ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2557:: อ่านผญา 
แนวนามช้างพลายสารเผือกผ่อง มันหากเกิดอยู่ห้องดงด้าวด่านไพร แปลว่า ช้างพลายเผือก งดงามตามคชลักษณ์ ย่อมเกิดอยู่ในป่าดง หมายถึง ของดีๆ ใช่ว่าจะได้มาโดยง่าย ต้องพยายาม จึงจะได้


  ค้นหากระทู้ ปลาร้านอกไห  

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39  
  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1060)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ป้าหน่อย จ๋า...บ่าวปิ่น เกิดมา มิตร ชัยบัญชา เพิ่นก็ โหม่งโลกแล้ว
ศิลปิน ผู้ทุ่มเท ทำหน้าที่ตน จนชีวาวาย น่ายกย่อง

บ่าวปิ่นทันแต่ สมบัติ เมทะนี  ,กรุง ศรีวิลัย ,สรพงษ์ ชาตรี ,สุพรรณษา , นัยนา

ส่วนจารย์ใหญ่ เลามัก ดาม ดัสกร  , บ่าวรุทธ์ มัก พันนา  ,
ผมกับ จารย์ใหญ่ มัก พันลำ

เอาหละ ฝอยมาด่นแล้ว ปานได๋ สิได้ขึ้นหน้าใหม่ บ่าวปิ่น สิพาลัดท่งไปเบิ่งหนัง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 82 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 82 ครั้ง
 
 
  18 ส.ค. 2553 เวลา 08:25:27  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1066)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

สมัยก่อน นักเลง เขาบ่ตีกันอยู่หน้าฮ้านครับ เพราะรบกวนคนอื่น
ส่วนมาก สิตีกันอยู่ เลาะฮั้ววัด  ในวัดกะบ่ตี  

สิบกว่าปีมานี่ พัฒนาด้านจิตใจไปหลาย  ตีอยู่หน้าฮ้านโลด คนอื่นจั่งเห็น
หมอลำ ลำขึ้น ห้ามม่วน  ว่าซ้าน
แต่กะแปลก หน้าฮ้านเวทีมวย บ่เห็นมีนักเลงตีกัน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 79 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 79 ครั้ง
 
 
  18 ส.ค. 2553 เวลา 21:19:02  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1068)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ป้าหน่อย เว้าถืกใจ หลาย
วัยสะรุ่น ขี่รถ ฮอดทางแยก เพิ่นมักสิเร่งตั๊วะครับ ให้มันผ่านไปเร็วๆ พะนะ
ธรรมดาแล้ว ใกล้ฮอดทางแยกเฮาตรงผ่อนเนาะ ซอมซ้าย ซอมขวาก่อน
คันบ่มีอีหยัง ค่อยเร่งผ่านไป

ที่เพิ่นตะโกนให้ของดี พ่อลุงเลา ย้อนคิดว่า จะของเฮ็ดถืกแล้ว ย้อนอีพ่ออีแม่
ย้องลูกจะของ เฮ็ดอีหยังกะบ่ผิด ดีเบิ๊ด ลูกเพิ่น บ่บอกบ่กล่าว แนวมันถืกต้อง
ปากเพิ่นกะอม ของดีไว้ตลอดเนาะ พอตกใจ กะ คาดลาด พ่นออกมาแหล่ว
สมพอ พ่อลุงเลาว่า ขี้กะตืกแป เด้ เนาะ

อยู่ในกรมทหาร ลูกผู้ได๋ขับรถมอร์ไซต์ซิ่ง หรือบ่ใส่หมวกกันน็อค
อายุ บ่ฮอด 18 ปี  เพิ่นสิ จับพ่อ เข้าคุกโลดครับ  มีโทษฐานบ่บอกบ่ สอนลูก
บ่ได้จับลูกเด้อครับ  จับพ่อโป่ มันโลด

 
 
สาธุการบทความนี้ : 81 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 81 ครั้ง
 
 
  18 ส.ค. 2553 เวลา 23:27:43  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1069) ตอน ลัดท่งไปเบิ่งหนัง      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ภาพจาก Oknation.org

กินข้าวแลงแล้ว ตะเว็นพวมแดง ปลายไม้กำลังเป็นสีทึม แนวป่ากำลังครึ้มเป็นสีทึบ ตัดกับสีแดงส้ม
ของฟากฟ้าตอนตาเว็นใกล้ตกดิน  ควายบักตู้อยู่คอก แสวเหลียกไล่ ฮิ้นยุง
เสียงหมากกระโร่งแขวนคอดังมิ่งม่อง ไก่แม่ลูกอ่อนตุ้มลูกเข้านอน นกกาบินเป็นหมู่ คืนสู่รัง

บักลมเด็กน้อยแห่งโคกตาดไฮ กับบักกุ้น น้องชายหล่า ใส่ชุดใหม่  หอบสาดเก่า ๆ เตรียมตัว
เดินทางไปเบิ่งหนังกลางแปลง มื้อแลงนี้ หมู่บ้านบะยาว มีภาพยนตร์มาฉายให้ดูฟรี งันงานแจกข้าว
ยายยม ผู้เป็นแม่ ก็ไปด้วย แกตระเตรียมผ้าห่มขี้งา ไปนำ 2 ผืน เอาไว้ห่มให้ลูกยามเดิก
ทางบักลมและบักกุ้นผู้น้อง ห่าวด่อง ๆ  มื้อนี้สิได้ไปเบิ่งหนัง  

“ อีแม่  ข่อยไปเอิ้นบักป่องก่อนเด้อ ซุมข่อยสิไปถ่าอยู่ สี่แยกทางออกพู้นดอก “
ว่าแล้วก็แจ้นออกไปก่อน แล่นไปทางเถียงนาแม่ใหญ่เคน ไปเรียกสหายป่อง ท่าทางกระวีกระวาด
ทางบ่าวเซียงน้อยไปรอลัดเอาผู้สาว อยู่เถียงนาพ่อใหญ่ค้ำ  จันเพ็ญใส่ซิ่นผืนงาม  จันแรมทาแป้งหน้าขาว
หอมกรุ่น   ส่วนน้าบ่าวเทาชวนเอาเมียท้องมานไปนำ พร้อมกับอีเหี่ยวลูกสาว  ก้ำทางน้าสาวเหนา
ชวนเอาลูก บักทิดดำ อีเอ้น ไปนำกัน  ต่างเตรียม สาดเตรียมแพรไปนำ  นัดพ้อกันอยู่สี่แยกทางออก
ฟังเสียงโสกันโจจ้น หอบข้าวของพะรุงพะรัง  หมู่เด็กน้อยตื่นเต้นหลาย ทั้งเคิ้นทั้งเอิก


“ เฒ่าเอ้ย ควายงัว เจ้าเอาไปฝากไว้กับอ้ายแบะแล้วติ “

น้าสาวน้อยสีหน้ากังวลเป็นห่วงสัตว์เลี้ยง  เอิ้นมาถามผู้เป็นผัว ที่แบกสาดย่างนำหน้า
“ เอ้อ ข่อยไปฝากไว้กับเลาแล้ว  ขากลับมาจากเบิ่งหนัง จั่งไปเอามาผูกไว้คอก “
น้าบ่าวเทาตอบ ย่างนำหน้าลิ่วๆ  ตรงไปยังสี่แยกหัวดอน จุดนัดหมาย

“ ฟ้าวเถาะอีพ่อ มันสิบ่ทันเพิ่น “
อีเหี่ยวลูกสาว กระตือลือล้นจนออกหน้าออกตา เร่งเวลาให้ทุกคนเดินเร็วขึ้นเพื่อไปรอกันที่จุดนัดพบ

น้าสาวน้อยผู้ท้องมาน สีหน้ายังกังวล เป็นห่วงงัวควาย  มีงานบุญแบบนี้ คนบ่อยู่เถียงนา ต้องเอาไปสัตว์เลี้ยง
ไปฝากกไว้กับ คนอื่นผู้บ่ได้ไป  ทรัพย์สินที่มีค่าทั้งหมด คงมีแต่งัวกับควายนี่แหละ  นอกนั้นบนเถียงนา
คงมีเพียงที่นอนกับผ้าห่ม ไหปลาแดก เสื้อผ้า และเครื่องใช้ไม้สอยอื่น ๆ  ไม่มีราคาค่างวดอันใด


   ความมืดเริ่มคลืบคลานเข้ามาแล้ว บรรยากาศ มืดขมุกขมัว แมลงกลางคืนเริ่มกรีดร้องขับขาน
บักลมกับบักป่องยืนค้ำแอวอยู่ข้างโพนปลวก ใกล้กับกับทางสี่แยก คอยเบิ่ง ว่ามีใครมาถึงกันบ้างแล้ว
บ่าวเซียงน้อยจุดโคมแก๊ส ให้แสงสว่างพอให้เห็นหนทางเดิน

“ เอ๋า ครบกันแล้วไป๋    มาพร้อมกันแล้วบ้อ “
น้าบ่าวเทาเอิ้นถามทุกคน
“ พร้อมแล้ว ..”
บักลมยืนฉีกยิ้มร่าอยู่ข้างโพน ตอบแทนทุกคน ส่วนสหายป่องตุ้มผ้าห่มขี้งา พร้อมเดินทางตั้งนานแล้ว
“เอ้าพร้อมแล้วก็พากันย่างไปตามทาง แล้วก็ลัดท่งไปทาง ห้วยอีก้อม ท่งนาบ้านบะยาวพู้นเด้อ”
น้าบ่าวเทาผู้ควบคุมการเดินทางแจ้งจุดหมายปลายทาง

“ ผู่ได๋ย่างนำหน้า ให้หักไม้แส่  ตีขี้ดินไปนำเด้อ ค่ำมืดปืดตา ย้านงูเงี้ยวเขี้ยวขอ “

แม่ใหญ่เคนผู้อาวุโสร้องเตือน ให้คนนำ หักเอากิ่งไม้ทำเป็นแส้ ตีพื้นดินให้เกิดเสียง เพื่อไล่สัตว์มีพิษ เช่นงู ตะขาบ หรือสัตว์ป่าอื่นๆ ที่ออกหากินกลางคืนรู้ตัว หนีให้พ้นทาง  เป็นเทคนิก การเดินทางด้วยเท้า
ในเวลากลางคืน  แล้วทั้งหมดก็พากันออกเดินทางไปตามทางเกวียน ขณะที่ตาเว็นลับปลายไม้อัสดง

แสงเหลื่อมพรายสีแดงช้ำ ค่อยๆเลือยหายไปกับความมืด เงาไม้กลางนายืนทมึนนิ่งไม่ไหวติง
ดังอาลัยอาทิตย์ทิวงคต เขียดขาคำลำโอ่ฮ้อง เมื่อรัตติกาลเปิดม่านดวงดาว  ราวฟ้าแต้มแต่ด้วยแสงวิบวับ
ดอกคัดเค้า ส่งกลิ่นหอม ระเหยรวยรินมากับบรรยากาศย่ำค่ำ ทางเกวียนดินทราย ขาวโพลนในความมืด
กลิ่นดอกปีบข้างทาง อ่วยมาตามลมพัด สูดดอมดมแรงๆ จะได้กลิ่นดินโพนเปียก  ปะปนความเย็นชื้น
เสียงนกเค้า นกกระปูด ประกาศอาณาเขตหากิน แว่วหวิวในบรรยากาศขมุกขมัว  แสงดาวพร่างพราย
บนราวฟ้า วิบวับราวเกร็ดเพชร แม้ตะวันรอนลับ ยังมีแสงหวามวาบ อยู่ไกลโพ้น

เสียงคุยกันของกลุ่มคนผู้สัญจรตามทางเกวียน ได้ยินพอ กล้อมแกล้ม  แสงโคมแก๊ส สาดวูบวาบ
ส่องตามทางดินทราย พอได้เห็นบาทวิถีก้าวเดิน  วาบแสงที่ส่องข้างทางพอให้เห็นรูปทรงใบเขียว
ของหญ้าคาข้างทาง พลันวูบแสงที่ส่องไปด้านอื่น สีเขียวกลายเป็นเงามืดในบัดดล  เสียงไม้แส่เขี่ยพื้นดิน
ของผู้นำทาง ดังแกรกกราก  ดังเสียงเตือนให้รู้ว่า คนกำลังผ่านทางมา

“ คะเจ้า คือบ่จ้างหมอลำหมู่มาให้เบิ่งฮึ   เบิ่งหนังมันบ่ม่วนแจบใจปานได หวา “

แม่ใหญ่เคนเอ่ยขึ้นแสดงทัศนะ ในขณะเดินทาง
“ ยามฝน  หมอลำยากนำไฮ่นำนา  หาจ้างยาก  หมอลำเพิ่นกะเฮ็ดนาเนาะ  แล้วนาพู้น จั่งสิออกหาลำรับจ้าง
หมู่บ้านแถวนี้ อยู่ห่างไกล เข้ามายาก ยามฝนแห่งแล้ว ทางรถเทียว ลำบากเจ้าภาพเพิ่นเลยจ้างหนัง
จากทางอำเภอพังโคน ใกล้ๆ เฮานี่หละ มางัน “

น้าบ่าวเทาให้เหตุผล

“ แม่นอยู่ดอกเนาะ  ส่วนมากกะสิจ้างหมอลำกลอน มาลำยามกลางเว็นเอา  ยามกลางคืน กะจ้างหนัง “
น้าสาวน้อยผู้เป็นเมียน้าบ่าวเทากล่าวเสริม  พลางเอามือลูบท้องมาน เพราะลูกดิ้น
“ ยามแล้งเนาะ อ้ายเทา มันจั่งคัก มีบุญยามได๋ เพิ่นกะจ้างหมอลำหมู่  โลด  ม่วนกุบทีบ “
บ่าวเซียงน้อยเว้าพลาง ทำท่าฟ้อน

“ หุยย...หน้าฮ้านพุ้นละเนาะเพิ่น “
จันเพ็ญตัดพ้อ
“ หม่องมันคัก หม่องมันม่วน  หม่องมันได้เต้ย  ฮิ้ว..ว..”
เซียงน้อยออกอาการในทันทีที่คิดฮอดบรรยากาศฮ้านหมอลำ
“ บ่แม่นคิดฮอดเหล้าติ ยามบุญ “   จันเพ็ญยังแอบข่อนขอด
“ เว้าพื้นเหล้า กะคิดฮอดแต่ยามบุญฮั่นหละ แต่ผู้สาวนี่ คิดฮอดสุยามดอก จันเพ็ญเอ้ย “

เซียงน้อยได้ที เอื้อนคำหวานต่อหน้าต่อตา  ผู้สาวลักอาย ทุบกลางหลังบ่าวเซียงดังตุ๊บ !
ส่วนจุ้มเด็กน้อย ไม่ได้สนใจผู้ใหญ่คุยอะไรกัน มัวแต่โสกันเรื่องหนัง  เสียงแตกแซว ๆ
ทั้งกลุ่มค่อยๆ  เคลื่อนตามทางเกวียน พ้นแนวป่า ออกสู่ท่งกว้างที่กำลังถูกอันธกาล
กลบกลืน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 98 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 97 ครั้ง
 
 
  19 ส.ค. 2553 เวลา 11:43:03  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1077)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ขอบคุณเจ้าของภาพ

ความมืดปกคลุมทั่วท้องทุ่งกว้าง ตามชายทุ่งเห็นแสงตะเกียงแวมๆ  ไกล ๆ  ละม้ายดาวน้อยหรี่แสง
พร่ำพรอดผืนดิน เขียดน้อยร้องรำ ดังเล่าเรื่องราวของทิวาที่ผ่านมาสู่กันฟัง พระจันทร์สีนวล ส่องแสงอำไพ
ลัดลอดคบคาไม้ ส่องสว่างบรรยากาศ พอให้มองเห็นรางๆ ดังภาพฝัน

กลิ่นสาบโคลนตม กลิ่นควาย ยังระคนกับอากาศยามค่ำ  ลมพัดอู้มาคราหนึ่ง แว่วเสียงเครื่องไฟ
เปิดเพลงหมอลำ ดังมาจากฟากท่งบ้านบะยาว แต่พอลมเปลี่ยนทิศ เสียงก็เงียบหาย เหลือเพียงเรไรร่ำ
เมื่อได้ยินเสียงเครื่องไฟขยายเสียง หัวใจก็พองโต เต้นตุ๊บตั๊บ ความคิดพุ่งเร็วกว่าการสืบเท้า คิดเห็นภาพ
ฝูงผู้คนและจอหนัง ตู้ลำโพง หมากอะโหล ( ฮอล์น , ดอกลำโพง)   สิ่งที่น่าตื่นตาสำหรับชาวชนบท

“ ป่อง..หมู่ได้ยินบ่..เสียงหมากอะโหล  เสียงตู้  ว่อน ๆ มาทางบ้านบะยาว พู้น “

ลมสะกิดสหายป่อง ควกซ่วง อยู่ไว๋ ๆ  เพราะตื่นเต้น
บักป่องตุ้มผ้าห่มขี้งา สีแหล่ๆ  เพราะใช้มาหลายปี  เดินไปด้วยเงี่ยหูฟังเสียงที่แว่วมากับสายลมไปพร้อมกัน
“ เอ้อ ๆ...บุ้ยย...เปิดเพลง อยู่ บึ้ม! บึ้ม ! มาเป็นตาคักฮ้ายแถะ “

