากฏว่าต้องล้อมเมืองพานพร้าวอยู่นานถึง 4 เดือน จึงสามารถเข้าเมืองพานพร้าว และเมืองเวียงจันทน์ แสดงให้เห็นถึงลักษณะของเมืองพานพร้าวในอดีตได้อย่างหนึ่งว่า น่าจะเป็นเมืองที่มั่นทางทหาร มีเจ้าเมืองที่เก่งกล้าสามารถในการรบตั้งรบกับข้าศึกได้เป็นอย่างดี ภายหลังเมื่อล้านช้างทั้งหมดตกเป็นของไทยในสมัยกรุงธนบุรีแล้ว ตั้งแต่นั้นมาเมืองพานพร้าว รวมทั้งดินแดนฝั่งซ้ายและขวา ของล้านช้างก็อยู่ในการดูแลของไทยมาโดยตลอด อย่างไรก็ดีครั้นถึงเวลาสงคราม เช่นกบฏเจ้าอนุ และการปราบฮ่อภายหลัง เหมือนกับว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมดจะเป็นของไทยโดยสมบูรณ์ และกลายเป็นที่มั่นตามแนวชายแดนของกองทัพไทย

                    เมืองพานพร้าว จึงได้กลายเป็น "ค่ายพานพร้าว" ค่ายที่มั่นชั่วคราวของกองทัพไทย ภายหลังได้เวียงจันทน์แล้ว (ปัจจุบันคือ บริเวณ นปข.) เจ้าพระยาจักรีแม่ทัพไทย (รัชกาลที่ ๑) ทรงได้นางกำนัลของพระอัครมเหสีของพระเจ้าสิริบุญสาร "ชื่อ นางแว่น (นางคำแว่น)" เป็นอนุภรรยาด้วย ต่อมาได้เป็น "เจ้าจอมแว่นหรือคุณเสือ"  พระสนมเอกรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทรัชกาลที่ 1 ชาวพานพร้าว - ศรีเชียงใหม่  เชื่อว่าท่านเป็นคนพานพร้าวทั้งงามพร้อมดุจกุลสตรีในอุดมคติที่เรียกว่า "นางเขียวค้อม" (นางในอุดมคติของชาวลาวคล้ายนางนพมาศในภาคกลาง) และเจ้าจอมแว่นผู้นี้ทำให้กองทัพไทยไม่ทำลายเมือง จึงเรียกศึกครั้งนี้ว่า "ศึกนางเขียงค้อม" โดยมีวัดนางเขียวค้อมอยู่ในศรีเชียงใหม่ (ใต้ บก.นปข.) เป็นที่เคารพสักการะของชาวพานพร้าว - ศรีเชียงใหม่ จนถึงทุกวันนี้ (ตำนานนางเขียวค้อม ของชาวล้านช้างมีหลายตำนาน)

                    คราวนั้นเจ้าพระยาจักรี ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบาง มาประดิษฐานไว้ที่ฝั่งค่ายพานพร้าว โดยสร้างหอพระแก้วชั่วคราวเพื่อการนี้ ส่วนราษฎรชาวเวียงจันทน์ ส่วนหนึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองพานพร้าว ปะโค และเวียงคุก จากนั้นจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางพร้อมทั้งนำเชื้อพระวงศ์เวียงจันทน์ ข้าราชการ กรมการเมือง รวมทั้งราษฎรชาวเวียงจันทน์ที่เหลือลงไปกรุงเทพฯ

                    เมืองพานพร้าวในสมัยเจ้าอนุวงศ์  เจ้าอนุวงศ์เป็นพระอนุชาองค์ที่ ๓ ของพระเจ้าสิริบุญสาร ลงไปกรุงเทพฯ เมื่อครั้งศึกเวียงจันทน์ - กรุงธนบุรี ได้ศึกษาวิชาความรู้อยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งอายุได้ ๓๗ ปี จึงได้ขึ้นครองราชย์ล้านช้างเวียงจันทน์ แทนเจ้าอินทวงศ์ ผู้เป็นพระเชษฐา ในปี พ.ศ.๒๓๔๖ มีพระนามตามศิลาจารึกว่า "พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ที่ ๓" หรือ "พระสีหะตะนุ"

