ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2557:: อ่านผญา 
ผีสางฮ้ายผกจอบกินหวาน บ่ท่อคนเฮาหลอนหลอกกินกันแท้ แปลว่า ผีหลอกที่ว่าร้าย ก็ไม่เท่าคนหลอกคน ลวงเอาของกันและกัน หมายถึง คนโลภมาก ไร้ยางอาย น่ากลัวกว่าผีสาง พึงหลีกให้ห่าง


  ค้นหากระทู้ ปลาร้านอกไห  

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23  
  โพสต์โดย   6) มาเว้าผญากันเด้อพี่น้องเด้อ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่2229)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ฟ้าเอ๋ย ฟ้าฮ้องหล่าย ขี้ฝ่าไหลฮวยฮวย ใบตองก้วยโอนเอนอ่อน
ลมวีวอนพานพัดต้อง ใบตองเนิ้งอ่อนเอน
ดวงตาเว็นแสงอ่อนล้า สาดแสงลาสิลับล่วง
ทาบทานาท่งก้วง เขียวสะอ้อนสะออนหลาย
มวลแมงปอเกาะกิ่งไม้ เขียดจ่านาก็ฮ้องฮ่ำ
เขียดขาคำเป่าปี่แอ้ บักแอ๋น้อยซ่อยประสาน
ยอดกล้ากวยกิ่งก้าน ฟ้อนแอ่นโอนเอน
ลมแฮ่งเย็นโลมเลีย ไอฝนชโลมต้อง
สิ้นแสงทองตากผ้าอ้อม เมฆไหลโลมหลั่งลงต่ำ
ฝนโฮยฮำหยาดพื้น ชโลมน้ำทั่วท่งนา

คิดฮอดเด้ คิดฮอดดิน คิดฮอดกล้า คิดฮอดน้ำ คิดฮอดปลา คิดฮอดนา คิดฮอดท่ง
คิดอยากเมือคืนโค้ง ต่าวบ้านถิ่นอีสาน.. บ้านเฮา.. แท้นอ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 96 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 93 ครั้ง
 
 
  01 ส.ค. 2555 เวลา 16:59:49  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   6) มาเว้าผญากันเด้อพี่น้องเด้อ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่2248)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
อ้างอิงกันไปกันมาเนาะครับ... ต้นทาง กะน่าสิมาจากหม่องนี้เนาะครับ ผมว่า ==>


กระทู้ มาเว้าผญากันเด้อพี่น้องเด้อ http://www.isan.clubs.chula.ac.th/para_norkhai/?transaction=post_view.php&cat_main=2&id_main=39&star=0

คุณอีสานจุฬาฯ:
ฮู้จักผญา

คนอีสานมีคำคม สุภาษิตสำหรับสั่งสอนลูกหลานให้ประพฤติตนอยู่ในฮีตคอง (จารีต- ประเพณี) ไม่ออกนอกลู่นอกทาง คำคมเหล่านี้รู้จักกันทั่วไป ในชื่อ "ผญา" หมายถึง ปัญญา, ปรัชญา, ความฉลาด, คำภาษิตที่มีความหมายลึกซึ้ง (wisdom, philosophy, maxim, aphorism.)

ผะหยา หรือ ผญา เป็นคำภาษาอีสาน สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากคำว่า ปรัชญา เพราะภาษาอีสานออกเสียงควบ "ปร" ไปเป็น ผ เช่น คำว่า เปรต เป็น เผต โปรด เป็น โผด หมากปราง เป็น หมากผาง ดังนั้นคำว่า ปรัชญา อาจมาเป็น ผัชญา แล้วเป็น ผญา อีกต่อหนึ่ง

ปัญญา ปรัชญา หรือผญา เป็นกลุ่มภาษาเดียวกัน มีความหมายคล้ายคลึงกัน ใกล้ เคียงกันหรือบางครั้งใช้แทนกันได้ ซึ่งหมายถึง ปัญญา ความรู้ ไหวพริบ สติปัญญา ความเฉลียว ฉลาดปราชญ์เปรื่อง หรือบางท่านบอกว่า ผญา มาจากปัญญา โดยเอา ป เป็น ผ เหมือนกับ เปรต เป็น เผด โปรด เป็น โผด เป็นต้น ผญาเป็นลักษณะแห่งความคิดที่แสดงออกมาทางคำพูด ซึ่งอาจ จะมีสัมผัสหรือไม่ก็ได้

ผญา คือ คำคม สุภาษิต หรือคำพูดที่เป็นปริศนา คือฟังแล้วต้องนำมาคิด มาวิเคราะห์ เพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นจริงและชัดเจนว่า หมายถึงอะไร

ผญา เป็นคำพูดที่คล้องจองกัน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมีสัมผัสเสมอไป แต่เวลาพูดจะ ไพเราะสละสลวย และในการพูดนั้นจะขึ้นอยู่กับจังหวะหนักเบาด้วย
ผญา เป็นการพูดที่ต้องใช้ไหวพริบ สติปัญญา มีเชาวน์ มีอารมณ์คมคาย พูดสั้นแต่กิน ใจความมาก


การพูดผญาเป็นการพูดที่กินใจ การพูดคุยด้วยคารมคมคาย ซึ่งเรียกว่า ผญา นั้น ทำให้ผู้ฟังได้ทั้งความรู้และความคิดสติปัญญา ความสนุกเพลิดเพลิน ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เกิด ความรักด้วย จึงทำให้หนุ่มสาวฝนสมัยก่อน นิยมพูดผญากันมาก และการโต้ตอบเชิงปัญญาที่ทำ ให้แต่ละฝ่ายเฟ้นหาคำตอบ เพื่อเอาชนะกันนั้นจึงก่อให้เกิดความซาบซึ้ง ล้ำลึกสามารถผูกมัด จิตใจของหนุ่มสาวไม่น้อย ดังนั้น ผญา จึงเป็นเมืองมนต์ขลัง ที่ตรึงจิตใจหนุ่มสาวให้แนบแน่น ลึกซึ้งลงไป

ภาษิตโบราณอีสานแต่ละภาษิตมีความหมายลึกบ้าง ตื้นบ้าง หยาบก็มี ละเอียด ก็มี ถ้าท่านได้พบภาษิตที่หยาบ ๆ โปรดได้เข้าใจว่า คนโบราณชอบสอนแบบตาเห็น ภาษิตประจำ ชาติใด ก็เป็นคำไพเราะเหมาะสมแก่คนชาตินั้น คนในชาตินั้นนิยมชมชอบว่าเป็นของดี ส่วนคน ในชาติอื่น อาจเห็นว่าเป็นคำไม่ไพเราะเหมาะสมก็ได้ ความจริง "ภาษิต" คือรูปภาพของวัฒนธรรม แห่งชาติ นั่นเอง

การจ่ายผญา แก้ผญา เว้าผญา หรือ พูดผญา คือการตอบคำถาม ซึ่งมีผู้ถามมาแล้ว ก็ตอบไป เป็นการพูดธรรมดา ไม่มีการเอื้อนเสียง ไม่มีทำนอง แต่เป็นจังหวะ มีวรรคตอนเท่านั้น ผู้ถามส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายชาย เช่น

(ชาย) .... อ้ายนี้อยากถามข่าวน้ำ ถามข่าวถึงปลา อยากถามข่าวนา ถามข่าวถึงเข้า(ข้าว) อ้ายอยากถามข่าวน้อง ว่ามีผัวแล้วหรือบ่ หรือว่ามีแต่ชู้ ผัวสิซ้อนหากบ่มี

(หญิง) ..... น้องนี้ปอดอ้อยซ้อยเสมอดังตองตัด ผัดแต่เป็นหญิงมา บ่มีชายมาเกี้ยว ผัดแต่สอนลอนขึ้น บ่มีเครือสิเกี้ยวพุ่ม ผัดแต่เป็นพุ่มไม้เครือสิเกี้ยวกะบ่มี


พอสิเข้าใจเกี่ยวกับผญาแล้วนอ ถ้าอยากฮู้หลายกะไปหาศึกษาเพิ่มเติมเอาเองเด้อ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกหม่องนี่โลด    

เพื่อว่าเป็นการเรียนรู้และฝึกการเว้าผญา เฮากะมาเว้า มาแลกเปลี่ยนความฮู้เกี่ยวกับผญากันเด้อพี่น้องเด้อ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 506 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 506 ครั้ง
 
 
  27 ส.ค. 2555 เวลา 18:10:26  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   10) พานบายศรี หรือ พาขวัญ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่9)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 


พานบายศรี ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีความสูงมาก ถ้าหากเปรียบกับตึก หรืออาคารบ้านเรือน จะสูงประมาณ อาคาร 3-4 ชั้น จังหวัดสกลนครได้จัดทำเพื่อสนับสนุนงานประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน และจะทำต่อไปเรื่อย ๆ เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมที่ดีงาม

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/                            

 
 
สาธุการบทความนี้ : 195 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 194 ครั้ง
 
 
  18 ก.ย. 2549 เวลา 14:28:05  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   29) น้ำตก  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่17)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
อืมม อ้ายบ่าวหน่ออธิบายคำว่าหยุมได้เห็นภาพมากๆ


เอ๋... ทำไมพี่เห็นแค่ภาพเดียว ไม่เห็นภาพมากๆ เหมือน Mr.Por ล่ะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 234 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 233 ครั้ง
 
 
  03 เม.ย. 2550 เวลา 11:15:28  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   29) น้ำตก  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่19)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
โห... พูดได้รัดกุมดีมาก

 
 
สาธุการบทความนี้ : 22 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 21 ครั้ง
 
 
  03 เม.ย. 2550 เวลา 16:25:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   29) น้ำตก  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่23)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ให้ซ่อยกินนำแหน่เด้อ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 13 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 13 ครั้ง
 
 
  23 พ.ค. 2551 เวลา 11:44:29  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่0) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
บทความเกี่ยวกับผีแห่งอีสานนี้ ข้าพเจ้าเขียนขึ้นจากความทรงจำ มิใช่จากความรู้แจ้งเห็นจริงทางสัจจะ ดังนั้น ขอให้ผู้อ่าน อ่านเพียงเพื่อความบันเทิง นะครับ


ทำความเข้าใจเกี่ยวกับผี

“ผี” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า คือ สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและเลว หรืออาจหมายถึง คนที่ตายไปแล้ว หรือเทวดาก็ได้

จากความหมายนี้ ข้าพเจ้าขอแบ่ง ผี เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. ผีฟ้า ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายรวมถึง เทวดาทุกจำพวก ทั้งภูมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ทั้งหลาย
2. ผีคนตาย ในที่นี้หมายถึง ผีที่เราเข้าใจกันทั่วไป หรือมักเรียกว่าวิญญาณคนที่ตายไปแล้วนั่นเอง เช่นผีเปรต ผีเร่ร่อน ภูตผี เป็นต้น
3. ผีคนเป็น ในที่นี้ หมายถึง ผีที่เป็นตัวอาคม มนต์ดำ ซึ่งสิงร่าง สิงจิตเจ้าของอยู่ เช่น ผีปอบ ผีเป้า ผีโพง เสือสมิง เป็นต้น
4.ผีบังบด ในที่นี้ หมายถึง มนุษย์ที่อยู่คนละมิติกับเรา อยู่โลกใบเดียวกัน แต่ต่างมิติ


“ผี” ตามความเข้าใจโดยทั่วๆ ไป คือ วิญญาณ ของคนและสัตว์ที่ตายไปจากโลกนี้ และคนธรรมดาไม่สามารถควบคุมการมองเห็นได้ สรุปง่ายๆ คือ วิญญาณทั้งหลาย เราเรียกว่าผี  

คำว่า “วิญญาณ” ศัพท์ทางพุทธศาสนา จริงๆ หมายถึง การรู้ หรือการรับสื่อ หรือการรับสัญญาณใดๆแล้วรู้  เช่น เมื่อประสาทตารับสื่อคือแสง เกิดการรู้ แต่ศัพท์บัญญัติ เราเรียกว่า “เห็น”  ซึ่ง “เห็น” นี้แหละ คือวิญญาณ

ในประสาทสัมผัสอื่นๆ ก็นัยเดียวกันนี้  ซึ่งตัวที่รับรู้นั้น ก็คือ จิต ดังนั้น หากไม่มีจิต ก็ไม่มีวิญญาณ (แต่มีจิต อาจจะไม่มีวิญญาณ ก็ได้) วิญญาณจึงไปด้วยกันกับจิต

จิต ไม่มีรูปร่าง แต่จิตอาศัยในรูปร่างได้ คนธรรมดา มองไม่เห็นจิต แต่ก็สามารถมองเห็นรูปร่างที่จิตอาศัยอยู่ได้ หากรูปร่างนั้น มีความหยาบหรืออยู่ในมิติเดียวกันกับประสาทตา

คำว่า “สัมภเวสี” หมายถึง สภาวะที่จิตกำลังเสาะแสวงหาสมภพ หรือกำลังหาที่เกิดอยู่ ซึ่งสภาวะนี้ จิตต้องการรูปร่าง จิตอาจจะสร้างรูปร่างขึ้นโดยอาศัยสัญญาหรือความทรงจำสุดท้ายก่อนจุติ(ก่อนตาย) แล้วจิตก็เข้าอาศัยร่างนั้น อันเป็นร่างชั่วคราว พูดง่ายๆ สัมภเวสี ก็คือสภาวะจิตที่ครองร่างชั่วคราว นั่นเอง เรามักเรียกว่า ผีเร่ร่อน

“สมภพ” หมายถึงแหล่งซึ่งเป็นที่กำเนิดร่างใหม่ มี 4 แหล่ง คือ ครรภ์, ไข่,  xเซลล์(ทางวิทยาศาสตร์มีชื่อหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้), และ โอปปาติกะ(เปลี่ยนร่างแล้วโตเลย ไม่ต้องผ่านการเป็นตัวอ่อน เช่น สัตว์นรก เปรต เทวดา พรหม เป็นต้น)

“จุติ” แปลว่าเคลื่อน หมายถึงการที่จิตเคลื่อนออกจากร่างเก่า ไปสถิตยังร่างใหม่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การที่จิตเปลี่ยนร่างใหม่ นั่นเอง ซึ่ง เรานิยมเรียกว่า ตาย (การกลายร่าง เช่น จากไข่เป็นไก่ จากหนอน เป็นแมลงวัน เป็นต้น เป็นความเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่าชรา ไม่ใช่การจุติ ไม่เรียกว่า จุติ)

ร่างเก่า หากเป็นร่างในสมภพ โอปปาติกะ จะสลายหายวับไป ไม่เหลือซาก
ร่างเก่า หากเป็นร่างในสมภพอื่นๆ ที่เหลือ จะเหลือซาก ซึ่งเรานิยมเรียกว่า ศพ หรือซากศพ


“ภูต” แปลว่า ผู้เกิดแล้ว หรือผู้มี(ร่าง)แล้วหมายถึง จิตที่ได้สมภพแล้ว แต่ในความหมายทั่วไปที่เราใช้กัน หมายถึงเฉพาะจิตที่ได้สมภพเป็นโอปปาติกะ  เช่น เป็นเปรต เป็นรุกขเทวดา และเราก็เรียกภูต ว่าผี หรือนำมาพูดติดกันว่าภูตผี


สรุปได้ว่า ความจริงแล้ว ผี มีโครงสร้างไม่แตกต่างจากคนปกติ คือมีจิต มีร่างให้จิตอาศัย เช่นเดียวกัน แต่จุดที่แตกต่างกันคือ ความหยาบ-ละเอียดแห่งอณูที่หลอมรวมเป็นร่าง ซึ่งร่างที่เกิดจากจิตสร้างขึ้น จะสัมพันธ์กับสภาวะหยาบ-ละเอียดของจิต ณ ขณะสร้างร่าง

หากพูดในแง่วิทยาศาสตร์ ก็สามารถอธิบายได้ว่า

สภาวะจิตที่หยาบกว่า จะมีความถี่คลื่นจิตที่น้อยกว่า มีพลังงานน้อยกว่า และความเร็วในการหมุนวน น้อยกว่า

ในทางกลับกัน สภาวะจิตที่ละเอียดกว่า จะมีความถี่คลื่นจิตที่มากกว่า มีพลังงานมากกว่า และความเร็วในการหมุนวน มากกว่า


จิตที่อยู่ในสภาวะหนึ่ง จะอยู่ในย่านความถี่หนึ่ง จิตอยู่ในย่านความถี่ใด หากสร้างร่าง ก็จะสร้างร่างที่มีความละเอียดในย่านความถี่นั้นเช่นกัน

ร่างที่อยู่ในย่านความถี่เดียวกัน หากอยู่ในมิติเวลาเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน จะสัมผัสชนกัน

ร่างที่อยู่คนละย่านความถี่ แม้อยู่ในมิติเวลาเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ก็ไม่ชนสัมผัสกัน ไม่กระทบกระทั่งกัน นั่นคือ ซ้อนทับกันได้

ร่างที่อยู่คนละย่านความถี่กัน เรานิยมเรียกว่า “อยู่คนละมิติ” หรือ “อยู่อีกมิติหนึ่ง”


เก้าอี้ที่คุณนั่งอยู่ตอนนี้ ในอีกมิติหนึ่ง อาจมีร่างกำลังนั่งหวีผมอยู่
จอคอมพิวเตอร์ที่คุณมองอยู่ อาจจะเป็นกระจกเงาในอีกมิติหนึ่ง ก็ได้ นะคร้าบ....

 
 
สาธุการบทความนี้ : 326 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 325 ครั้ง
 
 
  04 เม.ย. 2550 เวลา 12:49:58  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
มีเตรียมไว้เยอะอยู่พอสมควร (เขียนไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว)

แต่จะค่อยๆ ทยอยนำมาโพสต์เล่าให้ฟัง ไปเรื่อยๆ โพสต์ทีเดียว เดี๋ยวไม่หนุก

ก็ต้องคอยติดตามอ่านเอาเด้อ


ปล. ระวังรูป Mr.Por จะแลบลิ้นออกมา นะคร้าบ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 279 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 279 ครั้ง
 
 
  04 เม.ย. 2550 เวลา 14:25:06  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่4)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
เป็นตาย่านเนาะ จักหน่อยสิเฮ็ดหยังกะสิบ่กล้าได๋บัดนี่


ไม่เป็นตาย่านดอกเด้อ เพราะไม่ได้เล่าแบบให้ตื่นเต้นน่ากลัว แต่เล่าในเชิงวิชาการ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 302 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 302 ครั้ง
 
 
  06 เม.ย. 2550 เวลา 20:55:38  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่5) ปู่สังกะสาย่าสังกะสี      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ตามตำนานและความเชื่อของชาวอีสานสมัยก่อน คือผีบรรพบุรุษผู้สร้างโลก ให้กำเนิดลูกหลานมนุษย์ทั้งหลายขึ้นมา เชื่อว่า ตนสืบเชื้อสายมาจากต้นบรรพบุรุษนี้ จึงเรียกว่าปู่ – ย่า ซึ่งความจริง ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ตามความเชื่อแล้ว จัดเป็นเทพ ไม่ใช่ผี แต่เมื่อเรามองไม่เห็น และน่าจะตายไปนานแล้ว ก็เลยเรียกว่าผี หรือ สัง

หมายเหตุ : เมื่อเราจะพูดถึง คนที่ตายไปแล้ว เพื่อให้ผู้ฟังใจว่าตายแล้ว และเป็นการให้เกียรติด้วย ก็จะมีคำนำหน้าชื่อผู้ตาย คือ “สัง” หรือ “สาง” เช่น “สังพ่อใหญ่ลี” “สังบักลา” “สังอีลุน” เป็นต้น

นับแต่เด็ก ก็มักจะได้ยินนิทานดึกดำบรรพ์เรื่องปู่สังกะสา ย่าสังกะสี นี้ เล่าสืบทอดจากคนแก่สู่เด็ก รุ่นแล้ว รุ่นเล่า


" ...เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ ย้อนหลังกลับไปนานโข ชนิดที่ว่านับตัวเลขไม่ได้ ครั้งนั้น สรรพสิ่งว่างเปล่า ไม่มีโลก ไม่มีดวงดาว ไม่มีวัตถุที่เป็นรูปร่าง มีแสงก็ไม่เห็นว่าเป็นแสง ธาตุ๔ ปฐวี อาโป วาโย และเตโช มีเบาบางกระจัดกระจาย ไม่แสดงความเป็นธาตุของตนได้อย่างชัดเจน ความว่างเปล่า หมุนวนนานตราบนาน

ต่อมา กลุ่มธาตุต่างๆ เริ่มถูกหมุนวนเวียน ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นธาตุ๔ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
เตโชธาตุหลอมรวมกัน ทำให้ห้วงอวกาศ มีจุดที่เย็น ร้อน ต่างกัน จุดที่เย็นจะผลักดัน จุดที่ร้อนจะดึงดูด
วาโยธาตุหลอมรวมกัน และเคลื่อนที่ จากจุดที่เย็นกว่า เข้าหาจุดที่ร้อนกว่า กลายเป็นลม
อาโปธาตุ รวมกันได้มากขึ้น กลายเป็นไอเมฆหมอก ลอยเคว้งคว้าง อยู่ในอากาศ เคลื่อนที่ไปตามแรงลม

ตราบนานเท่านาน จนไอเมฆหมอก หลอมรวมรับเอาสิ่งที่เหมือนตน สะสมมากขึ้น ในที่สุดกลายเป็นน้ำ เป็นห้วงน้ำใหญ่ในอากาศ เสมือนเป็นมหาสมุทรในอากาศ    มหาสมุทรนั้น ลอยไปมาอยู่ในอากาศ นานตราบนาน

ปฐวีธาตุ อันเกิดจากเศษซากส่วนเหลือที่ธาตุอื่นๆ สลัดทิ้ง มีกระจัดกระจาย และรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นวัตถุที่มีความแข็งกระด้าง ก้อนเล็กๆ และเมื่อรวมกันก้อนโตขึ้นอีก วัตถุนั้นได้แยกออกจากกันเป็นสองส่วน เพราะแรงลมและแรงผลักดันแห่งเตโชธาตุฝ่ายเย็น

วัตถุทั้งสองส่วน ได้ลอยอยู่กลางมหาสมุทร ห่างกันออกไป เคว้งคว้าง พร้อมๆ กับดึงดูดเอามวลสารมารวมไว้ ทำให้วัตถุนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น แผ่นดิน หรือปฐวี ลอยไปลอยมากลางมหาสมุทร แผ่นดินทั้งสองผืน ก็ค่อยๆ สะสมรูปร่างให้โตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

จากนั้น ด้วยความสมดุลแห่งธาตุต่างๆ ได้ก่อกำเนิด พืชพันธุ์ เกิดต้นไม้
และแล้ว ที่แผ่นดินผืนหนึ่ง มนุษย์คนแรก ได้ถือกำเนิดจาก “ขี้ตมปวก” หรือก้อนเศษตะไคร้น้ำ ที่เป็นที่สะสมของมวลสารมากมาย มีเพศเป็นชาย ชื่อว่า ไกยสา ซึ่งต่อมา เราเรียกว่า สังกะสา

และ ที่แผ่นดินอีกผืนหนึ่ง ก็เกิดมนุษย์เพศหญิง จากขี้ตมปวก เช่นเดียวกัน ชื่อว่า ไกยสี ซึ่งต่อมาเราเรียกว่า สังกะสี

กาลต่อมา ลมได้พัดพาให้แผ่นดินสองผืน ลอยมาพบบรรจบกัน ทำให้สังไกยสา และสังไกยสี ได้พบกัน พูดคุยกัน ต่อมา ได้สังวาสกัน และให้กำเนิดมนุษย์ลูกหลาน ชายหญิงมากมาย ลูกหลานปู่สังไกยสา ย่าสังไกยสี ก็จับคู่สมสู่กัน มนุษย์ทั้งหลาย จึงเกิดมีมากมายทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ และด้วยกิเลสตัณหา ที่มีพอกพูนขึ้น ทำให้ ต่อมา มีโรคเบียดเบียนกาย มีชรา และมีมรณะ

แม้ปู่สังกะสาและย่าสังกะสีเอง ก็มรณะ เช่นกัน....
"

 
 
สาธุการบทความนี้ : 295 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 294 ครั้ง
 
 
  11 เม.ย. 2550 เวลา 08:44:28  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่6) ผีปู่ตา(ดอนตาปู่)      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ผีปู่ตา เป็นผีที่ชาวบ้านให้ความเคารพ นับถือ บูชา จนเรียกว่า ปู่ ตา เสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ของตน ศาลสำหรับผีปู่ตา มักปลูกไว้ในที่ดอน จึงนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ดอนปู่ตา หรือ ดอนตาปู่

บางแห่ง อาจเป็นผีสองสามีภรรยา ชาวบ้านก็อาจเรียกว่า ผีตายาย หรือ ผีปู่ย่า ก็มี

ผีปู่ตา จัดเป็นผีประเภทบรรพบุรุษ ผู้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เคยอยู่อาศัยในสถานที่นั้นๆมาเก่าก่อนนมนาน ครั้นตายไปแล้ว ด้วยความอาลัยรักในสถานที่นั้นๆ ดวงวิญญาณจึงยังคงสิงสถิต วนเวียน คอยปกปัก ดูแล คุ้มครอง รักษา สถานที่นั้นๆ อยู่

ผีปู่ตา เมื่อพูดตามลักษณะทางภพชาติ ก็มีทั้งที่เป็นภูตผีจริงๆ(เป็นผีประเภทอสุรกาย) และที่เป็นเทวดา(รุกขเทวดาก็มี ภูมเทวดาก็มี)

ผีปู่ตา เป็นผีระดับสูง คือมีอำนาจมาก มีบารมีมากเหนือภูตผีและสัมภเวสีทั่วไปในแถบนั้นบริเวณนั้น
ผีปู่ตา มีทั้งที่มีบริวารมาก และที่มีบริวารน้อย หรืออยู่เพียงลำพังก็มี


สมัยก่อน หมู่บ้านตามภาคอีสานแทบทุกหมู่บ้าน เมื่อแรกสร้างหมู่บ้าน เป็นความเชื่อที่ว่า ณ สถานที่นั้น  อาจมีคนเคยอยู่อาศัยมาก่อน อาจมีเจ้าที่หวงแหนรักษาไว้ เมื่อจะตั้งหมู่บ้าน จึงต้องบอกกล่าวเล่าแจ้งขออนุญาต และก็ต้องสร้างที่พักให้เจ้าที่ด้วย เราเรียกที่พักนี้ว่า ศาล ซึ่งศาลเจ้าที่ แต่ละแห่ง ก็แตกต่างกันแล้วแต่ผู้สร้าง และจุดที่สร้างศาลเจ้าที่ โดยมาก ก็จะสร้างไว้นอกหมู่บ้าน ในที่ที่เป็นป่าละเมาะ หรือเป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง และชาวบ้าน ก็จะกำหนดขอบเขตไว้เลยว่า ขอบเขตเท่านี้ เป็นอาณาเขตของผีปู่ตา ห้ามใครก็ตามเข้าไปถากถางทำกิจส่วนตน และมอบสิ่งของทั้งหลายในอาณาเขตนั้น ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ สัตว์ต่างๆ ให้เป็นทรัพย์สมบัติของผีปู่ตา(ที่ดินและทรัพย์สินส่วนที่เหลือ ขออนุญาตให้ชาวบ้านไว้ทำมาหากิน)

และนอกจากนั้น ก็ขอให้ผีปู่ตา ช่วยดูแล ปกปักรักษา คุ้มครอง หมู่บ้าน และคนในหมู่บ้านด้วย ซึ่งก็จะมีพิธีกราบไหว้ ขอขมาผีปู่ตา ปีละครั้ง ในช่วงประมาณเดือนหก หรืองานบุญเบิกบ้าน หรือตามที่หมู่บ้านนั้นๆกำหนด

ผีปู่ตา ช่วยคุ้มครองอะไรได้บ้าง??