คนนาโคกเดินกันเป็นกลุ่ม ยักย้ายไปตามคันนา เรียงแถวตามหลังกันเป็นพวน เสียงคุยกันอ่อมแอ่ม
คันนาตรงไหนแคบเดินลำบาก ก็จับไหล่กันไป  ผู้นำทางส่องไฟหาคันนาที่เดินได้สะดวก ลัดเลาะไป
บ้างก็อ้อมโพนข่อย โพนตะโก ด้วยเส้นทางต้องลัดท่งไป ทั้งหอบหิ้วสาด พะรุงพะรัง

“ ฮอด ขัว ข้ามห้วยแล้ว  พากันไต่ระวังแนเด้อ “

น้าบ่าวเทาผู้นำทางฮ้องบอก พลางจูงมือเอาเมียไต่ขัวข้ามไปก่อน  แล้วก็ส่องไฟคืนกลับมาให้แสงสว่าง
“ขัว”  
หรือสะพานข้ามห้วย  ทำขึ้นง่ายๆ จากการล้มไม้ต้นใหญ่ริมห้วย ให้พาดข้ามลำห้วย
ปักหลักกลางน้ำ มีราวไม้ไผ่ให้จับลำเดียว ใช้สำหรับไต่ข้ามห้วย   ข้ามได้เฉพาะคน  ยานพาหนะหมดสิทธิ์
จันเพ็ญจับไหล่เซียงน้อย ตาแนมมองตามแสงไฟ ค่อยๆ ทอดเท้าไปตามลำไม่แกนหล่อน ที่พาดข้ามลำน้ำ

“ ย่างข้ามขัว ต้องเฮ็ดตีนแป ๆ  เอาตีนขวงขัวไว้เด้อ อย่าซอยตีนตามแนวยาว มันสิตะลาด ตกขัว “

เสียงฮ้องบอกซุมเด็กน้อย ย้านพากันคะมำตกห้วย
“ บักลม มึงอย่าลงตีนหนักหลาย ขัวมันก๋วย เฮาสิหงายเงิบ ฮ้วย.! “
เสียงป่องฮ้ายหมู่ บอกอย่าลงเท้าหนัก เพราะสะพานลำไม้สั่นไหว ทรงตัวได้ลำบาก
“ เอ๋า..โทษเฮาอีก  ยากแต่นำผ้าห่มขี้งานั้นหละ คาแต่ตุ้ม มันกะย่างยาก ละเหวย “
ลมติงพ้อสหาย

เซียงน้อยกับจันเพ็ญพอมาถึงกลาง “ขัว”  ก้าวพลาดไปหน่อยหนึง จันเพ็ญเลยถลำไปซบไหล่บ่าวเซียง
“ ..อยากหยุดเวลาไว้ที่ตีนขัว เด้น้อ..”

เซียงน้อยพร่ำเพ้อ..หัวเราะในคอ
“ หยุดหยังข้ามก็ข้ามไปเถาะ  ฟ้าวแน “  จันเพ็ญผงะออกจากไหล่ผู่บ่าว
“ หยุดเวลาไว้  เจ้ากะสิได้ ค้างอยู่ไหล่ข่อย ด่นๆ เนาะ “  เซียงน้อยเว้ายิ้ม ๆ
“ หยุดเวลาเจ้าพุเดียวโลด  ค้างเท่อเล่อ อยู่ขัวนั้นหละ ข่อยสิไปก่อนดอก “ จันเพ็ญยิ้มกริ่มตอบคำ

เดือนหงายขึ้นเลยยอดไม้ แสงนวลส่องจ้าฉาบทาทุ่งข้าว ต้นไม้ใหญ่แลเห็นเป็นเงาตะคุ่ม ทางดินทราย
ขาวโพลน คดโค้ง  เข้าเขตทางเกวียนทางท่งหมู่บ้านบะยาวแล้ว  เสียงตู้ลำโพงเครื่องเสียง จ้อจั้น
ก้องมาตามท่งนา เสียงกลุ่มคนอีกกลุ่มคุย เดินไปเบิ่งหนังตามทางเกวียน ได้ยินพอแว่วๆ  มองไกลๆ
ฝ่าความสลัวไป แนมเห็นเป็นเงาดำ ๆ ขะมุบคะม้าย


“ ฟ้าวย่างให้ทัน ซุมขะเจ้าผู้ไปก่อนเด้อ ซุมเฮาจั่งมีหมู่ย่างนำกัน “  น้าบ่าวเทาบอกชี้มือไปทางต้นเสียง
“  โฮ้..คนไปเบิ่งหนังหลายเด้ นิ  ฟังเสียงแตกซวด ๆ “  แม่ใหญ่เคนท้วง
“ ฮู้...! ถ่าแนเด้อ...ถ่าย่างไปนำกัน  ย้านผีหลอก “  เซียงน้อยฮ้องลัดไปทางกลุ่มคนด้านหน้า

“ กลางค่ำกลางคืน อย่าสุเอิ้นหาผี  มันคะลำ “
แม่ใหญ่เคนตาเขียวใส่
“  หืยย..ผีไสสิมี  มีแต่ผีหัวหล่อน ฮั่นแหล่ว “ บ่าวเซียงยังดื้อแพ่ง

เดินข้ามท่งมาพอประมาณอึดใจก็เข้าท้ายหมู่บ้าน แสงตะเกียงแวมๆ เป็นจุด ตามแนวท้ายหมู่บ้าน
แสงไฟส่องขึ้นฟ้าเห็นเป็นเลาส่องจ้า มาจากคุ้มทางวัด  เสียงเพลงดังตุ่มต้ำ ก้องลำเลา ประสานกับเสียง
บอกบุญของทางเจ้าภาพดังระคนกันไป


ผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างหอบสาดหอบแพร ทยอยกันเดินตามทางเข้าสู่หมู่บ้าน  
ได้ยินเสียนงเครื่องไฟที่ไม่ได้ยินมานานแล้ว หัวใจเต้นตึ๊บ ๆ ตามจังหวะเสียงกลอง  
“ ฟ้าวย่างเว้ย บักป่อง เฮาไปจองหม่องนั่ง  ใกล้ ๆ กับเครื่องอาร์ก เนาะ “
ลมกระตุ้นสหายเพื่อให้ถึงเร็ว ๆ จองที่นั่งใกล้ๆกับเครื่องฉาย
“ ฮ้วย..เป็นหยังคือต้องนั่งใกล้เครื่องอาร์ก  นั่งหม่องหน้าจอโลดบ่ได้ติ “ ป่องสงสัย
“ เอ๋า..ยามฉายหนังไป หนังมันขาด ไหม้จอ จ๊วดด.. !  เพิ่นกะสิตัดฟิล์ม ทิ้ง  เฮากะได้ฟิล์มไปอ้างหมู่ซั้นตั๊วะ “
เหตุผลของลมก็คือ อยากได้ฟิล์มหนังที่คนฉายตัดทิ้ง ไปส่องใส่แดด ดู และเอาไปอวดเพื่อน ๆ

“ ฮ้วยสู อย่าไปนั่งหน้าจอหลายเด้อ ได้แหงนคอเบิ่ง  มันบวดเอ็นง่อน “ น้าสาวน้อยจ่ม

เข้ามาในหมู่บ้านแล้ว สภาพก็ไม่แตกต่างจากบ้านห้วยแฝกเท่าใดนัก เฮือนส่วนมากยังเป็นเฮือนแอ้มตอง
ล้อมรั้วไม้ไผ่ หลังเฮือนส่วนมาก มีแต่สวนกล้วยกับต้นงิ้ว ( ต้นนุ่น )   เสียงไทบ้านคุยกันเป็นภาษาชาวย้อ
ฟังดูไม่คุ้นหูนัก แต่ก็ฟังจับใจความได้รู้เรื่องหมด แต่บักลมพูดสำเนียงย้อ บ่ได้

เข้ามาถึงบริเวณงาน ซึ่งเป็นลานวัด มองเห็นจอหนัง สีขาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่กลางลาน ตู้ลำโพงขนาบข้าง
ผู้คนทยอยกันมามากแล้ว มองไกลๆ เห็นแต่หมู่เด็กน้อย ไล่หยอกกันเล่นอยู่หน้าจอหนัง
ร้านค้าชั่วคราวของพ่อค้าแม่ค้า ตามรอบๆบริเวณงานมีประปราย โดยมากมีแค่เตียงโต๊ะวางสินค้า
กับตะเกียงเจ้าพายุ  วางขนมนานาชนิดไว้ล่อใจเด็กน้อย  ทั้งของเล่นหลากตา  

ส่วนวัยรุ่นผู้บ่าว ก็หาเลาะอยู่ข้างๆ บาร์ขายเหล้า  ตรงใหนตั้งเป็นร้านขายเหล้า จะเอาเชือกฟางล้อม
ปูสื่อตรงกลาง ตะเกียงตั้งให้แสงสว่าง  ส่วนแม่ค้าส่วนมากเป็นผู้สาวงาม ตั้งเค้าท์เตอร์อยู่ด้านหน้า
มีหน้าที่ขาย และชงเหล้าให้ผู้บ่าวไปในตัว  หากเด็กน้อยผ่านมาใกล้ ก็จะถูกไล่ตะเพิดทันที
ร้านขายเหล้าชั่วคราวนี้ เรียกว่าบาร์  ส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกวัด ห่างจากบริเวณงานไม่ไกลนัก
เสียงเครื่องปั่นไฟ ดังกระหึ่มไม่ขาดสาย  แสงไฟฟ้า สว่างไสว ต่างจากทางตีนบ้านซึ่งดูมืดสนิท

บักลมกับบักป่องต้องเอามือ ป้องแสงไฟจากหลอดตูมกา เพราะแสงจ้า แสบตา เพราะสายตาชาชิน
แต่กลับตะเกียงน้ำมันก๊าด ไม่คุ้นกับแสงแบบนี้
“ โอย..มาฮุ่งคักแท้น้อ ไฟฟ้านี่ เหลียวเบิ่งด่นบ่ได้ แสบหน่วยตา เหวย “
บักป่องจ่มงุมงำ  ว่าแล้วก็จูงแขนบักลม แจ้นเข้าไปในบริเวณวัด อย่างตื่นเต้น

 
 
สาธุการบทความนี้ : 173 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 172 ครั้ง
 
 
  26 ส.ค. 2553 เวลา 13:51:56  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1090)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



เห็นรูป นางแบบจำเป็นที่สาวส่า ลักถ่าย พี่นางเลาแล้ว
ตำเอิก อ้ายซายอย่างแฮง น้องเอ้ย....

เลยเอาฮูป น้าบ่าวเทา โตจริง มาให้เบิ่ง
ถ่ายเทิงเถียงนา เพิ่นดอกหวา  บ่าวปิ่นขึ้นไปนาโคก ปีกลาย ไปเยี่ยมเพิ่น
เว้ามาแล้ว น้ำตาสิไหล  คิดฮอดนาโคก  

ลป.ส่วน ฮูปหมากบักหมอก หมาพรานเพิ่น มันบ่หันหน้ามาสู้กล้อง แมะ
เลยถ่ายได้แค่ ครึ่งโต  เลาว่าโตนี่หละ พาหา ขั่วโคก ขั่วดอน หากบ หางู หาหนู

 
 
สาธุการบทความนี้ : 98 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 98 ครั้ง
 
 
  27 ส.ค. 2553 เวลา 15:07:28  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1091)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



แงก มาทางซานเถียง  นางเอนฤดี ( อีเอ้น ลูกน้าสาวเหนา ตัวละครจำเป็นในท้องเรื่อง)
กำลังคุยกับลูกซายกก  บ่าวพรน้อย  กำลังคุ้ยต้มไก่  โดยมีหมาบักหมอก
คอยจ้องชามต้มไก่ ( ปานได๋ จั่งสิโยนกระดูกมาหวา เพิ่นคิด )

บรรยากาศแบบนี้ คือวิถี ที่ไม่ได้เติมแต่งสิ่งใด  อธิบายบรรยากาศ นาโคก
มีอุแอ่งน้ำกินอยู่ฮ้าน  มีหวด ฝาแอ้มตอง  ซิ่นเก่าเหน็บฝา
แป้นเถียงนา

ส่วนบ่าวปิ่นลม นั่งเนิ้งพนักเถียงนาทางเทิบ  ยิ้มๆ อย่างมีความสุข

 
 
สาธุการบทความนี้ : 92 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 92 ครั้ง
 
 
  27 ส.ค. 2553 เวลา 15:21:36  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1092)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



นั่งคุยกัน บ่ทันพอคราว ฝนกะถั่งลงมา  น้ำจากโคก ไหลฮามลงท่ง
มองไปทางเดิ่นเถียงนา  เห็นเป็นฮ่องน้ำไหล
กกจิก กกฮัง  แช่มชื้น  

หัวใจปานได้ฝนใหม่  จินตาการยามเป็นเด็กน้อย ลอยล่องสู่ปลายนา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 86 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 86 ครั้ง
 
 
  27 ส.ค. 2553 เวลา 15:27:32  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1113)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ขอบคุณ สำหรับ คำชม จากบ่าวตั้ม   เรื่องของชาวอีสานบ้านนอก แบบนี้
อ่านได้หม่องเดียวนี่หละครับ  เวป อีสานจุฬา ฯ นี่หละ
คันบ่มี เจตจำนงค์ แห่ง ที่ราบสูง  เข้ามาอ่านแล้ว กะสิ ฮากใส่พู้นแหล่ว

เรื่อง 3 ไห   พันจอก ต้องถาม นักพรตหนวด  จารย์ใหญ่เพิ่น
บ่าวปิ่นบ่ถนัด ดอก  แต่ถ้ากินเพื่อสุขภาพ อันนี้ พอไคแน พะนะ

เรื่อง นาสาวส่า  นาไฮ่ใหญ่โพด  บ่เป็นตาไปเป็นลูกเขยดอก  คิดง้อดำนา อิอิ


เรื่องนาแก่น  ป่าหน่อย เว้าถืกเด้อ  ต้องขี้แกลบเผา  ขนขี้แกลบ ไปใส่นา
ตั้งแต่เดือน  5  ฝนตกมา นากะสิบ่แก่น  ดำง่าย ข้าวกะงาม  

สำหรับจอมยุทธ ที่คิดสิบุกสำนักบ่าวปิ่น  กรุณาลงชื่อ แล้วกะ เตรียมชุดเก่าๆ
มานำเด้อ  สิพาไปเที่ยว เวฬุวนาวัลย์

 
 
สาธุการบทความนี้ : 81 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 81 ครั้ง
 
 
  03 ก.ย. 2553 เวลา 09:44:58  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1115)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ความรู้ใหม่ครับ บ่าวหน่อ   วิธีแก้ นาแก่น ต้องปลูก ต้นดอกสะโหน  เน๊าะ
ปลูกแล้ว ไถทับตอนไถนาฮุด  ....ฮืมม....น่าคิด  ป้าหน่อยลองเบิ่งเด้อ

ส่วนทางนาโคกบ้านผม ส่วนมาก สิเอาปุ๋ยขี้งัว ขี้ควายไปใส่ เนาะ
แล้วก็ไถฮุดกลบ  ขี้แกลบเผาก็ดีคือกัน  

โสมาด่นเติบ อยากขึ้นหน้าใหม่ เอา ตอนใหม่มาลงให้อ่านกัน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 91 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 91 ครั้ง
 
 
  03 ก.ย. 2553 เวลา 15:15:02  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1116)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

เรื่อง สวนยาง จารย์ใหญ่   สวนเพิ่นเป็นดินทราย ก็น่าจะปลูกได้อยู่ครับ
เนื่องจากบ่แม่น ถากถางป่าอันอุดม ออก ปลูกต้นยาง
เท่าที่ ทราบ พื้นที่ ที่สามรถปลูกยางได้ดี ทางภาคอีสาน
น่าจะเป็น ทางหนองคาย นครพนม มุกดาหาร  ดินลุ่มน้ำโขง
สามารถปลูกได้อยู่ครับ  นอกจากนั้นก็มี ที่ดิน แถบ ๆ ลุ่มภูพาน แถวๆ
สกลนคร ( บางพื้นที่ ) กาฬสินธิ์  ( บางพื้นที่ )
นอกเหนือจากนั้นคงจะลำบากครับ ลงทุนสูง

อีกอย่างคือ เรื่องการตลาด กับผลผลิต ครับ
ปริมาณน้ำยางต่อไร่ เป็นแนวได๋  กรีดแล้วขายให้ไผ
น้ำยางเกรดใด  คุ้มค่าหรือไม่ ยังบ่มีงานวิจัยชี้ชัด ว่าได้ผลดีเท่าได
(เฉพาะทางภาคอีสานครับ )
ส่วนมากเป็นแค่คำล่ำลือเล่าอ้าง อันใดพี่เอ๋ย...ละครับ