                    เวียงจันทน์ รวมทั้งเมืองพานพร้าวในสมัยเจ้าอนุวงศ์ เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง ทรงดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามทั้งในเวียงจันทน์ และเมืองใกล้เคียง รวมทั้งเมืองพานพร้าวด้วย ทรงสร้างวัดขึ้นที่ฝั่ง    พานพร้าว คือวัดช้างเผือก และสร้างหอพระแก้วขึ้นที่วัดช้างเผือกนี้ด้วย เพื่อเป็นที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ทั้งยังสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงขึ้นที่ฝั่งวัดช้างเผือกมายังฝั่งเวียงจันทน์ ดังหลักฐานจากศิลาจารึก ณ หอพระแก้ว (เป็นศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน อ่านโดย ศ.ธวัช  ปุณโณทก) ระบุว่า พ.ศ. ๒๓๕๕กษัตริย์ทรงสร้างวัดนี้และถวายปัจจัยทานต่าง ๆ จำนวนมากทั้งทรงสร้าง "สะพานข้ามแม่น้ำโขง" บริเวณนี้ด้วย จึงแสดงให้เห็นว่า สมัยเจ้าอนุวงศ์ที่ทรงมีความตั้งพระทัยจะกอบกู้เอกราชคืนจากไทย ได้พยายามจะวางรากฐานเมืองใหม่ โดยเฉพาะเมืองพานพร้าว ซึ่งเคยเป็นปราการด่านหน้าของเวียงจันทน์ ก็ยังให้ความสำคัญเช่นเดิม

                    จนถึง พ.ศ. ๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์เริ่มทำการกบฎต่อไทย ถึงกับยกทัพชาวลาวเวียงจันทน์ลงไปกวาดต้อนเอาชาวเวียงจันทน์ในเขตหัวเมืองของไทยกลับมาเวียงจันทน์ แต่ไปแพ้อุบายของไทยที่นครราชสีมา ทัพลาวจึงหนีคืนมาเวียงจันทน์ดังเดิม รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ พลเสพ แม่ทัพหลวงยกทัพมาตีเวียงจันทน์อีกครั้ง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๐ ทัพหลวงไทยมาตั้งมั่นที่ "ค่ายพานพร้าว" (บริเวณ นปข.หนองคายปัจจุบัน) โดยเจ้าอนุวงศ์พร้อมเชื้อพระวงศ์จำนวนหนึ่ง หลบหนีออกจากเวียงจันทน์ไปได้ ขณะรอการค้นหาองศ์เจ้าอนุวงศ์อยู่ที่ค่ายพานพร้าว สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ ทรงเห็นว่าใกล้ฤดูฝนจะตามตัวเจ้าอนุวงศ์ คงไม่ได้ จึงส่งพระราชสาสน์กราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๓ ขอยกทัพกลับกรุงเทพฯ ได้กล่าวถึงการค้นหาพระพุทธรูปสำคัญของเวียงจันทน์ ดังนี้

                    "พระบางหายไปสืบหายังไม่ได้ ได้แต่พระเสริม พระใส พระสุก พระแซ่คำ (แทรกคำ) พระแก่นจันทน์ พระสรงน้ำ พระเงินหล่อ พระเงินบุ รวม ๙ องค์ แต่จะเอาลงไปกรุงเทพมหานครได้แต่พระแซ่คำองค์หนึ่ง"

                    พระพุทธรูปที่จัดส่งไปกรุงเทพมหานครไม่ได้นั้น ได้ก่อพระเจดีย์ ณ ค่ายหลวงเมืองพานพร้าว ซึ่ง       รัชกาลที่ ๑ เคยสร้างไว้ เมื่อครั้งปราบเวียงจันทน์ครั้งแรก โดยโปรดเกล้าฯให้ทหารในกองทัพรื้อกำแพงเมืองด้านศรีเชียงใหม่มาสร้าง มีฐานกว้าง ๕ วา สูง ๘ วา ๒ ศอก แล้วจะจารึกพระนามว่า "พระเจดีย์ปราบเวียงจันทน์" เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปไว้เป็นที่สักการะ เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ แล้วทรงให้เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย  บุญยรัตพันธ์) สมุหนายก มหาดไทยคุมค่ายพานพร้าวแทน แต่อสัญกรรมด้วยไข้ป่าที่นี่ จึงเลื่อนพระยาราชสุภาวดี (สิงห์  สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพหน้าประจำค่ายพานพร้าวแทน