อำนาจบารมี มีที่มาใหญ่ๆ อยู่สองอย่าง คือ จากบุญของตน และจากผู้อื่นอุทิศมอบให้

ผีปู่ตา เมื่อมีคนกราบไหว้บูชา ยกให้เป็นใหญ่ อำนาจบารมี จะมีเพิ่มขึ้น ยิ่งคนศรัทธามาก กราบไหว้มาก อำนาจจะยิ่งมีมากขึ้น อำนาจอันนี้เป็นอำนาจที่เกิดจากผู้อื่นมอบให้

เมื่อมีอำนาจมากขึ้น ฤทธิ์แห่งผี ก็มีมากขึ้นด้วย ทำให้ผีปู่ตาสามารถคุ้มครองรักษาหมู่บ้าน จากสิ่งชั่วร้ายที่มองไม่เห็นได้ เช่นป้องกัน ขับไล่ผีตายโหง ผีปอบ  ผีร้ายอื่นๆ รวมถึงอาถรรพ์อาคมร้ายทั้งหลาย ไม่ให้เข้ามาในหมู่บ้าน เป็นต้น นอกจากนั้น ก็ช่วยดูแลผืนป่ารวมถึงสรรพสัตว์ที่อยู่ในอาณาเขตให้ปลอดภัยจากการทำลายถางถากด้วย

มักจะเป็นเรื่องราวอยู่เสมอ เมื่อมีคนเข้าไปตัดต้นไม้ ไปยิงสัตว์ ในอาณาเขตผีปู่ตา นั่นคือ ผีปู่ตาก็จะมาสั่งสอน ผ่านการเข้าสิงใครคนใดคนหนึ่ง แล้วบอกเล่า ว่ากล่าว ตักเตือน หรือกรณีสั่งสอนหนักหน่อย ก็จะทำให้เจ็บป่วยแบบไม่รู้สาเหตุ หมอธรรมดารักษาไม่หาย เป็นต้น เป็นเหตุให้ชาวบ้านกลัวเกรง ไม่ค่อยมีใครกล้าตอแยกับผืนป่าอาณาเขตผีปู่ตา ปัจจุบัน จึงมักพบเห็นร่องรอยดอนปู่ตา อยู่ในหลายๆ หมู่บ้าน

ผีปู่ตา ไม่ใช่ภูตผีร้าย ที่หลอกหลอนคนแบบนึกสนุก ไม่ใช่ภูตผีร้าย ที่ทำร้ายคนแบบไร้เหตุผล ผีปู่ตา เพียงทำหน้าที่ปกป้อง ดูแล คุ้มครอง หมู่บ้านและคนในหมู่บ้าน แต่หากใครผิดกฎระเบียบ หรือทำสิ่งไม่ดีไม่งาม ผีปู่ตา ก็จะมาสั่งสอน การสั่งสอน หากเป็นคนด้วยกันเอง ก็พอทำเนา แต่หากเป็นสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นมาสั่งสอน ก็จะน่ากลัว และอาจไม่เรียกว่าถูกสั่งสอน เรียกว่าถูกผีหลอกแทน

บางแห่ง คนในหมู่บ้านทำผิดกฎระเบียบมากก็ดี ผีปู่ตาขยันดูแล คุ้มครองก็ดี ก็จะเป็นที่ล่ำลือว่า หมู่บ้านนั้นๆ ผีปู่ตาเฮี้ยนมาก สุดท้าย เมื่อคนกลัว เด็กๆ กลัวมากๆ ก็ต้องไปนิมนต์พระเกจิเก่งๆ มาปราบ มาขับไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น แบบนี้ ก็มี

ปัจจุบัน คนที่ให้ความเคารพ ยำเกรงผีปู่ตา มีน้อยลง หรือเหลือแต่คนเฒ่าคนแก่ยุคแรกเริ่มสร้างหมู่บ้านเท่านั้น ที่เคารพยำเกรง เมื่อคนเคารพยำเกรง ลดลง ไม่มีคนขอให้ดูแลคุ้มครอง อำนาจบารมีผีปู่ตา ก็ลดลงตามไปด้วย หรือเมื่อไม่มีใครขอให้ช่วยดูแล ผีปู่ตา ก็ไม่แยแสสนใจเช่นกัน สุดท้าย ต่างคนต่างอยู่ ผีก็ส่วนผี คนก็ส่วนคน คนก็ไม่ทำบุญให้ผี ผีก็ไม่ได้ดูแลคน และสุดท้าย ดอนปู่ตา อาจเป็นเพียงตำนาน เป็นเพียงเรื่องเล่าขานแห่งบรรพชน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 241 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 240 ครั้ง
 
 
  17 เม.ย. 2550 เวลา 08:22:13  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่7) ผีตาแฮก      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
เวลาเด็กๆพาวัวควายไปเลี้ยง หรือไปหาล่าสัตว์ ยิงกิ้งก่า เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่เด็กๆกลัวคือ ปี๊บเก่าๆ ขึ้นสนิมใบหนึ่ง แต่กระนั้นก็ตาม เด็กบางคนก็เล่นพิเรนทร์  เอาหนังสะติ๊กไปยิงปี๊บใบนั้นเล่น ก็มี

ปี๊บใบที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ มักจะพบเห็นตามหัวไร่ปลายนา โดยเฉพาะที่ซึ่งเป็นที่ดอน เช่นจอมปลวก หรือใต้ต้นไม้ เป็นต้น

เราลองมาค้นหาดูว่า ปี๊บ ใบนี้ มีที่ไปที่มาอย่างไร

ความจริงปี๊บใบนี้ มิใช่ชาวนาชาวไร่ จะเอามาวางทิ้งไว้เฉยๆ แบบไร้ความหมายหรอกครับ เขาทำไว้เพื่อเป็นที่อยู่ของผีผู้ดูแลไร่นา นั่นเอง โดย นิยมเจาะรูปี๊บบน-ล่าง แล้วใช้ไม้เสียบร้อยผ่านเข้าไป ทำเป็นขาตั้ง แล้วจากนั้น ก็เอาไม้นั้นไปปักเสียบไว้ ณ ที่ที่ต้องการ แล้วก็กล่าวอัญเชิญผีผู้ดูแลไร่นา มาสิงสถิตอยู่

และความจริง ก็ไม่ใช่แค่ปี๊บ เท่านั้นหรอกครับ บางคนอาจจะสร้างเป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ มุงสังกะสี ก็มี อันนี้แล้วแต่ใครจะสร้างจะทำ แต่ที่มักพบเห็นเป็นปี๊บ ก็อาจเนื่องจากว่า ปี๊บ หาได้ไม่ยากนัก และทนแดด ทนฝน กว่าจะผุพัง ก็ใช้เวลานานพอสมควร

ก็เพราะเชื่อกันว่า เป็นที่อยู่ของผี นี่แหละ เด็ก ถึงได้กลัว


ผีผู้ดูแลไร่นา ชาวอีสาน นิยมเรียกว่า ผีตาแฮก

ผีตาแฮก คือผีที่เชื่อกันว่า จะช่วยคุ้มครอง ดูแล รักษาไร่นา ให้ข้าวกล้าเจริญงอกงาม



ผีตาแฮก มีความเป็นมา ดังนี้ (เรื่องย่อ จากอรรถกถาธรรมบท)
  

อตีเต กาเล ในอดีตกาลที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ยังไม่ทรงอุบัติขึ้น มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง อยู่กินกันมานานพอสมควร ก็ไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์ นางผู้ภรรยา เกรงว่า ตระกูลสามี จะไม่มีคนสืบสกุล จึงไปแสวงหาหญิงสาวมาหนึ่งคน เพื่อให้เป็นภรรยาคนที่สองของสามี หวังว่า ภรรยาน้อยจะตั้งครรภ์ให้สามีได้สมหวัง

ต่อมาไม่นาน ภรรยาน้อย ก็ตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ ฝ่ายภรรยาหลวง เกรงว่าสามีจะหลงใหลเมียน้อยคนเดียวและสุดท้ายมอบมรดกให้ลูกเมียน้อยคนเดียว ด้วยความริษยา จึงได้วางยาพิษทำลายครรภ์ของเมียน้อย เมียน้อยก็แท้งลูก

เมียน้อยตั้งครรภ์ทีไร เมียหลวงก็ทำเหมือนเดิม จนครั้งสุดท้าย เมียน้อยรู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่ถึงแม้จะจับได้ว่าลูกตนที่แท้งทุกครั้งนั้น เป็นเพราะเมียหลวงหวังร้ายต้มยาให้กิน ก็ตาม ครั้งนี้ เพื่อปิดปากไม่ให้เมียน้อยบอกสามี เมียหลวง ได้ลงมือฆ่าเมียน้อยเสียด้วย

เมียน้อย ก่อนขาดใจตาย ได้ตั้งจิตอาฆาตไว้อย่างแรงกล้าว่า “เกิดชาติไหนๆ ขอให้ได้ฆ่าลูกและตัวของนังเมียหลวงนี้”

ชาติต่อมา เมียน้อยเกิดเป็นแมว เมียหลวงเกิดเป็นไก่ เมื่อไก่ออกไข่ แมวก็มากินไข่ไก่ และสุดท้าย ก็ได้กินแม่ไก่ด้วย

แม่ไก่ ก่อนขาดใจตาย ก็ตั้งจิตอาฆาตไว้ว่า “เกิดชาติไหนๆ ขอให้ได้ฆ่าลูกและตัวของแมวนี้”

ชาติต่อมา แม่ไก่เกิดเป็นเสือ แมวเกิดเป็นเนื้อ เสือก็มาจับลูกของเนื้อกิน และสุดท้ายก็กินแม่เนื้อด้วย

ผูกเวรจองเวรกันไปกันมาแบบนี้ ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ชาติสุดท้ายที่ระงับเวรได้นั้น เกิดเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ยังทรงพระชนม์อยู่ โดยคนหนึ่งเกิดเป็นนางยักษ์ อีกคนหนึ่งเกิดเป็นมนุษย์

เมื่อนางมนุษย์ตั้งครรภ์ นางยักษ์ก็แปลงร่างเป็นคน มาขออุ้มลูก และพาลูกหนีไป จับกินเป็นอาหาร หลายต่อหลายครั้ง ครั้งต่อมา เมื่อนางตั้งครรภ์อีก จึงชวนสามีกลับบ้านแม่เพื่อคลอดลูกที่บ้านแม่ แต่นางก็คลอดลูกก่อน ในระหว่างทางนั่นเอง เมื่อคลอดลูกแล้ว จึงเดินทางกลับบ้านสามี

ระหว่างทางกลับ  ขณะที่สามีลงไปอาบน้ำในสระน้ำใกล้วัดเชตวัน นางยักษ์ก็มาถึงตรงนั้นพอดี นางมนุษย์เมื่อเห็นยักษ์มา ก็จำได้ จึงรีบอุ้มลูกวิ่งหนี นางยักษ์ก็วิ่งไล่ จนไปถึงวัดเชตวัน นางมนุษย์ก็อุ้มลูกน้อยเข้าไปในวัด วิ่งไปหาพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ และวางลูกไว้ตรงหน้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้า ได้ตรัสห้ามนางยักษ์ให้หยุด และแสดงธรรมเจาะจงนางทั้งสอง มีใจความว่า “เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”

นางยักษ์ พอได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ก็เกิดความละอายใจ ละอายต่อบาป และสมาทานศีล๕ ไม่ฆ่าสัตว์กินเป็นอาหารอีกนับแต่นั้นเป็นต้นมา และนางยักษ์กับนางมนุษย์ ก็ได้เป็นสหายของกันและกัน

เมื่อนางยักษ์ถือศีล๕ หาอาหารได้ยาก นางมนุษย์ จึงได้สร้างที่พำนักให้นางยักษ์ ซึ่งที่ที่นางยักษ์ถูกใจที่สุด เป็นที่นอกหมู่บ้าน อยู่หัวไร่ปลายนานั่นเอง เพราะเงียบดี และนางมนุษย์ก็นำอาหารมาเลี้ยงดูนางยักษ์อยู่มิได้ขาด

นางยักษ์ มีความสามารถพิเศษ คือล่วงรู้เกี่ยวกับฝนฟ้าอากาศ รู้ว่าปีนี้ ฝนจะมากหรือจะน้อย และก็ไปบอกให้เพื่อนมนุษย์ได้รู้

ปีไหนทราบว่า น้ำจะมาก นางก็ทำนาในที่ดอน ปีไหนน้ำจะน้อย นางก็ทำนาในที่ลุ่ม ทำให้ข้าวของนางไม่เสียหายเพราะฝนแล้งหรือน้ำท่วมเลย ข้าวกล้างอกงามอุดมสมบูรณ์ทุกปี

ชาวบ้านพากันสงสัยมาสอบถาม ก็ได้ความว่า เพราะมีนางยักษ์มาบอก และหากจะให้นางยักษ์บอกด้วย ก็ขอให้พากันนำอาหารไปเลี้ยงดูนางยักษ์

ชาวบ้านต่างพากัน เอาอาหารไปเลี้ยงดูนางยักษ์ และสร้างที่อยู่ให้นางยักษ์ในพื้นที่นาของตนๆ นางยักษ์ก็แวะเวียนไปกินอาหาร และบอกชาวบ้านเรื่องฝนฟ้าอากาศ

ตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านที่นั่น ก็ทำนาได้ผลดีกันทุกครัวเรือน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 238 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 238 ครั้ง
 
 
  24 เม.ย. 2550 เวลา 11:46:36  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่8) ผีตาแฮก      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ในช่วงต้นฤดูฝน หรือประมาณเดือนมิถุนายน เมื่อฝนเริ่มตกลงมาให้พื้นดินชุ่มฉ่ำน้ำเริ่มขัง ก็จะเข้าสู่ฤดูกาลทำนา ก่อนจะทำนาในแต่ละปี ชาวนาจะต้องทำพิธีไหว้สักการะและเลี้ยงผีตาแฮก ก่อน โดยนำอาหารคาวหวาน ตามแต่จะหาได้ เช่น ปั้นข้าวเหนียว ปลาร้า ปิ้งปลา เป็นต้น พร้อมทั้งหมากพลู ยาสูบ มาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ และอธิษฐานขอให้ทำนาได้ผลดี ข้าวกล้างอกงามอุดมสมบูรณ์

การแฮกนา นิยมเลือกเอาวันที่เป็นอธิบดีแก่ข้าวกล้า ซึ่งแต่ละปี ผู้เฒ่าผู้แก่ประจำหมู่บ้านจะเปิดตำราพรหมชาติบอกแจ้งแก่ชาวบ้านไว้ ว่าปีนี้ แฮกนาได้ในวันใดบ้าง โดยมากนิยมเลือกเอาวันพฤหัสบดี เป็นวันแฮกนา ซึ่งการแฮกนา จะเริ่มด้วยการเซ่นไหว้ผีตาแฮกก่อน จากนั้น ก็จะเลือกนาแปลงใดแปลงหนึ่ง แล้วทำพิธีแฮกนา การไถแฮกนา มักไถเป็นวงกลม และสังเกตดูก้อนขี้ไถว่าเป็นลักษณะใด บางคนทำนายเก่ง ดูก้อนขี้ไถแล้ว สามารถทำนายได้ว่า ปีนี้ ฝนจะน้อยหรือมาก

เมื่อจะเริ่มดำนา ก็จะปักดำที่แปลงนาตาแฮกก่อน.... นาตาแฮก จะอยู่ในแปลงนาธรรมดาทั่วไป กว้างประมาณ 1 ตารางวา ปักล้อมไว้ด้วยเสา 6 ต้น และเพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ อาจหาหนามมาวางล้อมไว้ด้วยก็มี ในนาตาแฮกจะปลูกข้าวไว้ 8 ต้น ซึ่งข้าว 8 ต้นนี้ เหมือนเป็นข้าวเสี่ยงทาย เป็นตัวแทนของข้าวในนาแปลงอื่นๆ ทั้งหมดของตน

การปักดำข้าว 8 ต้นนี้ ผู้ปักดำ จะกล่าวมนต์คาถากำกับแต่ละต้นด้วย ดังนี้


           (ต้นที่1)          ปักกกนี้     พุทธะฮักษา
          (ต้นที่2)          ปักกกนี้     ธรรมะฮักษา
          (ต้นที่3)          ปักกกนี้     สังฆะฮักษา
          (ต้นที่4)          ปักกกนี้     เพิ่นเสีย   กูได้
          (ต้นที่5)          ปักกกนี้     เพิ่นไห้     กูมี
          (ต้นที่6)          ปักกกนี้     ให้ได้หมื่น   มาเญีย
          (ต้นที่7)          ปักกกนี้     ให้ได้หมื่นเญีย   พันเล้า
          (ต้นที่8)          ปักกกนี้     ขวัญข้าว   ให้มาโฮม


หลังจากปักครบ 8 ต้น เป็นอันเสร็จพิธีดำนาตาแฮก

นอกจากนั้น หลังจาก ดำนาตาแฮกเสร็จแล้ว เมื่อจะเริ่มดำนาในแปลงอื่น ก็จะต้องทำพิธีแรกดำนาก่อน โดย เตรียมขัน5 และกล้าอีก 14 ต้น เมื่อจะปักดำกล้าแต่ละต้น ก็จะกล่าวคาถาเสกมนต์ดังนี้ก่อน แล้วค่อยปักดำ


          ไฮ่นี้ไฮ่ก้ำขวา                  นานี้นาท้าวทม
          ท้าวทมให้กูมาแฮกนา        กูจักแฮก
          พญาให้กูมาแฮกไฮ่            กูจักแฮก
          ปักกกนี้                          ให้กูได้ งัวแม่ลาย
          ปักกกนี้                          ให้กูได้ควายเขาซ้อง
          ปักกกนี้                          นกจิบโตตาบอด ให้บินหนี
          ปักกกนี้                           นกจอกโตตาแวน ให้บินหนี
          ปักกกนี้                           แมงดาโตฮู้ฮ่ำกกข้าว ให้บินหนี
          ปักกกนี้                          ให้ได้ฆ้องเก้ากำ
          ปักกกนี้                          ให้ได้คำเก้าหมื่น
          ปักกกนี้                          ให้อวนเก้าหมื่นมาเญีย
          ปักกกนี้                          ให้มานใหญ่ท่อมานอ้อย
          ปักกกนี้                          ให้มานน้อยท่อมานเลา
          ปักกกนี้                          ให้ได้เป็นเศรษฐีเท่าเฒ่า
          โอม สหุม


หลังจากปักครบ 14 ต้น เป็นอันเสร็จพิธีแรกดำนา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 280 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 280 ครั้ง
 
 
  26 เม.ย. 2550 เวลา 08:40:24  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่10) ผีฟ้า      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ผีฟ้า หมายถึงผีซึ่งมีวิมานอยู่บนฟ้า ซึ่งก็คือเทวดานั่นเอง ผีฟ้าไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเหมือนผีชนิดอื่นๆ ผีฟ้าเป็นผีที่ให้คุณมากกว่าให้โทษ เพราะเป็นผีที่คอยคุ้มครอง ดูแล รักษามนุษย์

หากพูดตามความเชื่อทางภาคอีสานแล้ว เจ้าแห่งผีฟ้า ก็คือพญาแถน นั่นเอง พญาแถน เป็นเทวดาปกครองเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ และทำหน้าที่คอยดูแลให้ความช่วยเหลือมนุษย์ด้วย

ผีฟ้า หลายๆ คนได้ฟังแล้ว อาจคิดในแง่ลบ นั่นอาจเนื่องมาจาก มีปอบผีฟ้าเกิดขึ้นนั่นเอง ปอบผีฟ้า ไม่ได้หมายความว่า ผีฟ้าเป็นปอบนะครับ แต่หมายถึง คนทรงผีฟ้าต่างหากที่เป็นปอบ เป็นปอบเพราะรักษาข้อห้ามไม่ได้

ผีฟ้า มีบารมีค่อนข้างมาก สามารถล่วงรู้สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่รู้ ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ที่คนธรรมดาบอกไม่ได้ เช่น ควายหาย คนหาย คนเจ็บป่วยไม่สบาย เป็นต้น ชาวบ้าน ก็มักจะเชิญคนทรงผีฟ้า มาเข้าทรงและดูให้ ซึ่งในอดีต(ที่ผีฟ้ามาเข้าทรงจริงๆ) ก็บอกได้ค่อนข้างแม่นยำ จนเป็นความเชื่อและถือปฏิบัติกันสืบมา

คนทรงผีฟ้า มีสองแบบ คือแบบนั่งทรงธรรมดา และแบบรำทรง

ที่พบเห็นบ่อยๆ ก็คือแบบรำทรง ซึ่งมักเรียกว่า รำผีฟ้า และ ลำผีฟ้า

รำผีฟ้า คือการฟ้อนรำประกอบเสียงแคนเสียงลำ
ลำผีฟ้า คือการขับร้องประกอบเสียงแคน
หมอลำผีฟ้า คือคนที่ขับร้องและฟ้อนรำประกอบเสียงแคน


กลอนลำสำหรับบวงสรวงบูชาผีฟ้า เป็นกลอนลำเฉพาะผู้เล่าเรียนเท่านั้น ทางภาคอีสาน ตามหมู่บ้านต่างๆ หลายหมู่บ้าน จะมีคณะหมอลำผีฟ้าอยู่ หนึ่งคณะอาจจะมีประมาณ2-5คน ซึ่งจะมีหัวหน้าคณะ(โดยมากเป็นผู้หญิง) เรียกว่า แม่หมอ แม่หมอ จะเป็นผู้นำในการทำพิธีตั้งแต่ต้นจนจบ

คนที่จะลำผีฟ้าได้ จะต้องมีครู มีคาย (คายหมายถึงของบูชาครู).... หากผิดครู ผิดคาย... ก็เป็นปอบ
ผิดครู หมายถึง ผิดจากข้อปฏิบัติที่ครูสอนสั่ง
ผิดคาย หมายถึง ของบูชาครูไม่ตรงตามที่ครูระบุกำชับ (ขาดของสำคัญ)


หมอลำผีฟ้า ไม่ใช่หมอลำสำหรับเฉลิมฉลองขบงัน แต่เป็นหมอลำที่ใช้สำหรับรักษาอาการป่วยของคน โดยมากมักเป็นอาการป่วยแบบกินยาแล้วไม่หาย หาหมอรักษาไม่ได้ บางคน ป่วยเป็นโรคทางจิตแบบซึมเซา เหงาหงอย บางคน นอนซมกินข้าวไม่ได้ ก็จะเชิญหมอลำผีฟ้ามารักษา....นอกจากนั้น อาการอื่นๆ เช่นหากคาดเดาว่า มีผีมาทำร้าย โดนคาถาอาคม หรือโดนของ ก็ใช้หมอลำผีฟ้า ได้เช่นกัน

คนที่เคยได้รับการรักษาจากหมอลำผีฟ้าคณะไหน.... หากวันหน้าหมอลำผีฟ้าคณะนั้นมาลำที่หมู่บ้านตน แม้จะรักษาคนอื่นก็ตาม คนที่เคยได้รับการรักษานั้น ก็ต้องเข้าร่วมพิธีด้วย มิเช่นนั้น เชื่อกันว่า อาจเจ็บป่วยเป็นโรคเดิมได้อีก... ประเด็นนี้นี่เอง ทำให้เมื่อหมอลำผีฟ้ามาลำ คนเข้าร่วมจึงมีมากขึ้นๆ เมื่อมีคนเข้าร่วมมากขึ้น ความสนุกสนาน ร่าเริง เคล้ากับเสียงลำเสียงแคน จึงเกิดขึ้นได้ง่าย

การรักษาอาการเจ็บป่วยของผีฟ้า มีสองแบบ คือ
แบบแรก ผีฟ้าอาจจะเข้าสิงร่างใครคนใดคนหนึ่งที่เข้าร่วมพิธี และบอกว่า คนเจ็บป่วยนั้น โดนอะไรมา ไปทำผิดอะไรมา และให้แก้ไขด้วยวิธีอย่างไร

แบบที่สอง รักษาให้หาย ณ ที่พิธีนั้นเลย ซึ่งแบบที่สองนี้ หากมองในแง่จิตวิทยา อาจกล่าวได้ว่า จิตตนรักษาจิตตน นั่นเอง หมายถึง เมื่อมีความครึกครื้นรื่นเริง ปล่อยจิตใจไปกับเสียงลำเสียงแคน ลุกขึ้นฟ้อนรำ ทำให้จิตใจผ่อนคลายจากความตึงเครียด จิตใจที่ปรอดโปร่ง ทำให้ร่างกายสดใสแข็งแรงขึ้นมาได้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 351 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 350 ครั้ง
 
 
  14 พ.ค. 2550 เวลา 12:49:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่11) ผีปอบ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ผีปอบ หลายๆ คนคงเคยเห็นในหนังเรื่องผีปอบมาแล้ว ซึ่งในหนังทำรูปร่างผีปอบได้น่ากลัวมาก.. แต่ความจริงแล้ว ผีปอบ ไม่น่าจะมีรูปร่างน่ากลัวขนาดนั้น

ผีปอบ ตามที่ข้าพเจ้าได้ยินได้ฟังมา มีความเป็นมาดังนี้...