ปรกติแล้ว ทางภาคอีสานเฮา เหมาะสำหรับ การปลูกพืชระยะสั้นครับ
การเลี้ยงสัตว์ก็เข้าท่าดี หากทำเป็นระบบ

ลป.ฮอดจารย์ใหญ่ ต้องปลูกหญ้าแฝกนำเด้อ รักษาหน้าดิน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 98 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 98 ครั้ง
 
 
  03 ก.ย. 2553 เวลา 15:34:04  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1117) ตอน ลัดท่งไปเบิ่งหนัง 3      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



คนในบริเวณลาดวัดหลากหน้าหลายตา ละลานเต็มไปหมด จอหนังสีขาวสี่เหลี่ยมประดับประดาด้วยไฟระยิบ
เสียงเพลงกระหึ่ม หัวใจเด็กน้อยลูกชาวนาป่าดอน เต้นตุ่มต่ำ  เครื่องอาร์ก( เครื่องฉายหนัง) ตั้งอยู่บริเวณกลางลาน
มีหีบใส่ฟลิมป์หนังสี่เหลี่ยม สีน้ำตาลตั้งไว้รายล้อมเครื่องอาร์ก ด้านข้างของหีบ เขียนด้วยตัวหนังสือสีขาว
ตามชื่อเรื่องของหนังที่จะฉาย “ ข้ามากับพระ “  “ อาถรรพ์น้ำมันพราย “
“ ป๊าด...หมู่เอ้ย...คนฉายกำลัง กรอหนัง  ป๊ะ ๆ  ไปนั่งถ่าเอา ฟลิมป์ขาด “  ลมคิมฮวงชวนป่องเกลอน้อย
“ เด็กน้อยเจ้าถิ่นนั่ง อ้อมไว้เบิ๊ดแล้ว บ่ทันเขาดอก “  ป่องเอ่ยทัดทาน
“ ไปหาจองหม่องนั่งถ่าซุมผู้ใหญ่คะเจ้า ถ่อน หมดหวังสิได้ฟลิมป์หนัง แล้วหละ  “ ลมส่ายหัว
ว่าแล้วก็เดินหาจองที่นั่งเหมาะ ๆ ในการชมภาพยนตร์  พอหาที่เหมาะ ๆ ท่ามกลางหมู่คนที่มีนั่งอยู่ก่อนแล้ว
ประปราย ก็ กวักมือเรียกพวกผู้ใหญ่
“  มาพี้   มาพี้..ได้หม่องแล้ว อีแม่..น้าบ่าว...ทางพี้เด้อ “  ลมฮ้องบอก
“ ฮ่วย...คือนั่งอยู่กลางจอคักแถะ  มันสิออกมายากเด้อ  ยามปวดขี้ปวดเยี่ยว “ แม่ใหญ่เคนท้อใจ
“ แม่นได๋เนาะ  ย่างเท่อเล่อ บังแสงเครื่องฉาย เงาจะของ ออกไปกลางจอหนังพู้น  คนอื่นสิจ่มให้แหล่ว “
น้าสาวน้อยเอ่ยสมทบ ความคิดเห็นแม่ใหญ่เคน
“ ได้หม่องได๋ กะเอาเถาะ   เลือกบ่ได้แล้ว คนมันหลาย ไป ๆ  ย่างปุ๋ เข้าไปหาเขาบักลมพู้น “
น้าบ่าวเทาบอกทาง

“ บุ๋ย..มีเรื่อง อาถรรพ์น้ำมันพราย ซ้ำแหม๋... คัก ๆ  “


น้าบ่าวเทาท้วงเมื่อเหลือบไปเห็น ตัวหนังสือที่เขียนติดไว้ข้างหีบฟลิมป์หนัง ใกล้ๆ เครื่องฉาย
“ หนังผี ติ “  น้าสาวน้อยถามผัว

“ เอ้อ..หนังผี .. ผีกะหลัว  “


ว่าแล้วก็จูงเอาแขนเมียเดิน ขอทางคนที่ปูสาดนั่งอยู่ก่อน เพื่อหลีกทางให้เข้าไปด้านใน
“เอ๋า..สูบ่มานั่งนำกันติ บักเซียง “  
น้าบ่าวเทาเอิ้นถาม เมื่อเห็นบ่าวเซียงน้อยกับสาวจันเพ็ญยังยืนดูท่าที ไม่ขยับไปใหน
“ ซุมข่อยสิไปเบิ่งทางหลังจอพู้นดอก คนจั๋งบ่หลายคือหน้าจอ “  เซียงน้อยบอก
“ ปล่อยหนุ่มสาวเขาถ่อน  เขาสิไปหาม่วนประสาเขา หิบฟ้าวมาเจ้านั่น  “  น้าสาวน้อยบอก
ส่วนมากด้านหลังจอ จะเป็นที่ของหนุ่มสาว ไปดูหนังกัน เนื่องจากคนไม่ค่อยพลุกกพล่าน เนืองแน่น
ส่วนสิหาหม่องนั่งคุยกันเป็นกลุ่ม ๆ ตามประสา
เสียงเพลงดังขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศ ของคนฉายหนัง บอกโฆษณา ห้างร้านเจ้าของหนัง พร้อมบอก
โปรแกรมที่จะฉายในวันนี้ด้วย

“ อีก 5 นาที เราจะทำการฉายภาพยนตร์ลงสู่จอแล้วนะครับ  ฟ้าว จูงเอามือลูกหลาน ประสานเอามือแฟน
แห่แหนกันเข้ามา พี่น้องหมู่บ้านบะยาว และ หมู่บ้านใกล้เคียง วันนี้เป็นงานทำบุญแจกข้าว ของพ่อตุ้ยศรี
ทางเจ้าภาพได้จ้างทาง ธีระภาพยนตร์ มาทำการฉายให้พี่น้องได้ดู  เรื่องแรกที่จะลงสู่จอในวันนี้ คือ
“ สังกะลีวัด   หรือ  ข้ามากับพระ  เรื่องที่สอง เอาใจแม่บ้านแม่เรือน เรื่อง”ไผ่สีทอง”   ส่วนเรื่องสาม
ตอนดึก ๆ  เด็กน้อยหลับแล้ว จัดให้ผู้นอนเดิก และ ผู่บ่าวซ่ำน้อย หนังผีครับ  “ อาถรรพ์น้ำมันพราย “
ส่วนเรื่องที่4 กับ เรื่อง 5  เป็นหนังแถมครับ หนังจีนเรื่อง “แหลวห่าว”  และ หนังคาวบอยฝรั่ง
วันนี้ ซอดแจ้งโค่โหล่  ครับ “


เสียงประกาศทางลำโพงตู้หนัง ทำให้ผู้คยที่ยืนอยู่ห่าง ๆ เริ่มขยับจัดแจงหาที่นั่งกันเนืองแน่น
แสงไฟสปอร์ตไลท์ เริ่มหรี่ลง ลำแสงจากเครื่องอาร์ก ส่องเป็นลำขึ้นฟ้า เห็นเป็นฮูจึ่งปึ่ง  เสียงเด็กน้อย
โฮดีใจแตกแซวๆ  เสียงเดินเครื่องฉายดังแต๊ก ๆ  เสียงเครื่องปั่นไฟยังครางกระหึ่มมาจากหลังต้นโพธิ์

ชาวบ้านป่านาดง นานๆ มีมหรสพมาสมโภชน์แบบนี้ นับว่าตื่นเต้นกันหลาย   บางคนคนเฒ่าคนแก่
ไม่รู้จักว่า “หนัง” หรือภาพยนตร์เป็นแนวได๋  ได้ยินแต่คนเขาเล่าให้ฟัง เพราะหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้า
ค่ำลงมาก็เข้านอน ตื่นแต่ดึกไปไร่ไปนา หาอยู่หากิน เรื่อง เครื่องเสียง ภาพยนตร์ ดนตรีเครื่องไฟแบบนี้
เป็นเรื่องของชาวศิวิไล ไกลตัวเกินไปสำหรับคนบ้านนอก

ภาพยนตร์ที่ปรากฏในจอ ดังมนต์สะกดให้ทุกคน แน่นิ่งจดจ่อกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่ามีชีวิต
ฉากพระเอกชกต่อยกับผู้ร้าย บางคนถึงกับโยกหลบ   ส่วนเด็กน้อยหากเห็นผู้ร้าย โผล่ออกมาก็จะบอกว่า
“ บักอันนั้น ทางเขา หรือ ทางเฮา หว๋า..”

นั้นหมายความว่า เป็นคนฝั่งพระเอก หรือ ผู้ร้าย  แน่นอนที่สุด ย่อมสมมุติตัวเองเป็นพวกฝั่งพระเอกเสมอ
“ มึงตาย บาดทินิ ! “  
คราที่พระเอกได้ที ก็พร้อมระเบิดอารมณ์ ช่วยพระเอกเต็มที่ บักลมดูหนังไปด้วย เกร็งตัว ยุ้มตีนลุ้นตาม
พระเอกที่โลดแล่นในจอสี่เหลี่ยมดังเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ   ส่วนบักป่อง หย่ำส้นผ้าห่มขี้งา ชนเกือบขาด
เอาใจช่วยพระเอกให้พ้นภัย

คราใดถึงตอนเศร้าโศก  ต่างน้ำตาซึม บางคนน้ำตาไหลเป็นสาย ถึงขนาดต้องเอาผ้าขาวม้าเช็ด
คราใดกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม จอหนัง เป็นรูปไฟไหม้พลาสติก เป็นวง จอมืดสนิท ผู้คนต่างร้อง โห่เสียงขรม
เพราะอารมณ์ขาดตอน คนฉายกล่าวขอโทษขอโพย ก่อนรีบ แก้ไขให้ทันท่วงที

“ หลังจากจบภาพยนตร์เรื่องนี้ ทางทีมงาน ธีระภาพยนตร์ ขอเซามีแฮงเครื่อง ซัก 20  นาทีก่อนนะครับ
พี่น้องป้องปลาย ไปขี้ไปเยี่ยวนอกเดิ่นวัดได้ตามอัธยาศัย แล้วค่อยมานั่งดูใหม่  “

เสียงประกาศของคนฉาย เป็นสำเนียงภาษากลางปนอีสาน บอกเตือนว่าจะพักเครื่อง เนื่องจากเครื่องร้อน
หลังจากฉายไปได้ ถึงใกล้จบ เรื่องที่  2

“ ป่อง ซุมเฮาพากันไปหาซื้อขนมกินก่อนเปียง หนังใกล้จบเพิ่นสิเซาพักเคี่ยงแล้ว “ ลมชวนสหาย
“ ข่อยไปนำ ข่อยสิไปซื้อขนมไข่กิน” จันแรมขอไปด้วย

“ พากันออกไปแล้วอย่างหลงหม่องนั่งเด้อ ไปตามพวกเขาบักเซียงกับอีจันเพ็ญมานำ หนังเรื่อง  3 จบ
ก็สิพากันกลับแล้ว “
ยายยมแม่บักลมบอกลูก

ว่าแล้วก็พากันแหวกฝูงคนออกมาด้านนอก   ร้านค้าขนมยังเรียงรายตามเดิ่นวัด  มีร้านขายตำบักหุ่ง
ไว้ให้ผู้หิวนอนได้กินเผ็ด ๆ แก้ง่วงเสร็จสรรพ  ลมและสหายป่อง และจันแรม เดินอ้อมออกมาทางหลังต้นโพธิ์
แลเห็นเครื่องปั่นไฟ ที่ยังติดไว้ครางกระหึ่มทั่วบริเวณ   ตรงเครื่องปั่นไฟ ทีมงานฉายหนัง ปักหลอดไฟตูมกา
ไว้หลอดหนึ่งเพื่อให้แสงสว่าง  เอาไม้แส่ห้อยหลอดไฟไว้สูง ๆ แลไปยังเห็นควันจากเครื่องปั่นไฟโรยริน

“ เอ๋า..แม่เฒ่าอันนั้น คือมานั่งจ้องเครื่องปั่นไฟอยู่นั่น เลาไปผิงไอเครื่องปั่นไฟติ “
บักป่องท้วง เมื่อเห็นหญิงชราอายุราวๆ เจ็ดสิบปลาย ปูสาดนั่งอยู่ข้างเครื่องทำไฟ นั่งจ้องอยู่อย่างตั้งใจ

“ แม่ใหญ่  แม่ใหญ่   เจ้ามานั่งเบิ่งหยังอยู่นี่ “

จันแรมถามด้วยสงสัย  หญิงชราคาดว่าเป็นคนในหมู่บ้านนี้ เงยหน้าอันเหี่ยวย่นของแกขึ้นมา
คราบน้ำหมากยังเปื้อนตามมุมปาก


“ ฮ้วย..อีหล่า แม่ใหญ่กะมาเบิ่งหนังซั้นแหล่ว นั่นเด่..ฮ้องอยู่ ตึ๊ก ๆ บ่เซาเมื่อยจั๊กเทื่อ “

ว่าพลางแกก็ชี้ไปที่เครื่องปั่นไฟที่ยังติดเครื่องอยู่

“ ฮ้วย..แม่ใหญ่  มันบ่แม่นหนังเด้ออันนั้น    เขาเอิ้นเครื่องปั่นไฟฟ้า  พู้นแม่ใหญ่ หนังอยู่ทางพู้น “
บักลมอธิบายพลางชี้มือไปทางจอหนังที่อยู่หลังต้นโพธิ์ทางเดิ่นวัด  หญิงชราหันหน้าไปตามมือชี้
“ ฮ้วย.! ห่า  บ่แม่นหนังซั้นบ้อ อันนี้   ป๊าดด..!.ทางพู้น! ติ  คนอีหยังไปอยู่ในผ้าสี่เหลี่ยมได้ งึดเด้
อันนั้นบ้อ  ที่เขาว่าหนัง  โอย....คนเอ้ย... หั่งว่าอยู่ มันคือบ่ติง ไปไส ฮ้องอยู่ตึ๊ก ๆ เน๊าะ “

ว่าพลางกู้สาด หิ้วกะต่าหมากเดินลิ่วๆ ไปทางเดิ่นวัด    พวกเด็กน้อยได้แต่พากันยืนงง
........................................................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 123 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 120 ครั้ง
 
 
  03 ก.ย. 2553 เวลา 15:39:51  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1131)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณคุณหนูโอท็อป:
เป็นตาอยากยุให้บ่าวปิ่นเอาไปรวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่มแท้ล่ะบาดนิแม่ะ วรรณกรรมอีสานหายากเด้ล่ะ.....


กะว่าเขียนจบแล้ว  เรียบเรียง ผมจะจัดทำเป็นรูปเล่ม ในรูปแบบไฟล์  PDF
แจกตาม อีเมล์ สมาชิกชมรม ผู้ต้องการหละครับ เอาไว้อ่านกันยามว่างๆ เหงา ๆ

ส่วนที่บอกว่า เรื่องยาว ของ บ่าวปิ่น เป็น วรรณกรรม  มันบ่ถึงขนาดนั้นดอก ครับ
อันนี้กะขอบคุณ คุณหนูโอท็อป หลาย ๆ  น้อ    ซึ้งใจ...

สำหรับ ผู้ติดตามอ่าน บ่าวปิ่นกะขอขอบคุณหลายๆ  บ่หวังสิ่งใดตอบแทน
นอกจาก รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ที่เปี่ยมปริ่มไปด้วย ความรักในถินเกิด ของผู้ได้อ่าน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 69 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 69 ครั้ง
 
 
  06 ก.ย. 2553 เวลา 13:59:04  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1144)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



แมงหัวหงอก


ตัวเล็ก ๆ ขาวๆ  บินวนเป็นกลุ่มๆ   ตอมตามหนองน้ำควายนอน บวกควาย
บางก็ตอมตามหลังควาย  เป็นกลุ่มๆ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 80 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 80 ครั้ง
 
 
  09 ก.ย. 2553 เวลา 18:00:14  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1145)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ขอนุญาต เปลี่ยนชื่อเรื่อง เนาะครับ ให้มันเข้ากันกับ บรรยากาศ
สำหรับ บางท่าน อาจสิงง  หยังน้อ โสก  หยังน้อ ตาด
โสก หรือ ทางน้ำไหลเซาะหน้าดิน จนเป็นร่องลึก   ยามแล้งเหลือแต่ร่องรอยน้ำเซาะ
ส่วนมากใช้เรียกชื่อสถานที่ เช่น โสกหัวนา  หมายถึงร่องน้ำธรรมชาติ อยู่นา
โสกฮัง เรียกตาม ทางน้ำไหล บริเวณนั้นมีต้นฮังเยอะ เลยเรียกว่า โสกฮัง

ส่วนคำว่า ตาด หมายถึง น้ำตกไหลหลาก ขนาดเล็ก ( ไม่ใหญ่ถึงขนาดเรียกน้ำตก )
เช่น ตาดไทรงาม   ตาดโตน เป็นต้น   ที่เรียกว่า ตาดไฮ เพราะตรงน้ำตกเล็ก ๆ
มีต้นไฮ เลยเรียกว่า ตาดไฮ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 85 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 85 ครั้ง
 
 
  09 ก.ย. 2553 เวลา 18:09:51  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1146)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

เนื่องจาก กระทู้ด้านบน  เพิ่น โสเหร่กันเรื่อง 18 x 2
( อ่านว่า  18 เอ็กส์   2 )

ไผมีไว้ครอบครอง กะ ไรท์ใส่แผ่น แจก ขะน้อย แนเด้อ..
ผู้ลังคน อักไว้เบิ่งพุเดียว จนแค้น  หวา..