                    จากค่ายพานพร้าวถึงค่ายบกหวานก่อนอวสานเวียงจันทน์  เจ้าอนุวงศ์กลับคืนเวียงจันทน์หลังจากหนีไปพึ่งญวน โดยมินมางหว่างเด๊ จักรพรรดิญวนส่งพระราชสาสน์ ถึงรัชกาลที่ ๓ ขอพระราชทานอภัยโทษให้เจ้าอนุวงศ์ ทั้งให้ทหารญวนคุมเจ้าอนุวงศ์ และครอบครัวมายังเวียงจันทน์ พวกทัพหน้าค่ายพานพร้าววางใจจึงให้พักอยู่ที่หอคำดังเดิม แต่ไม่ถึงสัปดาห์ วันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ ทหารญวนและลาวลอบฆ่าทหารไทยในเวียงจันทน์ตายไปกว่า ๓๐๐ คน เหลือรอดเกาะขอนไม้ข้ามแม่น้ำโขงกลับมาค่ายพานพร้าวได้ ๔๐ - ๕๐ คน พระยาราชสุภาวดี (สิงห์  สิงหเสนีย์) จึงถอยทัพออกจากค่ายพานพร้าวมาตั้งมั่นที่ "ค่ายบกหวาน" (ตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ปัจจุบัน) ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์นำทัพข้ามมารื้อพระเจดีย์ปราบเวียงจันทน์ ที่ค่ายพานพร้าว แล้วนำพระพุทธรูป (8 องค์) กลับคืนเวียงจันทน์ และให้เจ้าราชวงศ์ (เจ้าเหง้า) ตามตีค่ายบกหวานของไทยแตก แม่ทัพไทยบาดเจ็บถอยทัพไปยโสธรจึงได้ท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) อุปฮาดยโสธร ลูกหลานพระวอ - พระตา นำกำลังเข้าสมทบยกทัพกลับมายึดค่ายบกหวาน และค่ายพานพร้าวคืนได้ ในวันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ ส่วนเจ้าราชวงศ์ (เจ้าเหง้า) โอรสเจ้าอนุวงศ์บาดเจ็บ ทหารหามออกจากสนามรบและสูญหายไปในคราวนั้นเอง ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์หนีไปเวียดนามอีกครั้ง แต่ถูกเจ้าน้อยเมืองพวน (เชียงขวาง) จับส่งกองทัพไทยเสียก่อนกลางทาง           เวียงจันทน์ถูกทำลายทั้งกำแพง ป้อมเมือง และหอคำ (พระราชวัง) เหลือไว้แต่วัดวา อาราม และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ประจำเมืองพร้อมทั้งกวาดต้อนเอาชาวเวียงจันทน์มาไว้ฝั่งไทยจนเกือบหมด เหลือแต่พวกข้าพระเลกวัดที่มีหน้าที่ดูแลวัดวาอาราม เท่านั้น

                    เมืองพานพร้าวในสมัยปฏิรูปการปกครอง  เป็นหัวเมืองในมณฑลลาวพวน ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ ภายหลังขึ้นกับเมืองหนองคาย ต่อมาแบ่งเขตการปกครองเป็นอำเภอ จังหวัด เมืองพานพร้าว เป็นที่ตั้งของอำเภอท่าบ่อ ครั้นอำเภอท่าบ่อย้ายมาตั้งอยู่ที่บ้านท่าบ่อ (อำเภอท่าบ่อ ปัจจุบัน) จึงตั้งตำบลพานพร้าว เป็นอำเภอศรีเชียงใหม่ (จากตำบลได้ย้ายฐานะเป็นอำเภอโดยไม่ต้องเป็นกิ่งอำเภอ) สถานที่ราชการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านศรีเชียงใหม่ จึงได้ชื่อว่า "อำเภอศรีเชียงใหม่" มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ ถือว่าเป็นอำเภอที่ใกล้ชิดกับเมืองเวียงจันทน์มากที่สุดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

                    เมืองหนองคาย (บึงค่าย - บ้านไผ่)