คนสมัยก่อน มักเรียนคาถาอาคม ผู้ชายก็เรียนอาคม ผู้หญิงบางคนก็เรียนอาคม ผู้ชาย โดยมากจะเรียนคาถาอาคมแบบอยู่ยงคงกระพันบ้าง แบบหมอผีบ้าง... ผู้หญิง มักจะเรียนอาคมแบบคนเข้าทรง หรือไม่ก็ถือผี เช่น ลำผีฟ้า เป็นต้น

การเรียนอาคมทุกอย่าง ต้องมีของคะลำ (หัวข้อต้องห้าม หรือที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด) เช่น ห้ามให้คนตบหัว ห้ามลอดผ้าถุง ห้ามลอดใต้ถุนบ้าน ห้ามรับเงินเกินค่าครู ห้ามโกหก ห้าม...ฯลฯ... ซึ่งครูอาจารย์ผู้สอนวิชาอาคมให้ ก็จะบอกกำชับว่า ต้องคะลำอะไรบ้าง... หากผิดข้อห้าม ความขลังอาจจะหายไป หรือเกิดอาการของขึ้น หรือเกิดความเสื่อมอะไรบางอย่าง เป็นต้น

การที่ต้องปฏิบัติตามข้อห้ามต่างๆ ก็เพื่อให้จิตผู้เรียนอาคม อยู่เหนืออาคม หรือสามารถบังคับอาคมได้ ถ้าเลี้ยงผีไว้ ก็มีอำนาจเหนือผี

แต่ในทางกลับกัน ถ้าผิดข้อห้าม ผลที่ไม่ดีก็มักจะเกิดขึ้น เพราะเราทำไม่ถูกต้องก่อน จิตเราก็จะอ่อนลง บังคับอาคมไว้ไม่ได้ ถ้าผู้ที่เลี้ยงผี ก็คุมผีไว้ไม่ได้

ผู้ชายที่เรียนอาคม โดยมาก ผลของการผิดข้อห้าม อาจจะทำให้คาถาเสื่อม ไม่ขลัง ของขึ้น หรือไม่ก็กลายเป็นสัตว์ เช่นเสือเป็นต้น ถ้าผู้เลี้ยงผี ก็อาจถูกผีแก้แค้น

สำหรับผู้หญิง เนื่องจากมักไม่ได้เรียนอาคมแบบเดียวกับผู้ชาย พอผิดข้อห้าม ผลจึงแตกต่างจากผู้ชาย... ผู้หญิงแถวอีสาน หากเรียนอาคม โดยมากจะเป็นแบบเข้าทรง หรือไม่ก็เรียนลำผีฟ้า ซึ่งเป็นพิธีเพื่อรักษาคนเจ็บป่วยอีกแนวทางหนึ่ง

ข้อห้ามของคนลำผีฟ้า คืออะไรบ้าง ข้าพเจ้าไม่ทราบ เนื่องจากเป็นศาสตร์ลึกลับ... ทว่า ก่อนลำทุกครั้ง ต้องมีการไหว้ครู แต่งขันบวงสรวง (แต่งคายอ้อ) ซึ่งก็จะมีเงินใส่ลงไปด้วย จำนวนเงินจำกัดตามที่ครูอาจารย์บอก เช่น หนึ่งสลึง เป็นต้น....

ผู้หญิง หากผิดข้อห้าม โดยมาก มักจะกลายเป็นปอบ
(ผู้ชายเป็นปอบ มิใคร่จะได้ยินนัก แต่ก็เคยได้ยินบ้างเหมือนกัน ซึ่งหากผู้ชายเป็นปอบ ว่ากันว่า ปราบยากกว่าปอบผู้หญิง เพราะของมันแรง อาคมมันแรงกว่า)

อะไรคือปอบ กลายเป็นปอบ คืออะไร?

พอผิดข้อห้าม จิตของคนนั้นจะอ่อนแอลง ไม่กล้าแกร่ง ไม่เข้มแข็ง หรือเรียกว่าจิตเสื่อม เพราะตนเองรู้อยู่ว่าผิด เมื่อจิตอ่อนแอลง ก็ไม่สามารถจะควบคุมอาคมที่ตนเองมีอยู่ได้ ตนเองจึงถูกอาคมนั้นย้อนกลับเข้าตัว และอยู่ใต้อำนาจของอาคม

คนที่ถูกอาคมย้อนเข้าตัว นั่นแหละ เขาเรียกว่าคนเป็นปอบ เพราะเป็นที่อาศัยของปอบ

ตัว อาคม เขาเรียกว่า ผีปอบ

ผีปอบ ก็คือจิตที่เสื่อมอันมีอาคมหรือมนต์ดำครอบงำไว้


ผีปอบ จริงๆ แล้วก็คือจิต (หรือดวงวิญญาณ) นั่นแหละ คนที่เรียนวิชาอาคมแบบหมอผีอาจจะมองเห็นได้ คนที่มีตาทิพย์อาจจะมองเห็นได้ แต่คนธรรมดามองไม่เห็น คนธรรมดามองเห็นเพียงคนที่เป็นปอบ หรือคนที่ปอบอาศัยสิงร่างอยู่เท่านั้น

ขณะผีปอบ (จิต) ไปเข้าคนอื่น คนที่เป็นปอบ จะไม่รู้ตัวเลยว่าปอบตัวเอง (มนต์ดำของตัวเอง) ไปเข้าใคร

แต่ตัวปอบที่ไปเข้าคนอื่น เวลาถูกถามว่า เป็นใคร มาจากไหน ก็จะบอกว่า ตัวเองเป็นใคร อยู่บ้านไหน ซึ่งเป็นคำตอบอย่างท้าทาย เพราะเข้าใจว่า ไม่มีใครปราบได้

จากนั้น ข่าวว่าคนนั้น คนนี้ เป็นปอบ ก็จะกระจายไปจนเข้าถึงหูของคนที่เป็นปอบ... คนที่เป็นปอบ(ซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย) ก็จะเกิดความอาย อายชาวบ้านคนอื่น อายเพื่อนบ้านด้วยกัน...

จากความอายนั้น ทำให้เมื่อตัวปอบ ไปเข้าคนอื่นๆ ต่อมา พอถูกถามว่า เป็นใครมาจากไหน ก็เลยไม่ตอบบ้าง ตอบว่ามาจากบ้านอื่นบ้าง ซึ่งก็คือการโกหก นั่นเอง จนมีคำพูดว่า “แลกหน้ากินปานปอบ” ... ซึ่งหมายถึง เอาชื่อคนอื่นไปแอบอ้าง ...ทว่า การโกหก เป็นสิ่งไม่ดี คนที่เรียนอาคม ทราบดีอยู่แล้ว มันฝังอยู่ในสันดาน อยู่ในจิต แม้จิตเป็นปอบ ก็ไม่กล้าโกหก ปอบแบบนี้ก็มี ปอบที่ไม่กล้าโกหก จึงมักจะไปหาเข้าคนบ้านอื่นที่อยู่ไกลๆ ซึ่งแม้จะบอกว่าตนเป็นใคร ชาวบ้านแถวนั้น ก็ไม่มีใครทราบ ไม่มีใครรู้จักตน จะได้ไม่ต้องอาย ...

จากความอายนั้น เมื่อคนที่เป็นปอบไปที่ไหน ก็จะไม่กล้าสบตาใคร โดยเฉพาะพระเณรผู้มีศีล คนที่เป็นปอบจะไม่กล้าสบตาเลย เพราะอาย แต่คนที่ถูกปอบเข้า จะไม่อายนะ เพราะตัวปอบสิงร่างตนอยู่ จึงไม่อาย จึงกล้าท้าพระ กล้าสบตาคนอื่นๆ อย่างท้าทาย

ปอบไปเข้าคนอื่น ก็เพราะมันหิว มันอยาก ซึ่งคนที่ปอบจะเข้าได้ง่าย โดยมากมักเป็นผู้หญิง เพราะมีจิตอ่อน มีจุดอ่อนแห่งจิตที่ปอบสามารถเข้าครอบงำได้ง่าย เมื่อเข้าแล้ว มักจะให้คนนั้นคนนี้ หาหมากหาพลูมาให้เคี้ยว ให้หาไก่มาต้มให้กิน เป็นต้น แล้วแต่ปอบจะอยากกินอะไร

ปอบธรรมดา น่ากลัวตรงที่เรามองไม่เห็น และเราไม่รู้ว่าคนที่ถูกปอบเข้า จะได้รับอันตรายอะไรอื่นๆ หรือไม่ หรือคนที่ถูกปอบเข้า จะไปทำร้ายคนอื่นรอบข้างหรือไม่

ปอบที่น่ากลัว คือปอบชนิดที่ดูดซับกินอวัยวะภายในคน มันกินอาหารที่เป็นมิติของมัน เหมือนกับไฟฉายดูดกินไฟจากถ่ายไฟฉาย ซากอวัยวะภายในอาจเหลืออยู่ แต่คนที่เป็นเจ้าของซากกลับตายไปแล้ว เพราะไอแห่งชีวะในร่างนั้น ถูกปอบดูดกินไปแล้ว จิต(หรือวิญญาณ)ของผู้ตาย จึงไม่สามารถอาศัยร่างนั้นได้อีกต่อไป

ปอบธรรมดาทั่วไป มักจะไม่ฆ่าคน แต่ปอบชนิดนี้ เป็นปอบที่หิวโหยมาก หิวจนทนไม่ไหว ความหิวโหยนี่แหละ ทำให้ปอบธรรมดา กลายเป็นปอบฆ่าคน หรือปอบกินคน

ปอบ ปัจจุบัน ไม่ค่อยได้ยินว่ามีปอบไปเข้าคนนั้นคนนี้แล้ว อาจเนื่องจากว่า คนยุคปัจจุบัน ไม่ค่อยได้เรียนอาคมกัน จึงไม่เป็นปอบ

คนยุคปัจจุบัน แม้จิตวิญญาณ ไม่เป็นปอบ แต่จิตวิญญาณ กลับเป็นผีอย่างอื่น ผีที่ซึมสิงครอบงำจิตเช่นเดียวกับปอบ แต่เวลาออกหากิน ไม่ต้องไปเข้าสิงคนอื่นเหมือนปอบ ใช้วิธีหากิน แบบหาเอามาเองเลย... ซึ่งผีนี้คือ ผีเปรต.... คนยุคปัจจุบัน เปลี่ยนจากผีปอบ มาเป็นผีเปรต กันก็มาก....

 
 
สาธุการบทความนี้ : 326 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 325 ครั้ง
 
 
  21 พ.ค. 2550 เวลา 12:36:04  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่12) ผีเป้า      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ผีเป้า เป็นผีที่ชอบกินของสด คาว มักแอบออกหากินตอนกลางคืน เที่ยวจับกบเขียดกิน หากหากบเขียดกินไม่ได้ อย่างน้อย สุดท้าย ก่อนกลับขึ้นบ้าน ก็จะกินขี้หมา รองท้องไปพลางๆ

ผีเป้า ความจริง ไม่ใช่วิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว แต่ ผีเป้า คือ คนที่ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ กลายเป็นเป้า

คำว่า “เป้า” หมายถึง คน หรือสัตว์ซึ่งปกติกินพืชเป็นอาหาร กินของสุกเป็นอาหาร เปลี่ยนไปชอบกินของเป็นๆ กินแบบจับได้ กินเลย ไม่ผ่านกระบวนการปรุงเป็นอาหาร

แมวเป้า หมายถึงแมว ที่จับสัตว์เป็นๆ กินเป็นอาหาร โดยมากมันเป็นแมวไม่มีเจ้าของ หรือแมวป่า แต่ว่าแมวบ้านทั่วๆ ไป ก็อาจกลายเป็นเป้าได้ หากเจ้าของไม่ค่อยให้อาหาร แมวตัวนั้นอดอยาก ไปหาจับหนู จับตุ๊กแก กิ้งก่า กินเป็นอาหารแทน นานเข้า ติดใจในรสชาติของสด กลายเป็นแมวเป้าไป ก็มี

คนที่เปลี่ยนไปชอบกินสัตว์เป็นๆ โดยไม่นำมาปรุงเป็นอาหาร เหมือนแมวจับหนูได้ กินเลยนั้น คือคนนั้นกลายเป็นเป้า เราเรียก คนเป็นเป้าว่า “ผีเป้า”

ผีเป้า เกิดจาก คนที่ใช้ว่านชนิดหนึ่ง นำมาเป็นมวลสารกายสิทธิ์ ช่วยให้ตนอาคมแก่กล้า ว่านชนิดนี้ บ้านข้าพเจ้าเรียกว่า ว่านเลือด หรือว่านเป้า ว่านเลือด ยางว่านจะมีสีแดงสดเหมือนเลือดและมีกลิ่นคาวเหมือนเลือด

ว่านชนิดนี้ ผู้เรียนอาคม มักปลูกไว้ข้างรั้วบ้าน สมัยก่อน ผู้ชายส่วนใหญ่ก็เรียนอาคมกันอยู่แล้ว การปลูกว่านนี้ไว้ในบ้าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และว่านนี้ ก็จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งด้วย นั่นคือ หากนำมาเข้ายา ก็เป็นยา หากนำมาเข้าพิธี ก็เป็นมวลสารกายสิทธิ์

ว่านชนิดนี้ เมื่อเข้าพิธีแล้ว มีความเป็นกายสิทธิ์อะไรบ้าง ข้าพเจ้าไม่ทราบ ส่วนคนกลายเป็นเป้าได้ ก็เกิดจากรักษาข้อกำหนดไม่ได้ หรือภาษาอีสานเรียก ผิดข้อคะลำ ทำให้ตนควบคุมมวลสารกายสิทธิ์นั้นไม่ได้ สุดท้าย ตกอยู่ภายใต้อำนาจมวลสารกายสิทธิ์นั้น และกลายเป็น เป้า ไปในที่สุด

ผีเป้า ความจริงไม่ได้ออกหากินเฉพาะกลางคืนหรอก กลางวัน ก็หากิน เช่นกัน เช่นหากไปหาปลา จับปลาได้ มองซ้ายขวาไม่มีคนมองตน ก็กัดกินปลาเป็นๆ เลย แต่โดยส่วนใหญ่ มักได้ยินเรื่องเล่าว่า ผีเป้า มักออกหากินตอนกลางคืน คงเป็นเพราะว่า ปลอดคน กินได้ถนัด

คนที่เป็นเป้า ก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติทั่วไป หากไม่มีใครไปเห็นจะจะ ตอนที่กำลังกินสัตว์เป็นๆ   ก็ไม่มีใครรู้ แต่หากมีคนบังเอิญไปเห็นและรู้เข้าว่าใครเป็นผีเป้า ผีเป้านั้น  ไม่อยากให้ชาวบ้านคนอื่นๆ รู้  กลัวจะอับอาย ก็อาจจะพูดต่อรอง ขอร้อง ให้ของแลกเปลี่ยน หรือไม่ ก็บอกว่า หากเปิดเผยให้คนอื่นรู้ เอ็งจะชิบหาย ซึ่งผีเป้ามีอาคมอยู่แล้ว การใช้ไสยศาสตร์ทำร้ายคนอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องยาก คนที่เห็น จึงยากจะมีใครนำมาเปิดเผยต่อ

ผีเป้า เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

ในหนัง มักทำให้ปอบกินของสดๆ กินไก่สด เป็นต้น ความจริงแล้ว ผีที่กินแบบนั้น ไม่ใช่ผีปอบหรอก แต่เป็นผีเป้า  

 
 
สาธุการบทความนี้ : 329 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 328 ครั้ง
 
 
  07 มิ.ย. 2550 เวลา 08:42:04  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่14) ผีโพง      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ผีโพง เป็นผีประเภทเดียวกับผีเป้า ผีโพงเกิดจากว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบเห็ดแสง

ว่านชนิดนี้ ผู้เรียนอาคม มักปลูกไว้ข้างรั้วบ้าน สมัยก่อน ผู้ชายส่วนใหญ่ก็เรียนอาคมกันอยู่แล้ว การปลูกว่านนี้ไว้ในบ้าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และว่านนี้ ก็จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งด้วย นั่นคือ หากนำมาเข้ายา ก็เป็นยา หากนำมาเข้าพิธี ก็เป็นมวลสารกายสิทธิ์

ว่านชนิดนี้ เมื่อเข้าพิธีแล้ว มีความเป็นกายสิทธิ์อะไรบ้าง ข้าพเจ้าไม่ทราบ ส่วนคนกลายเป็นผีโพงได้ ก็เกิดจากรักษาข้อกำหนดไม่ได้ หรือภาษาอีสานเรียก ผิดข้อคะลำ ทำให้ตนควบคุมมวลสารกายสิทธิ์นั้นไม่ได้ สุดท้าย ตกอยู่ภายใต้อำนาจมวลสารกายสิทธิ์นั้น และกลายเป็น ผีโพง ไปในที่สุด

ผีโพง ชอบกินของสดคาว แบบเดียวกับผีเป้า แต่ที่แตกต่างกันก็คือ ผีโพง จะมีแสงเรืองๆ บริเวณปากหรือไม่ก็ปลายจมูก (เข้าใจว่า น่าจะเป็นแสงจากว่านซึ่งผีโพงอมติดปากมา) ผีโพง ชอบแอบออกหากินตอนกลางคืน จับกบจับเขียดกิน บางครั้ง ผีโพง ก็ดูดกินเพียงยางคาวของกบเขียด หรือมันกินแบบไหนอย่างไรก็ไม่ทราบ ซึ่งหากไปทุ่งนาในวันต่อมา เห็น ตามคันนา มีซากกบเขียดนอนตายอยู่หลายตัว นั่นแสดงว่า ถูกผีโพงมาดูดเลียกินแล้ว

ผีโพง โดยมากเป็นชาย อาจเป็นเพราะว่า การเรียนคุณไสยชนิดนี้ เหมาะสำหรับผู้ชาย ก็เป็นได้

คนที่เป็นผีโพง ก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติทั่วไป หากไม่มีใครไปเห็นตอนที่กำลังกินสัตว์เป็นๆ ก็ไม่มีใครรู้ แต่หากมีคนบังเอิญไปเห็นและรู้เข้าว่าใครเป็นผีโพงแล้ว    ผีโพงนั้น  ไม่อยากให้ชาวบ้านคนอื่นๆ รู้ เพราะเป็นเรื่องน่าอับอายมาก ก็อาจจะเจรจาต่อรอง ขอร้อง ให้ของแลกเปลี่ยน หรือไม่ ก็บอกว่า หากเปิดเผยให้คนอื่นรู้ เอ็งจะชิบหาย ซึ่งผีโพงมีอาคมอยู่แล้ว การใช้ไสยศาสตร์ทำร้ายคนอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องยาก คนที่เห็น จึงยากจะมีใครนำมาเปิดเผยต่อ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 568 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 567 ครั้ง
 
 
  25 มิ.ย. 2550 เวลา 14:28:35  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่16) ผีเผด (ผีเปรต)      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ผีเผด คือผีคนที่ตายไปแล้ว ไปเกิดในภพภูมิแห่งเปรต หรือที่เรียกว่า เปรตวิสัย

ผีเผด เกิดจากผลของกรรมชั่ว ก็มี เกิดจากเศษผลของกรรมชั่วมาก ก็มี
ที่ว่าเกิดจากผลของกรรมชั่วนั้น หมายถึงทำกรรมนั้นแล้ว เกิดเป็นผีเผดโดยตรง... ซึ่งมีบาปกรรมหลายอย่าง หลายประเด็น จนแทบนับไม่ถ้วน สามารถทำให้ผู้ทำ กลายเป็นผีเผดได้ เช่น
ด่าพ่อแม่, ทุบตีพ่อแม่
ยักยอกทรัพย์
กินของวัด, กินของสงฆ์
ฯลฯ


ที่ว่าเกิดจากผลของกรรมชั่วมากนั้น หมายถึงทำกรรมนั้นแล้ว ไปตกนรกก่อน แต่ผลกรรมนั้นยังไม่หมด ยังเหลือเศษอีก ก็มาเกิดเป็นผีเผด รับกรรมต่อ (หมดกรรมจากเปรต ก็อาจไปรับเศษกรรมเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ไปรับเศษกรรมในมนุษย์ต่อ) ... ซึ่งมีบาปกรรมหลายอย่าง หลายประเด็น จนแทบนับไม่ถ้วน สามารถทำให้ผู้ทำ รับเศษกรรมกลายเป็นผีเผดได้ เช่น
ปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์
ฉ้อฉล โกงกิน
ทรมานสัตว์ เช่น ชนไก่ เป็นต้น
ด่าพ่อแม่, ทุบตีพ่อแม่
ยักยอกทรัพย์
กินของวัด, กินของสงฆ์
ฯลฯ

     หากจะว่าถึงมูลกิเลส ที่ทำให้เป็นเผด แล้ว ก็คือ กิเลสที่เรียกว่า โลภะ หรือ ความละโมบโลภมาก นั่นเอง เมื่อมีกิเลสตัวนี้เจือในบาปกรรมใดๆ ก็ตาม ความเป็นเปรต ก็จะเจืออยู่ในผลกรรมนั้นๆ

     โดยปกติแล้ว ผีเผดเขาก็จะใช้ชีวิตอยู่ในเปรตวิสัย หรือแดนเปรต ซึ่งอยู่คนละมิติกับแดนมนุษย์แต่ก็อยู่ในโลกใบเดียวกันนี้ ซึ่งอาจจะมีบางครั้ง ณ จุดเวลาหนึ่ง สถานที่หนึ่ง พอดีว่าความถี่มันกลืนกันพอดี หรืออาจเรียกมิติเปิดก็ได้ ก็อาจทำให้คนเรามองเห็นผีเผดได้

     แต่ในบางกรณี ผีเผดอาจใช้อำนาจจิตตน ปรากฏกายให้คนเห็น ก็ได้ ว่ากันว่า หากผีเผด ปรากฏกายให้เห็น แสดงว่า เขาต้องการมาขอส่วนบุญ ผู้พบเห็นควรทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเจาะจงเปรตตนนั้น

     ผีเผด เท่าที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราว โดยมากจะพบเห็นตามบริเวณวัด อาจเป็นเพราะว่าวัดเป็นสถานที่ที่ผีเผดจะหาอาหารได้ง่ายก็เป็นได้

    ความจริงแล้ว ผีเผด จะพยายายามไปในทุกๆ ที่ ที่หวังว่าจะได้อาหาร หวังว่าจะได้ส่วนบุญ หากพวกเขาทราบข่าวว่า มีทำบุญที่ไหน มีคนจะอุทิศส่วนบุญให้เปรตที่ไหน พวกเขาจะรีบวิ่งไปรอคอยยื้อแย่งอาหารหรือส่วนบุญ  พวกผีเผด จะหูไว ตาไวมาก หมายถึงว่า ได้ข่าวเร็วมาก พอได้ข่าวปุ๊บ ก็รีบไปเลย จะได้ไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่ง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 321 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 320 ครั้ง
 
 
  12 ก.ค. 2550 เวลา 12:52:00  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่17) ผีเผด(ต่อ)      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ผีเผด มีรูปร่างมากมาย นับไม่ถ้วน ซึ่งที่มีกล่าวถึงในตำรา ก็ไม่น้อย โดยได้แบ่งออกเป็นจำพวกใหญ่ๆ ดังนี้

๑. วันตาสาเปรต
     เปรตพวกนี้มีรูปร่างชั่วร้ายน่าเกลียด มีสถานที่อยู่ไม่แน่นอน ปรากฏว่าได้เสวยทุกข์เวทนามีความอดอยากความหิวโหยเป็นกำลัง
     บางครั้งพาสังขารเซซังมาสู่แดนมนุษย์ เห็นมนุษย์ทั้งหลายขากถ่มเสลดน้ำลายออกมา เปรตเหล่านี้ต่างก็พากันดีเนื้อดีใจ รีบตรงไปก้มหน้าลงดูดเอาโอชะแห่งเสลดน้ำลายของมนุษย์เหล่านั้น ได้กินเป็นอาหารหน่อยหนึ่ง แล้วก็หิวโหยต่อไปอีกตามเดิม มันต่างพากันเที่ยวเดินโซซัดโซเซเสวยทุกขเวทนาโดยการเสวงหาเสลดน้ำลายกินเป็นอาหารอยู่อย่างนี้นานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้

๒. กุณปขาทาเปรต
     เปรตประเภทนี้มีรูปร่างน่าเกลียดพิลึก มีสถานที่อยู่อันแน่นอนมิได้อีกเช่นกัน บางวันก็เที่ยวเพ่นพ่านเข้ามาถึงแดนมนุษย์เที่ยวซอกซอนหาซากอสุภะกินเป็นอาหาร
     ครั้นเห็นซากอสุภะของมนุษย์ของสัตว์ที่กระทำกาลกิริยาแล้ว และกำลังเปื่อยพังเน่าเหม็นอย่างร้ายกาจเหลือหลาย เขาเหล่านั้นต่างพากันดีเนื้อดีใจ รีบวิ่งตรงเข้าไปก้มลงดูดโอชะอันเน่าเหม็นจากซากอสุภะนั้นกินเป็นอาหารด้วยความหิวโหยสุดประมาณ ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างนี้นานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้

๓. คูถขาทาเปรต
     เปรตประเภทนี้รูปร่างน่าเกลียดน่าชัง มีกลิ่นเหม็นสาบน่าอิดสะเอียนเป็นที่สุด เมื่อเที่ยวสะเปะสะปะมาถึงแดนมนุษย์ในบางครั้งแล้ว ครั้นเห็นมูตรคูถคืออุจจาระปัสสาวะที่มนุษย์ถ่ายทิ้งไว้ ก็พากันดีเนื้อดีใจ ยิ่งมีกลิ่นเหม็นคลุ้งไป เพราะถ่ายไว้หลายวันหมักหมมไว้นานเป็นกองโตใหญ่ ก็ยิ่งชอบใจวิ่งรี่เข้าไปกองคูถมีกิริยาดุจสุนัขโซเห็นกองคูถกินเป็นอาหารด้วยความหิวโหยสุดประมาณต้องเสวยทุกขเวทนาโดยมีคูถมูตรเป็นอาหารอยู่อย่างนี้เป็นเวลานาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้
     เปรตกินของไม่สะอาดทั้ง ๓ จำพวก ซึ่งได้แก่วันตาสาเปรต เปรตกินเสลดน้ำลายของมนุษย์ ๑ กุณปขาทาเปรต เปรตกินซากอสุภะที่มีกลิ่นเน่าเหม็น ๑ คูถขาทาเปรต เปรตกินมูตรคูถที่มีกลิ่นเหม็นร้ายแรง ๑ ดังกล่าวมาแล้วนี้ บางทีท่านก็เรียกว่าเป็น "ปีศาจ" เพราะมีความหิวโหยเป็นกำลัง และเกิดขึ้นในสถานที่ที่ไม่สะอาดทั้งบริโภคของไม่สะอาดอยู่เป็นเนืองนิตย์ โดยปกติเป็นอทิสมานกาย คือมีกายไม่ปรากฏในสามัญจักษุของมนุษย์ทั้งหลาย นอกจากตนต้องการจะแสดงให้มนุษย์เห็นเป็นครั้งคราวเท่านั้น