 
 
สาธุการบทความนี้ : 90 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 90 ครั้ง
 
 
  09 ก.ย. 2553 เวลา 18:16:39  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1148) ตอน โสกฮัง อัศเจรีย์      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



แมงหัวหงอก ( แมงชีปะขาวน้อย ) ตอมดอกผักโฮบเฮบ ริมหนองควายนอน บินเป็นกลุ่มวนเวียน
กลิ่นสาบโคลนตมจากหนอง อบอวลมากับสายลมพัดท่ง ตั๊กแตนขี้หมา ดีดขาเล่นกับแดดตอนสาย
เวลางัวอีแดง เดินผ่านตามลานหญ้า  ได้ยินเสียงตั๊กแตนลาย ดีดขาเผ่นโฉบ  ดังแต๊บ ๆ

ยอดต้นหว้าเอนไหวช้าๆ ตามแรงลมสะบัดพัดใบ  ท้องฟ้าสีครามใส ก้อนเมฆลอยอยู่ห่างๆ กัน
ต้นข้าวกำลังตั้งท้อง ส่วนข้าวดอ กำลังแทงช่อรวง หรือ ภาษาอีสานเรียก “ ถอก “ แมลงต่าง ๆ
หลากหลายสายพันธุ์ กำลังบินล้อชมช่อรวงดอก  เกสรข้าว ร่งลงน้ำในไฮ่นา เสียงปลาหมอ ฮุบกิน
เงี่ยหูฟังได้ยินเป็นระยะ

เสียงงูกินเขียด ได้ยินร้องอยู่ แอ๊บ ๆ  !  ดังมาจากชายป่าทางหัวนา  แหลวนกเขาบินวน
เล่นลมบน ร่อนโค้งตีวงกว้าง มองเห็นอยู่บนฟากฟ้าไกลๆ เทียมเมฆ
งัวน้อยหาเลาะกิน หมากพอกสุกที่หล่นจากต้น ร่อนกินแต่เปลือกที่รสโอชะ คายเม็ดทิ้ง
แล้วลัดเลาะเดินหาผลสุกลูกใหม่ ใต้ร่มครึ้มเขียว


บ่าวเซียงน้อย นั่งอิงต้นฮัง เนาแนมแปลงถั่วดิน ยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข  ต้นถั่วกำลังงอกงาม
ขึ้นใบเขียวเป็นพุ่ม  แปลงยกร่องสูงพอประมาณ อาศัยพื้นที่หัวนา ที่ไม่ได้ปักดำ ขุดยกร่องปลูกพืชเสริม
หวังขายได้เป็นรายได้เพิ่ม  ปีนี้ บ่าวเซียงน้อยเลี้ยงไก่ไว้หลายตัว เผื่อขายได้เงินเพิ่ม ก่อนข้าวขึ้นบ้าน
หากข้าวกล้าเป็นราคา ขายนั่นขายนี่สมทบกัน คงพอจัดงานมงคล ตามที่ตั้งใจหวังได้

ใจหนึ่งคิดกังวล กลัวรายได้ในปีนี้ไม่พอค่าสินสอด ไปขอสาวจันเพ็ญตามที่ตั้งความหวัง
ด้วยครอบครัวของตัวเองเป็นคนไม่มีเงินมีทองหลาย ปีหนึ่ง ๆ พอกินกันไป มีเพียงผืนนา เป็นมูลมัง
สืบทอดมาตั้งแต่ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี  ไว้ให้ลูกหลานทำกิน  ย้านบ่สมฐานะ หน้าตาทางสังคม
ย้านไทบ้านเว้าพื้นผู้สาวว่า เอาคนขี้ทุกข์เป็นสามี ครองคู่

แต่ไฟพิศวาสแห่งรักในทรวงอก รุ่มร้อนดังไฟเตาช่างตีเหล็ก หรืออาจทนนิ่งเฉยดังโพนปลวก
จันเพ็ญทั้งเป็นคนงาม ขยันการงาน น้ำใจงามไม่ย่นหย่อนกับใบหน้าวัยสาว ยามยิ้มจำนรรจาเล่า
ยิ่งเพ่งพิจ ยิ่งจมดิ่งสู่ห้วงคำนึง  เซียงน้อยจึงทำการทำงานทุกอย่าง ไม่นิ่งเฉย ทั้งปลูกถั่วปลุกงา ไฮ่แตง
เลี้ยงไก่ไว้หลายคอก ทั้งหาอยู่หากิน จนผู้เป็นพ่อ อดสงสัยบ่ได้ ตกปีนี้มา ลุกชายคือขยันขันแข็งผิดปกติ
หรือว่าอยากมี คู่ครองแล้ว  จึงมีพฤติกรรมแบบนี้


“ แม่นย้านอยากมีเมียแล้วยุ  บักอันนี้ แม่สู “
ตาแบะผู้เป็นพ่อเปรยๆ กับยายอ่อน ศรีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก
“ แม่นอยู่ดอกเฒ่าเอ้ย..ลูกเจ้ามันกะเป็นผู้บ่าวเฮิ่ม ในหมู่บ้านแล้ว คงอยากสิมีเมียละเนาะ “
ยายอ่อนถอนหายใจ...ดังมีหินทับหน้าอก หายใจติดขัด
“ หาเงินทองไสน้อ...ให้มันพอค่าดองลูกสะใภ้ บัดทีนิ “
น้ำเสียงของตาแบะอ่อยๆ..แว่วหวิวในสายลมพัดโชยจากป่าโคกลงสู่ท่ง..ปลายต้นข้าวไหวหวาม

รัตกาลมาเยือน พร้อมแสงชวาลาถูกจุดขึ้นแวมวับตามเถียงนา  ความมืดจับขอบฟ้า ท้องนภากาศ
ประดับด้วยอาภรณ์ดวงดาว ดังหยาดเพชร หริ่งเรไรระงมท้องนาและแนวป่า ควันไฟสุมคอกโรยลอยต่ำ
ตามกระแสลมเอื่อย ๆ ตอนหัวค่ำ ไล่ยุงริ้นที่ออกหากิน
เสียงกระดิ่งแควนคอควาย ดังมิงม่องตามคอก
ดอกคัดเค้าโชยกลิ่นจากชายป่า  เสียงโขลกพริก ดังแว่วมาจากเถียงนาแทบทุกหลัง  กลิ่นจี่หัวหอมแดง
ฉุนกึ๊ก กลิ่นคั่วพริกแห้ง  เข้าจมูกเป็นจามฟิดฟัด ด้วยเคืองนาสิก

ราวป่า มีแสงระยิบ ของหิ่งห้อย วิววับดังภาพมายา แสงสีเหลืองนวล ลอยล่องตามชายป่า
ลิ่วลัดหัวท่ง  วาบความมืดของราตรี  คลับคล้ายดังดาราหล่นจากขอบฟ้า มีชีวิตระหกระเหินตามลำเนาไพร  
บ้างก็ลอยส่องแสงเป็นกลุ่ม บ้างก็ลอยอ้อยอิ่งวิบวับเดี่ยว ๆ  ประดุจวิญญาณหลงทาง
ลมกับกุ้นน้องชาย วิ่งไล่จับหิ่งห้อยมาได้ 2 ตัว เอามาใส่ขวดน้ำปลาเก่า สีขาวไว้  ตั้งไว้นอกชานเถียง
เด็กน้อยทั้งสอง นอนเหมบค้ำคาง จ้องดูแสงสีลมหายใจหิ่งห้อย อยู่คนละฟากขวดน้ำปลา


“ หืมม...งามเนาะ...วาบๆ  งึดหลายเด้..มันคือมีแสง ฮึ “
บักกุ้นท้วง พร้อมทำตาโต
“ โตผู่ ก้นแหลมแสงจ้า..โตแม่ ก้นต่ง แสงนวล “ ลมบอกน้องชาย
“ แต่มันขิวเน๊าะ อ้าย.. จับแล้ว ขิวติดมือเลย “ ผู้น้องดมมือ หยี๋ตาเพราะกลิ่นฉุนของหิ่งห้อย
“ สิกินข้าวแลงแล้ว ซุมเด็กน้อย ไปล้างไม้ล้างมือเด้อ “

เสียงแม่ฮ้องบอกมาจากคิงไฟ ลมกับน้องมองหน้ากันเลิ่กลัก ไม่อยากไป เพราะกำลังเพลินกับหิ่งห้อยในขวด
จนพ่อต้องบอกกระตุ้นลูกชายทั้งสองอีกครั้ง จึงพากันลุกไปล้างมือเตรียมตัวกินข้าวเย็น
ยายยม ยกเอาพาโตกใส่กับข้าวมื้อนี้ออกมาตั้งไว้ตรงชานเถียง  ภายในพาโตก มีถ้วยป่นเขียด กับส้มผักเสี้ยน
ส่วนผักกินกับ มีแตงจิงลูกอ่อนๆ ฝานเป็นแว่นๆ กับ ผักอีฮินลวก   แล้วทั้งหมดก็ล้อมวงกินข้าวแลง

“ ลมเอ้ย  กินข้าวแล้ว ไปเตรียมเอาข่องกับ ดางตบ ไปไต้เขียดกับพ่อเด้อ “
ตาวาดเอ่ยขณะกินข้าวแลง
“ ไปหาไต้ทางได๋หละพ่อ มื้อนี่ “   ลมถาม
“ พู้นหละ โสกฮัง ไต้นำโคกเอา เขียดจั๋งโตใหญ่ บ่แคะ “  ตาวาดบอก
“ หามาไว้หลายๆ เด้อ แม่สิย่างเฮ็ดเขียดแห้งไว้ กินยามเกี่ยวข้าว “  ผู้เป็นแม่เสนอความคิด
“ แม่นยุดอก ยามเกี่ยวข้าว มันยากเวียก บ่มีเวลาหากิน ได้เขียดแห้งไว้กิน มันกะดี “ ตาวาดผงกหัว รับคำ

ลมฉุดคิดขึ้นในใจ เคยแต่ไต้เขียดตามท่ง ตามเดิ่นหัวนา  วันนี้พ่อจะพาไปหาไต้เขียดตามโคก
อีกใจก็ประหวั่น เพราะโคกโสกฮัง ขึ้นชื่อเรื่อง “ เข็ดขวง” หรือ เฮี้ยน ชาวบ้านต่างเล่าลือถึงความน่ากลัว นานา
ครั้นจะอิดออด ไม่ไปตามคำพ่อ ก็กลัวโดนพ่อว่า เป็นคนขี้ย้าน ขี้ขลาด จึงได้แต่ก้มหน้าจ้ำป่นเขียดในถ้วย
..............................................................................


ราตรีเคลื่อนคล้อยมานานพอควร  หริ่งหรีดเรไร ที่เคยครึกครึ้น ซาลงมากโข มีเพียงเสียงแมงไม้ในป่า
ที่นังร้องหวิ่งๆ เป็นเพลงในรัตติกาล สดุดีความมืด   หิ่งห้อยที่ดาษดาในตอนหัวค่ำ เหลือให้เห็นประปราย
ลมกับพ่อ เดินไต้เขียดมาตามโคกใหญ่  เนื่องจากช่วงนี้ฝนเริ่มขาดทิ้งช่วงแล้ว หน้าดินตามป่าโคกเริ่มแห้ง
มีเพียงความชุ่มชื้นเล็กน้อย ตามพุ่มไม้น้อยใหญ่  
การไต้เขียดตามโคก ต้องอาศัยความชำนาญป่า เพราะมีพุ่มไม้ และต้นไม้หลาย พื้นที่เปิดโล่ง มีจำกัด
ส่วนการหาเขียดก็ ส่องไปตาม ช่องว่างของพุ่มไม้ พุ่มจิก  เมื่อเห็นแสงโคมแก๊สกระทบตาเขียด
ก็เอาดางตบ ตะครุบเอาเขียด  เขียดตามโคกส่วนใหญ่ มีแต่ตัวโตๆ  ไม่กลัวแสงไฟ
เพราะคนไม่ค่อยมารบกวน

“ โห้..มีแต่เขียดอีโม่ หลังแสก  โตใหญ่ ๆ เนาะพ่อ...เป็นตาปวดคัก “

ลมท้วงเขียดโม่ที่พ่อจับยื่นมาให้ใส่ข่อง เชียดโม่ที่ตัวโตเต็มวัย หลังมีลายแสกกลาง ตัวอ้วนอวบ
อดไม่ได้ที่จะกระเหี้ยนกระหือ หาเขียดเพราะมีแต่ตัวใหญ่ๆ

“ ยัดใส่ข่องดีๆ เด้อ..เขียดหลายยุดอก นำโคก บ่ค่อยมีคนมาหา “ ตาวาดบอก
ว่าแล้วก็ ส่ายไฟหาเขียดต่อไป โดยมีลูกชายเดินตามก้นติด ๆ คอยพายข่องให้พ่อ
เขียดบางตัวแอบอยู่ในพุ่มจิก วาดไฟไป เห็นเพียงแสงสะท้อนน้อยๆ  ต้องตาไวและชำนาญจึงเห็นได้
ลมตามพ่อติด ๆ เพราะรอบๆข้างล้วนมืดสนิท ทุกหนแห่งเห็นแต่เงาไม้ อึมครึมน่าขนลุก
มองขึ้นบนฟ้า แทบไม่เห็นดวงดาวเพราะ คบคาสาขาปกคลุมทัศนวิสัยสิ้น แต่ยิ่งมืด ยิ่งเห็นแสงสะท้อน
จากตาเขียดได้ดี   บรรยากาศแบบนี้ลมไม่คุ้นเคย  ทุกกระเบียดนิ้วในป่าโคกตอนกลางคืน ช่างบีบคั้นหัวใจ

“ หวือ....หวื่อ..ๆ........หวือ....ฮืมมม.....”

เสียงทุ้ม ๆ เหมือคนร้องไห้..ดังก้องมาจากทางป่าต้นกุงใหญ่  ลมได้ยินแล้วขนคิงลุกหย่าว
มองซ้ายมองขวาไม่เห็นมีใคร ฟังเสียงก้องสะท้อนโคก  ก้องไปก้องมา

“ เหวอ...อีพ้อ...!   เสียงอีหยัง...บรื๋อ...”


ลมกระโดดกอดเอวพ่อตัวลอย สั่นเซ็นเพราะความตกใจ ถามพ่อ..
ตาวาดกวาดไฟไปทางต้นเสียง เงาไม้น้อยใหญ่เรียงรายเพราะเป็นป่าโคก  บางกิ่งยื่นล้ำดังอุ้งมือปีศาจ

“ ฮ้วย..บักอันนี้...ตื่นฮอดเสียง บ่างลั่ว “
ตาวาดฮ้ายลูก
“ เสียงหยังเก๊าะ..พ่อ .”   ลมยังถามสีหน้าหวาด ๆ
“ เสียงบ่างฮ้อง “  ผู้เป็นพ่อตอบ
“   บ่างอีหยัง มาฮ้อง ปานว่าเสียงผู้เฒ่าไห้แถะ “ ลมยังไม่ยอมปักใจเชื่อ
“ บ่างลั่ว..บ่างโตใหญ่  สีเทาๆ    คนบ่ฮู้จัก แล่นหนีจนป่าปืด พู้นแหล่ว..ตื่นเสียงมันฮ้อง “ ตาวาดบอกลูก
“ ออย..ย... จะแม่นฮ้องคือ ผีฮ้าย..”  ลมจ่มงืมงำ


ว่าแล้วสองพ่อลูกก็พากัน เดินหาไต้เขียดไปตามโคกต่อไป สาดส่องไฟไปตาม สุมทุมพุ่มไม้
บ้างก็หาตามเดิ่นตามโคก  ลมสังเกตเห็นโสกน้ำ ร่องน้ำไหล ที่แห้งลงกลายเป็นร่องลึกประมาณแข้ง
มีทั้งป่าต้นโจดขึ้นประปราย ก็รู้ทันที ว่ามาถึง “โคกโสกฮัง” แล้ว สังเกตได้จากต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นหนา
“ เอ๋า แมะ บักหล่า คุบเอาเขียดแมะ  ซุมดีคักน้อ.” ตาวาดบอกลูกไล่คุบเอาเขียด
“ ฝนสิขาดแล้ว เขียดเริ่มสิจะมาซุมกันตามโสกแล้วเนาะ “ เสียงแกยังเปรยๆ ตื่นเต้นได้เขียดหลาย
ทั้งพ่อทั้งลูก ไล่คุบเขียดกันสาละวน จนลืมว่าเดินเข้ามาในโคกโสกฮังลึกมากแล้ว
มองขึ้นด้านบนเห็นแต่ปลายไม้สูง มีแต่ต้นฮังต้นใหญ่ ๆ ยืนเรียงราย ตามเนินหินแห่
ขณะที่กำลังไล่คุบเขียด ก้มมองแต่พื้นหาเขียดอยู่นั้น  พลันทั่วทั้งบริเวณก็สว่างวาบ
“ โห้..แสงโคมไฟแก๊ส มาฮุ่งแท้..”  
ลมคิดในใจ เพราะธรรมดาแค่แสงโคมแก๊สของพ่อที่สาดไปมา อย่างมากก็แค่มองเห็นแค่บริเวณแคบๆ
คิดพลางเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบนยอดไม้  ด้วยสงสัยแสงไฟที่สว่างผิดปรกติ

“ ??.....??...ฮึ.........?...?..”