                    บริเวณที่ตั้งของตัวอำเภอเมืองหนองคายปัจจุบัน ในอดีตเป็นเพียงชุมชนหมู่บ้านเล็ก ๆ เรียกว่า "บ้านไผ่" และน่าจะเป็นชุมชนหมู่บ้านในเขตการปกครองของเมืองเวียงคุก ของอาณาจักรล้านช้าง ของ (ในตำนานอุรังคธาตุ มีกล่าวไว้ว่ามีเมืองลาหนอง หรือหล้าหนอง อีกแห่งหนึ่งที่ตั้งพร้อมกับเวียงคุก - เวียงคำ ซึ่งเจ้าสังขวิชกุมารได้มาตั้งเมืองอยู่ ภายหลังได้ฐาปนาพระธาตุฝ่าตีนขวาไว้ที่เมืองนี้ด้วย)

                    เมื่อกองทัพไทยยกทัพมาปราบเจ้าอนุวงศ์ ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ - ๒๔๗๑  และตั้งมั่นอยู่ที่ค่ายพานพร้าวฝั่งตรงข้ามกับเวียงจันทน์ ภายหลังหลงกลข้าศึกจึงทิ้งค่ายพานพร้าว มาตั้งมั่นที่ "ค่ายบกหวาน" ห่างจากค่ายพานพร้าวมาทางใต้ ๕๐ กิโลเมตร ภายหลังเมื่อรบชนะเจ้าอนุวงศ์ จึงมีการตั้งเมืองใหม่แทนที่เมืองเวียงจันทน์ ซี่งกองทัพไทยได้ทำลายจนไม่เหลือให้เป็นที่ตั้งมั่นของชาวลาวล้านช้างได้อีกต่อไป

                    บึงค่ายที่มาของเมืองหนองค่าย  ค่ายบกหวานซึ่งเหมาะสมทั้งตำแหน่งสถานที่และจุดประสงค์ในการย้ายฐานการปกครองจากที่เก่า (เวียงจันทน์ - พานพร้าว) มายังแห่งใหม่เมื่อรัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ยุบยกเลิก "พระเจ้าประเทศราชเวียงจันทน์" และเวียงจันทน์ให้พระยาราชสุภาวดี  (สิงห์  สิงหเสนีย์) เป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา สมุหนายกมหาดไทย และให้ตั้งเมืองใหม่ขึ้นแทนที่เวียงจันทน์ในคราวนั้นด้วย ซึ่งทั้งพระโหราธิบดีและกรมพระอาลักษณ์คงคิดผูกศัพท์ฤกษ์ชัยแล้ว โดยใช้ค่ายบกหวานเป็นนิมิต ดังนี้คือ ค่ายนี้ไม่ติดแม่น้ำ ทหารจึงต้องอาศัยน้ำจากหนองบึงมาบริโภค หนองบึงนั้นคงเรียกกันในคราวนั้นว่า "บึงค่าย" หรือ "หนองค่าย" เป็นที่ตั้งของทหารไทยจนรบชนะเวียงจันทน์ถึงสองครั้งคือ พ.ศ. ๒๓๒๑ และ พ.ศ. ๒๓๗๑ จึงได้ชื่อเมืองใหม่แห่งนี้ว่า "เมืองหนองค่าย" เมื่อถือหนองน้ำเป็นนิมิตเมือง จึงถือเป็น "นาคนาม" ที่เหนือกว่า "จันทบุรี สัตนาคนหุต อุตมราชธานี" ของเวียงจันทน์ ที่ถือนิมิตพญาช้าง และไม้จันทน์หอม (ใช้บูชาเทพเจ้าของลัทธิพราหมณ์) ดังนั้นนักปราชญ์ไทยจึงได้ใช้ "ดอกบัว" ซึ่งเป็นไม้พุทธอาสน์ (อาสนะพระพุทธเจ้า) และเป็นไม้น้ำตามนิมิตชื่อเมืองหนองคาย และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) เป็น "พระปทุมเทวาภิบาล" เมืองหนองคาย (นิมิตนามเจ้าเมืองแปลว่า "เทวดาผู้รักษาดอกบัว") ทั้งนี้เพื่อเป็นการข่มดวงเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งถือเป็นเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต       นั่นเอง