๔. อัคคิชาลมุขาเปรต
     เปรตประเภทนี้มีรูปร่างผอมโซสกปรกนักหนาที่ได้รับการตั้งชื่อว่าอัคคิชาลมุขาเปรต ก็เพราะเหตุที่เขาเหล่านั้นถูกอกุศลกรรมวิบากบันดาลให้มีเปลวไฟแลบออกมาจากปาก ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
     เปรตถูกไฟไหม้ปากและลิ้น ได้รับความทุกข์ทรมานเจ็บปวดแสบร้อนอย่างแสนสาหัส ครั้นทนไม่ได้ก็วิ่งร้องลั่นไปในเปรตวิสัย มันวิ่งร้องครางไปไกลตั้งร้อยโยชน์พันโยชน์ ไฟเปรตเวรกรรมนั้นก็หาดับไม่ มิหนำซ้ำไฟจัญไรกลับทวีความร้อนแรงเผาปากและลิ้นให้ได้รับความปวดร้าวหนักเข้าไปอีก
     ต้องเสวยทุกขเวทนาโดยมีเปลวไฟเผาลนปาก และวิ่งร้องลั่นไปในแดนเปรตอย่างเพ่นพ่านอยู่เช่นนี้นานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนได้ทำไว้

๕. สูจิมุขาเปรต
     เปรตประเภทนี้มีรูปร่างแปลกพิกล ท้องใหญ่ คอยาว ปากเล็กเท่ารูเข็ม ได้อาหารตามวิสัยเปรตแล้ว กว่าจะบริโภคได้แต่ละมื้อแต่ละครั้งนั้นยากนักหนา ไม่พออิ่มไม่พออยาก เพราะเหตุที่ตนมีปากเล็กเท่ารูเข็ม อาหารไม่อาจจะผ่านช่องปากเข้าไปได้โดยง่ายเลย
     ต้องเสวยทุกขเวทนาได้รับความลำบากเหลือหลาย มีรูปกายผอมโซและดำเกรียม แลดูน่าเกลียดน่าชังสุดประมาณ ต้องเป็นเปรตหิวโหยเพราะอดอยากอาหารอยู่อย่างนี้มานานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้

๖. ตัญหิกาเปรต
     เปรตประเภทนี้มีรูปร่างผอมโซเช่นเดียวกับเปรตประเภทอื่น เพราะความอดอยากโดยมาก ที่ได้ชื่อว่าตัญหิกาเปรตก็เพราะเหตุที่มีความอยากข้าวอยากน้ำเป็นกำลัง บางครั้งเดินตระเวรท่องเที่ยวเพื่อเสาะแสวงหาอาหารเรื่อยไป จนมาถึงแดนมนุษย์โลกเรานี้
     คราใดเหลือบสายตาไปแลเห็นสระ บ่อ บึง ห้วย หนองน้ำ และนทีก็ดีเนื้อดีใจ รีบวิ่งเข้าไปหมายจะดื่มกินให้สมอยาก แต่ครั้นพอวิ่งไปถึง น้ำในบ่อบึงและนทีเป็นต้นนั้น ก็พลันกลับกลายเป็นสิ่งอื่นมิใช่น้ำไปเสีย ทั้งนี้ก็โดยอำนาจอกุศลกรรมวิบากบันดาลให้เป็นไป
     เขาพลาดหวังไปดังนี้ ก็มีความเสียอกเสียใจเป็นอันมาก ต้องทนทุกขเวทนาเสวยกรรมได้รับความอดอยากอยู่อย่างนี้ ตลอดเวลานานเป็นหมื่นเป็นแสนปี เขาไม่เคยได้ลิ้มรสแห่ง “ข้าว” “น้ำ” เลย ต้องเปล่าเปลี่ยวเร่ร่อนพเนจรไปด้วยความอดอยากอยู่อย่างนั้นนานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้

๗. สนิชฌามกาเปรต
     เปรตประเภทนี้มีรูปร่างสัณฐานแปลกกว่าเปรตประเภทอื่น โดยมีฟันขาว มีเขี้ยวยื่นงอกออกมาจากปาก ผมเผ้ายาวพะรุงพะรัง ริมฝีปากบนห้อยย้อยลงมาทับริมฝีปากข้างล่าง   แลดูแสนจะทุเรศนัยน์ตาหนักหนา การที่พวกเขาได้ชื่อว่าสนิชฌามกาเปรต ก็เพราะเหตุว่าพวกเขามีสัณฐานและลักษณะการประดุจต้นตาลหรือต้นไม้ใหญ่ที่ถูกไฟไหม้สูงชะลูดดำทะมึนแลดูน่ากลัว
     เนื้อตัวมีกลิ่นเน่าเหม็น ตีนและมือเป็นง่อยจะเคลื่อนไหวไปมามิได้ ยืนร้องไห้ร้องครวญครางเพราะความอดอยากหิวโหยอาหาร ต้องยืนทื่อทรมานอยู่กับที่โดยไม่มีอาหารจะบริโภค อยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน นับจำนวนวันเดือนปีไม่ถ้วนไปจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้

๘. สัตถังคาเปรต
     เปรตประเภทนี้มีสรีระร่างใหญ่โต มีเล็บตีนและเล็บมือยาวคม ความคมแห่งเล็บตีนเล็บมือของเขานั้น เปรียบประดุจความคมแห่งมีดและดาบที่ลับไว้อย่างดี เล็บตีนและเล็บมือของเขานั้นมีสัณฐานงอเหมือนขอเหมือนเบ็ด
     เปรตประเภทนี้ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาใช้เล็บตีนเล็บมืออันแปลกพิกล ข่วนร่างของตนเองให้ขาดวิ่นเป็นเเผลยับกระจุยกระจาย มีเลือดไหลออกมานองเนือง แล้วก็ดื่มกินซึ่งเลือดเนื้อของตนเองนั้นแลเป็นอาหาร
     พร้อมกันนั้นก็ร้องลั่นไปด้วยความเจ็บปวดต้องเสวยทุกขเวทนา เป็นเปรตมีเล็บมืออันคมกล้าข่วนตะกุยควักเอาเนื้อเเห่งตนออกมากินเป็นอาหาร พร้อมกับร้องลั่นเอ็ดตะโรอยู่อย่างนี้เป็นเวลานานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้

๙. ปัพพตังคาเปรต
     เปรตประเภทนี้มีร่างกายโตใหญ่เหมือนบรรพตภูเขาและได้รับทุกขเวทนาอย่างน่าแปลกประหลาด คือ ในเพลาราตรี ทั่วทั้งร่างกายของเขาถูกไฟไหม้ มีร่างกายสว่างไสวรุ่งเรืองด้วยเปลวไฟปรากฏแก่บุคคลผู้แลดูในที่ไกลประดุจภูเขาใหญ่ถูกไฟไหม้ลุกแดงฉะนั้น ในเพลากลางวัน ปรากฏเป็นควันระอุล้อมอยู่รอบกาย เขาต้องถูกไฟเปรตเผาครอกนอนกลิ้งไปกลิ้งมาดุจดงขอนไม้อันกลิ้งอยู่กลางไร่กลางป่าฉะนั้น
    เขาได้เสวยทุกขเวทนาดังจะขาดใจตาย เหลือที่จะทนได้แล้ว ก็ร้องครางร้องครวญปริเทวนาการ มันเป็นเสียงร้องครวญครางขนาดใหญ่โกลาหลทั้งนี้ก็เพราะว่าเปรตประเภทนี้มีหลายตนหลายเปรต ต้องเสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศอยู่อย่างนี้เป็นเวลานานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้

๑๐. อชครังคาทิเปรต
     เปรตประเภทนี้เป็นเปรตเบ็ดเตล็ด เพราะมีร่างกายแตกต่างกันหลายอย่างหลายชนิด โดยมีรูปร่างคล้ายกับสัตว์เดียรัจฉานต่าง ๆ ที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปในเมืองมนุษย์โลกนี้ เช่น บางเปรตมีรูปร่างเหมือนกับงูเหลือม ควาย เหี้ย หมา ม้า ไก่ ปลา จระเข้ และบางรูปร่างเหมือนกับมนุษย์ขี้เรื้อน มีรูปร่างแตกต่างกันไป เดินเพ่นพ่านขวักไขว่ปะปนกันในแดนเปรต
     แม้จะมีรูปร่างลักษณะผิดแผกแตกต่างกันไป แต่ก็ถูกไฟเปรตเผาไหม้ตลอดร่างกายอยู่ทั่วทุกตัวเปรตเหมือนกัน ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืนไม่ว่างเว้น ต้องเสวยผลวิบากแห่งอกุศลกรรมเป็นเปรต มีรูปร่างแสนทุเรศได้รับทุกขเวทนาถูกไฟไหม้อยู่อย่างนี้เป็นเวลานานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้

๑๑. มหิทธิกาเปรต
     เปรตประเภทนี้ เป็นเปรตมีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ และทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงามดุจเทพยดาทั้งหลาย แต่ว่าเป็นผู้ห่างไกลจากความสุขสบาย เพราะให้รู้สึกหิวโหยอาหาร เต็มไปด้วยความอดอยากเป็นยิ่งนัก ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ บางครั้งก็ตระเวนท่องเที่ยวจนถึงเมืองมนุษย์โลกเรานี้
     ครั้นประสบโชคดีได้พบเห็นของที่ไม่สะอาดคือสิ่งโสโครกต่าง ๆ เช่น มูตรคูถในเวจกุฏิที่มนุษย์พากันไปถ่ายหมักหมมไว้เป็นเวลานานแรมปี ก็ตรงรี่วิ่งเข้าไปดูดเอาโอชะอันชั่วร้ายเน่าเหม็นนั้นกินเป็นอาหาร ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความอดอยากนี้เป็นเวลานานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ตนทำไว้

๑๒. เวมานิกเปรต
     เปรตประเภทนี้ดูว่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเปรตทุกประเภท เพราะเหตุว่ามีสมบัติคือวิมานเป็นของทิพย์ บางครั้งได้เสวยความสุขประดุจดังว่าตนนั้นหรือคือเทพยดา
     ครั้นปรารถนาจะเอาอะไรก็ได้ดังใจ และมีเปรตบริวารรับใช้มากมายอยู่หลายเปรต ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย แต่แล้วเมื่อถึงกาลกำหนดที่จะต้องเสวยทุกข์ตามประสาเปรต อกุศลกรรมวิบากก็เข้าทำหน้าที่บันดาลให้กลายเพศเป็นเปรตมีรูปร่างแสนจะน่าทุเรศและน่าเกลียดน่าชัง บางครั้งได้เสวยทุกขเวทนายิ่งกว่าเปรตธรรมดาเสียอีก ต้องเสวยทุกขเวทนาโดยมีสภาพเป็นกึ่งเปรตกึ่งเทวดา ผลัดเปลี่ยนไปตามกาละอยู่อย่างนี้เป็นเวลานานแสนนาน จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ตนทำไว้


(เนื้อหาด้านบน ได้มาจาก http://www.mindcyber.com/content/data/4/0013-1.html   แต่ข้าพเจ้าได้ปรับเปลี่ยนแก้ไขบางจุดให้ถูกต้องตามที่เห็นสมควร)

๑๓. มนุสสเปรต
     มนุสสเปรต คือเปรตคนเป็น หรือที่เรียกว่า มนุสฺสเปโต หมายถึงผู้ที่มีรูปกายเป็นคนอย่างเราๆ แต่ภายในใจเป็นเปรต ยักยอก ฉ้อฉล โกงกิน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 320 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 319 ครั้ง
 
 
  12 ก.ค. 2550 เวลา 12:59:27  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่19) ผีก็องก็อย      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก โดยเฉพาะหน้าหนาว ฤดูเกี่ยวข้าว ตอนเช้าตรู่ เมื่อเดินไปนาตามทางเกวียน จะพบเห็นรอยเท้าเล็กๆ ยาวประมาณหนึ่งนิ้ว ความกว้างได้สัดส่วนพอเหมาะกับความยาว ซึ่งรอยเท้านี้ มีรูปร่างเหมือนรอยเท้าคนทุกประการ ต่างกันเพียงขนาดเล็กกว่ามาก

     รอยเท่านี้ จะปรากฏเห็นชัดเจนในบริเวณที่เป็นดินทราย  สิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่งคือ ดูจากแนวเส้นทางเดินของรอยเท้าแล้ว เหมือนกับว่าเจ้าของรอยเท้า มีขาข้างเดียว หรือไม่ก็ใช้ขาข้างเดียวเดิน หรือหากเดินสองขาก็คงเดินตวัดเท้าเหมือนนางแบบ

     เมื่อถามคนเฒ่าคนแก่ ท่านก็บอกว่า นั่นเป็นรอยเท้าผีก็องก็อย

     ผีก็องก็อย คืออะไร

     เรื่องราวเกี่ยวกับผีก็องก็อย ยังคงเร้นลับ เพราะไม่มีบันทึกจากผู้พบเห็นจริงเหลือไว้ให้ศึกษา เป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก ข้าพเจ้าเองก็เคยเห็นเพียงรอยเท้าเท่านั้น

     คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ผีก็องก็อย ความจริงไม่ใช่ภูตผีวิญญาณ แต่เป็นสัตว์ตัวเล็กๆชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายค่าง มีเท้าและอุ้งเท้าคล้ายๆ เท้าคน มีมือสองมือเหมือนค่าง มีขาสองขา

     ผีก็องก็อย ตัวเล็กๆ หาตัวยาก แม้จะพบรอยเท้า และเดินตามรอยเท้าไป ก็อาจจะไม่สามารถหาตัวผีก็องกอยพบได้ เหมือนกับว่ามันไปมาไร้ร่อยรอย หายตัวได้ จึงเรียกว่า ผี ทั้งๆ ที่ความจริง มันเป็นสัตว์


     บางคนเล่าเสริมว่า หากพบรอยเท้าผีก็องก็อย แล้วคิดจะติดตาม จะต้องเดินย้อนรอยเท้ามัน เพราะผีก็องก็อย มันจะเดินถอยหลัง คือมันระแวงว่าจะมีใครคอยติดตามมัน มันก็เลยมองดูทางที่มันมาแล้วเป็นหลัก ส่วนทางที่กำลังจะไป มันจะหันมองเป็นครั้งคราวเท่านั้น ดังนั้นเอง ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ เมื่อพบรอยเท้าผีก็องก็อย และตามรอยเท้าไป ยิ่งเดินตาม ก็จะยิ่งไกลห่างจากตัวผีก็องก็อย มากขึ้นเท่านั้น

     ผีก็องก็อย ไม่ใช่ผีดุร้าย อาหารของมันคือของสดคาว เช่นกบเขียด ปลา เป็นต้น ชอบออกหากินตอนกลางคืน ว่ากันว่า มันชอบแอบไปขโมยกินปลาตามไซ ปลาในไหดักปลาของชาวนา

     ปัจจุบัน แถวบ้านข้าพเจ้าเอง ก็ไม่พบเห็นรอยเท้าผีก็องก็อยแล้ว ไม่รู้ว่าที่อื่นเช่นตามป่าเขา จะยังมีผีก็องก็อยอยู่หรือไม่ หรือว่าเป็นสัตว์สูญพันธุ์ไปแล้ว ก็ไม่รู้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 356 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 355 ครั้ง
 
 
  20 ก.ค. 2550 เวลา 12:53:51  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่21) ผีพาย      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     หมู่บ้านในชนบทสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ กลางคืนไม่มียุงมารบกวน ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องกางมุ้ง บางครั้งก็นอนกันข้างนอก หรือนอนที่ห้องโถงเลยก็มี

     เมื่อนอนตื่นเช้าขึ้นมา บางครั้งพบว่าบริเวณใกล้ๆหัวเข่า มีรอยช้ำอยู่สองจุด เหมือนรอยถูกอะไรสักอย่างกัดและดูดเลือดไป พอให้คนเฒ่าคนแก่ดู ท่านก็บอกว่า แสดงว่าเมื่อคืน นอนชันเข่า จึงถูกผีพายมาดูดเลือด


     เอ... แล้วผีพายคืออะไร

     ผีพาย ปรากฏในบทร้องจ้ำหมู่หมี่ ว่า “หน้าผีพาย หน้าหยิกหน้าหย่อม” ซึ่งก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันหน้าตายังไง

     ว่ากันว่า ผีพาย เป็นสัตว์เลี้ยงของหมอผี หรือผู้มีวิชาอาคม ซึ่งก็ไม่รู้ว่า เขาเลี้ยงไว้ใช้ทำอะไร (เดาว่า คงเลี้ยงไว้ใช้งานลักษณะนักข่าว ให้ช่วยสืบเสาะหาข้อมูลตามที่ตนต้องการ เช่น คนนั้น คนนี้ ตอนนี้อยู่ไหน อยู่ที่บ้านหรือเปล่า เป็นต้น)

     ผีพาย ปรากฏกายในลักษณะของสัตว์ปีก หรือแมลงมีปีกชนิดหนึ่ง บินวับๆคล้ายๆ ผีเสื้อ โฉบหายรวดเร็วคล้ายๆ นก คนที่เคยเห็นเล่าให้ฟังว่า เคยพบเห็นตอนใกล้ค่ำ กำลังมืด มันจะบิน ฟายไป ฟายมา (บินวาบไป วาบมา) ซึ่งหากเป็นเราๆ ท่านๆ ก็คงไม่รู้หรอกว่า อันไหนคือผีพาย อันไหนคือผีเสื้อ

     ผีพาย กินเลือดเป็นอาหาร ซึ่งหากเลี้ยงไว้และควบคุมให้อยู่ในอำนาจได้แล้ว ผู้เลี้ยงอาจปล่อยให้มันออกหากินเอง โดยผีพาย มักออกหากินตอนกลางคืน ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมมันจะต้องเลือกดูดเลือดเฉพาะคนที่นอนชันเข่า แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่า คนที่นอนชันเข่า มันดูดเลือดได้ง่ายก็เป็นได้

     คนที่ถูกดูดเลือด จะมีรอยเป็นจ้ำๆ สองจุด นั่นแสดงว่า ผีพาย มีเขี้ยว สองเขี้ยว สำหรับเจาะดูดเลือด ผีพายดูดเลือดกินนิดเดียวก็อิ่ม ดังนั้น ผู้ถูกดูดเลือด จึงไม่มีอาการของโรคอะไร นอกจากรอยจ้ำๆ สองจุดเท่านั้น

     เข้าใจว่า ผีพาย เป็นสัตว์เลี้ยงของหมอผีหรือผู้เรียนอาคม คล้ายๆ ควายธนู และวัวธนู ซึ่งควายธนูและวัวธนูกินใบไม้ยอดไม้เป็นอาหาร ที่พบมากคือ กินใบมะพร้าวเป็นอาหาร แต่ผีพายกินเลือดเป็นอาหาร

 
 
สาธุการบทความนี้ : 150 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 149 ครั้ง
 
 
  25 ก.ค. 2550 เวลา 12:24:36  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่23) ผีบังบด      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     ผีบังบด ความจริง เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ภูตผี แต่เนื่องจาก เรามองไม่เห็นด้วยตาธรรมดา จึงเรียกว่าผี

     ต้องทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า โลกมนุษย์ที่เราอาศัยอยู่นี้ มีอยู่หลายมิติ เราอยู่ในมิติของเรา เห็นภาพ สัมผัสสิ่งของต่างๆ ในมิติของเราได้ และมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่ง เขาก็อยู่ในมิติของเขา เห็นภาพ สัมผัสสิ่งของต่างๆ ในมิติของเขาได้

     ผีบังบด เป็นมนุษย์ที่อยู่ในโลกใบเดียวกันกับเรา เรามองไม่เห็นเขา (แต่ผู้มีตาทิพย์สามารถมองเห็นได้) แต่เขาสามารถเห็นเราและเข้าสู่มิติเราได้ หากเขาต้องการ

     ที่ได้ชื่อว่าผีบังบด น่าจะเนื่องจากว่า  “อยู่ใกล้กันเพียงแค่นี้ แต่เรามองไม่เห็นเพราะมีสิ่งบังตา หรือพรางตา”


     ปกติแล้ว ผีบังบด จะไม่ปรากฏกายให้คนทั่วไปเห็น แต่มักจะปรากฏกายให้พระภิกษุผู้มีศีล ธุดงค์เดินทางตามป่าเขา เห็น เช่น ปรากฏตัวเป็นชาวไร่ชาวนาเอาข้าวน้ำไปถวายพระเป็นต้น ซึ่งพระจะเดาได้โดยสังเกตจากที่ว่า ใกล้แถวๆ นั้นไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีไร่นา แล้วจะมีชาวบ้านที่ไหนมีข้าวร้อนๆ แบบนี้ได้ ถ้าไม่ใช่ผีบังบด

     ผีบังบด เป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมงดงาม เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ชอบทำบุญทำทาน ฟังธรรมตามกาล โดยจะมีพระผู้มีฤทธิ์ไปแสดงธรรมให้ฟัง

     ข้าพเจ้าเอง แม้ไม่เคยเห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็ได้รับการยืนยันจากครูบาอาจารย์สายกรรมฐานหลายท่าน ว่ามนุษย์อีกมิติหนึ่งมีอยู่จริง เมืองมนุษย์บนโลกนี้ ไม่ได้มีเฉพาะเรา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 140 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 139 ครั้ง
 
 
  01 ส.ค. 2550 เวลา 13:54:56  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่25) เสือสมิง      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ดึกสงัด กลางป่าลึก

“พ่อใหญ่บุญ”
“กู๊ก”
“ฟ้าวเมือบ้านเร็วๆ เมียเจ้าบ่สำบาย”
พ่อใหญ่บุญ เป็นห่วงเมีย จึงรีบลงจากนั่งร้านบนต้นไม้ เพื่อกลับบ้านไปดูภรรยา
โกร๊ก !!!
แล้วพ่อใหญ่บุญก็เสียชีวิต ภายใต้คมเขี้ยวของเสือสมิง
.................................

นิทานเกี่ยวกับเสือสมิง หลากหลายแบบ เราคงได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ   เสือสมิง เป็นอะไรบางอย่าง ที่น่ากลัวสำหรับคนเดินป่าเลยทีเดียว

เสือสมิง ไม่ใช่เสือธรรมดา นอกจากจะมีความสามารถเหมือนเสือทั่วไปแล้ว ยังสามารถจำแลงแปลงกายได้อีกด้วย

ว่ากันว่า มันสามารถจำแลงกายเป็นคนได้ตามหน้าตาที่มันมีข้อมูลอยู่ เช่น เมื่อมันเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินป่า มันจะจดจำหน้าตาคนกลุ่มนั้นไว้ แล้วจำแลงกายเป็นใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อล่อเหยื่อ

เท่าที่เคยได้ยินมา มันมักจะจำแลงกาย เป็นเพื่อนของเหยื่อ เป็นญาติของเหยื่อ เป็นหญิงสาวหลงทาง เป็นหญิงแก่หลงทาง ปรากฏกายมาขอความช่วยเหลือ


ว่ากันว่า เสือสมิง เกิดจาก 2 ลักษณะคือ

1. เสือธรรมดา ที่ฆ่าคน กินคน แล้ววิญญาณของคนคนนั้น เข้าสิงร่างเสือ ซึ่งอาจจะมีวิญญาณเดียว หรือ เสือสมิงบางตัว อาจมีหลายวิญญาณสิงอยู่ ซึ่งวิญญาณที่สิงเสืออยู่นั่นแหละ คือผี ผีที่สามารถจำแลงกายให้คนเห็น ตามที่ตนต้องการได้ โดยใช้วิธีสะกดจิต นั่นเอง เช่น ภาพจริงๆ ยังคงเป็นเสือ แต่ภาพที่ปรากฏต่อจักษุประสาทกลับเป็นหญิงสาว เป็นต้น

2. ผู้ชายบางคนเรียนวิชาอาคมแบบอยู่ยงคงกระพัน หรือเรียนอาคมแปลงกายเป็นเสือ แล้วไม่สามารถปฏิบัติตามข้อห้ามได้ สุดท้ายตนต้องกลายเป็นเสือไปในที่สุด ซึ่งเรามักเรียกว่า สมิงอาคม


หากพบคนที่น่าสงสัยว่า เป็นเสือสมิงหรือไม่นั้น ว่ากันว่า ให้โยนไม้ขีดไฟให้ลองจุดดู ถ้าไม่สามารถจุดไม้ขีดได้ แสดงว่าเป็นเสือสมิง เพราะเสือสมิงไม่มีนิ้วแบบมนุษย์ มีแต่อุ้งเท้า
............................