ทั้งพ่อทั้งลูกยืนงง  เงยหน้ามองขึ้นเบื้องบน  ทั่วบริเวณราวๆ 50 เมตร สว่างจ้า จนเห็นพุ่มไม้แทบทุกต้น
เห็นต้นฮังที่รายล้อมโอบทั้งสองไว้ในผืนป่า

“  พ่อ..พ่อ..เบิ่งพู้น..เบิ่งพู้น ! “   ลมฮ้องบอกพ่อเสียงดัง พร้อมชี้มือไปทางปลายต้นฮัง
แสงกลมๆ เรืองรองสีขาวปนสีฟ้า เจิดจ้า ลอยอยู่เหนือยอดไม้ เบื้องบน ห่างจากทั้งสองไม่ถึง 20 เมตร
นี่เองที่มาของแสงจ้า ทั้งสองยืนจ้องลำแสงกลมๆ  ขาแข็งตะลึงขยับไปไหนไม่ได้  สมองตื้อไปหมด
แค่เพียงชั่วอึดใจเดียว ลำแสงประหลาดนั้นก็ ลอยขึ้นสูง แล้วค่อย ๆ เคลื่อนไปทางหัวโสก พุ่งวาบไป
จนสุดสายตา กลืนหายไปในความมืดของราตรี
พอตั้งสติได้ ลมก็วิ่งไปกอดพ่อถามด้วยเสียงสั่นเคลือ

“ นั่น....นั่น..แม่น..แม่น..หยังหละอีพ่อ..บ่างออกแสงติ  “


ตาวาดนิ่งงันอยู่ชั่วขณะเรียกคืนสติ  ก่อนเอามือลูบหัวลูกชาย ให้หาย อกสั่นขวัญแขวน
“ แก้วเสด็จ..บ่ต้องย้านดอก..ดวงแก้ววิเศษ เพิ่นย้ายหม่องอยู่ “ ตาวาดบอก
“ หมายความ ว่าแนวได๋ อีพ่อ บ่แม่นผี ติ “ บักลมยังบ่คลายอ้อมกอด

“ บ่แม่นผี...แก้วเสด็จ..ผู้เฒ่าเพิ่นว่า เป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ หรือ ของดี  มักมีอยู่ตามป่า หรือภูเขาอันอุดม
หรือที่เข็ดขวง ผีบ่ท่อง คนบ่เทียว  นานๆ ที  สิออกแสง ย้ายไปที่อื่นให้คนเห็นเป็นแสง ลอยวูบวาบ”


ตาวาดอธิบาย  พลางแกะเอามือบักลมที่รัดแน่นให้คลายออก
“เฮาพากันกลับถ่อน..ได้เขียดหลายแล้ว  “  
ว่าแล้วก็ชวนลูกชายกลับ เพราะรู้ตัวว่ามาไกลโขเติบ
“ ให้ข่อยย่างก่อนเด้อ..ขากลับ “ ลมคิมฮวงหน้าซีด..ต่อรอง แล้วก็พายข่องเดินออกหน้า
“ บ่มานำเจ้าอีกดอก..ไต้เขียดโคกโสกฮัง “
เดินพลางบ่นอุบอิบ ใจยังพิศวง ลำแสงมหัศจรรย์ ไม่คลาย  
......................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 214 ครั้ง
จากสมาชิก : 5 ครั้ง
จากขาจร : 209 ครั้ง
 
 
  09 ก.ย. 2553 เวลา 18:44:53  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1159) ตอน ต่างองศา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



ข้าวในนากำลังมาน ( ข้าวตั้งท้อง )  ส่วนข้าวดอ กำลังถอก  ลมพัดมาเป็นส่าว ใบข้าวติงไหวพลิ้ว
นกเขาไฟ บินร่อนร่ายเล่นลม กอผักกะแยงกำลังบ่งใบงามตามคันนา บางกอก็เริ่มออกดอกตูมแล้ว
หอยโข่งกำลัง ค่อยๆแปงขวย เตรียม”โผ่ง”ไว้ “เข้าไง” ริมคันนา
ดอกกะเลา กลังบานเป็นสีม่วง ขณะที่หมากลิ้นไม้ หรือ ลิ้นฟ้า ห้อยโอ้นโต้น ตามต้นสูง แกว่งไกวล้อลม
ต้นอ้อริมห้วย เริ่มออกดอกเป็นพวงสีขาว สั่นเทิ้มตามลมพา ปานคนหัวหงอก นั่งฟังลำกลอน
ส่วนตามเดิ่นนา ดอกหญ้าน้อย ชูช่อสีขาวดอกเล็ก ๆ แต่งแต้มผืนดินอีสาน มีทั้งเหลืองสลับลาย
คล้ายช่างวาดฝีมือเลิศ แกล้งทำสีหยด เรี่ยราดตามลานหญ้า

ดอกจำปาอยู่ข้างรั้วเถียงนา ออกดอกสีขาวเหลืองแต้ม  บ้างก็ร่วงลงบูชาแทบเท้านางธรณี  
กะปอมแดงไต่อยู่ราวรั้วไม้แกนหล่อน ชูคออวดสีแดง เอียงหัวไปมา จดจ้องแมลงตัวไม่ระวัง
เสียงไก่ผู้คอก ร้อง “อ๊อก ๆ!”  เตือนฝูง เป็นสัญญาณว่า แหลว หรือเหยี่ยว ร่อนมาใกล้  ให้รีบพากันหลบภัย
หมู่ไก่น้อยเกิดใหม่ ยังเป็นลูกเจี๊ยบตัวสีเหลืองๆ  พอได้ยินเสียงไก่ผู้คอก   ต่างรีบหลบเร้นกายใต้ใบไม้แห้ง
เพียงพริบตาเดียวหายวับ เหมือนไม่เคยมีฝูงลูกเจี๊ยบอยู่ตรงนั้นเลย   ไก่แม่ลูกอ่อน แลซ้ายแลขวา
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว ก็ ส่งเสียง กุ๊ก ๆ ลูกให้ออกมาจากที่ซ่อน หาขุ้ยเขี่ย อาหารตามทุกข์ตามยาก ต่อไป

“ หล่าเอ้ย..ไปใส่แงบกบ กับพ่อบ่ “
พ่อใหญ่ค้ำเอิ้นถามจันแรม
“ ข่อยไปนำอีพ่อ “  จันแรมฟ้าวพายข่องน้อยวิ่งตามพ่อใหญ่ค้ำ
แงบ คืออุปกรณ์ดักกบ ที่สานขึ้นด้วยไม้ไผ่ เป็นรูปวงรีแบนๆ  ตรงปากแงบ มีงาคล้ายๆ ไซ  ใช้เหยื่อล่อ
เช่น ปลาเน่า ปลาร้า รำ ขยำปนกันใส่ไว้ด้านในแงบ เพื่อล่อกบให้เข้าไปด้านใน
พ่อใหญ่ค้ำแบก”แงบ” 5 หลังใส่บ่า เดินลงท่งเนิบๆ ผิวปากไปด้วย คงคลื้มอกคลื้มใจที่ ข้าวกล้าในนางามดี

“ เอ๋าหละ หม่องนี่หละ น้ำงืมดี  เหมาะ “
น้ำเสียงดีใจที่หาทำเลได้เหมาะเจาะ เป็นริมหนองน้อยกลางนา มีหญ้าขึ้นรำไร น้ำไหลซึมดินชุ่ม
ว่าแล้วก็เอามือโกยดิน ให้เป็นร่องพอสำหรับวางแงบ ทำทางเป็นร่องไปหาปากแงบ
แล้วก็เอาหัวหญ้ากับดินกลบตัวแงบไว้ ให้โผล่แต่ปากแงบ เพื่ออำพราง
“ เอาอีหยังล่อกบให้เข้าไปข้างในแงบ อีพ่อ “  จันแรมถามจ้องเบิ่งอย่างสงสัย
“ ปลาซิว ฟักให้มุ่นๆ ปลาแดกหน่อยหนึ่งพอมีกลิ่นเหม็นตุ ปนคาว กบมันมัก” แกตอบพลางแปงแงบ
“ ธรรมดากบมันกิน ขี้ไก่เดียน กับปูน้อย ปลาน้อย บ่แม่นติ “ จันแรมส่อต่อไป
“ แม่นแล้ว..แต่ยามข้าวมาน ใกล้ออกพรรษานี้  กบมันกะหากินเบิ๊ดสุแนว นั้นหละ  กินเผื่อยามแล้ง
ยามมันจำศีลอยู่ในโผ่ง มันสิบ่กินหยัง จนกว่าฝนหน้าสิมา” แกอธิบายให้ลูกสาวฟัง
จันแรมละความสนใจจากการใส่ ”แงบ” แนมหาใบตองแห้งที่หล่นตามใต้ร่มไม้ในนา  

“ พ่อ ..เจ้าหาใส่แงบไปก่อนเด้อ..ข่อยไปหาปืดเขียด นำฮิมหนองก่อน “
จันแรมบอก
ว่าแล้วก็พายข่องน้อยเลาะหา ปืดเขียด   การปืดเขียด หรือ การเปิดหาเขียด  ต้องหาตามใบตองหล่น
หรือใบไม้ที่หล่นลงมา ทับฮอยตีน วัวควาย  ตามใต้ร่มไม้ หรือตามไฮ่นาป่าข้าว ที่น้ำลดแล้ว
ค่อยๆแง้มใบตองออก  หากมีเขียดหลบแดด อยู่ใต้ใบไม้  เขียดจะกระโดดขาเหยียด หนีตายออกมา
พร้อมเยี่ยวแตก เป็นสายน้ำ ยังกับคนพ่นน้ำเล่น  ต้องตะครุบให้ทันห้ามตกใจตื่น
“ อีหล่าเอ้ย..อย่าไปย่ำกอข้าวในนาเด้อ “ พ่อใหญ่ค้ำร้องเตือน
..............................................................................................
กลุ่มคนประมาณ  5-6 คน แปลกหน้าแปลกตา แต่งด้วยชุดเขียว ใส่หมวกแก๊ป ปักรูปดาวสีแดง
ผ้าขาวม้าผูกเอว คนนำหน้าถือแผ่นกระดาษ มีอีกคนถือสมุดลายไทย เล่มหนาถือปากกาคอยจดบันทึก
เดินมารวมกลุ่มกันอยู่หน้าเถียงนาตาวาด  เจ้าของเถียงออกมานั่งคุยตรงแคร่ไม้ไผ่ใต้ฮ่มจิก
“ ลุง เรามาจากกลุ่ม มวลชน พรรคปฏิวัติสังคมนิยม  ขอสอบถามข้อมูลหน่อยครับ”
หนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลาผมยาว พูดสำเนียงภาษาไทยกลาง ดูท่าทางมีการศึกษา เอ่ยปากถามตาวาด
“ เอ๋า..สิถามหยังน้อ..”  ตาวาดเอ่ย พลางยกน้ำใส่ขันโอ มาต้อนรับ
“  สุมื้อนี้ เจ้าทุกข์ยาก ปากหมอง อึดเงิน อึดคำ เมื่อยยาก แม่นบ่ พ่อลุง “  

ชายอีกคนพูดด้วยสำเนียงอีสาน คล้ายเป็นคนพื้นเพ เหมือนจะเป็นล่าม คอยแปลภาษา
“  คือความเจ้าเว้านั่นหละ  เมื่อยยาก ลำบากกาย อึดเงินอึดคำ   เฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา เน๊าะ “ ตาวาดตอบ
“ พรรค ของเรา จะปฏิวัติสังคม ให้ ทุกคนสุขสบาย  ลูกหลานทุกคนได้เรียนสูงๆ มีงานทำ มีเงินเดือน
ชาวนาทุกคน ไม่ต้องใช้ควายไถนา  ชาวนาทุกคนร่ำรวย ไม่ลำบากอีกแล้ว “ หนุ่มผมยาวจำนรรจา
“ ฮ้วย..คือสิดีแถะ..แม่นโครงการอีหยัง โครงการเงินผันติ “ ตาวาดยิ้มๆ
“ ไม่ใช่ครับ ลุง  แต่พวกเราจะเป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคม ให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี “  ชายชุดเขียวยังอธิบาย
ดวงตาเจิดจำรัสด้วยไฟอุดมการณ์  ท่าทางมุ่งมั่น กระตือลือล้นหลาม

“ เพียงแค่เราทุกคน ลงชื่อ สนับสนุนพรรค เข้าร่วมพรรค เป็นแนวร่วมกับเรา เพื่อปฏิวัติรัฐบาลใหม่
ปกครองใหม่ จัดระเบียบใหม่ ให้ทุกคน มีภราดรภาพ เท่าเทียม แบ่งปันผลประโยชน์อย่าเป็นธรรม
ไม่มีการกดขี่ข่มเหง “  
ชายชุดเขียวอธิบายพลางยื่นสมุดให้ ตาวาดลงนาม
“ ลงชื่อ พ่อลุง สนับสนุนพรรคเฮา  ชาวนาทุกคนสิได้สบาย “
อีกคนยังคะยั้นคะยอเป็นภาษาถิ่น
สมุดลายไทยเล่มหนา ด้านในมีชายชื่อคนลงนามก่อนแล้ว หลายคนเต็มสมุด

ตาวาดชายตาลงไปทางท่งนา เหม่อมองท้องทุ่งเขียวขจี และทิวไม้แทวห้วย
ทุ่งข้าวในนา หากแกไม่ลงแรงปักดำเอง กอข้าวหรือจะขึ้น ไม่มีฝุ่นขี้วัวขี้ควาย หรือจะงอกงาม
ไม่มีน้ำฝน หรือจะมีแนวอยู่แนวกิน  นิ่งเฉยกลัวทุกข์ยากลำบาก หรือจะมีเลี้ยงปากท้อง ไม่เห็นมีลัทธิใด
หรือแนวความคิดใด ทำเพื่อชาวนา  ช่วยชาวนาดำนา เกี่ยวข้าว  หรือให้ข้าวกล้างอกงาม เพียงเพราะขีดเส้น
หรือลงชื่อ ที่คิดกันแบ่งแยก ทั้งหมดล้วน เพื่อ “ เงิน” และ อำนาจ ไม่เห็นจะเพื่อชาวนาหรือผู้ผลิต ได้สำราญ


“ลุงเขียนเป็นโตหนังสือ ธรรมน้อย ได้ บ่ พ่อเขียนโตหนังสือไทย บ่เป็น
“ ตาวาดบอก
ชายในชุดเขียวพยักหน้า  ตาวาดก้มหน้า เขียนตัวหนังสือ ธรรมน้อย ลงในสมุดลายไทย เสร็จแล้วก็ยื่นให้
ชายหนุ่มผู้มีบุคลิกดี พลิกอ่าน  แล้วก็กล่าวขอบคุณ พาพวก เดินจากไปหายไปกับชายป่า

“ ชาวนา ทุกข์คือเก่า “  


คือคำที่แกเขียนลงในสมุด    ส่วนในมิติของชายชุดเขียวจะแปลมันว่าอะไรก็ช่าง
มันก็คือ ความจริง ทั้งในทางทฤษฎี และสัจจธรรม ที่คนนาโคกมอบให้ ท้าทายกาลเวลา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 116 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 113 ครั้ง
 
 
  15 ก.ย. 2553 เวลา 12:16:05  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1169) ตอน ต่างองศา (2)      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ขอบคุณเจ้าของภาพ จาก google


พ่อใหญ่ค้ำเลาะหาใส่แงบกบ เสร็จแล้ว ก็ ยืนแลทิวข้าวที่กำลังตั้งท้อง ลมพัดใบข้าวพลิ้วเป็นระลอกคลื่น
กลิ่นใบข้าวอบอวลไปทั่วท่ง  ก้อนขี้ฝ่าน้อย ลอยเคลื่อนตัวผ่านท่งข้าว อย่างแช่มช้อย  ดังไม่อยากพ้นผ่าน
ความงามแห่งท้องทุ่ง  นกยางขาว งอยอยู่ปลายไผ่ ซุกหัวไซร้ขน  ยืดคอยาว หดเข้าหดออก
พ่อใหญ่ค้ำ ฟายน้ำในไฮ่หน้า ชโลมใบหน้าอันชราโรย ตามวันคืน คลายร้อน ล้างเหงื่อไคล
ยืดตัวขึ้นไล่เหน็บชา จากการก้มๆ เงย ๆ  มือเท้าสะเอว หลับตาพลิ้ว ปล่อยใจให้ ล่องลอยตามแรงลมพัดทุ่ง
สูดดอมดมกลิ่น หัวไร่ปลายนา ดังจะหวังให้แทรกซึมทุกอณูเนื้อ เสียงกะโหร่ง ควายอีก้อม ดังมิ่งม่อง
แว่วมาจากหัวดอนทางเคยเทียว  เสียงนกกระโดก สับโกนไม้ อยู่กลางโคก ดัง ”โป๊ก ๆ ! “  

“ พ่อใหญ่ค้ำ เอ้ย...ใส่แงบแล้วละบ้อ..”  เสียงน้าสาวเหนา ผู้นาใกล้กันเอิ้นถาม
“ แม่นหยัง เหนา...”  พ่อใหญ่คำชะเง้อมองถามด้วยสงสัย
“ แม่ใหญ่สอง เลาไปทางได๋น้อ มื้อนี่ “  น้าสาวเหนา ถามหาศรีภรรยาเฒ่าของพ่อใหญ่ค้ำ
“ ฮ้วย..พากันไป หลกผือ มาไว้ถ่า ต่ำสาด กับอีจันเพ็ญ ทางหนองค้อ นาแม่ใหญ่เคน พู้น..”.