                    เมื่อได้ชื่อเมืองแล้ว จึงได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่บ้านไผ่ ริมแม่น้ำโขง โดยตั้งกองทหารส่วนหน้าอยู่บริเวณศาลากลาง (หลังที่ ๑ และ ๒ เดิม) มีถนนสายหนึ่งเรียกว่า "ถนนท่าค่าย" สืบมา ทำหน้าที่ปกครองหัวเมืองลาวล้านช้าง ทั้งฝั่งซ้ายฝั่งขวาแทนเวียงจันทน์ ราษฎรเมืองหนองคายส่วนใหญ่คือชาวลาวเวียงจันทน์นั่นเอง ถือเป็นเมืองเอก ๑ ใน ๑๕ เมือง รวมเมืองขึ้น ๕๒ เมือง หลังปราบศึกเจ้าอนุวงศ์ฯ ยุบประเทศราชเวียงจันทน์แล้วหนองค่ายจังมีบทบาททางการเมืองการปกครองมากที่สุดในหัวเมืองภาคอีสาน และเป็นที่มั่นด่านหน้าของทัพไทยในการทำสงครามกับญวน ต่ออีก ๑๕ ปี (พ.ศ. ๒๓๗๑ - ๒๓๘๖)

                    ซึ่งจักรพรรดิมินมางหว่างเด๊ ของญวนเป็นพันธมิตรกับเจ้าอนุวงศ์ ทั้งมีอาณาเขตติดกับอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์เดิม เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์  สิงหเสนีย์) สมุหนายกมหาดไทย จึงยกทัพรบญวนจนถึงไซ่ง่อน โดยมีเมืองหนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี ช่วยสกัดทัพด้านนี้แทน รัชกาลที่ ๓ ทรงเห็นว่าราษฎรเมืองต่าง ๆ     ในอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ - จำปาศักดิ์ ต่างระส่ำระสาย เพราะบ้านเมืองกลายเป็นสมรภูมิ จึงทรงมีรัฐประศาสน์นโยบายให้เจ้าเมืองพาราษฎรอพยพมายังฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง โดยพระราชทานที่ทำกินและสืบตระกูลได้ จึงปรากฏว่ามีชาวเมืองพวนจากแคว้นเชียงขวาง และชาวญวน อพยพมาอยู่ฝั่งหนองคายมากขึ้น รวมทั้งนครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี สกลนคร ที่มีชาวเมืองกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานจนถึงปัจจุบัน เช่น พวน ผู้ไทย ญวน โส้ บรู  และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ (ข่า) ในลาว ก็อพยพมาตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ตามภาคอีสานด้วยเช่นกัน

                    หนองคายกับศึกฮ่อ ครั้งที่ ๑ และ๒ ในรัชกาลที่ ๕  ชื่อเมืองหนองค่ายถูกเรียกเพี้ยนเป็นเมืองหนองคายแทน เจ้าเมืองคือพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) สืบต่อจากพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) ในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ ต่อมาเกิดศึกฮ่อที่ชายแดนติดต่อกับญวน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ ขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ลงไปราชการที่เมืองอุบลราชธานี ต้อนรับพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น  กัลยาณมิตร) ซึ่งไปตั้งกองสักเลกและเร่งรัดเงินส่วยที่หัวเมืองพอดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น  กัลยาณมิตร) เกณฑ์ทัพไปปราบฮ่อทันที  พอไปถึงหนองคาย ทราบว่ากรมการเมืองหนองคายและโพนพิสัยกลัวฮ่อจนหลบหนีไปไม่ยอมสู้รบ ปล่อยให้ฮ่อบุกเข้ามาจนถึงเวียงจันทน์ จึงสั่งให้หาตัวกรมการเมืองที่หลบหนีศึกฮ่อในครั้งนั้นทั้งเมืองหนองคายและโพนพิสัยมาประหารชีวิตเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ฝ่ายกองทหารฮ่อฮึกเหิมบุกเวียงจันทน์จุดไฟเผาลอกเอาทองจากองค์พระธาตุหลวงได้ แล้วยังบุกข้ามโขงจะตีเมืองหนองคาย แต่ถูกกองทัพเมืองหนองคายตีกลับอยู่ที่บริเวณตำบลมีชัยปัจจุบัน ซึ่งได้เรียกบริเวณไทยรบชนะฮ่อในครั้งนั้นว่า "ตำบลมีชัย" เพื่อเป็นอนุสรณ์แล้วขึ้นไปตีศึกฮ่อจนถอยร่นไปทางทุ่งเชียงคำ (ทุ่งไหหิน) เหตุการณ์ก็สงบลงจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๒๘ จึงเกิดศึกฮ่อครั้งที่ ๒ คราวนี้มีพวกไทดำ พวน ลาว ข่า เข้าสมทบกับโจรฮ่อฉวยโอกาสปล้นทรัพย์สิน เสบียงอาหาร และเผาเรือนราษฎร โดยบุกยึดมาตั้งแต่ทุ่งเชียงขวางจนเข้าเวียงจันทน์