สามเณรธุดงค์รูปหนึ่ง ธุดงค์เดี่ยวในป่าลึก ปักกลดกลางป่า... กลางดึก ขณะนั่งกรรมฐาน ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเรียก ท่านลืมตาขึ้น มองผ่านม่านมุ้งออกไป ท่ามกลางแสงจันทร์ลางๆ เห็นหญิงสองแม่ลูกคู่หนึ่ง นั่งอยู่นอกกลด พูดขอความช่วยเหลือ ขอร้องให้สามเณรออกนอกกลดมาช่วยเหลือ

สามเณรเอะใจ จึงได้แต่สนทนาอยู่ในกลด ...
สุดท้าย หลับตาสวดคาถา...
บริกรรม เพื่อให้จิตสงบ
เมื่อจิตสงบปราศจากการถูกครอบงำ...
ท่านลืมตาขึ้นอีกที
เห็นหลังเสือสองตัว พลันกระโจนลับตาไป

 
 
สาธุการบทความนี้ : 133 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 132 ครั้ง
 
 
  09 ส.ค. 2550 เวลา 11:33:36  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่28) ผีแม่หม้าย      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     ภาพปลัดขิกขนาดใหญ่ ชี้โด่ อยู่ตามทางเข้าหมู่บ้านต่างๆ มักจะมีปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยๆ บางครั้งแต่ละครัวเรือนก็แยกกันทำปลัดขิกเล็กๆ ตามจำนวนผู้ชายในครัวเรือน แล้วแขวนไว้ตามใต้ถุนบ้าน บางครั้งก็จะใช้ด้ายเจ็ดสีทำเป็นฝ้ายผูกแขนก็มี ซึ่งก็แล้วแต่กระแสข่าวของแต่ละปี ว่าจะแก้เคล็ดด้วยอะไร หรือด้วยวิธีเช่นไร

     ผีแม่หม้าย นับว่ามีอิทธิพลต่อความเชื่อของชาวอีสานเป็นอย่างมาก
     สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงความเชื่อและความลี้ลับคือ ไหลตาย

     ไหลตาย คือนอนหลับแล้วตายไปเลย หมายความถึง คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติธรรมดา ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยใดๆ ไม่ใช่กินยานอนหลับเกินขนาด ไม่ใช่กินยาเบื่อหรือยาสั่งอื่นๆใด ไม่ใช่คนแก่ชรารอมร่อ.. นอนหลับแล้วเสียชีวิตไปเลย

     ในทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์ อาจถือว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ข้าพเจ้าขอไม่กล่าวถึงในที่นี้

     ในทางความเชื่อแบบชาวบ้าน หรือในทางศาสตร์ลี้ลับนั้น ว่ากันว่า ไหลตาย เกิดจากมีวิญญาณภูตผีมาล่อหรือมาพรากเอาจิตวิญญาณของคนที่ไหลตายไป ซึ่งโดยมาก คนที่ไหลตาย มักเป็นผู้ชาย จึงเชื่อกันว่า ผีที่มาพรากวิญญาณนั้น น่าจะเป็นผีผู้หญิง และผีผู้หญิงที่มีชื่อเสียง ก็คือผีแม่หม้าย นั่นเอง

     เมื่อมีคนไหลตาย กระแสข่าวก็จะแพร่กระจายโดยรวดเร็ว เช่น ปีนี้ผีแม่หม้าย จะมาเอาผู้ชายไป30 คน ใครที่ไม่อยากตายให้ทำปลัดขิกแขวนไว้ใต้บันได เป็นต้น

     ปลัดขิก จึงกลายเป็นเครื่องรางป้องกันผีแม่หม้ายไปโดยปริยาย
    
     ผีแม่หม้าย คือใคร
    
    ผีแม่หม้าย จัดเป็นผีประเภทผีบังบด หรือมนุษย์อีกมิติหนึ่ง
    เมืองที่ผีแม่หม้ายอยู่ นิยมเรียกว่า เมืองลับแล

    ว่ากันว่า เมืองนี้ มีแต่แม่หม้าย มีแต่ผู้หญิง เมื่อต้องการผู้ชาย ก็ต้องมาหาเอาที่โลกมิติเรา โดยใช้ความสวยโสภามาหลอกล่อ ให้ติดตามไป ซึ่งผู้ที่ติดตามไปก็คือจิตวิญญาณของคนนอนหลับนั่นเอง เมื่อติดตามไปแล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้กลับคืนร่างเดิม ร่างเดิมเมื่อไม่มีจิตครอง ไม่มีจิตเป็นชีวะ ก็เป็นอยู่ต่อไปไม่ได้ เราก็เรียกว่า ตาย นั่นแหละ


     จริงๆแล้ว ผู้ที่มาพรากวิญญาณ หรือมาล่อลวงเอาวิญญาณไปนั้น อาจจะไม่ใช่ผู้หญิงจากเมืองลับแลก็ได้ อาจจะเป็นผีจริงๆ ในเมืองผีก็ได้ (ยังมีเมืองของเหล่าภูตผีอีก)
----------------------
    
    ณ แดนอันไกลโพ้นจากสายตาชาวเรา แต่แฝงแนบกับโลกเราใกล้ชิดเพียงแค่เอื้อม เป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ สวยงาม ทว่า ผู้ที่มีกรรมต้องมาเกิดที่แดนแห่งนี้ คือผู้หญิงเท่านั้น บุรุษที่จะมาเกิดโดยธรรมดาจะไม่มี บุรุษที่มีโอกาสได้ไปเห็นแดนแห่งนี้ โดยมากก็จะเป็น ฤๅษีหรือพระผู้มีฤทธิ์ เท่านั้น เมืองแห่งนี้ ยิ่งใหญ่ได้ด้วยสตรี ปกครองด้วยสตรี ...

 
 
สาธุการบทความนี้ : 139 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 138 ครั้ง
 
 
  06 พ.ย. 2550 เวลา 15:23:50  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) ผีแห่งอีสาน ตำนานแห่งความเร้นลับ  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่52) นางไม้      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
.

เราคงเคยได้ยินเรื่องราวลี้ลับต่างๆนานาเกี่ยวกับต้นไม้ เช่น
   - ไปฉี่ใต้ต้นไม้ต้นนั้นแล้ว อวัยวะเพศบวมโตขึ้น
   - ไปตัดต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นแล้ว มีอันเป็นไป
   - ไปตัดต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นแล้ว เห็นยางไม้เป็นสีเลือด
   - เห็นหญิงสาวนั่งห้อยขาบนต้นไม้
   - เสาเรือนมีน้ำมันต้นไม้ไหลซึมออกมาไม่หยุด
   - หากผู้ชายนอนหันหัวหาเสาไม้ซึ่งมีนางไม้สิงสถิตอยู่ นางไม้จะมาเข้าฝันและนอนด้วย
   - ฯลฯ


เรื่องราวเหล่านี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับ นางไม้

นางไม้ จำแนกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ
   1 รุกขเทพธิดา ซึ่งเป็นเทวดาเพศหญิงผู้มีวิมานอยู่บนต้นไม้ หรือมีวิมานแนบเนื่องกับต้นไม้
   2 ภูตผี ซึ่งเป็นภูตอสุรกายเพศหญิงผู้สิงสถิตพำนักอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นไม้



รุกขเทพธิดา เป็นเทวดาจำพวกหนึ่งในเทวดาหลายๆจำพวก รุกขเทพธิดามีวิมานทิพย์แนบเนื่องกับต้นไม้ โดยวิมานอาจอยู่ตามค่าคบไม้ ตามตาไม้ อยู่สูงต่ำตามแต่บุญกรรมของเทวดาแต่ละตน ซึ่งต้นไม้หนึ่งต้น อาจจะมีวิมานของรุกขเทวดาได้หลายวิมาน

ความจริง รุกขเทพธิดา นี้ ภาวะทางใจไม่ใช่ใจผี ภูมิที่เกิดก็ไม่ใช่ภูมิแห่งผี ดังนั้น จึงไม่ใช่ภูตผี แต่หากคนธรรมดาทั่วไปได้พบเห็น ก็แยกแยะไม่ได้ว่าเป็นผีหรือเทวดา โดยมากจึงตีความเหมารวมว่า เป็นผีนางไม้

เนื่องจากวิมานนี้ แนบเนื่องกับต้นไม้ ดังนั้น หากมีคนหรือสัตว์ไปทำอะไรต้นไม้ต้นนั้นเข้า วิมานก็จะได้รับผลกระทบกระเทือนด้วย หากค่าคบไม้ที่มีวิมานถูกตัดทำลาย วิมานก็จะถูกทำลายด้วย หากต้นไม้นั้นถูกตัดโค่นไป วิมานทั้งหมดบนต้นไม้นั้น ก็ถูกทำลายด้วย หากวิมานถูกทำลาย รุกขเทวดาซึ่งอายุขัยยังไม่สิ้น ก็ต้องหาต้นไม้อื่นเป็นที่พำนักต่อไป

ภูตผีซึ่งสิงสถิตตามต้นไม้ คือนางไม้จริงๆ ตามที่คนทั่วไปเข้าใจ นั่นคือ หากมีคนสร้างศาลเพียงตาให้ ภูตผีก็จะสิงสถิตอยู่ที่ศาลเพียงตานั้น แต่หากไม่มีศาลอยู่ ภูตผีที่ชอบต้นไม้ก็จะลงหลักปักฐานเลือกต้นไม้ที่ไม่มีรุกขเทวดาเป็นที่สิงสถิตของตน คือใช้ต้นไม้เป็นบ้านเรือนนั่นเอง

ตำแหน่งต้นไม้ที่มักเป็นบ้านเรือนของนางไม้ หากมองในมิติของมนุษย์เรา โดยมากมักเป็นตามตุ่มตาไม้ซึ่งมีเปลือกหุ้มสนิทดี แต่มีจอมเวียนเข้าหาศูนย์กลางเสมือนเป็นทางสัญจรเข้าออก  บางครั้งเมื่อตัดต้นไม้มาทำเสาเรือน แม้จะถากเปลือก ตัดตุ่มตาออก แต่วิมานภายในยังอยู่ นางไม้จึงอาจยังอาศัยอยู่ได้ เสาที่ยังมีนางไม้อาศัยอยู่ จึงเหมือนยังมีชีวะอยู่ อาจสังเกตได้จากลางบอก เช่น เสาแห้งสนิทแล้วแต่มียางไม้ มีน้ำมันซึมออกมา เป็นต้น แต่บางเสา แม้มีนางไม้อาศัยอยู่ อาจไม่มียางหรือน้ำมันซึมออกมาก็ได้เพราะวิมานซ่อนอยู่ภายในได้ดี ไม่ถูกถากถางทำลายให้มีรูรั่ว

ต้นไม้ ที่มักจะมีนางไม้สิงสถิตอยู่ มักจะเป็นต้นไม้ใหญ่ มีอายุนานหลายปี (เช่นเดียวกัน ต้นไม้ที่คนจะตัดมาสร้างบ้านเรือน ก็ต้องมีอายุพอสมควรเช่นกัน คนเลือกไม้ดี นางไม้ก็เลือกไม้ดี เช่นกัน) เรามักได้ยินเรื่องราวนางไม้ที่เฮี้ยนๆ เป็นนางไม้ต้นตะเคียน ราวกับว่าไม้ตะเคียนเป็นไม้อาถรรพ์

อย่างที่กล่าวแล้ว ไม้ตะเคียน เป็นไม้เนื้อแข็ง มีอายุขัยนาน คนก็ชอบผีก็ชอบ และเนื่องจากเป็นไม้ต้นใหญ่เนื้อแข็ง เมื่อถากทำเสา วิมานบ้านเรือนจึงมีโอกาสเสียหายน้อย.... เขาจึงมากับวิมานบ้านเรือนของเขา แม้ในบ้านจะยังมีผีบ้านผีเรือนอยู่ แต่ก็ไล่เขาไปไม่ได้ เพราะเขาอยู่ในวิมานบ้านเรือนเดิมของเขา เขาจึงมีสิทธิ์เต็มที่

(สำหรับผีตายโหงที่ตายใกล้ต้นไม้ เขาอาจวนเวียนอยู่แถวต้นไม้นั้น ซึ่งต้นไม้นี้ ไม่สำคัญว่าจะใหญ่หรือเล็ก แม้เป็นกอไผ่ ก็อาจมีผีตายโหงวนเวียนอยู่ แต่เขาไม่มีวิมานบ้านเรือนในต้นไม้ จึงเป็นคนละกรณีกัน)

บางครั้ง เมื่อเรานอนในที่ที่มีนางไม้โดยไม่รู้ตัว.. กรณีเป็นชายหนุ่ม หากนางไม้ชอบหรือรัก เขาอาจมาเข้าฝันและเสพสมกับชายมนุษย์ทางความฝัน ก็มี กรณีเช่นนี้ หากชายคนนั้นมีแฟนเป็นมนุษย์อยู่ แฟนคนนั้น ก็อาจโดนผีนางไม้หลอกหลอนเล่นงานได้

หากเราสงสัยว่าเสาต้นไหนอาจมีนางไม้อยู่ วิธีพิสูจน์อย่างหนึ่งคือ กลางคืน ให้อธิษฐานจิตแล้วนอนหันหัวเข้าหาเสาต้นนั้น โดยให้หัวอยู่ใกล้ๆเสา หากมีนางไม้อยู่ เขาจะมาเข้าฝันให้เราเห็น.. แต่ขอเตือน การพิสูจน์นี้ ไม่เหมาะสำหรับคนขวัญอ่อน ผู้ชายควรพิสูจน์ด้วยความระมัดระวัง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 268 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 266 ครั้ง
 
 
  23 ธ.ค. 2553 เวลา 11:49:07  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่0) ท้าวเสียวสวาด      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     วรรณคดีของลาว ที่เป็นที่นิยมมานานกว่าสามร้อยปี เป็นนิทานสุภาษิตที่คนลาวให้ความสำคัญหลาย กะคือ วรรณคดีเรื่อง “ท้าวเสียวสวาด” หรือ “ศรีเสลียว เสียวสวาด” หรือแยกย่อยออกมาเป็น “ปัญหาเสียวสวาด” “ผญาเสียวสวาด”

     ท้าวเสียวสวาด ฟังชื่อผิวเผิน อาจสิเข้าใจว่า เป็นนิทานตลกโปกฮาไปทางลามก สองแง่สามง่าม แต่จริงๆ แล้ว บ่ได้เกี่ยวกับเรื่องลามกทำนองนั้นเลย ท้าวเสียวสวาด เป็นคนมีปัญญาฉลาดหลักแหลม แล้วกะใช้ปัญญาอันฉลาดนั้นช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นที่ปรึกษาของพระราชา จนเป็นที่ยอมรับของคนทั้งหลาย.... ถ้าสิเอิ้นให้เข้าใจง่ายๆ กะคือท้าวเฉลียวฉลาด นั่นล่ะ ...

     จากวรรณคดีเรื่อง ท้าวเสียวสวาด สิมีผญาสุภาษิตคำสอน ต่างๆ มากมาย ชาวบ้านชาวเมือง ทั้งลาวและไทยอีสาน ได้นำมาเป็นคำสอนและหลักปฏิบัติสืบมาดนเท่าดน (แต่ปัจจุบัน คนที่ฮู้ผญาเสียวสวาด มีหน่อยเท่าหน่อย... บางเทื่อผญาที่เอามาเว้ากัน กะมาจากผญาเสียวสวาด แต่กะบ่ฮู้ว่ามาจากผญาเสียวสวาด กะมี)

ตัวอย่างผญาเสียวสวาด เช่น

"นกอีเอี้ยงกินหมากโพธิ์ไทร แซวแซว เสียง บ่มีโตฮ้อง แซวแซวฮ้อง โตเดียวเหมิดหมู่.."


"..คำปากพ่อแม่นี้ หนักเกิ่งธรณี
ใผผู้ยำแยงนบ หากสิเฮืองเมื่อหน้า
ในให้เสมอน้ำ คุงคาสมุทรใหญ่
ให้เจ้าคึดถี่ถ้วน ดีแล้วจึงค่อยจา
อย่าได้เฮ็ดใจเพี้ยง เขาฮอขมขื่ม
ความคึดเจ้าอย่าตื้น เสมอหม้อปากแบน
สิบตำลึงอยู่ฟากน้ำ อย่าได้อ่าวคนิงหา
สองสะลึงแล่นมามือ ให้เจ้ากำเอาไว้
มีเงินล้นเต็มถง อย่าฟ้าวอ่งหลายเน้อ
ลางเทื่อ ทุกข์มอดไฮ้ เมื่อหน้าส่องบ่เห็น
เงินหากหมดเสียแล้ว ขวัญยังดอมไถ่
อันว่าผ้าขาดแล้ว แซงนั้นหากยัง
ฮักผัวให้ มีใจผายเผื่อ
ฮักผัวให้ฮักพี่น้อง แนวน้าแม่ผัว
ฟักเฮือไว้ หลายลำแฮท่า
หม่าข้าวไว้ หลายบ้านทั่วเมือง.."



     นิทานเรื่องท้าวเสียวสวาดเป็นเรื่องยาว มีรายละเอียดหลาย... นอกจากนั้นยังประกอบด้วยนิทานแยกย่อยออกไปอีกเป็นสี่สิบห้าสิบเรื่อง ซึ่งนิทานแยกย่อยนั้น กะคือนิทานที่เสียวสวาดนำมาเล่าประกอบคำอธิบาย นั่นเอง

     อยู่หม่องนี้ ขอนำมาเล่าแบบเป็นเรื่องย่อ บางตอน พอได้ฮู้เรื่องราวเนาะ... (อีหลีแล้ว กะฮู้เรื่องแค่นิดหน่อยนั่นล่ะหวา บ่เคยได้อ่าน เรื่องเต็ม ๆ จักเทื่อ)
ปล. ขออภัย ที่เล่าเป็นสำเนียงอีสาน

---------------------------------------



     สมัยแต่ดนแล้ว.. ในเมืองพาราณสี มีกุฎุมพีสองสามีภรรยาครอบครัวหนึ่ง มีลูกชายอยู่สองคน ผู้พี่ ชื่อว่า ศรีเสลียว ผู้น้องชื่อว่า เสียวสวาด...

     พอท้าวเสียวสวาด ใหญ่ขึ้นกำลังเป็นบ่าวสำน้อย อายุประมาณสิบห้าหยกๆสิบหกหย่อนๆ พ่อแม่เห็นว่าเจ้าของกะแก่เฒ่าแล้ว อาจสิอยู่นำลูกได้อีกบ่ดน กะเลยเอิ้นลูกชายทั้งสองมาบอกสอน (สอนเป็นผญา) แล้วกะอยากทดสอบว่า ลูกชายเจ้าของสองคน ผู้ได๋ฉลาดกว่ากัน สิได้อยู่นำกันบ่ ..

พ่อกะถามปัญหาว่า
“มีเฮือนอยู่สองหลัง หลังหนึ่งสร้างเป็นเฮือนเสร็จเรียบร้อยเข้าอยู่ในเลย อีกหลังหนึ่ง ยังบ่ทันสร้าง แต่ว่ามีไม้มีอุปกรณ์ทั้งหลายครบเหมิดแล้ว เจ้าสองคน สิเลือกเอาเฮือนหลังได๋”

ท้าวศรีเสลียวกะตอบว่า
“ข้อยเลือกหลักแรก ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยพร้อมอยู่”

ส่วนท้าวเสียวสวาดกะตอบว่า
“ข้อยเลือกเฮือนหลังที่ยังบ่ทันสร้าง”

     พอฟังคำตอบที่บ่คือกัน ผู้พ่อกะฮู้ทันทีว่า ลูกชายทั้งสอง สิบ่ได้อยู่นำกัน... ผู้พี่ สิอยู่กับที่ ตั้งหลักปักฐานอยู่บ้านหม่องนี้ เพราะชอบบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว.. ส่วนผู้น้อง สิร่อนเร่พเนจรไปตั้งหลักปักฐานอยู่หม่องอื่น เพราะชอบบ้านหลังที่ยังบ่ทันสร้าง สิเอาไปปลูกหม่องได๋กะได้ เพราะมีไม้มีอุปกรณ์ครบเหมิดแล้ว...

     ต่อมาอีกบ่ดน พ่อแม่กะตายจาก ทิ้งมรดกไว้ให้สองพี่น้องดูแลครอบครอง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 401 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 401 ครั้ง
 
 
  22 เม.ย. 2550 เวลา 22:44:58  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
          บัดนี้           จักกล่าวเถิงกะดุมพีผู้       ผญาดีเลิศแลบ    
                           อยู่ขอกข้าง                 เมืองไท้เทพะลาน    
                           อายุได้                      ฮ้อยขวบซาววัสสา    
          ก็จิง            ทันสองศรี                   ลูกมาเทียมพร้อม    
                          ศรีเสลียวสร้อย              นงฮามเป็นพี่    
                          เสียวสวาดแก้ว              เป็นน้องสืบสาย    
          พ่อก็          ซัวซราแล้ว                   จำจวนมัจจุราช    
                          เขือค่อยเลี้ยง                กันท้อนซู่คน    
                          ของแบ่งให้                  โสภาพเสมอกัน    
          ก็จิง           พาทีสอน                     สั่งสอนนงน้อย    

          ให้เขือ         พันเฮือไว้แฮเหลือ           หลายท่า    
                           หม่าข้าวไว้หลายบ้าน      ทั่วเมือง    
          อันหนึ่ง        ให้หาแข้วไว้สัตว์สิ่ง         เป็นงา                  นั้นเนอ  
          เอามา         เขื่อนแข็งอยู่เฮือน          ระวังล้อม    
          ฝูงนี้           ฮักษาเข้าของเฮือน         ดีขนาด    
          ยามเมื่อ       โจรลอบเข้าเขาฮู้          ก่อนเฮา    
          อันหนึ่ง       ให้แอบไว้อย่าหง่วม        เหงานอน               นั้นเนอ  
          คันว่า         ยินเสียงโกนเขาบ่ปะ        มีง้อ    
          อันหนึ่ง       ให้หาการย้าวอันใด         เป็นเวียก    
          เฮ็ดให้        แล้วอย่าคร้าน               เมื่อยวาง    
          ผิว่า           สัพเพฮู้ทุกอัน                หลายหลาก             ก็ดีดาย  
          ให้ค่อย       คึดหยั่งไว้ผลาเผี้ยน         แผ่ผาย
  

ที่มา : จากหนังสือเรื่องเสียวสวาด พระอริยานุวัตร เขมจารีเถระ ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์

 
 
สาธุการบทความนี้ : 357 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 357 ครั้ง
 
 
  23 เม.ย. 2550 เวลา 10:06:49  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
อีกสำนวนหนึ่ง

ดูรา              เจ้าลูกฮักแก่พ่อเอย          ตั้งแต่นี้เมื่อหน้า
                   ให้ฟังด้วยหู                   ให้ดูด้วยตา
                  ลักขณาในใจ                  ฮู้แล้วอย่าเนืองๆ
                  คำระหัสอย่าฮู้                 ให้เถิงสอง              พ่อเนอ

อันหนึ่ง     หญิงผู้ใด     ฮ้างสามผัว    หม้ายสามผัว  อย่าเอาเป็นเมีย     พ่อเนอ
อันหนึ่ง     นักบวช       สิกสามที      อย่าทำมิตร   สหายนำมัน           พ่อเนอ
อันหนึ่ง     เขือจง        ฟันเฮือไว้      หลายลำ     แฮท่า                  นั้นเนอ
อันหนึ่ง     เขือจง        หม่าข้าวไว้    หลายบ้าน   ทั่วเมือง               นั้นเนอ
อันหนึ่ง     เขือจง       แสวงหายังแข้วมาในเฮือน   เขื่อนเข็งยังบ้าน     พ่อท่อน

ดูรา              เจ้าลูกฮักทั้งสอง    
อันว่า            คลองถ่อยฮ้าย       นั่นก็มี        สามประการ
อันหนึ่ง         เพิ่นบ่เอิ้น              อย่าขาน  
                  เพิ่นบ่วาน             อย่าซ่อย     แท้ดาย
                  ให้พิจารณาดู         ตรงที่    
                  ที่เพิงซ่อย            จึงซ่อย
อันหนึ่ง         พ่อแม่ครูบาอาจารย์ สั่งสอน       ให้ฮู้
                  อย่าตอบถ้อย        เถียงความ   บ่ดี   แท้แล
อันหนึ่ง         อย่าข่มเพิ่น           ยอตัว         นั้นเนอ
                  เป็นคนมาใน         สงสารนี้
                  ลางเทื่อมี            ลางเทื่อไห้
                  ลางเทื่อได้           มาแล้ว
                 ซ้ำเล่าพลอยเสีย     ก็มีแท้   ดีหลีแล

 
 
สาธุการบทความนี้ : 341 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 341 ครั้ง
 
 
  24 เม.ย. 2550 เวลา 12:52:04  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ที่มา : จากหนังสือเรื่องเสียวสวาด พระอริยานุวัตร เขมจารีเถระ ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์
เมื่อนั้น         ยังมีนายสะเภาใหญ่ค้า         มาจอดเซาพัก
เสียวสวาด     เห็นนาวา                        คึดประสงค์ไปค้า

ก็จิง            แยงไปห้อง                     เถิงสะเภาแคมท่า
                 ปากกล่าวต้าน                   อรอ้อนอ่อนหวาน
  
บาก็            ปิปายต้าน                      นายสะเภาเสียงม่วน
เป็นที่          ซมซื่นดั้ง                        ดอมท้าวอ่อนหู

แต่นั้น          นายสะเภาต้าน                 แซวแซวฮับพากย์
                 จักว่าหลิ้น                       ลือแท้ดีหลี
  
ตูข้อย          อยู่ประเทศด้าว                 หนแห่งจำปา       พุ้นดาย
                 ตางเมือนำ                      เพื่อนยุงทั้งฮิ้น
  
เขียวว่า        ไกลพงษ์เซื้อ                   แนวนามนานฮอด   บ่ฮู้
คึดให้           ตกเที่ยงแท้                   วันหน้าก็จิ่งมา       พ่อท้อน
  
เมื่อนั้น          เสียวสวาดท้าว                เฮ็วฮีบเมื่อเฮือน
บาก็             เดาดาของ                    แต่งประสงค์ทางค้า

แล้วจิ่ง         เนืองคำต้าน                    ทั้งหลายแล้วสั่ง
ข้อยจัก         ไปลอบเข้า                    สะเภาค้าต่างเมือง   ก่อนแล้ว
  
ค่อยอยู่          ดีเยอศรีเสลียวส้อย          นงแพงตนพี่          เฮียมเอย
เจ้าค่อย         เนาว์สืบสร้าง                 เฮือนย้าวสำฮาญ    แด่ท้อน

ข้อยจัก          ไปเที่ยวหลิ้น                 หลายประเทศนานา ก่อนแล้ว
พอให้            หายไฟยา                    โศกเหงาหนีพล้อย
  
ให้ค่อย           คึดฮ่ำฮู้                       คำพ่อฮาสอน         นั้นเนอ
หากจัก          เทียระฆาคง                  อยู่ยืนยาวหมั้น

เมื่อนั้น           ศรีเสลียวต้าน                จาคำฮับพากย์
พี่ก็                คึดต่อเจ้า                    เป็นน้องผู่เดียว

เจ้าจัก            เดินไปค้าทางสะเภา       ต่างประเทศ
เจ้าจัก            ละพี่ไว้                       เดียวซ้ำตื่นพลอย     แลเนอ
                    อย่านานได้                 เหิงกรายเป็นขวบ    นั้นเนอ
                    ซื้อได้แล้ว                   ของค้าให้ต่าวคืน     พี่ท้อน




     มื้อหนึ่ง มีพ่อค้ามาจากเมืองจำปา เอาเรือสำเภาสินค้ามาจอดเทียบท่าหน้าบ้านของสองพี่น้อง เสียวสวาด กะพูดคุยทำความฮู้จักกับนายสำเภา แล้วกะขอเดินทางไปค้าขายนำ นายสำเภากะอนุญาต เสียวสวาด กะเลยไปลาศรีเสลียวผู้พี่ชาย แล้วกะออกเดินทางไปกับนายสำเภา