บอกพลางชี้มือไปทาง หนองค้อ  นาแม่ใหญ่เคนตาเดียว
“ โฮ้  ดุ๋แถ่ะ แม่ใหญ่สอง นี่แมะ  “ น้าสาวเหนา ยิ้มๆ เอ๋ยปากชม
“ อีจันเพ็ญ มันชวนแม่มัน เฮ็ด สาด เฮ็ดเสื่อ ไว้ ยามข้าวขึ้นบ้าน มันจั่งมีไว้ใช้สอย ซั่นดอก “ ชายชราเอ่ย
“ เอ้อ..ยามกินดอง มันจั๋งมีเคี่ยง สมมา น้อ.”  น้าสาวเหนา ว่าแล้วก็หันหลัง หัวเราะเบาๆ ย่างไปตามคันนา
พ่อใหญ่ค้ำเข้าใจดี ว่า น่าสาวเหนา แซวแก ว่าข้าวขึ้นบ้าน คงมีงานกินดอง ของจันเพ็ญ จึงต้องรีบทำ สื่อทำหมอน
ไว้เป็นเครื่อง “สมมา”  หรือ เครื่องบรรณาธิการ แสดงความนบน้อม ต่อญาติผู้ใหญ่ ของผู้ออกเรือน
ชายชรา ถอนหายใจ..คิดถึงวันที่ลูกสาวออกเรือนแล้ว ใจหายวาบ ไปตามหัวลมพัดท่ง
....................................................................................

หนองค้อ พื้นที่ลุ่ม แห่งเดียวที่นาโคกตาดไฮ  ต้นค้อ 3 -4 ต้น ยืนเป็นสัญลักษณ์ รายล้อมหนองน้ำ
ตรงบริเวณที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ แม่ใหญ่เคน เจ้าของนา ปลูก”ผือ” ( ต้นกก) และ ต้นไหล ไว้ในหนอง
ต่างกำลังงามได้ที่ ยื่นลำต้นสูงเบียดเสียดกันหนาแน่น  กกผือ กำลังแก่ ออกดอกที่ยอดลำต้นเป็นพวง ๆ
หอยโข่ง หอยปัง ไต่งอยลำต้นพักอาศัย  ลูกปลาขาว ปลาซิว ว่ายวนเวียนใช้เป็นที่หลบภัย จากศัตรู
ลำต้นแก่พองาม ของต้นผือ ต้นไหล สามารถนำมาทอสื่อลำแพนได้  แต่ต้องถออนขึ้นมาตากแห้ง
ทำเป็นมัด ๆ ไว้ เมื่อตากไว้  3 แดด ก็ เอาเข็มมาสอย ให้เป็น ริ้ว ยาวๆ ขนาดพอประมาณ  ชุบน้ำ
ตากแดดอีกรอบ เพื่อนำไปทอสื่อ หรือ ทางอีสาน เรียกว่า “สาด”  เป็นเครื่องใช้ที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับวิถี
งานฝีมือ แบบนี้  ส่วนมากพวกผู้หญิงเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ถักทอ อาศัยช่วงว่างเว้นจากการงานหลัก
หาหลก( ถอน ) “ต้นผือ” “ ต้นไหล “  ตามหนองน้ำ ที่ปลูกไว้ เพื่อตระเตรียม รังสรรค์ ทอสาด
แม่ใหญ่เคน นั่งเคี้ยวหมากอยู่ริมหนอง นั่งมอง ยายสองกับจันเพ็ญสาวส่า หลกผือ ดวงตาข้างหนึ่งของแก
“บอดแจ้ง”  เพราะหาจกฮูกะปู สมัยยังน้อย จกไปพ้อ งูเห่า มันออกมาเป่าพิษ ถืกตาข้างซ้ายของแม่ใหญ่เคน
ทำให้ตาข้างซ้ายบอด ขุ่นมัว แต่ยังสามารถลืมตาได้ เพียงแต่ มองไม่เห็นเท่านั้น แกจึงได้ ฉายา
แม่ใหญ่เคนตาเดียว เป็นอัตตลักษณ์ นับจากนั้น

“ เอ้า.หลกเอาโลดเด้อ สองเอ้ย.. เฮาพอแล้วหละ ได้แล้ว สามมัด ซำนี้กะเฮ็ดบ่เบิ๊ด “
เลาเอิ้นบอก ยายสองกับลูกสาว ให้ ถอนเอาได้ตามอัธยาสัย  เพราะกลัวแม่ใหญ่สองเกรงใจ
นาแถบนี้ หนองผือ มีแต่นาแม่ใหญ่เคน ทุกคนแถวนี้ เมื่อจะทอสื่อ จำต้องมาขอแม่ใหญ่เคน ผู้เป็นเจ้านา
แกก็ไม่เคยหวงห้าม ต่างแบ่งปัน ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย
น้ำในหนองกระเพื่อมเป็นเกลียวคลื่น เข้ากะทบฝั่ง ทั้งสองแม่ลูก งกง่วนหลกผือ เสียงคุยกัยอ้อมแอ้ม

แมงโกก หรือ( แมงปอ) บินว่อน ร่อนลม หาทำเล เกาะยอดต้นผือ ดวงตากลมโต สีเขียว  เนาแนมท้องฟ้า
เอียงกลิ้งไปมา ดั่งใฝ่ฝันโผผินบินให้ถึงปุยเมฆ

“ ได้หลายมัดแล้ว พอแล้วบ่ หล่า “  ยายสองถามลูกสาว ที่กำลังงกง่วน ถอนต้นผือ
            “ เอาอีกจั๊กมัดก่อนแม่..ได้มัดนี้ก็พอแล้ว “  จันเพ็ญตอบ
ยายสองยืนเท้าสะเอว ผ่อนคลายเส้นเอ็น จากการ ก้มๆ เงยๆ  ลมเย็นจากปลายทุ่งพัดโชย ให้พอมีแฮง

“ ให้กูถามแน..ระหว่างบักเซียงน้อย กับ บักต้าง มึงสิเลือกไผ “ ยายสองถามลูกสาว
จันเพ็ญหันหน้ามามองผู้เป็นแม่ ทำสีหน้าสงสัย ร้อยวันพันปี แม่ไม่เคยถามถึงการมีคู่ครองของลูกสาว
“ เจ้าถามเฮ็ดหยัง  เพิ่นสิ ยกขันหมากมาตำกันอีกแล้วติ “
จันเพ็ญเอ่ยเลี่ยงๆ
“ กูกะอยากฮู้นี่หละ  ระหว่างความซำบาย กับความเหนื่อยยาก  มึงเลือกอีหยัง “ ยายสองแย้มมุมปาก

“ แม่นไผกะเลือกความซำบายนั่นหละแม่ ไผสิบ่อยากซำบาย  หากทุกคนเลือกความซำบายกันหมด
ความทุกข์ยาก กะคงสิบ่มีในโลกดอก “

จันเพ็ญหอบเอาต้นผือ ขึ้นมาวางพาดไว้ คันคูหนองน้ำ ชำเรืองไปทางผู้เป็นแม่ แล้วอธิบายต่อ

“ ถ้าแต่งงานกับอ้ายต้างแล้วมีความสุข บ่ทุกข์บ่ยาก  ให้คนทั้งโลกมาแต่งกับอ้ายต้าง เท่านี้คนในโลก
ก็เป็นสุข บ่มีความทุกข์แล้ว  สิมาหาดิ้นรน เฮ็ดเวียกงานให้มันเมื่อย ไนดอก เฮ็ดหยัง“


“ หาว่าเงิน เป็นตัวแทน ของความสุข มีเงินหลาย สุขหลาย  กะคือ บ่พิมพ์เงินออกมา แจกกันโลด
คนละเกวียน สองเกวียน  สิมาหาเฮ็ดนา ให้มันยาก “

“ เอ๋า..อีอันนี้ คิดบ่คือไทบ้านเนาะ ป่วงไปทั่ว “  ยายสองเหน็บลูกสาว
“ แม่เอ้ย..สำหรับ ข่อย อีจันเพ็ญ  ความสุข คือการเป็นผู้เลือกได้   ไม่มีผู้ใดบังคับ  อยากกะหากินเอา
หิวกะมีข้าวในเล้า    อยากกินปลา ลงห้วยลงหนอง อยากกินเห็ด กะขึ้นโคกหาเก็บเอา
ได้อยู่กับ คนที่เฮาฮัก ได้อยู่กับครอบครัว    พร้อมหน้าพร้อมตา  ซำนี้กะสุขพอแล้ว”

“ ส๊า..ธุ...อนุโมทามิ “  แม่ใหญ่เคน ยกมือประหลก ๆ

“ นั้นหละ ความสุข ของอีจันเพ็ญ  ส่วนความสุขของกู คือการพ้อ เห็ดปลวก หมู่ใหญ่ๆ  เต็มกระต่า
ซำนี้กะมีแฮง ย่าวๆ  “  

แม่เฒ่าเคน พูดจบก็หัวเราะเสียงดังกังวาน   ลมพัดวูบ พาเสียงหัวเราะขจรไกล ดังเย้ยหยันทิวไม้เรียงรายขอบทุ่ง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 239 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 237 ครั้ง
 
 
  20 ก.ย. 2553 เวลา 12:00:15  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1180)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณลุ่มดอนไข่:
“ แม่เอ้ย..สำหรับข่อย อีจันเพ็ญ ความสุขคือการเป็นผู้เลือกได้ ไม่มีผู้ใดบังคับ
อยากกะหากินเอา หิวกะมีข้าวในเล้า อยากกินปลาลงห้วยลงหนอง อยากกินเห็ดกะขึ้นโคกหาเก็บเอา ได้อยู่กับคนที่เฮาฮัก ได้อยู่กับครอบครัว  พร้อมหน้าพร้อมตา ซำนี้กะสุขพอแล้ว
”


  

ให้อ้ายปิ่นลม
ผู้ข้าถืกใจแฮงหลาย คำเว้านี่แหม่ะ
ขั่นแหม่นคนคึดได้จั๋งซี้ คือสิบ่ถืกเขาตั๋วเขาต้มได้ง่ายเหนาะ...


นิยามของความสุข ของคนเฮา บ่คือกัน ครับ ต่างคน ต่างมี passion แตกต่าง
ดังคำอ้ายหน่อว่า  ความสุขต่างองศา

สำหรับ สาวจันเพ็ญแล้ว  เพิ่นมักความเรียบง่ายในวิถีชาวนาเพิ่น  ทุกข์กายเป็นเรื่องธรรมชาติ
เพิ่นเลือกเอา ความอบอุ่น และความสงบสุข เป็นความสุขครับ

แต่ทุกองศา ของคำว่า สุข  คือ ความสงบ ( ของใจ ) นั่นเอง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 87 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 87 ครั้ง
 
 
  20 ก.ย. 2553 เวลา 14:58:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1182)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณบ่าวหน่อ:
คุณรุทธิ์  (อีเกียแดง):
บ้านผมเอิ้นเกตครับ
แต่เตยสิหอม เอามาต้มใส่น้ำตาลเคี่ยวให่เหนียว
เอาไว้ฮาดน้ำแข็งไสขายไห่เด็กน้อยนักเรียน

ลป  คำเว้าสาวจันเพ็ญเนาะ กินใจบ่าวรุทธิ์แท้
เฮ็ดจั่งใด๋สิหาผู้หญิงที่ฮักแบบซี้ได้น้อ อยากพ้อกุลสตรีน้ำใจงามแบบซี้ครับ


มันบ่ยากปานใด๋ดอก ก่อนอื่นเฮาต้่องคิดให้ได้แบบนี้ก่อน กรรมลิขิต สิพาเฮาพบพ้อเองดอก



สตรีงาม  ย่อมงามจาก ภายใน แจ่มจำรัส แม้ถูกอาภรณ์ปิดบัง
(สุภาษิตจีน)


ความรัก เกิด เกิดขึ้นได้  2 สถาน
1.บุพเพสันนิวาส ( การเคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ) อันนี้ ลิขิตฟ้า
2.การเกิ้อหนุนกันในปัจจุบัน  อันนี้ ลิขิตกรรม
( พุทธพจน์ )

 
 
สาธุการบทความนี้ : 90 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 90 ครั้ง
 
 
  20 ก.ย. 2553 เวลา 15:05:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1184)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



อันดีกรี มีไว้ให้แตกต่าง       มีอ่อนบ้างแรงบ้างตามยถา
กินแล้วเมาเขาเรียกกินสุรา   กินให้ใจพอหรรษา เรียก น้ำใจ
ดื่มเพื่อให้เข้าสังคมก็แค่จิบ   กินเป็นสิบเขาเรียก " ขี้เหล้า"..หนา
ส่วนตัวผม ไม่ชอบร่ำสุรา     แต่ชื่นชม เสพา ในวง เอย.....


โดย วินยูบ้าน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 91 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 91 ครั้ง
 
 
  20 ก.ย. 2553 เวลา 15:16:54  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1189)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ได้เงินมาแต่ไปนอก  ไปซื้อปืน หา จี้เอาสา ผู้สาว
คันมันหายากปานนั้นกะดาย  
คัน บ่มี อีหลี กะ ไปซื้องัวมาเลี้ยงเด้อ...เซียงรุทธ์

 
 
สาธุการบทความนี้ : 72 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 72 ครั้ง
 
 
  20 ก.ย. 2553 เวลา 15:35:11  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1201) ตอน ต่ำสาด      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ขอบคุณเจ้าของภาพ ( google )



บูรพา มืดก่ำ ดาวดวงน้อย ริบแสงแนมเห็นเป็น จุดกระพริบ ดังเทวาไต้ขี้กะบอง ตามก้อนขี้ฝ่า
ข้าวอีเตี้ย ถอกแล้วเริ่มก้มฮวงคำนับผืนดิน ควายอีก้อมยืนเคี้ยวเอื้องใต้ถุนเถียงนา  เอาคางก่ายฮาวคอก
ถูไถฮาวไม้ ไล่คันเห็บเหา  ควายน้อยอีหลอด กินนมอยู่ด้านหลัง ดูดไปพลาง ถกหัวใส่เต้านมดัง ตั๊บ ๆ
คาดคั้นเอาน้ำนมแม่ให้รินไหลใส่ปาก

ตามท่งนาลำเนา ได้ยินแต่เสียงแมลงกลางคืนฮ้อง หวี่ ๆ  ส่วนเสียงกบเขียดเซาฮ้องตั้งแต่ตกเดือนสิบ
ยังมีได้ยินฮ้องแต่เขียดบักหมื่น กับเขียดขาคำ  ผู้บ่เคยหยุดร้องลำ ตราบใดที่ยังมีดินดำ น้ำชุ่ม
บรรยากาศตามท้องนามืดค่ำแล้ว แสงชลาวา, ขี้กะบอง ถูกติดไต้ขึ้น แนมเห็น แวมๆ อยู่ปลายท่ง

หลังจากกินข้าวแลงแล้ว สาวจันเพ็ญ หอบเอามัด “ ผือ “ ที่สอยเป็นริ้วๆ และย้อมสีเสร็จสรรพแล้ว
มาเตรียมไว้ เพื่อ”ต่ำสาด”   พ่อใหญ่ค้ำแปงฟืมไว้ให้ อยู่ใต้ตาล่างทางเทิบเถียงนา การ”ต่ำสาด” หรือ
การทอสื่อ ต้องทอโดยใช้ “ ฟืม “ เป็นเครื่องใช้สำหรับถักทอ “ฟืม” ต่ำสาด มีลักษณะยาว 1.5 เมตร
กว้างประมาณ 1 คืบ  สันฟืมทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ถากเป็นไม้เหลี่ยม หน้าฟืมใช้ริ้วไม้ไผ่แบนๆ ขนาดพอเหมาะ
จอรูเล็ก ๆ พอให้ร้อยเชือกได้  ตอกเข้ากับหน้าฟืม  มองไม่ดี นึกว่าเป็น ออร์แกน เครื่องดนตรีของฝรั่งดังโม

พ่อใหญ่ค้ำ แปงคอกฟืม ซึ่งทำขึ้นง่ายๆ ด้วยวัสดุคือท่อนไม้  ตีประกบกันเป็นคอกไม้สี่เหลี่ยมเตี้ยๆ
เพื่อให้สามารถขึงเชือกที่ร้อยกับหน้า”ฟืม”ได้  ทั้งนี้ก็ไม่ลืมที่จะเอา “ไม้แป้นออง” ( ไม้กระดาน ) มารอง
สำหรับให้คนทอนั่ง  การต่ำสาด ต้องใช้ คนสองคนในการทำ คนหนึ่งเป็นคนทอ หรือ “คนต่ำ”  อีกคน
เป็น”คนสอด” หรือนำเส้นผือ ที่สอยเป็นริ้วแล้ว เอาปลายผือ สอดเข้ายัง ไม่ไผ่ยาว ร่วม 2 เมตร ตรงปลายเจาะร
พอเหมาะ  แล้วก็ สอดผ่านรูเชือกที่ขึงจนตึงโดย”ฟืม”   คนต่ำ มีหน้าที่ จัดระเบียบเส้นผือ ให้เท่ากัน
แล้วจึงใช้ฟืม กระแทกให้เส้นผือแต่ละเส้นสนิทกัน  ทั้งหมดนี้ เรียกว่า “การต่ำสาด” นับว่าเป็นภูมิปัญญา
ของชาวบ้านโดยแท้

ส่วนวัสดุที่นำมาทอสาด หรือ “ต่ำสาด”  ก็คือ “ต้นผือ” หรือ บางครั้งใช้ “ ต้นไหล “
นำมาแบ่งเป็น 3 เส้น/ต้น  แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง 3 แดด จากนั้นคัดแยก  ส่วนหนึ่งนำมาต้มลงในน้ำและ
ย้อมสี อีกส่วน ต้มแล้วนำมาแช่หรือล้างน้ำ  แล้วนำไปตากแดด อีกหน ก็จะได้วัตถุดิบในการทอ

วันนี้ เซียงน้อยบอกกับจันเพ็ญว่าจะมาช่วย “ ต่ำสาด“ โดยอาสามาเป็น “ คนสอด” หลังจากกินข้าวแลงแล้ว
เซียงน้อยก็ แต่งตัวหล่อ บ่ายหน้าสู่เถียงนาพ่อใหญ่ค้ำ หนทางก็ไม่ไกล เดินลัดคันนาไปโลด

“ ฟ้าเอย..ฟ้าฮ้องข่วม  ..ก๋วมภูพานสะท้านท่ง...เด้อละนาง...ง......ง......”