                    การปราบศึกฮ่อครั้งที่ ๒ รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ทัพฝ่ายเหนือและทัพฝ่ายใต้ ยกเข้าตีขนาบฮ่อทั้งทางหลวงที่หลวงพระบางและเวียงจันทน์ โดยทัพฝ่ายใต้ให้พันเอกพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม (ยศในขณะนั้น) คุมทัพมาทางนครราชสีมา เข้าเมืองหนองคายแล้วทวนแม่น้ำโขงเข้าทางแม่น้ำงึมโดยเรือคำหยาด บุกค่ายฮ่อ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม  จนมีชัยชนะ จากนั้นคุมเชลยฮ่อมาขังไว้ที่ระหว่างวัดศรีสุมังค์และวัดลำดวน จึงเรียก "ถนนฮ่ฮ" มาถึงทุกวันนี้ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ" เพื่อบรรจุอัฐิผู้เสียชีวิตในสงครามปราบฮ่อ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ไว้ที่เมืองหนองคายด้วย


    เมืองหนองคายสมัยปฏิรูปการปกครองหัวเมืองอีสาน

                    เมืองหนองคาย กลายเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ เจ้าเมืองหนองคายเดิมจึงมีบทบาทลดน้อยลง (ต่อมาเปลี่ยนเรียกหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ เป็นมณฑลลาวพวน) พ.ศ. ๒๔๓๔ พันเอกกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสด็จกลับมาว่าราชการเป็นข้าหลวงต่างพระองศ์ที่เมืองหนองคาย เพราะหัวเมืองด้านนี้ล่อแหลมต่อการปะทะกับฝรั่งเศสที่ได้มาตั้งศูนย์บัญชาการอยู่ที่เวียงจันทน์ด้วยเช่นกัน แต่ต้องย้ายกองบัญชาการข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการมณฑลลาวพวนมาตั้งที่บ้านเดื่อหมากแข้ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ เพราะฝรั่งเศสยื่นคำขาดไม่ให้ตั้งกองทหารภายในเขตชายแดน ๒๕ กิโลเมตร (บ้านเดื่อหมากแข้งห่างจากเมืองหนองคาย ๕๑ กิโลเมตร) ฝ่ายราษฎรทางฝั่งขวาเม่น้ำโขง เห็นฝรั่งเศสได้อาณาจักรเวียงจันทน์เดิมไป จึงพร้อมใจกันอพยพมาอยู่ฝั่งซ้ายของไทยมากกว่าครึ่งเมือง คือ พระศรีสุรศักดิ์ (คำสิงห์) เจ้าเมืองบริคัณฑนิคม มาอยู่บ้าน "หนองแก้ว" เป็นเจ้าเมืองรัตนวาปี พระกุประดิษฐ์บดี (ชาลี, สาลี) เจ้าเมืองจันทบุรี (เวียงจันทน์) อพยพมา "บ้านท่าบ่อเกลือ" เป็นเจ้าเมืองท่าบ่อเกลือ (อำเภอท่าบ่อปัจจุบัน) เป็นต้น ส่วนเมืองหนองคายได้ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองมาเป็น             "ข้าหลวงประจำเมืองหนองคาย" สมัยนั้นคือ พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ (จันทน์ อินทรกำแหง) ส่วนราชทินนาม      "พระปทุมเทวาภิบาล" ให้ท้าวเสือ ณ หนองคาย เจ้าเมืองจันทบุรี (เวียงจันทน์) ซึ่งต่อมาเรียกตำแหน่งนี้ว่า ผู้ว่าราชการเมืองหนองคาย ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ตามข้อบังคับการปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๗๗

                    ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเขตการปกครอง เป็นเขตการปกครองพิเศษบริเวณดินแดนมณฑลลาวพวน แยกเป็นบริเวณหมากแข้งขึ้นกับเมืองหนองคายซึ่งอยู่ที่อำเภอมีชัย โดยให้นายอำเภอหมากแข้งรายงานต่อผู้ว่าราชการเมืองหนองคาย แต่ถ้าเรื่องเกินอำนาจให้รายงานกลับไปยังข้าหลวงประจำบริเวณและข้าหลวงต่างพระองค์ ส่วนเรื่องทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กราบทูลโดยตรงกับข้าหลวงต่างพระองค์ จนกระทั่งแยกการปกครองเป็นมณฑลอุดร ยุบเลิกเมืองจัตวาในบริเวณมณฑลอุดรเป็นอำเภอและขึ้นกับเมืองอุดรธานี รวมทั้ง "อำเภอเมืองหนองคาย" ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐

                    ต่อมาอำเภอเมืองหนองคาย ได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดหนองคาย ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ มีอำเภออยู่ในการปกครอง ๖ อำเภอ คือ อ.สังคม อ.บ้านผือ อ.ท่าบ่อ อ.โพนพิสัย อ.พานพร้าว และอ.น้ำโมง    และมีการปรับยุบเมืองที่เคยเป็นอำเภอลดฐานะลงเป็นตำบลแทน เช่น อำเภอมีชัย เมืองหนองคาย เป็น "ตำบลมีชัย" อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นต้น


    ที่มา : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย/ประวัติเมืองหนองคาย

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 168 ครั้ง
    จากสมาชิก : 2 ครั้ง
    จากขาจร : 166 ครั้ง
     
     
      18 เม.ย. 2552 เวลา 16:55:21  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   49) ลาบปลาค่าว  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    โฮ้ บักพริกหน่วยแมะ แดงอ่งต่ง เป็นตาเผ็ดดีเนาะ

    นึ่งข้าวไว้ถ่าแล้วเด้เดียวเนี่ย

    ฟ้าวเฮ็ดเด้อ ฟ้าวเฮ็ด

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 124 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 124 ครั้ง
     
     
      03 พ.ค. 2551 เวลา 22:50:53  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   49) ลาบปลาค่าว  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    โอย ข้าวมันเย็นพอแฮงแล้ว... หืยย.. ให้ยกแก้วเหล้าสาโทไว้ถ่า พะนะ สิให้กินถ่า กะบ่ให้กินน้อ มันบ่เหมิดง่ายดอก บ่าวหน่อหมักไว้หลายยุ..

    เอางัวไปล่ามก่อนดอกคั่นน่ะ ฮ่าพ้อใบบักกอกอ่อน กะสิเก็บมานำอยู่ดอก.. เดี๋ยวสิกลับมาอุ่นข้าวกินกับเด้อ...

    คุณกระบี่โลหิต:
    บักพริกมันแดงอ่งต่ง มันบ่เผ็ดดอก มันสุกแล้ว

    อืมม.. น้อ.. บักพริกสุก คือสิหวานดีคือหมากต้องแล่งเนาะ.. อย่าลืมจ่งไว้ให้บ่าวหน่อกินนำเด้อล่ะ บักพริกสุก หนิกะดาย... บักต๊อก กะซงสิมักอยู่คือกันล่ะ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 137 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 137 ครั้ง
     
     
      06 พ.ค. 2551 เวลา 23:23:53  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   49) ลาบปลาค่าว  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่16)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    อ่ะแฮ่ม อ่ะแฮ่ม (หมาดคอ จักหน่อย ก่อนกึบ สั่นดอกหวา)
    หัวต่าเอางัวเข้าคอก เกือบมาบ่ทัน น้อนี่น่อ เกือบบ่าวหน่อกินเหล้าโทเหมิดก่อน กะยังว้ากะยังว่า

    โฮ้ แนวกิน มีแต่แนวเป็นตาแซบ

    มา มา มากินข้าวนำกัน เด้อพี่น้องทั้งหลายกะดาย (พุ่น... เว้าปานเป็นคนเฮ็ด เด้เดียวหนิ)

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 117 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 117 ครั้ง
     
     
      08 พ.ค. 2551 เวลา 23:22:33  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   19) สาวกันตรึม - ไผ่ พงศธร บทเพลงที่ผสานทางวัฒนธรรมลงอย่างลงตัว  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่9)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    โอ้วววว... ต้นตำหรับ บอกฟังไม่ออก พะนะ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 21 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 21 ครั้ง
     
     
      21 ม.ค. 2552 เวลา 21:05:48  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   30) เล่ห์ลูกเขย  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    คุณบักต๊อก:
    อยู่บ้านได่ละ  สิไปลองเฮ็ดเบิ่ง  555