     พอเรือสำเภาแล่นไปในทะเล ระหว่างทาง เสียวสวาดเห็นอีหยังกะตาม มักสิถามนายสำเภาอยู่เรื่อยๆ อย่างเช่น พอเรือแล่นผ่านแก่งหิน กะถามว่า
“แก่งนี้ มีหินบ่”

พอแล่นผ่านดงไม้ตามชายฝั่ง กะถามว่า
“ดงนี้ มีต้นไม้บ่”

พอแล่นผ่านหมู่บ้าน กะถามว่า
“บ้านนี้ มีคนอยู่บ่”

พอไปฮอดเมืองเมืองหนึ่ง กะถามว่า
“เมืองนี้ มีเจ้าเมืองบ่”

“ผู้เฒ่าบ้านเมืองนี้ มีสามขาหรือบ่”

พอแล่นผ่านวัด กะถามว่า
“วัดนี้ มีพระบ่”

          อันว่า     หาดอันเฮากรายมานั้น     ก็ยังมีหีน       แดบ่
          อันว่า     ดงอันเฮากรายมานั้น       ก็ยังมีไม้        บ่เด
          อันว่า     บ้านอันกรายจิ่มใกล้        ก็ยังมีคน       บ่นอ
          อันว่า     เมืองนครหลวง             ก็ยังมีเจ้า       บ่จา
          อันว่า     ผู้เฒ่าเมืองอันนี้            ยังมีสามขา     บ่จา
          อันว่า     วัดวาอารามก็ยังมี         พระเจ้าแดบ่     พ่อเฮย  
  

     คำถามต่างๆ ซุมนี้ ฟังแล้ว กะคล้ายๆ คำถามปัญญาอ่อน เพราะว่า ปกติแล้ว แก่งหิน กะต้องมีหิน ดงไม้ กะต้องมีต้นไม้ มีหมู่บ้าน กะต้องมีคนอยู่ มีเมือง กะต้องมีเจ้าเมือง มีวัด กะต้องมีพระ

     นายสำเภา ได้ฟังคำถามปัญญาอ่อนซุมนี้ซ้ำๆ ซากๆ กะเข้าใจว่า ท้าวเสียวสวาดบ่เต็มบาท กะบอกว่าเฮามาค้าขาย บ่ควรเว้าหรือถามถึงสิ่งที่ไร้สาระ บ่เป็นประโยชน์ ควรสิถามถึงวิธีหากำไรจากการค้าขาย เฮ็ดจั่งได๋สิบ่ขาดทุน จั่งสิแมน แล้วกะห้ามบ่ให้ถามคำถามปัญญาอ่อนแบบนั้นอีก

 
 
สาธุการบทความนี้ : 283 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 283 ครั้ง
 
 
  02 พ.ค. 2550 เวลา 09:14:00  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่4)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     พอเรือสำเภาแล่นมาจนฮอดเมืองจำปาแล้ว นายสำเภา กะเว้าถึงเรื่องไปค้าเทื่อนี้ให้ลูกเมียฟังว่า ไปค้าเทื่อนี้ นับว่าโชคดี ได้เด็กหนุ่มเมืองพาราณสีมานำคนนึง เป็นคนขยันขันแข็ง เอาการเอางานดีขนาด เสียอย่างเดียว เว้าแต่เรื่องไร้สาระ ถามคำถามปัญญาอ่อน คือคนบ่เต็มบาท นี่ล่ะ

     จากนั้น กะเว้าถึงคำถามที่เสียวสวาดถาม ให้ลูกเมียฟัง

     ลูกสาวนายสำเภา ชื่อว่านางสีไว เป็นคนมีปัญญาฉลาด พอได้ฟังคำถามปัญญาอ่อนของท้าวเสียวสวาดจากพ่อ กะบอกพ่อว่า

“คำถามที่ท้าวเสียวสวาดถามนั้น บ่แม่นคำถามปัญญาอ่อนดอก คำถามเหล่านั้น เป็นปัญหา ถ้าบ่ฮินตรอง กะบ่เห็น บ่เข้าใจ”

“เป็นปัญหาแนวได๋ ลูกลองอธิบายให้พ่อฟังดู้”

ลูกสาวกะเลยอธิบายให้ผู้พ่อฟังว่า

“ที่เลาถามว่า ‘แก่งนี้ มีหินบ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า ในแก่งนั้น มีเพชรนิลจินดาบ่... ที่เลาถามว่า ‘ดงนี้ มีต้นไม้บ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า ในดงนั้น มีต้นไม้จันทน์ที่มีราคาแพงบ่... ที่เลาถามว่า ‘บ้านนี้มีคนอยู่บ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า บ้านนั้น มีคนที่มีวิชาความรู้ในศิลปศาตร์ต่างๆ และศีลธรรมหรือบ่... “ที่เลาถามว่า ‘เมืองนี้ มีเจ้าเมืองบ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า เมืองนั้น มีเจ้าเมืองที่ตั้งมั่นในทศพิธราชธรรมหรือบ่...  ที่เลาถามว่า ‘ผู้เฒ่า มีสามขาหรือบ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า ผู้เฒ่า ยึดมั่นในพระรัตนตรัยหรือบ่... “ที่เลาถามว่า ‘วัดนี้ มีพระบ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า วัดนั้น มีพระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ รอบรู้พระธรรมวินัยหรือบ่... เลาเว้าเป็นปัญหาลักษณะนี้ล่ะพ่อ บ่ได้ถามคำถามปัญญาอ่อนดอก”

     ผู้เป็นพ่อได้ฟังคำอธิบายจากลูกสาวแล้ว กะยอมรับ แล้วกะฮู้ว่าท้าวเสียวสวาด เป็นคนมีปัญญาเฉลียวฉลาด... ต่อมา กะยกลูกสาวเจ้าของให้เป็นภรรยาท้าวเสียวสวาด

เมื่อนั้น  นายสำเภาผู้เป็นพ่อนางนั้น ก็ต้านจารจากับดอมท้าวเสียวสวาดว่า  “ดูราเจ้าลูกฮักพ่อ บัดนี้ จักเอาเขือเจ้าทั้งสอง ให้เป็นเฮือนเลี้ยงดูกันแล  แต่เมื่อเผือพ่อแม่ยังมีชีวิตนี้แล   เจ้าจงฟังคำพ่อเทอะ   อันว่านรทิพยสมบัติข้าวของทั้งมวล  ก็ให้แก่เจ้าซู่ประการก็พ่อแล   พ่อก็จักเอาเจ้าไว้ให้แต่งต่างตาต่างพ่อแล้ว   อันว่านางสีไวนี้ ก็หากเป็นลูกคิงแห่งเขือพ่อแม่แท้แล..”



  .......... เขาก็บายเอายังมือท้าวแลนางทั้งสอง   พร้อมกันเข้าสู่ขวัญ ก็มีแล   แต่นั้น  พ่อก็ซ้ำกล่าวพระพรให้ว่า   บัดนี้ พ่อก็จักให้เขือเจ้าทั้งสองมีอายุยืนยาวฮ้อยขวบเข้า   อยู่สุขสันต์ในใจอย่าขาด  โพยพยาธิ์ฮ้ายจงสว่างหายเสีย   เท่าวัน เทอญ อันหนึ่ง จงให้เจ้าได้เถิงยังกิติยศลือซา จงให้มีใจกรุณาฮัก มาตาและพี่น้อง ทั้งชาวบ้านเมือง ให้ชื่นบานดอมก็พ่อเทอญ ประการหนึ่ง อันว่าเงินกำแก้วแหวนและผ้าแผ่น จงให้ทานทอด สืบไป ก็พ่อเทอญ อันว่าตัวคิงเจ้า ก็จงให้ได้เป็นเศรษฐีหลวง จงให้เขือเจ้าสืบบุญป้อง นั่งปอง ก็พ่อเทอญ  ...........

 
 
สาธุการบทความนี้ : 271 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 271 ครั้ง
 
 
  19 พ.ค. 2550 เวลา 09:09:01  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่5)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     ท้าวเสียวสวาดอยู่กับนายสำเภาได้ประมาณสามปี กะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นภายในเมืองจำปา
     กะคือว่า เจ้าเมืองจำปา ปกครองบ้านเมืองบ่ดี บ่มีคุณธรรม บ้านเมืองช่วงนั้นกะวุ่นวาย ชาวเมืองเกิดย่าน เกิดความหวาดระแวง

     เทวดาประจำเมือง กะแตกแยกสามัคคี แยกออกเป็นฝักฝ่ายหลายฝ่าย เทวดาฝ่ายบ่ดี กะพยายามดลใจ สนับสนุนส่งเสริมให้เจ้าเมืองเฮ็ดผิดหลายขึ้นหลายขึ้น

     เจ้าเมืองเอง กะเป็นโรคหวาดระแวงว่าสิมีคนมาทำร้าย สิมีคนมาลอบปลงพระชนม์ กะเลยมีรับสั่งให้เกณฑ์คนมาอยู่ยาม มานอนเฝ้าในวังทุกคืน คืนละ ๕๐๐ คน

     พอตกดึก เทวดาดลบันดาลให้คนที่มาอยู่ยามหลับเหมิดทุกคน พระราชา ด้วยความหวาดระแวง กะย่างออกมา พอเห็นว่าเวรยามทุกคนหลับเหมิด กะโมโห เอาดาบฟันคอคนทั้งหลายจนตายเหมิดทุกคน พอตอนเช้า กะให้คนมาขนศพใส่เกวียนไปฝัง....

     เป็นอยู่จั่งซี้ ๓ คืน จนเป็นที่ร่ำลือออกไปทั่วว่า คนที่ไปอยู่ยามในวังถืกฆ่าตายกันทุกคน คนทั้งหลายกะย่าน ย่านถูกเกณฑ์ไปอยู่ยาม

     คืนที่สี่ ถึงวาระของนายสำเภาสิต้องเข้าวังไปนอนเป็นยาม... นายสำเภาฮู้ดีว่า จั่งได๋ เจ้าของกะต้องตายในคืนนี้ แบบเดียวกับคนอื่นๆ กะเลยเอิ้นลูกเมียรวมเทิงท้าวเสียวสวาดมาสั่งเสีย

     พอท้าวเสียวสวาดฮู้ว่า พ่อตาสิไปอยู่เวร กะขออาสาไปแทน เพราะเชื่อว่าเจ้าของ น่าสิสามารถใช้ปัญญาหาทางเอาโตรอดได้

ซิ้นบ่ขาด             อย่าได้ให้         คุงเขียง
การเมืองมี           ข้าขอไปค้ำ
น้ำเพียงคอ           ลูกขอหยั่ง
น้ำเพียงฝั่ง           ลูกขอลอย
หอยไลไม้           ไขปืดฝา
ขอไปต่าง           บิดาตน            ก็ข้าแล

 
 
สาธุการบทความนี้ : 349 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 349 ครั้ง
 
 
  20 มี.ค. 2551 เวลา 13:35:45  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่6)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     นายสำเภา ถึงสิบ่มั่นใจว่าท้าวเสียวสวาดสิเอาโตรอดได้ แต่เห็นว่าท้าวเสียวสวาด รับปากแข็งขันจั่งซั้น กะยอมให้ท้าวเสียวสวาดไปแทน

     ท้าวเสียวสวาด ไปนั่งอยู่ตรงทางขึ้นลง แล้วกะท่องบ่นทบทวนคาถาต่างๆที่พ่อสอนให้ ตลอด บ่ยอมหลับนอน...

     พอฮอดตอนประมาณกลางดึก คนที่มาอยู่เวรยามถืกเทวดาบันดาลให้หลับเหมิด เหลือแต่ท้าวเสียวสวาดผู้เดียว ที่ยังตื่นอยู่ เพราะสติจดจ่ออยู่กับการบริกรรมคาถา เทวดาเลยบันดาลให้หลับบ่ได้

     พระราชา กะถือดาบย่างออกมา เพื่อสิตรวจเบิ่งว่า คืนนี้ มีคนหลับยามบ่...

     ท้าวเสียวสวาดได้ยินเสียงเปิดประตู กะหมาดคอ ส่งเสียงอะแฮ่ม (คือจั่งผู้เฒ่าเฮ็ด ตอนสวดบายศรีนั่นล่ะ) แล้วกะ ท่องคาถาป้องกันโตดังๆ ว่า

“ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงการะณา ฆะเฏสิ อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ”
(พยายาม พยายาม  พยายามไปเฮ็ดหยัง เฮาฮู้ล่ะ เฮาฮู้เหตุล่ะ)

     พระราชาได้ยินเสียง คิดว่า มีคนฮู้ความคิดเจ้าของ กะตกใจ กะย่องถอยกลับเข้าไป... รอท่าจักหน่อย กะย่องออกมาอีก เปิดประตูดังแอ๊ด...

     ท้าวเสียวสวาดได้ยินเสียง กะหมาดคอ แล้วกะเว้าดังๆ ว่า
“อัศจรรย์ใจโอ้ โอนอสังเวช สังมาเป็นดังนี้ เป็นน่าอยากหัว แท้น้อ”

     พระราชาได้ยิน กะตกใจ ย่องถอยกลับเข้าไปอีก... เข้าไปนอนในห้อง.. จนฮอดข่อนสิแจ้ง กะย่องย่างออกมาอีก ท้าวเสียวสวาดได้ยินเสียง กะส่งเสียงเว้าอีก
“เพิงจาแล บ่เพิงจา ลักขณาในใจ ฮู้แล้วอย่าเถิงสอง”

     พระราชาได้ยิน กะงง ประหลาดใจ เห็นว่าคืนนี้ คนบ่หลับยาม กะเลยกลับเข้าห้องไปนอน

     พระราชากะเลยบ่กล้าฆ่าคนทั้งหลายที่มาอยู่เวรยามในคืนนี้... เป็นอันว่า คนทั้ง ๔๙๙ คน รวมทั้งท้าวเสียวสวาดรอดชีวิตมาได้ ย่อนท้าวเสียวสวาด แท้ๆ...

 
 
สาธุการบทความนี้ : 264 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 264 ครั้ง
 
 
  25 มี.ค. 2551 เวลา 08:51:15  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่7)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     พอฮอดยามเช้า พระราชากะให้คนไปสืบว่า มื้อคืนแมนผู้ได๋บ่หลับบ่นอน ผู้ได๋เป็นคนส่งเสียงเว้า... ท้าวเสียวสวาดกะรับว่าเจ้าของเป็นผู้เว้า พระราชากะเลยให้เข้าเฝ้า

     พระราชาถามว่า “ ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ  กิงการะณา ฆะเฏสิ (พยายาม พยายาม พยายามไปเฮ็ดหยัง)  หมายความว่าจังได๋”

     ท้าวเสียวสวาด กะตอบโดยยกนิทานเรื่องชายหาปลากับคนฟังเทศน์มาประกอบว่า

     มีชายสองคน คนนึงมักเข้าวัดฟังเทศน์เป็นประจำ อีกคนนึงบ่มักเข้าวัดฟังเทศน์ มักแต่ไปล่าสัตว์หาอาหารอยู่ซุมื้อซุเว็น

     มื้อนึง วันพระ ชายคนมักเข้าวัด กะเข้าวัดไปนั่งฟังเทศน์ แต่ว่าหั่งเข้าวัดแต่โต ใจบ่ได้ไปนำ จิตใจหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน คิดถึงแต่เรื่องหาอยู่หากิน คิดแต่เรื่องหาดักสัตว์ ตึกแห จับปลา จนบ่เป็นอันฟังเทศน์เอาโลด

     ส่วนชายอีกคนนึง ไปตึกแห แต่ว่าตึกแหตั้งดน กะบ่ได้ปลาจักโต กะเลยเซา กะเข้าวัดไปนั่งฟังธรรม อย่างสงบ จิตใจจดจ่อต่อคำเทศน์

     นี่ล่ะ ถ้าจิตใจบ่พร้อม พยายามไป กะบ่เกิดประโยชน์ เปรียบเหมือนชายคนมักเข้าวัด พยายามนั่งอยู่ต่อหน้าพระเทศน์ แต่บ่ได้ฟังเทศน์ จิตใจคิดแต่เรื่องบาป ตลอดมื้อนั้น สิได้บุญหรือบ่?

     ส่วนอีกคนนึง เคิงมื้อ หาปลา อีกเคิงมื้อ มานั่งฟังเทศน์อย่างใจจดใจจ่อ ชายคนนี้ต่างหาก ที่ได้บุญหลายกว่า

     คำว่า พยายามไปเฮ็ดหยัง กะมีความหมาย จั่งซี้ล่ะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 268 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 268 ครั้ง
 
 
  27 มี.ค. 2551 เวลา 11:05:09  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่9)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
กะบ่ทันจบล่ะเนาะ.. เอ๋า กะมาฟังต่อโลด บาดหนิ
----------------------------

     พระราชากะถามอีกว่า “อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ  (เฮาฮู้ล่ะ เฮาฮู้เหตุล่ะ) หมายความว่าจั่งได๋”

     ท้าวเสียวสวาด กะอธิบายโดยยกนิทานเรื่องกุททาลบัณฑิตมาประกอบว่า

     มีชายหนุ่มคนนึง ชื่อว่ากุททาละ บ่มีทรัพย์สมบัติหยังติดโต ทรัพย์ติดโตมีแค่หมากจกอันเดียวกับเมล็ดพันธุ์พืช กุททาละ กะใช้หมากจก ถางหญ้าขุดดิน ปลูกข้าวโพด หมากอึ หมากแตง เป็นต้น หาเลี้ยงชีพ

     อยู่มามื้อนึง กุททาละ คิดว่า ใหญ่มาปานนี้แล้วกะยังบ่มีทรัพย์สมบัติอีหยัง มีแต่หากินไปมื้อๆท่อนั้น กะเกิดเบื่อหน่ายชีวิต คิดอยากบวชเป็นฤๅษี

     พอเหมิดหนาว เข้าหน้าฮ้อน กุททาละ กะเลยเอาหมากจกกับเมล็ดพันธุ์พืชทั้งหลาย ไปเซี่ยงเมี้ยนไว้อย่างดี แล้วกะบวชเป็นฤๅษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่า

     ต่อมา เข้าหน้าฝน ฝนกะตกฮวยฮำให้ดินชุ่ม กุททาละกะคิดว่าฝนตกดีจั่งซี้ เป็นตาปลูกถั่ว ปลูกข้าวโพดงามดีคัก กะเลยถอดชุดฤๅษีสึกออกมา เอาหมากจกกับเมล็ดพันธุ์พืชไป ถางไฮ่ปลูกถั่ว ปลูกข้าวโพด เลี้ยงชีวิตจนเหมิดหน้าหนาว กะคิดคือเก่าอีก แล้วกะไปบวชอีก แล้วกะคิดคือเก่าอีก กะสึกอีก..

     กุททาละ สึกแล้วกะบวช บวชแล้วกะสึก อยู่จั่งซี้ ถึง 6 เทื่อ

     เทื่อที่เจ็ดก่อนสิบวช กะมาคิดฮินตรองว่า “ที่เฮาบวชอยู่ได้บ่ดน กะย่อนหมากจกกับไนบักถั่ว ไนข้าวโพดซุมนี้ล่ะ อืม เฮาฮู้ล่ะ เฮาฮู้เหตุล่ะ.. คันซั้น งวดนี้ เฮาต้องเอาของซุมนี้ไปทิ้งซะ”

     คิดแล้ว กะถือหมากจกกับห่อเมล็ดพันธุ์พืช ย่างไปริมแม่น้ำ สิดึกโยนลงน้ำ ก่อนสิโยน กะคิดอีกว่า คันเฮาเห็นหม่องที่หมากจกตกลงน้ำ กะอาจสิกลับมา งมหาเอาอีก..

     คิดแล้ว กะเลยหลับตา หมุนโตสามรอบเหวี่ยงหมากจกกับเมล็ดพันธุ์พืชลงแม่น้ำ อย่างสุดแฮง ได้ยินแต่เสียงดัง ‘จุ๋ม’  แต่บ่ฮู้ว่าตกหม่องได๋ แล้วกะฮ้องดังๆว่า
“ชนะแล้ว ชนะแล้ว”


     ท้าวเสียวสวาด กะสรุปขมวดท้ายว่า กุททาละบัณฑิต ย่อนบ่ฮู้เหตุ กะบวช-สึกตั้งวะหกเทื่อ พอฮู้เหตุ กะบวชสำเร็จ อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง บำเพ็ญเพียรจนได้ฌานสมาบัติ.. นี่ล่ะ คนเฮา บางเทื่อ ติดขัดแค่เหตุเพียงเล็กๆน้อยๆ แต่ว่า หากฮู้ต้นเหตุชัดแจ้งแล้ว กะสามารถเฮ็ดได้สำเร็จ... อันคำว่า อหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ กะมีความหมายจั่งซี้ล่ะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 313 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 313 ครั้ง
 
 
  31 มี.ค. 2551 เวลา 08:41:41  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่10)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     พระราชากะถามอีกว่า “อัศจรรย์ใจโอ้ โอนอ สังเวช สังมาเป็นดังนี้ เป็นน่าอยากหัว  หมายความว่าจั่งได๋”

     ท้าวเสียวสวาด กะอธิบายโดยยกนิทานเรื่องแม่ออกกับพระ มาประกอบว่า

     มีพระรูปนึง ย่างเลาะหาเปลือกไม้ สิเอามาย้อมสบงจีวร กะได้ไปพ้อแม่ออกผู้นึงนั่งฮ้องไห้อยู่ แม่ออกกะอ้อนวอนให้พระ ซ่อยเอาหน่อไม้ที่หักคาหว่างขาอ่อน ออกให้ พร้อมทั้งสัญญาว่า สิยอมให้ร่วมประเวณีเทื่อนึง

     พระกะเลยซ่อยเอาออกให้เรียบร้อย แต่ว่า ก่อนสิร่วมประเวณีกัน แม่ออกขอโตไปอาบน้ำก่อน แล้วสิฟ้าวกลับมาหาตามสัญญา ระหว่างที่พระกำลังรอแม่ออกอาบน้ำอยู่นั้น เกิดความกำหนัดแฮงจนทนรอบ่ไหว กะเลยเอาองคชาตแหย่เข้าไปในโกนกกไม้ เพื่อคลายกำหนัดไปพลางๆ

    บังเอิญว่าโกนนั้นมีกั๊บแก้อยู่โตนึง กั๊บแก้ กะเลยงับองคชาต พอแม่ออกกลับมา พระกะขอให้แม่ออกซ่อยเอากั๊บแก้ออกให้ แม่ออก กะเอาออกให้ เรียบร้อย

     พระกะเลยทวงสัญญากับแม่ออก แม่ออกกะบอกว่า บุญคุณที่พระซ่อยเอาหน่อไม้ออกให้นั้น นางได้ตอบแทนแล้ว ด้วยการเอากั๊บแก้ออกให้ เป็นอันเหมิดสิ้นบุญคุณกันแล้ว

     นี่ล่ะ ความกำหนัด เพราะราคะ ตัณหา กิเลสครอบงำบังตา แม่ออกกะเฮ็ดไปทั่ว พระกะเฮ็ดไปทั่ว บ่คองบ่คือ มันกะเป็นน่าสังเวช เป็นน่าอยากหัว จั่งซี้ล่ะ


(แม่ออก หมายถึง สีกา)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 281 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 281 ครั้ง
 
 
  02 เม.ย. 2551 เวลา 09:09:39  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่12)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     แต่นั้น ราชา อันว่าพระยา ก็มีใจชมชื่นยินดี แล้วก็ซ้ำถามเมื่อหน้าว่า ดูรา ท่านผู้ชาย เฮาออกมาถ้วนสามใกล้สิฮุ่งนั้น ท่านก็มากล่าวว่า
     เพิงจาแล บ่เพิงจา
     ลักขณาในใจ ฮู้แล้ว อย่าเถิงสอง

ว่าดังนั้น เป็นดังฦๅ

     เมื่อนั้น เสียวสวาดไหว้พระยาว่า เทวะ ข้าไหว้มหาราชเป็นเจ้า อันผู้ข้ากล่าวว่า เพิงจาแล บ่เพิงจา ว่าดังนั้น ยังมีพระยาตนหนึ่ง ไปเที่ยวหลิ้นในสวนอุทยาน...