ว่าแล้วก็ย่างข้ามท่งตามคันนา ฮ้องลำกลอนทำนองอุบล อย่างอารมณ์ดี
ทางจันเพ็ญตระเตรียม ตะเกียงน้ำมันก๊าด หรือ “ก๊อก” ไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งตั้ง “โฮงขี้กะบอง “
ไว้ไต้กะบอง พอได้เห็นฮุ่ง  แล้วก็นั่งอยู่ทาง “โฮงฟืม” เพื่อ ต่ำสาด ส่วนจันแรมเป็น”คนสอด”
พ่อใหญ่ค้ำนั่งสูบยา อยู่เทิงเถียงนา ไฟกอกยา แดงมาบๆ แม่ใหญ่สองกำลัง คั่วแจ่ว ที่กินเหลือตอนแลง
กะว่าเอาไว้กินมื้ออื่นเซ้าได้อีก

“ เอ้า..สอดผือมาจันแรม  เอาทางกก ก่อนเด้อ เส้นต่อไป เอาทางปลาย  เฮ็ดแนวนี้หละสลับกัน “
สาวจันเพ็ญบอกน้องให้สอด “ ไม้สอดผือ “ ลอดฟืมที่ขึงเชือกไว้แล้ว
“ เฮ็ดแนวได๋ เอื้อย..”
จันแรมยังบ่หายสงสัย
“ นี่ นี่...เส้นแรก เฮากะเอาทางกกผือ แหย่เข้าฮูไม้สอด แล้วก็สอดไม้ลอดฟืม มา “
จันเพ็ญอธิบายพร้อมสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง  จันแรม มองอย่างตั้งใจ ผงกหัว ตอดเงาปานกะปอม
“ พอเอื้อยต่ำฟืมแล้ว เส้นต่อไป โตกะเอาทางปลายผือ สอดเข้าฮูไม้สอด แหย่มา “ จันเพ็ญบอก
“ เฮาคือบ่ สอดทางเดียวโลด กก กะ กก ปลาย กะ ปลาย “
จันแรมส่อ
“ มันสิบ่ถ่อกัน  เฮาเฮ็ดสลับกันเพื่อให้ผือมัน ชิดสนิทกัน และเกิ่งกันเป็นผืน มันจั๋งเป็นสาด “
นี่คือเสน่ห์ของจันเพ็ญ แม้ว่าน้องสิส่อปานได๋ ก็ไม่เคยขี้คร้านตอบ  มีแต่อธิบายให้ฟังอย่างใจดี
บ่เคยฝอก เคยฮ้าย  เพราะถือว่า สอนน้องให้เฮ็ดเป็นไปในตัว เวลาจันแรมใหญ่ขึ้นมาจะได้เฮ็ดเป็น
นับว่าเป็นการถ่ายทอดและฝึกปรือผีมือไปในตัว ซึ่งสมัยจันเพ็ญยังน้อย แม่ก็เคยสอนแบบนี้

“ คันยามเว็น กูสิต่ำ ซ่อยสูอยู่ดอก ยามกลางคืน ตากูบ่เห็นฮุ่งคัก “

แม่ใหญ่สอง เว้ามาแต่เทิงเถียง
“ เจ้าบ่ต้องห่วงดอกอีแม่  มื้อนี้ มีคนตาดี มาซ่อย “  จันแรมแซวพลาง สิ่งตาน้อยใส่เอื้อย
“ ยามจะของใหญ่เป็นสาวเบิ่งเด้...มันสิเป็นแนวได๋วะ “ พ่อใหญ่ค้ำคันแข่ว
“ โอยย...สมัยข่อย บ่ถ่าให้ผู้บ่าวมาคุยดอก  ข่อยสิไปหาคุยเอา “ จันแรมบอก

แสงตะเกียงหวามไหว ในลมยามดึก ไฟกะบองมอนไหม้ จนใกล้สิมอด จันเพ็ญกับบ่าวเซียงน้อย
ยังซ่อยกันต่ำสาด อยู่ทางเทิบเถียงนา  เสียงคุยกันอ่อมแอ่ม  นกเค้าฮ้องอ่านคอนเคยจับงอย
ก่อนสิหลอยลงฮู หากินตางลี้ เสียงหวี่ๆ ฮ้อง แมงไม้ยามราตรี  มีแต่เสียงลมพัดต้องตีใบไม้


“ จันเพ็ญเอ้ย..อ้ายว่าข้าวขึ้นบ้าน สิให้เฒ่าพ่อมาขอ  เจ้าว่าแนวได๋ “

บ่าวเซียงน้อย สอดไม้ผ่านเส้นด้าย ชำเรืองมองจันเพ็ญ
“  แม่นอีหลี หรือ เว้าเล่น  ละอ้าย “  จันเพ็ญต่ำสาดไป ไม่แสดงอาการตกอกตกใจ อย่างในละคร

“  กกไม้ล้ม มันกะยังฮ้องสั่ง ฝนสิหนีจากฟ้า มันยังฮ้องสั่งนา   คือว่าดั่งใจอ้าย มั่นหมายพะนางน้อง
หมายสิข่องเคลือแก้ว แปงหูก  ฮ่วมหอ บ่ได้มายอปั้น แม่น้ำให้เป็นโต ว่าใจหนักเป็นพันโล  จึงได้มาจาเว้า “

เซียงน้อยจ่ายผญา  จันเพ็ญฟังแล้วกะยิ้ม ๆ
“ เว้าผญาดังหลาย..อีพ่ออีแม่นอนอยู่เทิงเถียง เพิ่นได้ยินซะน้อ “
จันเพ็ญเว้าอาย ๆ
“ บ่ต้องย้านดอก..เพิ่นจอบฟังซุมเฮาอยู่แล้ว”
เซียงน้อยเว้าพลางเหลือกตาขึ้นมองลอดแป้นพื้นเถียงนา
“ อะแฮ่ม......อืมม...”

เสียงสะหมาดคอ กระแอมไอ ของพ่อใหญ่ค้ำดังมาจากเทิงเถียงนา  ทั้งจันเพ็ญและบ่าวเซียงน้อย หัวยุ้มๆ
“ ข่อยว่าสิถ่าให้ อ้ายคำสัน เพิ่นมาจากนอก สาก่อนดอกอ้าย เฮาจั่งมาเว้ากันใหม่  ข่อยอยากให้มาพร้อมหน้า
พร้อมตากันก่อน จั๋งจัดงานมงคล  ข่อยบ่ได้มักผู้อื่นผู้ได๋ นอกจากอ้ายดอก “

เซียงน้อยตกใจที่ได้ยินคำหวานแบบบ่คาดคิด จน สอดไม้สอดผือ ผิด  ไม้คาดลาด ออกนอกฟืม
จันเพ็ญอมยิ้ม หน้าแดงเรื่อ ทั้งอดขำบ่าวเซียงน้อยบ่ได้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 108 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 106 ครั้ง
 
 
  22 ก.ย. 2553 เวลา 15:12:52  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1208)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

เว้าแล้วคิดฮอด สมัยอยากมีเมีย เนาะ  ปวดจ้าวๆ  กินข้าวแลงแล้ว
ฟ้าวหลาย มือกะบ่ล้าง โดดลงเฮือน ไป เผ้าผู้สาว ย้านผู้อื่นมาคุย พุสาว

มื้อได๋ บ่ได้เห็นหน้า กินข้าวบ่ลง เหอๆๆ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 83 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 83 ครั้ง
 
 
  23 ก.ย. 2553 เวลา 09:48:13  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1219)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณบ่าวส่ำน้อย:
น้องใหม่ครับ เข้ามาอ่านเรื่องนี้แล้ว ได้อารมณืความรู้สึก คิดฮอดบ้านหลาย สิตามอ่านเรื่อยๆครับ


ขอบคุณ ที่ติดตามอ่านเด้อครับ มาอ่านบ่อยๆ  เด้อครับ
แต่ให้ ระวัง ผุสาว เพิ่นคุบเอาเด้อ  แห่งหายาก ยุ ผู้บ่าวซ่ำน้อย นี่แมะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 88 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 88 ครั้ง
 
 
  27 ก.ย. 2553 เวลา 12:09:42  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1222) ตอน ข้าวเม่า      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ภาพจาก www. hilltribe.org


ลมหัวท่ง อ่วยคืน พัดไปทางตะวันตกเฉียงใต้  หมากส้มมอสุก หล่นป๊กเป๊ก เกลื่อนใต้ต้น ขี้ไก้เดือน
คลานยักย้าย ออกมาตายแดด  ฝูงมดแดงแห่แหน ซากขี้ไก่เดือน บ้างก็รวมพลกันขน ขึ้นไปไว้บนฮวงฮัง
เก็บสะสมไว้เป็นอาหาร ตอนฤดูแล้งย่างกลาย

ตอนเช้า ๆ สายหมอกขาว โรยผิวผ่านท้องทุ่ง ลูบไล้โลมเลีย ยอดรวงข้าว แนมแล้วดั่ง ฟ้าโน้มต่ำ
เห็นเป็นปุยเมฆ คลอเคลียทุ่งเขียว  ตามหัวหญ้านำเดิ่น มีน้ำหมอกเกาะประปราย ใยแมงมุมที่กางดักเหยื่อ
ถูกน้ำหมอก ( น้ำค้าง) ปกคลุม ขาวโพลนดังผ้าไสบเฉียง เทพธิดาไพร
ผักกาดนา ตามริมหนอง เป็นพุ่มใหญ่ ต่ำลงไปตาม พื้นตมที่น้ำเริ่มแห้ง  ผักแว่นบ่งใบแฉก ปกคลุมดังผืนแพร
มดง่าม สีดำ ตั้งแถว ขนเมล็ดพืชนานาชนิด กลับรัง  มองเห็นเป็นทางเล็ก ๆ สีดำ ลัดเลาะตามเดิ่นเถียงนา

  นกเขาใหญ่ ขันกุ๊กกรู ก้องหัวท่ง บรรยากาศเริ่มเย็นลง ไอเย็นของสายหมอก  ครอบครองถิ่นชนบท
ขี้ไก่เดียนตายแดด  นกเขาห่าว น้ำหมอกลง
โบราณว่า ฝนสิขาดแล้ว  รวงข้าวในนาเริ่มมีน้ำหนัก ข้าวดอ
กำลังพอเม่า ส่วนข้าวกลาง กำลังเป็นน้ำนม  สำหรับข้าวงัน เพิ่งจะมาน ( ตั้งท้อง )
แม่ใหญ่สอง พายกะทอ มือถือเคียว พาจันแรมเดินลงทุ่ง วันนี้แกนัดแนะกันกับ น้าสาวเหนา  ว่าจะพากัน
ทำ” ข้าวเม่า” จึงลงทุ่งไปแต่เช้า เพื่อเกี่ยวเอาข้าวดอในไฮ่นา ซึ่งกำลังพอเหมาะสำหรับการทำข้าวเม่า
จันแรมสังเกตเห็น ตามใบข้าว มีน้ำหมอกเกาะเป็นเม็ด ใสๆ  ยามต้องสงแดด แวววาว

“ อีแม่  เฮาฮู้ได้แนวได๋ ว่ามันพอเฮ็ดข้าวเม่าแล้ว “  จันแรมถามแม่
“ ยามมันพอเม่า ฮวงข้าวมันสิก้ม   เม็ดตง ๆ แต่ยังบ่ทันเป็นสีเหลือง ยังเป็นสีเขียวอยู่ จับเบิ่งมันสิบ่แก่น ปานได๋ “

แกอธิบายให้ลูกสาวฟัง พร้อมชี้มือไปยังไฮ่นา ที่ใส่ข้าวดอไว้  ลมพัดมาอ่อยๆ ได้กลิ่นหอมของฮวงข้าว
แม่ใหญ่สอง เด็ดเม็ดข้าวมาจากฮวง มาลองแกะซิมเบิ่ง หากมันยังอ่อน จะเป็นน้ำนมขาวๆ  หากว่าพอเหมาะ
จะเป็นเม็ดนุ่ม สีเขียวๆ กลิ่นหอม
“ เอาไฮ่นี่หละ พอดีเฮ็ดข้าวเม่า “
แกพูดพลาง วางกะทอไว้บนคันนา เดินลงไปเกี่ยวเอาข้าวที่กำลังเขียว รวงก้มงุ้ม จันแรมนั่งยองย่ออยู่ บนคันนา
แนมเบิ่งแม่ มือค้ำคางจับตาไม่วาง  พอแม่ใหญ่สองเกี่ยวข้าวได้พอกำมือแล้ว ก็นำมาวางพาดใส่คันนาไว้
“ เกี่ยวเอาหลายอยู่ บ่ อีแม่ “ จันแรมถาม
“ บ่หลายดอก  ได้จั๊ก 4  -  5  มัด กะพอแล้ว “  เลาตอบ
“ คันได้ แมงมัน จับเอาไว้ให้ข่อยแนเด้อ  ข่อยสิเอาไปจี่กินกับข้าว “ จันแรมบอกแม่

ระหว่างที่นั่งรออยู่บนคันนา จันแรมเอาไม้เขี่ย “หญ้านบ” หรือ หญ้าไมยราบ เล่น เวลาหญ้าอันนี้ถูกแตะต้อง
ใบของมันจะแนบเข้าหากัน คล้ย อาการเอามือนบ  จันแรมแปลกใจ พืชอีหยัง  เคลื่อนไหวได้ดังสัตว์
คราหนึ่ง แมงจิหล่อ ปีกดำ ก็โผล่มาจากหัวหญ้า ติงหนวดยาว วาบๆ  แล้วก็เผ่นหายไปในพุ่มกอผักกะแยง

เมื่อเกี่ยวข้าวได้พอประมาณแล้ว  ยายสอก็เอสมาใส่กะทอ พายใส่หลัง ส่วนที่เหลือ จันแรมก็หอบเอา
เดินตามก้นแม่ขึ้นมาเถิงเถียง  พ่อใหญ่ค้ำกำลังแปงครกกระเดื่อง  ให้ใช้งานได้ ตอกลิ่มใส่ ให้แน่นหนา
ก่นหลุ่มหม่องหางครกใหม่ เพื่อสะดวกในการเหยียบ  ครกอันนี้ เพิ่นเฮ็ดไว้นานแล้ว  ตัวครกทำจากไม้ใหญ่
เจาะเป็นหลุมกว้าง ส่วนตัวสาก เจาะรูตอกลิ่ม ใส่ไม้ทั้งลำ มีเสาครก ตอกแป้นหนา เป็นกระเดื่อง
ตามถิ่นนาโคกแถบนี้  มีครกแบบนี้อันเดียว  คือเถียงนาพ่อใหญ่ค้ำ ซึ่งหากต้องการ ทำเข้าเม่า
หรือ ตำข้าวปุ้น  คนแถวนี้มักจะมา ใช้บริการประจำ