    คุณอีหล่าคำแพง:
    อยากมีคนมาทำกับเราบ้างง่ะ


    แมนแล้ว คำเว้าถืกกันคัก

    ตามไปเว้านิทานเลยต๊อก

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 169 ครั้ง
    จากสมาชิก : 1 ครั้ง
    จากขาจร : 168 ครั้ง
     
     
      25 มิ.ย. 2551 เวลา 13:25:37  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   30) เล่ห์ลูกเขย  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่23)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    คุบเอาโลด หนูซิง นั่นน่ะ

    ได้เทิงหนู ได้เทิงซิง

    คุบได้แล้ว หนู เฮากะเอาไปปิ้ง
    ซิงเอาไปห่างนกคุ่ม ไล่คุมล้อมเข้าข่าย
    ซิงมันตาใหญ่เหลือฮ้าย ห่างไว้กะบ่ติด กะยังว้า กะยังว่า 555

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 70 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 70 ครั้ง
     
     
      03 พ.ย. 2552 เวลา 17:06:11  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   20) การให้อภัย  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    อนุโมทนาครับ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 26 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 26 ครั้ง
     
     
      18 มิ.ย. 2551 เวลา 18:35:19  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   36) ตำนานผาแดงนางไอ่ (เวอร์ชั่นละเอียด)  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    ตำนานผาแดงนางไอ่

    ที่มา : http://class.rachinuthit.ac.th/mod/resource/view.php?id=188

    ------------------------------------------------

    ซึ่งข้อมูลในเว็บไซต์นี้ บางเรื่อง ก็ก็อปเอาไปจากชมรมอีสานจุฬาฯ หรือเว็บไซต์สีทันดร (ซึ่งผมเขียนไว้เอง) โดยไม่ได้บอกกล่าว คือ

    - กำเนิดแคน
    - นางผมหอม
    - สองเสี่ยวเบิ่งหมอลำ  
    - ขำขันนิทานก้อม เรื่องจอบ  
    - นิทานเรื่อง กำพร้าปลาหลด  
    - นิทานแลง เรื่อง นางผมหอม  
    - ขำขันนิทานก้อม เรื่อง เอาสิ่วบ่  
    - นิทานสอนเด็ก เรื่องกำพร้าไหคำ  
    - ขำขันนิทานก้อม เรื่องบักรอบคอบ  
    - นิทานก้อมพาม่วน เรื่องพ่อใหญ่ป่วง  
    - ขำขันนิทานก้อม เรื่อง แม่ใหญ่ลาไอติมหลอด  
    - ขำขันนิทานก้อม เรื่อง You have some garyin?

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 186 ครั้ง
    จากสมาชิก : 1 ครั้ง
    จากขาจร : 185 ครั้ง
     
     
      09 ก.ค. 2551 เวลา 16:09:28  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   37) นิทานพื้นบ้านอีสาน เรื่อง ปู่ตั๋วหลาน  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    อีหลีบ้อ??
    บ่เคยเอากุดจี่ให้หมากินจักเทื่อ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 32 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 32 ครั้ง
     
     
      09 ก.ค. 2551 เวลา 15:51:48  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   38) ทศชาติชาดก ชาติที่ ๑ เตมีย์ชาดก  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     

    สาธุ สาธุ สาธุ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 29 ครั้ง
     
     
      16 ก.ค. 2551 เวลา 20:23:43  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   38) ทศชาติชาดก ชาติที่ ๑ เตมีย์ชาดก  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่7)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    นั่นน่ะดิ

    ยังถ่าฟังอยู่เด้อ น้องภาสเอ้ย

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 25 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 25 ครั้ง
     
     
      19 ส.ค. 2551 เวลา 13:20:24  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      โพสต์โดย   50) สูตรทำเหล้าไม้มะเกลือ  
      มังกรเดียวดาย    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
      มหาเซียน

    ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
    เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
    รวมโพสต์ : 3636
    ให้สาธุการ : 8140
    รับสาธุการ : 2163120
    รวม: 2171260 สาธุการ

     
    เว้าเป็นตาแซบน้อครับ

     
     
    สาธุการบทความนี้ : 29 ครั้ง
    จากสมาชิก : 0 ครั้ง
    จากขาจร : 29 ครั้ง
     
     
      24 ก.ค. 2551 เวลา 18:56:18  
       ขึ้นบน ลงล่าง  
     
             

      หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23

       

    Creative Commons License
    สูตรทำเหล้าไม้มะเกลือ --- เว็บบอร์ดอีสานจุฬาฯ