     พระราชาได้ฟังคำอธิบายจากเสียวสวาด กะพอใจ ยินดีอย่างขนาด แล้วกะถามอีกว่า ตอนที่เฮาออกมาเทื่อที่สามตอนเดิกข่อนๆ เจ้าบอกว่า “เพิงจาแล บ่เพิงจา ล่ะ มันเป็นจั่งได๋”


     ท้าวเสียวสวาด กะอธิบายโดยยกนิทานเรื่อง ขันติดาบส มาประกอบว่า

     มีพระราชาพระองค์หนึ่ง เสด็จไปเที่ยวเล่นสวนอุทยาน พร้อมทั้งสนมกำนัล นางสนมกะฟ้อน ร้องรำทำเพลง พระราชากะเบิ่งอย่างสบายอารมณ์ แล้วกะนอนหนุนตักสนมเอก ฟังเพลง เบิ่งฟ้อนรำ ไปเรื่อยๆ จนม่อยหลับไป

    นางสนมทั้งหลาย เห็นว่าพระราชาหลับแล้ว ฟ้อนไปกะบ่มีผู้เบิ่ง กะเลยพากันไปย่างเลาะเล่น เหลืออยู่กับพระราชาแค่สนมเอกที่พระราชานอนหนุนตักอยู่ เท่านั้น

     สนมทั้งหลาย เลาะไปเห็นฤๅษีตนนึง ท่าทางสำรวม น่าเคารพเลื่อมใส กะเลย พากันไปคุยแล้วกะขอฟังธรรมะ ฤๅษีกะเว้าธรรมะให้ฟัง สนมทั้งหลายกะเลื่อมใสในธรรมะของฤๅษี กะพากันเว้าถามปัญหาธรรมไปเรื่อยๆ

     ตาเว็นบ่ายคล้อยแล้ว สนมเอกเมื่อยขา กะเลยสิเปลี่ยนขาให้พระราชาหนุน พระราชากะเลยตื่น แล้วกะถามว่า สนมอื่นๆ ไปไสกันเหมิด พอได้ยินว่าไปนั่งฟังเทศน์ของฤๅษีอยู่ กะบ่พอใจ

     พระราชากับสนมเอกกะย่างไปนำหาพวกสนม กะเห็นฤๅษีองค์นึง นั่งเทศน์อยู่ กะบ่พอใจ เลยไปถามฤๅษีว่า

“ท่านชื่อว่า จั่งได๋”
“ชื่อว่า ขันติ” ฤๅษีตอบ
“ท่านสอนธรรมะอีหยัง”
“สอนเรื่องขันติ”
“ขันติ ที่ท่านสอนน่ะ หมายความว่าจั่งได๋”
“ความอดทน ความทนได้ ผู้ได๋สิด่า กะบ่เคียด สิตีสิฆ่า กะบ่เคียด บ่ถือโทษโกรธเคือง.. นี่ล่ะ คือขันติ”

     พระราชา คิดสิทดลองฤๅษีว่าสิอดทนได้จั่งปากเว้าหรือบ่ กะให้เอิ้นเพชฌฆาตมา ให้เอาหวายตีฤๅษี จนเลือดไหล ฤๅษีกะอดทนไว้ บ่เคียด บ่ปากหยัง

     พระราชากะเว้าว่า “เป็นจั่งได๋ ท่านผู้มีขันติ ยังสิมีขันติต่อไปได้อีกบ่ ตีลงไปท่านเพชฌฆาต ตีให้ขันติของฤๅษีหนีออกมาให้ได้”

     ฤๅษีกะเว้าว่า “ขันติ น่ะ บ่ได้อยู่ที่ร่างกายดอก ขันติมันอยู่ในใจนี่ บาดเจ็บกะแต่เพียงร่างกายดอก แต่ใจอาตมายังผุดผ่องอยู่ บ่ได้รับบาดเจ็บดอก”

     พระราชาได้ยินจั่งซั้น แฮ่งเคียดแฮง สูนแฮงกว่าเก่า ให้เพชฌฆาต เอาดาบตัดหู ตัดดัง ตัดมือฤๅษี แล้วเจ้าของกะเข้าไปถีบยอดอกฤๅษีล้มลง แล้วกะเข้าไปเหยียบอก อย่างสะใจ จากนั้น กะย่างกลับวัง

     ระหว่างทางย่างกลับ พอละสายตาฤๅษี พระราชา กะถืกแผ่นดินสูบ เพราะเฮ็ดบาปหนักหนา ตายไปตกหม้อนรกอเวจี

     ส่วนขันติดาบส ทนพิษบาดแผลบ่ไหว กะตาย ไปเกิดเป็นพรหมอยู่พรหมโลก

     นี่ล่ะ บางอย่าง ขึ้นอยู่กับปาก ขึ้นอยู่วาจาเว้า สิ่งที่ควรเว้าจั่งค่อยเว้า สิ่งที่บ่ควรเว้า กะบ่ต้องเว้า... คำว่า เพิงจาแล บ่เพิงจา กะมีความหมาย จั่งซี้ล่ะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 275 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 275 ครั้ง
 
 
  08 เม.ย. 2551 เวลา 10:03:26  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่14)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ท้าวเสียวสวาดกะอธิบายต่อ ว่า

     ส่วนคำว่า “ลักขณาในใจ ฮู้แล้ว อย่าเถิงสอง” ขอพระองค์ฟังนิทานเรื่องนี้เบิ่งก่อน

     มีพระราชาองค์นึง เสด็จไปเที่ยวเล่นอุทยานโดยลำพังผู้เดียว ได้พบเห็นฤๅษีองค์นึงนอนดมดอมอยู่กับผู้ญิงคนนึง ในอุทยานนั่นล่ะ พระราชานั้น กะย่างกรายหนี ทำเป็นบ่ฮู้บ่เห็น ด้วยความเคารพในฤๅษี กะบ่เว้าเรื่องที่เจ้าของเห็นให้ผู้ได๋ฟัง เก็บเป็นความลับไว้ในใจ

     พระราชากะคิดว่า ที่เฮามาเป็นทุกข์ใจเพราะเก็บความลับอยู่นี่ กะเป็นย่อนตาสองตานี่ล่ะ มันไปแนมเห็น คันตาแนมบ่เห็นเสียแล้ว กะสิคือสิบ่มีทุกข์แบบนี้

     คิดแล้ว กะเลยเฮ็ดให้ตาเจ้าของบอด

     ราชบัณฑิตมาเห็น กะถามพระราชาว่า เป็นหยังจั่งทำร้ายเจ้าของจั่งซี้ เหตุอีหยัง จั่งได้เฮ็ดตาเจ้าของให้บอดจั่งซี้ พระราชา กะบ่ปาก บ่บอกเหตุผล

      ราชบัณฑิต กะคิดว่า “มันต้องมีที่มา เฮาสิฮู้ความลับนี้ให้ได้” กะไปหาสืบเบิ่งจนฮู้ว่าพระราชาไปไสมา จากนั้น กะเลยย่างเลาะไปตามเส้นทางที่พระราชาไป จนไปฮอดหม่องนั่น กะได้เห็นฤๅษีดอมดมอยู่กับผู้ญิง กะเลยเข้าใจเหตุการณ์

     หลังจากราชบัณฑิต ฮู้ความจริงแล้ว กะมาเว้าให้พระราชาฟัง แล้วกะขอรักษาตาพระราชา พระราชาเห็นว่าความลับ บ่ได้เป็นความลับแล้ว มีบุคคลอื่นฮู้แล้ว กะเลยยอมให้ราชบัณฑิตรักษาตา

     ราชบัณฑิตกะเอายามาปัวตาพระราชาจนหายตาบอด

     นี่ล่ะ ฤๅษีมีการกระทำที่เป็นความลับ แต่พระราชากะมาฮู้มาเห็น พระราชาได้ฮู้ความลับของฤๅษีกับผู้ญิง พยายามสิเก็บไว้เป็นความลับ กะถืกราชบัณฑิตฮู้เห็น อันว่าความลับ ถ้าเล็ดลอดไปฮอดบุคคลที่สอง กะย่อมบ่เป็นความลับ คำว่า ลักขณาในใจ ฮู้แล้วอย่าเถิงสอง กะมีความหมายจั่งซี้ล่ะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 264 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 264 ครั้ง
 
 
  10 เม.ย. 2551 เวลา 08:47:27  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่16)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     เมื่อนั้น พระยาก็มีใจอันชมชื่นยินดีแล้ว ก็ปลงยังนามศักดิ์แต่งไว้ให้เสียวสวาดเป็นอัครมหาเสนาราชบัณฑิตต่อต่างตน นับแต่คนหญิงชายห้าร้อย ให้เป็นข้อยกลางเฮือน เปิ่งคำ เงิน และคำแสนโกฏิ ข้าวน้ำโสดเต็มเยีย


    หลังจากพระราชาฟังคำอธิบายจากท้าวเสียวสวาดแล้ว กะเข้าใจ แล้วกะหายจากโรคหวาดระแวง พระราชาเลื่อมใส นับถือว่าท้าวเสียวสวาดว่าเป็นนักปราชญ์ กะเลยตั้งให้ท้าวเสียวสวาดเป็นราชบัณฑิตประจำพระองค์ มอบชายหญิงห้าร้อยคนให้เป็นบริวารคนรับใช้ มอบเงินทอง ข้าวของอีกมากมาย ให้ท้าวเสียวสวาด

     ท้าวเสียวสวาด กะได้เป็นที่ปรึกษาของพระราชา ซ่อยอบรมสั่งสอนเหล่าเสนาอำมาตย์ ราชบุตร รวมทั้งชาวเมืองทั้งหลาย ในสิ่งที่ถืกที่ควร ให้อยู่ในศีลในธรรม

     พระราชาเอง กะได้ปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม บ้านเมืองที่เคยวุ่นวายเดือดร้อน กะสงบสุขสืบมา

ศีลคุ้มครองกาย
ธรรมคุ้มครองใจ
ศีลธรรมคุ้มครองโลก
ศีลธรรมคุ้มครองบ้านเมือง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 264 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 264 ครั้ง
 
 
  17 เม.ย. 2551 เวลา 08:56:51  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่18) เสนาหมากขี้กา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
มื้อนึง พระราชาต้องการทดสอบเบิ่งว่า เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย มีความจงรักภักดีซื่อสัตย์หรือบ่ กะให้คนสนิทไปหาหมากขี้กาสุกมาบักหลายนึง ใส่พานเตรียมไว้เรียบร้อย

ในท้องพระโรง พระราชากะหยิบหมากเจียงมากิน แล้วกะบอกว่า
“อืม... หมากเจียงสุก หวานดี เอา พวกเจ้า เอาไปแจกกันกินคนละหน่วย”
แล้วกะให้คนเอาไปแจกเสนาอำมาตย์ในท้องพระโรงครบทั่วทุกคน แล้วพระราชากะบอกให้ลองกินเบิ่ง

ทุกคนกะกัดกิน เหลียวเบิ่งหน้ากันล็อกแล็ก ต่างคนต่างพยายามเก็บอาการ
พระราชากะถามว่า
“หมากเจียงสุก หวานดีแท้ๆ เป็นจั่งได๋ หวานบ่?”

เสนาอำมาตย์ กะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
“หวานดี พะยะค่ะ”

ส่วนท้าวเสียวสวาด บัดตอบว่า
“ขม บ่แซบ พะยะค่ะ”

พระราชากะหัวร่อ แล้วกะเว้าว่า
“หน่วยที่เฮากินน่ะคือหมากเจียงของจริง แต่ที่ให้ซุมหมู่เจ้ากินน่ะ คือหมากขี้กา หมากขี้กามีรสขม แท้แน่นอน ตามที่เสียวสวาดตอบน่ะ ถืกต้องแล้ว แต่หมู่เจ้า กลับตอบว่าหวาน ถือเป็นการโกหกเฮาพระราชา ถือว่าบ่มีความซื่อสัตย์ แบบนี้ควรถืกลงโทษสถานหนัก เสนาหมากขี้กาอย่างหมู่เจ้า เฮาบ่ต้องการ”


ท้าวเสียวสวาดกะทูลทัดทานว่า

“ที่เหล่าเสนาอำมาตย์ตอบว่าหวานน่ะ บ่ได้มีเจตนาโกหกหลอกลวงดอกพะยะค่ะ แต่เป็นย่อนยำเกรงต่ออำนาจบารมีของพระองค์ บ่กล้าขัดใจบ่กล้าขัดคำเว้าของพระองค์ อันนี้กะยังถือว่าทุกคน ยังมีความซื่อสัตย์จงรักษ์ภักดีต่อพระองค์อยู่ ฉะนั้นขอได้โปรดประทานอภัยโทษ พะยะค่ะ”

พระราชายอมรับในคำอธิบายของเสียวสวาด กะบ่ได้ลงโทษเอาผิดเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แต่นั้นมา กะเลยเอิ้นเสนาอำมาตย์เหล่านั่นว่า “เสนาหมากขี้กา”

(แต่นั้นมา คำว่า “เสนาหมากขี้กา” กะเป็นนามนัย หมายถึง ขุนนาง ข้าราชการ หรือลูกน้อง ที่ประจบสอพลอ เว้าเพื่อเอาใจนาย เว้าเพื่อประโยชน์เข้าเจ้าของ โดยบ่สนว่าคำเว้านั้นสิเป็นคำจริงหรือเท็จ)

หมากขี้กาสุก

 
 
สาธุการบทความนี้ : 278 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 278 ครั้ง
 
 
  18 เม.ย. 2551 เวลา 13:48:09  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   7) ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่20)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     ท้าวเสียวสวาดกะว่า
“อันว่าคนที่เข้าลักษณะเสนาหมากขี้กานี้ บ่ได้มีแค่ตอนนี้ท่อนั้น ในอดีตสมัยแต่กี้แต่ก่อน กะมีคือกัน”
     พระราชากะว่า “เป็นจั่งได๋ เว้าให้ฟังเบิ่งแหน่”


     ท้าวเสียวสวาด กะยกนิทานเรื่องพรานเบ็ดกับกา มาเว้าประกอบว่า

     อดีตกาลดนมาแล้ว มีพรานเบ็ดผู้นึง หาเลี้ยงชีพด้วยการวางเบ็ดตกปลาอยู่ลำห้วยแห่งนึง บางมื้อกะได้หลาย บางมื้อกะได้หน่อย อดๆอยากๆ

     มื้อนึง ขณะกำลังนั่งตกปลาอยู่นั้น...  กาใหญ่โตนึง โตใหญ่ประมาณควายน้อยเกิดได้1เดือน บินมาจากป่าหิมพานต์ มาหากินเลาะละแวกนั้น เห็นนายพรานเบ็ด กะเลยบินโฉบลงมา กระพือปีกหยุดพักอยู่กลางอากาศ ฮ้องเว้าว่า
“เป็นจั่งได้น้อ ท่านนายพราน หากินหมานอยู่บ้อ”
“กะบ่หมานดอก บางมื้อกะได้หลาย บางมื้อกะได้หน่อย แล้วท่านล่ะ หมานบ่”

กากะตอบว่า “ข้อย กะบ่หมานดอก บางมื้อกะได้กินอิ่ม บางมื้อกะบ่อิ่ม... เอาจั่งซี้ซะเนาะท่านนายพราน เฮากะหาอยู่หากินคือกัน เฮามาเป็นหมู่กันสาเนาะ”

     นายพรานเห็นว่า กาโตนี้ บ่แม่นกาธรรมดา เป็นกาวิเศษ เว้าภาษามนุษย์ได้พร้อม น่าสิคบไว้เป็นหมู่เป็นพวก กะเลยยอมรับกาเป็นหมู่

     กากะเลยบินลงมาหานายพราน จับอยู่พื้นดิน แล้วกะเว้ากับนายพรานต่อว่า “หมู่เอ้ย เจ้าบ่เบื่อบ้อกับการวางเบ็ดหาปลาแบบนี้”
“เบื่อกะสิเฮ็ดจั่งได๋ล่ะน้อหมู่เอ้ย ถ้าบ่เฮ็ดอาชีพนี้ กะจักสิไปเฮ็ดหยังกิน”
“อยากเป็นพระราชาบ่” กาเว้า
“อยากเป็นแหล่วเว่ย... เจ้ากะอย่าสะเว้าเรื่องที่มันเป็นไปบ่ได้เถาะเว่ย”
“คือจั่งซี้ สามมื้อที่แล้ว พระเจ้ากรุงพาราณสี เพิ่นตายแล้ว เมืองพาราณสีบ่มีคนสืบราชสมบัติ เดี๋ยวเฮาสิพาเจ้าไปเป็นพระราชาเมืองพาราณสี แต่ว่า ก่อนสิไป ต้องทดสอบบุญบารมีก่อนว่า เจ้ามีบุญได้เป็นพระราชาบ่”

จากนั้น กา กะขี้หมากไม้ออกมาก้อนนึง บอกให้นายพรานไปหยิบก้อนขี้กามา แล้วกะเว้าว่า
“หมากไม้นี้ ชื่อว่าหมากนิโครธ เป็นหมากไม้วิเศษ เกิดในป่าหิมพานต์ ข้อยไปขอกินนำฤๅษีในป่าหิมพานต์ พระฤๅษีเพิ่นไปเก็บหมากนิโครธกินซุมื้อ เพิ่นเมตตาสัตว์โลก เพิ่นถ่ายออกมา เพิ่นกะเอาขี้ไปตากให้แห้ง เก็บไว้ให้คนทั้งหลาย ขี้พระฤๅษีนี้เป็นยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค ถ้าต้องการเงินกะเอาไปต้มใส่กับน้ำเยี่ยวใส่ตะกั่วลงไป ต้มจนน้ำแห้งกะสิกลายเป็นเงิน ถ้าต้องการทองคำกะเอาไปต้มใส่น้ำเยี่ยว เติมชินลงไป ต้มจนน้ำแห้ง กะสิกลายเป็นทองคำ... เจ้ากินเด้อ เสริมบุญบารมีให้ได้เป็นใหญ่ ถ้ากินแล้ว รสหวาน กะมีบุญได้เป็นพระราชา ถ้ารสขม กะมีบุญได้เป็นเสนาอำมาตย์”

นายพราน กะบิมากิน ขมปี๋เลย พอฮู้ว่ามันขมแฮง กะเลยกินได้แค่เคิงเดียว เก็บอีกเคิงนึงไว้ในพกผ้า ถ้าสิตอบว่า ขม กะย่านกาบ่พาไปเป็นพระราชา กะเลยตอบว่า “หวานดีแท้ๆ”

กา กะดีใจที่นายพรานมีบุญได้เป็นพระราชา กะเลยเฮ็ดสัญญากับนายพรานว่า ถ้านายพรานได้เป็นพระราชา ขอให้ฆ่าควายให้กากินเดือนละโต นายพรานกะตกลง

จากนั้น กา กะให้นายพรานขึ้นขี่หลัง แล้วกะพาบินไปเมืองพาราณสี ไปพักเซาอยู่นอกโตเมือง รอถ่าจนค่ำมืด พอมืดแล้ว กากะบินเข้าไปในวัง ไปคาบเอาศพพระเจ้ากรุงพาราณสีออกมาจากโลง เอาไปทิ้งในป่าช้า แล้วกะพานายพรานไปนอนในโลงแทน พร้อมทั้งกำชับว่า “อย่าลืมสัญญา”

นายพรานนอนอยู่ในโลงน้อยๆอย่างทรมาน เมื่อยแขนขาจนทนบ่ไหว กะเลยขยับโต พลิกโต ในโลงกะดังกุ๊กกั๊กๆ คนที่เฝ้าอยู่ข้างนอกได้ยินเสียง เข้าใจว่าพระราชาฟื้นคืนชีพ กะจุดไฟ ประโคมดนตรี เอานายพรานออกจากโลงอาบน้ำอบน้ำหอม

นายพราน กะได้เป็นพระราชาเมืองพาราณสี
ขณะที่ออกว่าราชการอยู่ท้องพระโรง นายพราน กะเว้าให้เสนาอำมาตย์ฟังว่า ที่ฟื้นคืนชีพมาได้นี้ กะย่อนยาวิเศษของพระฤๅษี ที่รูปร่างและเสียงเปลี่ยนไป ความทรงจำเปลี่ยนไป กะย่อนยาวิเศษนี้ล่ะ ยานี้รสชาติหวานดี หมู่เจ้าลองเอาไปชิมเบิ่ง ว่าแล้ว นายพรานกะเอาขี้กาส่วนที่เหลือให้เสนาอำมาตย์ไปแจกกันชิม แล้วกะถามว่า เป็นจั่งได๋หวานดีบ่

เสนาอำมาตย์ ทั้งๆที่ขม แต่กะตอบว่า “หวานดีพะยะคะ”
นี่ล่ะเสนาขี้กา เว้าประจบสอพลอ บ่ตรงตามจริง

ฝ่ายกา รอถ่ากินควาย กะบ่ได้กิน ฮอดยามกลางคืน กะบินมาหานายพรานทวงสัญญา นายพราน กะจัดให้ตามสัญญา... ควายโตนึง กากินได้ เดือนนึง กา กะมีอาหารกิน โดยบ่ต้องไปหากินแบบอดๆอยากๆอีก

นายพรานเป็นพระราชา เสพสุขสำบาย จัดควายให้กากินได้บ่กี่เดือนกะลืมกา กา กะหิวโหย อดอยาก ต้องหากินแบบเก่า กาทนบ่ไหว กะเลยบินไปหานายพราน เว้าให้นายพรานฟังว่า ขณะบินไปหากิน ได้พ้อแก้วมณีวิเศษ ไผได้ครอบครองสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ว่ากามีบุญบ่พอ บ่สามารถแตะต้องได้ อยากพาพระราชาผู้มีบุญบารมีหลายไปเอา สิได้เสริมอำนาจบารมี

นายพรานได้ยินได้ฟัง กะอยากได้แก้วมณีวิเศษ กะเลยขึ้นขี่หลังกา ให้กาพาไปเอา

กา กะบินไปริมห้วยหม่องเก่าที่นายพรานเคยนั่งตกปลา แล้วกะปล่อยนายพรานไว้หม่องนั้น พร้อมกับเว้าว่า

“เขาซ่อยให้ได้เสพสุขแล้ว ยังลืมบุญคุณเขา คนอกตัญญูลืมคุณคน บ่ควรครองเมืองบ้าน”

แล้วกา กะบินหนีจากไป

 
 
สาธุการบทความนี้ : 372 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 372 ครั้ง
 
 
  23 เม.ย. 2551 เวลา 08:48:47  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   12) ขะลำ(ทั้งต้นฉบับและถอดความ)  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
ดีครับ
ทิดแหล่ ถอดความเป็นภาษากลาง ได้อรรถรสดี ได้วลีที่ไพเราะ ครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 26 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 26 ครั้ง
 
 
  25 พ.ค. 2550 เวลา 08:53:32  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   9) นิทาน เรื่องเสียเคราะห์ ต่ำกว่า 18 ห้ามเข้า  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 


พ่อใหญ่หน่อนี่ แม่นไผล่ะฮึ คือได้ร่ำ ได้เรียน วิชาดีแท้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 27 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 27 ครั้ง
 
 
  28 มิ.ย. 2550 เวลา 11:40:47  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   11) บักเซียงเหมี่ยง แห่งแดนอิสาน หรือ ศรีธนญชัย แห่งภาคกลาง  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 

ถ้าถ่าบ่ไหว กะไปอ่านเวอร์ชั่นของอ้ายบัติก่อนกะได้เด้อ

อ่านนิทานเรื่องเซี่ยงเมี่ยง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 296 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 296 ครั้ง
 
 
  29 มิ.ย. 2550 เวลา 15:58:56  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   13) วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่0) วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 

ขอบคุณเจ้าของรูปครับ(ใครถ่ายไว้ก็ไม่รู้)


สมมตินาม ตามท้องเรื่อง ไปซื่อๆ ดอก

คันสิเอาบักต๊อก กะเฒ่าโพด
คันสิเอาบักพี กะหนุ่มโพด

กะเลยให้ชื่อว่า บักป๋อง ซะเถาะ จั่งค่อยบ่ถืกไผ (หรือสิถืกอยู่ล่ะฮึ)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 344 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 343 ครั้ง
 
 
  27 มิ.ย. 2550 เวลา 11:37:59  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   13) วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่1) ส่อนแมงระงำ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     ะวันสาดแสงสีทอง อาบโลมผืนนาที่ปกคลุมด้วยต้นข้าวปักดำใหม่ ลมยามเช้าโชยโบกแผ่วเบา ไล้ลูบยอดกล้าโอนเอนไหวพลิ้วไปมา ดูเหมือนมันเริงร่าระบำสายลม

     เมื่อคืน ฝนตกพรำๆ นานสักสองสามชั่วโมง ทำให้พื้นดินเปียกชื้น คันนาก็เปียกแฉะ แต่พื้นดินที่เปียกแฉะนี่เอง ดูเหมือนคือจุดเริ่มต้นแห่งกำเนิดชีวิตของหลายๆ สิ่ง

     วันนี้เป็นวันเสาร์ โรงเรียนหยุด บักป๋องตื่นแต่เช้า ออกไปนากับพ่อ พ่อบักป๋องไถนาเพื่อเตรียมดินสำหรับดำนา ส่วนแม่และเอื้อยฟองพี่สาวบักป๋อง กำลังถอนกล้า อยู่ตากล้าด้านโน้น เพื่อเตรียมกล้าไว้สำหรับดำนา
     บักป๋อง เดินตามหลังควาย เดินตามหลังพ่อที่กำลังไถนา คอยไล่จับเขียดที่กระโดดหลบไถ บักป๋องไล่ตะครุบเขียดตัวโตปานกลางได้ ห้า หกตัวแล้ว เขียดเหล่านี้ ถ้าได้ไม่มาก ก็เป็นแค่อาหารเช้า แต่ถ้าได้มาก ก็เหลือสำหรับเป็นอาหารกลางวันได้อีก



     เอื้อยฟอง ถอนกล้าได้พอแล้ว ถือคุถังและสวิงเดินมาเรียกบักป๋อง ให้ไปช่วยถือคุถังให้ เอื้อยฟองเดินไปตามท้องนาที่มีน้ำขัง และใช้สวิงช้อนจับสัตว์น้ำเล็กๆ เมื่อได้ขึ้นมา บักป๋องก็ช่วยเก็บใส่ถัง มีฮวกกบ ฮวกเขียด แมงระงำ แมงอีด แมงตับเต่า บักป๋อง สังเกตว่า ถ้าเป็นนาแปลงที่เป็นกล้าข้าว หรือตากล้า จะมีแมงระงำเยอะ

     แมงระงำ คือลูกของแมลงปอ...  คือตัวอ่อนของแมลงปอ แมงระงำ เมื่อลอกคราบแล้ว จะเป็นแมลงปอนั่นเอง... เมื่อก่อนนี้ บักป๋องเคยสงสัยว่า ทำไมแมงระงำมักจะแห้งตายอยู่ตามปลายไม้ ตามต้นข้าว หรือยอดใบข้าว... มีอยู่วันหนึ่ง บักป๋องเห็นแมงระงำกำลังลอกคราบเป็นแมลงปอ จึงได้รู้ว่า ที่แท้แมงระงำมันไม่ได้ตาย มันแค่ลอกคราบออก เปลี่ยนร่างเป็นแมลงปอเท่านั้น...

     บักป๋องเพลินกับการช่วยเก็บสัตว์น้ำตัวน้อยๆ ช่วงที่รอเก็บอยู่นั้น บางครั้ง บักป๋อง ชอบเตะน้ำเล่น น้ำกระเซ็นเป็นฟอง กระเด็นไปโดนพี่สาวเป็นบางครั้ง เสียงพี่สาวตะโกนปรามเป็นครั้งคราว
     บักป๋องช่วยพี่สาว เก็บยอดฟักทองและดอกฟักทองตัวผู้ บักป๋องรู้ว่า ดอกตัวเมียมันกำลังมีลูก รอให้ลูกฟักทองโตแล้วค่อยเก็บฟักทองไปทำซุบฟักทองใส่ป่นปลา หรือเอาไปทำแกงฟักทอง ดีกว่า

     อาหารเช้าวันนี้ มีป่นเขียด ที่บักป๋องไล่จับตอนพ่อไถนา กับแกงแมงระงำ(รวมสัตว์เล็กๆ น้อยๆ ชนิดอื่นด้วย) ใส่บักน้ำเต้าอ่อน ผักอีตู่หรือใบแมงลัก ก็เก็บเอาที่ข้างกระท่อม บักน้ำเต้า เก็บเอาที่ข้างกระท่อมเช่นกัน น้ำเต้านี้ แม่ปลูกไว้ตั้งแต่สองเดือนก่อนตอนฝนเริ่มลง ตอนนี้ เริ่มมีลูกออกให้เก็บได้เรื่อยๆ   ผักที่กินกับป่นเขียดก็มีลวกดอกบักอึและยอดบักอึ(ฟักทอง)  

     กว่ากับข้าวทุกอย่างจะเรียบร้อย ก็สายเกือบเก้าโมงแล้ว ปกติมื้อเช้าของชาวนาในหน้านา ก็เวลาประมาณนี้ และอาหารมื้อเช้านี้ ภาษาอีสานเรียกว่า ข้าวงาย
     บักป๋อง ปั้นข้าวเหนียวคุ้ยป่นเขียด ใส่ปาก พลางม้วนยอดฟักทองลวกยัดเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย  แกงแมงระงำใส่บักน้ำเต้าก็อร่อยเหลือหลาย บักป๋องซดเอาๆ

     “แกงแมงระงำ แซบคักขนาด” บักป๋องว่า

 
 
สาธุการบทความนี้ : 353 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 352 ครั้ง
 
 
  27 มิ.ย. 2550 เวลา 11:41:08  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   13) วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่3) ไปเก็บเห็ด      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
    มื่อคืน แม้ฝนจะตกลงมา แต่วันนี้ ฟ้าเปิด แดดร้อนแรง ก้อนเมฆลอยบดบังแสงแดด ให้ได้ร่มเย็นบ้างเป็นครั้งคราว กลองเพลจากวัดดังมา บอกให้รู้ว่าใกล้เที่ยงแล้ว

     บักป๋อง นั่งอยู่บนโพนใต้ต้นสะคร้อกับเพื่อนๆ ที่นาอยู่ใกล้กัน งานหลักของเด็กๆ ในวันหยุด ก็คือเลี้ยงควาย ในหน้านา ตามท้องทุ่งนา มีน้ำขัง และต้องดำนา เด็กๆ มักจะต้อนควายไปกินหญ้าตามที่สูงหรือเนิน ซึ่งน้ำไม่ขัง นาบักป๋องอยู่ใกล้กับป่าโคก บักป๋อง กับเพื่อนๆ จึงต้อนควายไปเลี้ยงตามชายป่า หรือที่บักป๋องเรียกว่า โนนหัวนา

     หลังกลองเพลดังสักประมาณชั่วโมง แม่และเอื้อยฟอง ก็ขึ้นจากนา เดินมาทางชายป่าที่บักป๋องเลี้ยงควายอยู่ และชวนบักป๋อง เข้าป่าไปเก็บเห็ด

     บักป๋องล่ามควายไว้ แล้วเดินตามแม่และพี่สาวเข้าป่า หาเก็บเห็ด สอดสายตามองหาตามพื้นดินทั่วๆไป บางครั้งก็ใช้ไม้เขี่ยหาตามพุ่มไม้เตี้ยๆ



     บักป๋องหาได้เห็ดน้ำหมากดอกสีแดง สี่ห้าดอก เห็ดดังงัวอีกสองดอก ก็เอาไปให้เอื้อยฟอง... เอื้อยฟอง เด็ดใบตองกุงใบใหญ่ ม้วนพับ ใช้ไม้เสียบขัดให้อยู่ทรง ทำเป็นภาชนะสำหรับให้บักป๋องใส่เห็ด ภาชนะนี้ เรียกว่า “โถก”

     บักป๋องเอาเห็ดที่เก็บได้ทั้งหมดใส่ในโถกใบตองกุง แล้วแยกเดินหาเห็ดต่อ บางครั้งบักป๋องพบเห็ดแบบแปลกๆ ที่ไม่รู้จัก ก็ถือไปถามแม่หรือเอื้อยฟองว่าเป็นเห็ดอะไร มีหลายครั้งที่เป็นเห็ดกินไม่ได้หรือเป็นเห็ดตายเบื่อ

     บักป๋องพบเห็ดแปลกๆ เป็นก้อนๆ คล้ายเห็ดต้อป้อ แต่มีสีเหลือง จึงถือไปถามแม่ว่า เห็ดอะไร กินได้ไหม แม่ก็บอกว่า

“นี่คือเห็ดหำฟาน หรือเห็ดหำพระ กินได้ แต่แกงไม่ค่อยแซบ โดยมาก มักกินดิบๆ จิ้มกับปลาร้า พบอยู่ไส ไปเก็บเอาอีกเลย เอาไปให้พ่อสูก้อยกิน”

     บักป๋อง กลับไปเก็บเอาเห็ดหำฟานได้อีกเป็นสิบดอก ...    ระหว่างหาเห็ด บักป๋องเจอแมลงทับหลายตัว พยายามจะจับเอา แต่มันมักจะรู้ตัวและบินหนีก่อน บักป๋องจับแมลงทับได้เพียงสองตัว บักป๋องเสียดายมาก  



     เมื่อแต่ละคนนำเห็ดมาดูรวมกันแล้ว เห็นว่าน่าจะพอกินสำหรับมื้อบ่ายและมื้อแลง ก็ชวนกันกลับนา...

     ขากลับ บักป๋องบังเอิญเห็นเห็ดสีขาวๆ ชนิดหนึ่งเกิดบนตอไม้ จึงถามแม่ว่า
“นี่เห็ดอะไร”

แม่ก็บอกว่า “นี่คือเห็ดแสง เห็ดแสงมันจะเรืองแสงเวลามืดๆ เห็ดแสงกินไม่ได้นะ”

     บักป๋อง อยากจะดูว่า เห็ดแสงเรืองแสง มันเป็นอย่างไร จึงเก็บเห็ดแสง ห่อใส่ใบตองกุงไว้ต่างหาก นำกลับไปด้วย

     ก่อนกลับกระท่อม บักป๋องไปดูควาย และย้ายหลักล่ามควาย เพื่อให้ควายได้กินหญ้าในที่อื่นๆ

     เมื่อกลับถึงกระท่อม เอื้อยฟองนำโถกเห็ดมาเทรวมกันเพื่อเอาไปล้าง บักป๋องมองดูเห็ดที่หาได้ มีทั้งเห็ดปลวก เห็ดน้ำหมาก เห็ดดังงัว เห็ดระโงก เห็ดหำฟาน เห็ดเผิ้งขมซึ่งบักป๋องไม่ชอบกินเพราะมันขม ก็มีเช่นกัน

     เอื้อยฟองและแม่สาละวนอยู่กับการทำกับข้าว บักป๋องเอาแมลงทับออกมาดู เห็นปีกมันสวยดี เลยหักปีกแมลงทับ เหน็บเสียบไว้ที่ฝากะติบข้าว และนำตัวแมลงทับไปจี่ไฟจนสุก ยัดเข้าปากเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย

     เมื่อกับข้าวเสร็จแล้ว แม่ก็ให้บักป๋องร้องเรียกพ่อและคนอื่นๆขึ้นจากนา... อาหารมื้อเที่ยงวันนี้ มีแกงเห็ด และซุปเห็ด สองอย่าง แต่ก็กินอิ่มและแซบเหลือหลาย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 358 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 357 ครั้ง
 
 
  02 ก.ค. 2550 เวลา 16:53:39  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   13) วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่5) หิ่งห้อย ประกายเพชรแห่งราตรี      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     วงอาทิตย์โน้มตัวลงต่ำทางฟากทิศตะวันตก ทอประกายแสงสีส้มแดงจูบโลมปุยเมฆ เขียดน้อยร้องแอ๊บแอ๊บ ระเบ็งแซ่ ประหนึ่งไม่อยากให้อาทิตย์จากไป น้ำในนาสะท้อนแสงอาทิตย์และก้อนเมฆสีส้มแดง งดงาม วิถีแห่งยามค่ำกำลังตื่นและคืบคลานเข้ามาแทนที่

     พี่บักป๋องต้อนควายกลับบ้านไปก่อนแล้ว
     บักป๋อง พ่อ เอื้อยฟอง และแม่ เดินตามคันนา มุ่งหน้ากลับบ้าน

     แสงอาทิตย์อ่อนล้าแล้ว ความมืดเข้าแทนที่ แต่ก็ยังพอมองเห็นทางเดินอยู่ เสียงเขียดน้อย และแมลงต่างๆ ยังคงร้องระงมทุ่ง เอื้อยฟองฮัมเพลงหมอลำเบาๆ อย่างมีความสุข

     บักป๋องเดินมาถึงแถวๆ ลำห้วยใกล้บ้าน หิ่งห้อยมากมายบินว่อนขวักไขว่ไปมา ประกายแสงนวลใยจากก้นหิ่งห้อย ระยิบระยับ งดงาม ประหนึ่งประกายเพชรต้องแสงจันทร์



     สำหรับชาวบ้าน ชาวนาแล้ว หิ่งห้อย เป็นสิ่งปกติ เป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่รวมอยู่ในวิถีชีวิต จะว่างดงามก็งดงาม จะว่าไม่งดงามก็ไม่งดงาม เพราะมันคือความเคยชิน เห็นจนชินตา เหมือนกับเห็นดาวบนท้องฟ้ายามราตรี

     บักป๋องยื่นมือตะปบจับได้หิ่งห้อยสองสามตัว เสียงแม่ตะโกนมาจากด้านหลังว่า
“มันฉิว(เหม็นเขียว) มึงจะจับมันไปทำไม”

     บักป๋องรู้ดีว่า หิ่งห้อย กลิ่นไม่ดีนัก แต่บักป๋องก็ชอบแสงนวลๆ จากก้นหิ่งห้อย จึงมักจะจับเอาไปใส่ข้องไว้ดูที่บ้าน

     เมื่อกลับถึงบ้าน บักป๋องแกะห่อเห็ดแสงออกดู เห็ดแสงยังดูสดอยู่ เพราะพรมน้ำไว้      ในความมืด เห็ดแสงมีแสงจริงๆ แสงจากเห็ดแสง มีสีนวลเย็นตา คล้ายแสงหิ่งห้อย แต่ไม่กระพริบเหมือนหิ่งห้อย เห็ดแสงเรืองแสงอยู่ตลอดเวลา

     บักป๋องนำเห็ดแสงแต่ละดอกไปเสียบไว้ตามฝาผนังบ้าน เพื่อดูเล่นตอนนอน... เมื่อดับตะเกียง มืดมิด เห็ดแสงยิ่งเปล่งประกายแสงนวลสดใส บักป๋อง นอนดูเพลิน จนหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนค่อนสว่าง แสงของเห็ดแสง ก็หายไปแล้ว

     เห็ดแสง เรืองแสงยามค่ำคืน หิ่งห้อย ทอแสงยามค่ำคืน ...

 
 
สาธุการบทความนี้ : 344 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 343 ครั้ง
 
 
  09 ก.ค. 2550 เวลา 12:30:37  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   13) วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่7) ฝายพ่อใหญ่ลีขาด      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     เมื่อคืน ฝนตกหนัก ยาวนาน กระทั่งรุ่งเช้าก็ยังพรำๆ อยู่ พ่อและพี่บักป๋องออกไปนาแต่เช้ามืด เพื่อไถนาเตรียมแปลงนาไว้สำหรับปักดำกล้า

     บักป๋อง ออกไปสวนใกล้บ้าน ช่วยแม่เก็บหม่อนไว้เลี้ยงไหม เอื้อยฟองเตรียมกับข้าวและสัมภาระ เมื่อทุกอย่างเสร็จแล้ว ทุกคนก็เดินทางไปนา

     เมื่อไปถึงนา บักป๋องได้พบกับเหตุไม่คาดฝัน...

     นาหลายแปลงที่ดำเสร็จแล้ว ราบเป็นหน้ากลอง คันนาขาดเป็นแนวยาว น้ำยังคงไหลบ่ามาจากทางเหนือ พ่อส่ายหัวอย่างเสียดาย

     บักป๋องได้ยินพ่อบอกว่า
“เมื่อคืนฝนตกหนักมาก จนน้ำล้นฝายพ่อใหญ่ลี กัดเซาะฝายจนขาด น้ำเหนือฝาย จึงไหลบ่าตัดคันนาขาดหมด นาแปลงที่อยู่ในทางน้ำถูกทำลายเสียหายหมด เมื่อเช้าได้เดินตามน้ำขึ้นไปจนถึงฝายพ่อใหญ่ลี โฮ้... มันขาดใหญ่จริงๆ”

     บักป๋องนึกถึงฝายพ่อใหญ่ลี ซึ่งปกติเป็นที่กักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในหน้าแล้ง ให้วัวควายได้นอนแช่และดื่มกิน เมื่อหน้าแล้งที่ผ่านมา บักป๋องยังพาควายไปเลี้ยงถึงที่นั่น บนฝายมีกอไผ่บงขึ้นอยู่เต็มไปหมด บักป๋องจำได้ว่า ได้ผึ้งหนึ่งรัง และแอบหักเอาหน่อไม้พ่อใหญ่ลีใส่ถุงย่ามมาด้วย

“กอบงหลายขนาดนั้น ฝายมันขาดได้ยังไง” เสียงแม่ถาม

“มันไม่ได้ขาดตรงที่มีกอบงดอก มันขาดตรงขอบๆ ฝาย ซึ่งไม่มีกอบง” พ่อว่า
“โฮ้... ถ้ามันขาดตรงกลางฝายที่มีกอบง สงสัยนาจะเสียหายมากกว่านี้ นี่ยังดี ที่ขาดตรงขอบๆ น้ำจึงไหลออกมาได้บางส่วน”

     พ่อและพี่บักป๋องจับปลาที่มาตามน้ำได้หลายตัว มีปลาดุกอุยตัวเขื่องด้วย “วันนี้ คงได้กินลาบปลาดุกแซบๆ แน่ๆ” บักป๋องคิด



     หลังจากกินข้าวงายแล้ว พ่อกับเพื่อนๆ หลายคนที่นาอยู่แถวนั้น ก็แบกจอบ มุ่งเดินไปฝายพ่อใหญ่ลี บอกว่า จะไปช่วยพ่อใหญ่ลีปั้นฝาย บักป๋อง จึงขอไปด้วย

     พวกผู้ใหญ่ที่นาอยู่แถวนั้น ต่างไปช่วยกันปั้นฝาย เพื่อกันไม่ให้น้ำไหลบ่าลงมาทำลายข้าวกล้าอีก ครั้งนี้ ได้ทำตาน้ำ เพื่อให้น้ำระบายออกก่อนที่จะขังเต็มฝาย และได้ช่วยกันขุดร่องน้ำจากแนวตาน้ำ ให้ไหลไปบรรจบกับทางน้ำเดิม เห็นพ่อว่า ถ้าฝนตกหนักมาอีก หากน้ำล้นตาน้ำออกมา น้ำก็จะไหลไปตามทางน้ำเดิมนี้ ลงไปจนถึงล้ำห้วย นาจะไม่เสียหาย

     กว่าจะเสร็จ ก็บ่ายแล้ว...

     เมียและลูกสาวพ่อใหญ่ลี ทำแกงปลา ต้มส้มปลา และลาบปลาดุก ซึ่งจับได้จากฝาย เลี้ยงทุกๆ คนที่มาช่วยงาน... บักป๋อง ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย แต่ได้กิน ต้มปลา และลาบปลาดุกแซบๆ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 350 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 350 ครั้ง
 
 
  16 ก.ค. 2550 เวลา 13:09:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   13) วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่9) ต่งดาง      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
     น้าฝน หากฝนตกน้อย ก็ไม่มีน้ำทำนา หากฝนตกมาก น้ำก็อาจท่วมนา หากจัดการระบายน้ำไม่ดี หรือไม่ทำตาน้ำไว้ นาอาจเสียหายได้ง่าย

     ปีนี้ ฝนดีกว่าปีกลาย ตกหนัก ตกซ้ำเรื่อยๆ วันก่อนที่ออกไปนา ตอนเดินข้ามฝายห้วย บักป๋องสังเกตเห็นน้ำกำลังเต็มฝายแล้ว เมื่อคืนฝนตกหนักซ้ำลงมาอีก ทำให้ฝายห้วยขาด น้ำไหลหลาก ตัดทำลายทางสัญจรไปนาของคนที่มีนาอยู่ฟากโน้น น้ำไหลหลากนี้ เรียกว่า “น้ำมาก”

     พวกผู้ใหญ่รู้ข่าวฝายห้วยขาดเร็วมาก โดยเฉพาะพ่อใหญ่สำ มาเรียกพ่อบักป๋องแต่เช้ามืด ให้ไปช่วยตอกเสาทำขัว และวางตาข่ายดักปลา

     พ่อใหญ่สำ แกเชี่ยวชาญเรื่องวางข่ายดักปลาตอนน้ำหลาก นอกจากพ่อบักป๋องแล้ว พ่อใหญ่สำมีกลุ่มผู้ช่วยแกอยู่อีกห้าหกคน

     งานตอกเสาทำขัว ถือเป็นงานสำคัญมาก เพราะหากไม่ทำขัวข้ามน้ำแล้ว เด็กๆ และผู้หญิงจะไม่สามารถข้ามห้วยไปนาได้ คนหนุ่ม และพวกผู้ใหญ่ ว่ายน้ำข้ามได้ วัวควาย ก็สามารถว่ายข้ามน้ำไหลหลากนี้ได้สบายๆ

     เมื่อฝายห้วยขาด ชาวบ้านจึงไปหาเสาไม้ใหญ่มาสองต้น ตอกฝังที่ริมน้ำทั้งสองฝั่ง ฝั่งละต้น และนำขอนไม้กลมยาวอีกท่อนหนึ่ง วางพาดบนเสาสองต้น และใช้แผ่นแป้นปีกยาวๆ อีกสองแผ่น วางเอียงๆจากพื้นดินขึ้นไปหาขอนไม้นั้น ฟากละแผ่น.. ทำเป็นสะพานข้ามห้วย หรือเรียกว่า “ขัวข้ามห้วย”

     ผู้คนก็ข้ามห้วยโดยไต่ตามขอนไม้ท่อนเดียวนั้น การไต่บนไม้ท่อนเดียว ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับชาวบ้านที่นี่... แรกๆ บักป๋องก็ไม่กล้าไต่ข้าม พอขึ้นไปบนขัว แค่มองดูน้ำไหลก็เวียนหัวแล้ว.. เสียงพ่อใหญ่สำร้องบอกว่า “อย่าไปมองดูน้ำ อย่าก้มหน้า ให้มองไปข้างหน้า มองดูแค่ขอน” ...

     บักป๋องรวบรวมความกล้า ไต่ข้ามขัวไปได้ย่างโล่งอก จากนั้น ก็ไต่ข้ามกลับมาดูพวกพ่อใหญ่สำขึงตาข่ายดักปลา...

     ตาข่ายดักปลา ด้านปากกว้างพอๆ กับระยะห่างระหว่างเสาสองต้น หรือเกือบจะเท่ากับความกว้างของลำห้วย และค่อยๆ สอบเล็กลงเรื่อยๆ จนด้านก้นดูแหลมเล็ก พวกพ่อใหญ่สำนำไซไปมัดติดกับด้านก้นตาข่าย จากนั้น นำตาข่ายไปมัดขึงยึดกับเสาสองต้น

     ตาข่ายนี้ ภาษาอีสานเรียกว่า “ดาง”
     การดักปลาด้วยตาข่ายนี้ เรียกว่า “ต่งดาง”


     ปลาที่มากับน้ำ ถ้าตัวใหญ่กว่ารูดาง ก็จะถูกน้ำซัดพาไปรวมกันอยู่ในไซก้นดาง   พวกพ่อใหญ่สำ ก็จะลงไปตรวจดู เป็นครั้งคราว หากมีสักครึ่งไซขึ้นไป ก็จะแกะไซออก เอาปลามาเทพักใส่หลุมดินซึ่งมีน้ำขังอยู่ และนำไซไปมัดกับก้นดางใหม่

     การลงไปตรวจดูปลาในดางนี้ เรียกว่า “ไปยามดาง”

     น้ำพึ่งหลากมาใหม่ๆ ปลาจึงค่อนข้างเยอะ แค่ไม่ถึงเที่ยงก็ได้ปลาตั้งสองตะกร้าใหญ่ๆ แล้ว เสียงพ่อใหญ่สำบอกเพื่อนๆ อย่างดีใจว่า

“ปีนี้ ปลาหลายคัก ปลาขาวก็หลาย ปลากดก็หลาย ปลาเข็ง ปลาจิเดิด ก็หลาย แบ่งกันแล้ว คงได้ปลาแดกหลายไหล่ะวะ”

 
 
สาธุการบทความนี้ : 353 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 351 ครั้ง
 
 
  19 ก.ค. 2550 เวลา 08:41:38  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   13) วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน  
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่11) วางเบ็ดปลา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3636
ให้สาธุการ : 8145
รับสาธุการ : 3051180
รวม: 3059325 สาธุการ

 
    นเริ่มซาแล้ว ไม่ตกต่อเนื่องกัน เป็นเวลาหลายวันแล้ว น้ำในห้วยยังคงไหลหลาก เอื่อย ไม่เชี่ยวกรากเหมือนตอนฝนลงมากๆ เด็กๆ ที่ว่ายน้ำเป็นแล้ว มักจะแอบไปเล่นน้ำไหลในห้วย ว่ายข้ามไปมา อย่างสนุกสนาน บางคนก็ขึ้นยอดโพนริมตลิ่ง แล้วโดดตีลังกาลงมา

     การเล่นน้ำไหลในห้วยนี้ เรียกว่า “เล่นน้ำมาก”

     เด็กๆ เล่นน้ำได้สักพัก ก็คันตามตัว เกาไปเล่นน้ำไป ทั้งๆ ที่รู้ว่า ในน้ำมีบักหอยคัน เล่นน้ำแล้วจะคัน แต่ก็ไม่มีใครกลัว ที่เด็กๆ กลัว คือ กลัวจะไม่ได้เล่นน้ำมาก ต่างหาก
    
     วันนี้ โรงเรียนเลิกแล้ว บักป๋องและเพื่อนๆ ถือเบ็ดปลา แบกจอบเดินไปสวนใกล้บ้าน ในสวนมีไส้เดือนมากมาย บักป๋องใช้จอบขุดดิน หาไส้เดือน เพื่อใช้เป็นเหยื่อดักปลา

     เมื่อได้ไส้เดือนพอแล้ว ก็สับหั่นออกเป็นท่อนๆ ยาวประมาณสองข้อนิ้วมือ จากนั้น นำไส้เดือนไปติดกับเบ็ดจนครบทุกหลัง ไส้เดือนส่วนที่เหลือ บักป๋องเก็บไว้สำหรับใช้อีกครั้ง ตอนไปตรวจเบ็ด

     บักป๋องกับเพื่อน เตรียมเบ็ดเสร็จแล้ว ก็เดินมุ่งหน้าไปลำห้วย เสาะหาที่เหมาะๆ สำหรับวางเบ็ด บักป๋องและเพื่อน วางเบ็ดจนครบแล้ว ก็กลับเข้าบ้าน นัดกันว่าสักหนึ่งทุ่ม จะออกมาตรวจเบ็ด

     ** การวางเบ็ดดักปลา ต้องให้เหยื่อหรือไส้เดือน จมอยู่ในน้ำ**
     การวางเบ็ดดักปลา เรียกว่า “ใส่เบ็ดปลา”
     การตรวจเบ็ด เรียกว่า “เลาเบ็ด”
     การกู้เบ็ด เรียกว่า “ยามเบ็ด”
     เบ็ดหนึ่งหลัง เรียกว่า “เบ็ดหนึ่งคัน”


     เมื่อได้เวลาตรวจเบ็ด บักป๋องกับเพื่อน ถือไฟฉายคนละอัน และไม่ลืมที่จะนำไส้เดือนสำหรับเปลี่ยน ไปด้วย... บักป๋องพบว่าเบ็ดบางคัน ไส้เดือนหายหมดเลย แต่ไม่มีปลาติดเบ็ด สงสัยคงเป็นปู กุ้ง หรือปลาซิว ค่อยๆ แทะเล็มกินไส้เดือนจนหมด นั่นเอง

     บักป๋องนำไส้เดือนที่เตรียมมา ติดเบ็ดและวางเบ็ดไว้เหมือนเดิม และเดินตรวจดูเบ็ดคันต่อไป

     บักป๋องเห็นเบ็ดคันหนึ่ง งองุ้ม เกือบจมหายไปในน้ำ มีโผล่ขึ้นเหนือน้ำเป็นครั้งคราว จึงรีบวิ่งเข้าไปจับเบ็ดคันนั้นไว้ และยกขึ้น... ปลาช่อนตัวขนาดกลาง ติดเบ็ดขึ้นมาด้วย... บักป๋องดีใจมาก ค่อยๆปลดปลาช่อนออกจากเบ็ด และใส่ลงในข้องซึ่งผูกติดไว้ที่เอว

     บักป๋องตรวจเบ็ดครบทุกคันแล้ว ได้ปลาช่อนสองตัว ก็เอาปลามาอวดเพื่อน เพื่อนก็เอาปลาดุกตัวเขื่องมาอวดบักป๋องเช่นกัน

“นี่ กูได้ปลาค่อ ตั้งสองตัว กูใส่เบ็ดหมานกว่ามึง กูจะเอาไปป่น ใส่ซุบบักอึ”
“นี่ กูได้ปลาดุกอุย พรุ่งนี้ กูจะได้กินลาบปลาดุกแซบๆ”

--------------

     บักป๋องและเพื่อน แยกย้ายกันกลับเรือน.... ก่อนนอน บักป๋อง บอกเอื้อยฟองว่า ตอนลุกนึ่งข้าว ให้ปลุกด้วย จะได้ไปยามเบ็ด

     เสียงหมอลำกลอนจากวิทยุทรานซิสเตอร์บ้านข้างๆ ดังแว่วมา บักป๋องนอนครุ่นคิดถึงปลาที่มากินเบ็ด จนม่อยหลับไป ฝันว่ามีปลามากินเบ็ดมากหลายสิบตัว มีทั้งปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลาไหลก็มี ขณะที่บักป๋องถือเบ็ดและปลาจะเอาไปอวดเพื่อน บักป๋องก็ลื่นตกน้ำ   ต้าม !!!

    บักป๋องสะดุ้งตื่น พร้อมกับได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามก้อง... ฝนตกตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แต่ตอนนี้ กระหน่ำเทลงมาดั่งฟ้ารั่ว...
บักป๋องรู้สึกเสียววาบในใจ นึกถึงเบ็ดที่วางอยู่ตามริมห้วย

“น้ำจะท่วมเบ็ดไหมหนอ... น้ำจะพัดเบ็ดหายไปไหมหนอ”

 
 
สาธุการบทความนี้ : 339 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 339 ครั้ง
 
 
  24 ก.ค. 2550 เวลา 12:40:19  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23

   

Creative Commons License
วิถีท้องนา ห่มฟ้าท้าตะวัน --- เว็บบอร์ดอีสานจุฬาฯ