“ จันเพ็ญเอ้ย....เอาเกี่ยวไปเกี่ยวเอาตอข้าว มาให้ควายอีก้อม เด้อ..ตอกำลังเขียว  เอามาให้มันกิน “
แม่ใหญ่สองบอกจันเพ็ญ ให้ เอาเคียวไปเกี่ยวเอา ตอข้าว ที่เกี่ยวมาทำข้าวเม่าเมื่อกี้ มาให้ควายอีก้อม
ข้าวทุกกอ แม้ เกี่ยวเอารวงแล้ว ยังใช้ประโยชน์ เป็นอาหารสัตว์ได้อีก  ยิ่งเป็นตอข้าวเม่า ที่กำลังเขียว
ถือว่าเป็นอาหารโปรดของวัวควาย ไม่เคยมีสิ่งใดเปล่าประโยชน์
หน้าสาวเหนา ถือเอากระด้งกับ ไหดิน เดินมาเถียงพ่อใหญ่ค้ำ เพื่อเฮ็ดข้าวเม่า
“ มาใหญ่สองเอ้ย..เอาไว้หม่องได๋ ไหนี่  เจ้าสิคั่ว ข้าวเม้าหม่องดื๋ “  น้าสาวเหนาเอิ้นถาม
“  เอาไว้ ฮ่มขาม นั้นหละ เดี๋ยว สิให้ อีจันแรม เอาสาดไปปูนั่ง “ เลาเอิ้นตอบมา
น้าเขยเซ้ง แบกเอากระสอบใส่กอข้าวเขียวที่เกี่ยวมา สบทบแม่ใหญ่สอง มาเฮ็ดข้าวเม่า

จันแรมเอาสาดไปปู ใต้ต้นมะขามใหญ่ ข้างเถียง   เมื่อเอาข้าวเขียวที่เกี่ยวมาแล้ว รวมกัน ทั้งหมดก็นั่งล้อมวง
น้าสาวเหนาเอากระด้งวางไว้ตรงกลาง แล้วก็เลือกเอา ลำรวงข้าวมาพอดีกำมือ มาขูดเอาเมล็ดลงใส่กระด้ง
แม่ใหญ่สองก็ทำเหมือนกัน แต่ใช้ “บ่วง” ( ช้อน ) มาขูดรวงข้าวเพื่อเอาเมล็ดใส่กระด้ง ขั้นตอนนี้
เรียกว่า “การขูด” ในสมัยก่อน ใช้ติวไม้ไผ่ ในการขูด  เมื่อขูดหมดแล้ว จนเหลือแต่ เฟือง ก็เอากองไว้
กำเอากอข้าวที่เกี่ยวม อีกกำ มาทำแบบเดิม
น้าเขยเซ้ง ขุดหลุมพอเหมาะ และตั้ง “ก้อนเส่า” เพื่อก่อไฟ กะระยะให้วาง หม้อดินได้พอเหมาะ
หม้อที่ใช้คั่ว ข้าวเม่า ก็คือ หม้อที่ใส่น้ำกิน หรือ “ อุ “ นั้นเอง  
จันแรม นั่งขูดเม็ดข้าวออกจากรวง เห็นน้าเขยเซ้ง ตั้ง “ อุ “ บนก้อนเส้า ก็ สงสัย

“ คือบ่คั่วใส่กระทะ คือคั่วใส่ อุ อีแม่ “
  จันแรมถาม
“ คั่วใส่ อุดิน มันจั๋งหอม และอบดี ข้าวเม่าสุกทั่วถึง และนุ่ม ดี “  ยายสองอธิบาย
“ แม่นอยู่ดอก แม่ใหญ่   ข่อยเคยเฮ็ดกับเขาอีน้อย เมียบักเทา คั่วใส่กระทะ  มันบ่แซบ แมะ แข็งเกิ่งเดิ่งอยู่ “
น้าสาวเหนากล่าวเสริม
ว่าแล้วทั้งหมดก็ลงมือ นั่งขูดฮวงข้าวอย่าตั้งอกตั้งใจ

แดดพวมงาย  ฝูงไก่บ้านน้อยใหญ่ ออกหาเขี่ยกินปลวก ตามพุ่มจิก ดอนหลังหัวเถียง บางตัวนอนตากปีก
เอาขาเหยียดอาบแดด  ไก่ผู้คอก เขี่ยเห็นปลวก ฮ้อง ก็อกๆ เอาไก่แม่นาง ตัวกำลังหน้าแดง ใกล้สิไข่
มากินปลวกแล้วก็เปียปีก แถ แต๊ด ๆ ใส่ ทำท่าเกี้ยวพาราสี  


หลังจากขูดเอาเม็ดข้าวแล้วได้ 3  คุ  ขั้นตอนต่อไปคือ การคั่ว  แม่ใหญ่สองแบ่งเอาข้าวใส่ หม้อดิน
ที่กำลังตั้งไฟ เอาไม่คนให้ทั่ว ทั้งน้าสาวเหนาจุฟืนเร่งไฟให้พอดี  กลิ่นคั่วข้าวเม่าหอมกรุ่นเตะจมูก กรุ่นๆ
จันแรมหอบเอาฟางข้าวที่ขูดเอาเม็ดออกหมดแล้วไปให้ควายน้อยกิน  แล้วก็นั่งลง หาไข่เหา เอาออกจาก
ตัวควายน้อย   บักลมกับบักป่อง สองสหาย พากันซ้อนรถจักรยาน บ่ายหน้าดิ่งๆ มาทางเถียงนาพ่อใหญ่ค้ำ
“ แม่ใหญ่   แม่ใหญ่ ซุมเจ้าเฮด ข้าวเม่าติ.. ซุมข่อยมาตำซ่อย “ ลมคิมฮวง เอิ้นมาอย่างอารมณ์ดี
“ โอ้ย..จะแม่นหอมกลิ่นข้าวเม่าน้อ “
บักป่องยิ้มร่า
“ เอ้อ..จั๊กหน่อยกะตำ แล้วหละ แม่มึงไปทางได๋ “ แม่ใหญ่สองเอิ้นถาม
“ เพิ่นเอางัวไปล่าม..จั๊กหน่อยเพิ่นสิมาพี้หละ “ ลมตอบ

หลังจากคั่วสุกแล้ว ก็นำเอาข้าวออกตากใส่สาด เผื่อให้คลายความร้อนออกนิดหนึ่ง  ขั้นตอนต่อไปคือการตำ
จันแรมสังเกตเห็น ตอนคั่ว น้าสาวเหนาเอาใบเตยหอมลงใส่นำนิดหนึ่ง เพื่อเพิ่มความหอมกรุ่น
หลังจากตากข้าวไว้พอสมควรแล้ว ต่อไปเป็นขั้นตอนการตำ แม่ใหญ่สอง เอาข้าวที่คั่วแล้วไปใส่ครก
จากนั้นผู้ผู้ชายที่แฮงดี ก็มาทำหน้าที่เหยียบครกกระเดื่อง เพื่อตำ ส่วนผู้หญิงนั่งอยู่หัวครก คอยเอาไม้ คน
ตามจังหวะการตำ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและว่องไว  

หน้าที่การเหยียบหางครก ผู้ชายผู้แรงดี ทั้งน้าบ่าวเทา น้าเขยเซียง และ บ่าวเซียงน้อย ผู้นาใกล้กัน
ต่างมาซ่อยกันตำ ส่วนทางบักลม และ บักป่อง ก็ขึ้นมางอยหางครกซ่อย  ส่วนหน้าที่  คะลนข้าวในครก
เป็นของ น้าสาวเหนาผู้ชำนาญการพิเศษ  นั้งอยู่หัวครก คอยคนให้ทั่วพลิกแพลงไม้พาย ตามจังกวะ
เสียง ครกมอง( ครกกระเดือง )  ดัง ตุ๊.. เติ่ง.. ตั๊ก!  เป็นจังหวะ ดังระงมทั่งบริเวณ  

“ เอ้าเหยียบ สูเหยียบ  เหยียบแล้วปล่อยตีน อย่าคาไว้ แล้วก็เหยียบใหม่ “

น้าเขยเซ้งบอกซุมเด็กน้อย  ทั้งบักลมและบักป่อง ต่างสนุกสนานในการเหยียบหางครกหัวร่ออยู่ อ๊าก ๆ
พ่อใหญ่ค้ำมานั่งสูบยาแนมอยู่เทิบใกล้ๆ  ชวนคุย

“ ตั้งแต่กี้ กะ ตำครกอันนี้หละ ตื่นแต่เดิก ลุกขึ้นมาตำข้าว เผื่อสิแล้ว ก็ สะลุ่มแจ้ง ทันนึ่งข้าวเช้าพอดี “

แกพูดเปรยให้ ซุมเด็กน้อยฟัง
“ สมัยแต่กี้ บ่มีโรงสีบ้อ.พ่อใหญ่ “  บักป่องถาม
“ หุย..สิมีแต่ไส โรงสี มีแต่ตำครกมองอันนี้หละ เซ้าทื่อหนึ่ง แลง ทื่อหนึ่ง  เผื่อสิได้กินสูเอ้ย“
แกตัดพ้อถึงความลำบากในการดำรงชีพสมัยเก่า

“ แม่นเด้เนาะ พ่อใหญ่ ขนาดคำทำนายเพิ่นว่า “ ครกมองดางเดียว พอคนเบิ๊ดบ้าน “ กะยังพากันงึด “

น้าบ่าวเทาออกความเห็น
“ แม่นความมึงนั้นหละ  สมัยก่อนโน้น ครกอันนี้ มีอยู่ สุเฮือน  อย่างบ่มี กะคุ้มบ้านละ 2 ครกขึ้นไป
หมู่บ้านหนึ่ง มีครกตำข้าว บ่ต่ำกว่า 10  ไผสิคิดว่า โรงสีเฒ่าพุ อันเดียว สีข้าวให้คนได้เบิ๊ดบ้าน“
ว่าแล้วก็ อัดยาสูบเข้าปอด ทำท่าทางคิดถึงความหลัง
“ แล้ว แคนดางเดียว พอหมอเบิ๊ดร้อย นั่นเด้..พ่อใหญ่  เจ้าเชื่อบ่ “

น้าเขยเซ้งถาม พลางขย่มตัว ทิ้งน้ำหนักเหยียบหางครกเข้าจังหวะ

“ เหวย...หมอลำ เพิ่นกะลำใส่ แคนไผแคนมันละเนาะ   หมอลำหนึ่งคน กะมีหมอแคน หนึ่งคน ประจำตัว
ลำใส่แคนคนอื่น ซะมาสิเข้ากัน   หมอแคนอีหยังสิเก่งปานนี้ เป่าได้สุวาด เหวย. “
น้าบ่าวเทาคัดค้าน  เพราะแกเห็นว่า แคนอะไร จะเป่าได้ทุกลาย ทุกคีย์เสียงตามหมอลำ   หมอลำร้อยคน
ใช้เครื่องดนตรี อันเดียวกัน  นับว่าขัดกับความคิดแกนัก

“ แม่น  หมอลำกลอน ที่จ้างเพิ่นมาลำ ฝ่ายหญิง กะมีหมอแคนมานำ ฝ่ายชายก็มีหมอแคนมานำ “
พ่อใหญ่ค้ำเสริมความคิด
“ จั๊กแล่ว เหวย..บัดห่ามื้อข้างหน้า มันมี คือคำทำทายเพิ่นเด๋ “

น้าเขยเซ้งยืนกราน ตามตำรา “ลึปสูญ” ( อ่านว่า ลึบ ปะ สูญ )  ที่เขียนจารึกไว้ในใบลาน เล่าถึงคำทำนาย
ก่อนสิ้นศาสนาพระโคดม เข้าสู่ยุคพระศรีอารย์
“ ม้าป่งเขา  เสาออกดอก  เด็กน้อยสิบสามปีมีลูก  พายเฮือน้ำเข๋าหม่า น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว สาวบ่มีผัว
ขี้กั่ว เป็นทองคำ “

พ่อใหญ่ค้ำผงกหัว ใช้ความคิด
“ ม้าป่งเขา  นี่แม่น จักรยาน กับ มอเตอร์ไซ บ่สู “  แกพูดพลางหัวเราะ
“ เอ้อ ๆ ให้ซุมเจ้าพากันโสกันอยู่ นั้นหละ  ฟ้าวตำถะแมะ  ข้าวเม่ามันสิบ่แหลกเด้อ “
น้าสาวเหนาฮ้องมาฮ้าย เมื่อสังเกตเห็นจังหวะครกอ่อนแรงลง  
“ เอ๋า. ตำ ๆ  อย่าให้มันเป็น ขี้แมวเด้อ แม่สู  คนให้ทั่วเด้อเฒ่า .. “

น้าเขยหัวยุ้มๆ บอกเมีย  


( ยังไม่จบตอนครับ จ่งไว้เขียนต่อ มื้ออื่น )

 
 
สาธุการบทความนี้ : 100 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 99 ครั้ง
 
 
  27 ก.ย. 2553 เวลา 15:49:21  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1233)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

โสกันอยู่ สอง คนเบิ๊ดคืนเอาโลด ผู้บ่าวแวง นี่แหมะ
สำหรับ ผู้ที่เข้ามา ยังบ่ได้อ่านตอนใหม่
ย้อนไปหน้า 121 เด้อ

ปล่อยให้  2  บ่าวคะเจ้า โสกัน เรื่อง ครก กับ สาก โลด

 
 
สาธุการบทความนี้ : 80 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 80 ครั้ง
 
 
  28 ก.ย. 2553 เวลา 07:34:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1238)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

บ่าวปิ่น สิกลับเมือหยาม นาโคกโสกฮัง ตาดไฮ เด้อ
สิไปหาถ่ายฮูป มาฝากพร้อม  
วันอังคารกะซอด ดอก ขะน้อย สำหรับผู้ถ่าอ่าน หวา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 82 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 82 ครั้ง
 
 
  01 ต.ค. 2553 เวลา 15:56:50  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1245) เปิดตัวนางเอก      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

เนื่องจาก ลิขิตฟ้า ฯ  กะมี น้องทอรุ้ง   เป็นนางเอกแล้ว
และเรื่อง กรรมลิขิต  กะมี ศิริกัญญานุช เป็นนางเอกแล้ว

งวกมาทางพี้ โสกฮัง - ตาดไฮ  ยังบ่มีนางเอก  จั๊กสิหาไผมาเป็น นางเอก
กะเลยหาจ้าง นางเอก มาเป็นให้ชั่วคราว   ยลเอาโลด "สาวจันเพ็ญ"
นางเอกของเรื่อง



ขอบคุณเจ้าของภาพ ตามที่ปรากฏใน URL  ในภาพ ครับ  งามบ่

 
 
สาธุการบทความนี้ : 86 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 86 ครั้ง
 
 
  06 ต.ค. 2553 เวลา 10:58:32  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1246)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



สู้ ทองรุ้ง กับ ศิริกัญญานุช ได้ บ่น้อ...

ขอบคุณเจ้าของภาพ ดังที่ปรากฏในภาพ ครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 78 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 78 ครั้ง
 
 
  06 ต.ค. 2553 เวลา 11:01:49  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1250) ตอน ข้าวเม่า( 2)      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ขอบคุณภาพ จาก google

แดดพวมบ่าย  เงาต้นค้อทอทอดลงแนบเดิ่นนา  ลมกับน้องไป”เคี่ยน”   ควายบักตู้เข้าฮ่ม  กับย้ายงัวอีแดง
ไปผูก”คันโด่ง” ล่ามงัวใหม่  เหลียวเบิ่งทางฮาวฮั้ว  กะปอมแดงแม่ไข่ งอย”เอดเปด”อยู่ เตรียมเข้าโกนไม้
เมื่อตะวันบ่ายคล้อย

“ ผูกดีๆ เด้อ บักหล่า อย่าให้มันหลุดไปกินต้นข้าวเด้อ  ข้าวกำลังถอก  งัวควายมัน ซะลน “
ผู้เป็นแม่เอิ้นบอกด้วยความเป็นห่วง
ทางเถียงนา หลังจากตำข้าวเม่าเสร็จแล้ว  จันเพ็ญก็เอามา”ฝัด “ ใส่กระด้ง ร่อนเอาแกลบ กับข้าวเม่าลีบออก
ฝัดเอาแต่ข้าวเม่าอ่อนสีเขียวเม็ดงามๆ  การฝัดกระด้ง เป็นศิลป์ ต้องใช้จังหวะการร่อนเอว เข้ากับจังหวะ
ร่อนของวงแขนในการ ร่อนกระด้ง อาศัยลมโบกขึ้น - ลงของกระด้ง  ร่อนเอา ข้าวกาก หรือ วัตถุแปลกปลอม
ออกจากเม็ดข้าว ผู้ที่ “ฝัด” กระด้งบ่เป็น เอวแข็ง ไม่รู้จังหวะ ข้าวจะกระจายออก
แทนที่จะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ

    เซียงน้อยน้อยมองจันเพ็ญร่อนเอวอ่อน ตามกระด้งยิ้มๆ     ส่วนข้าวเม่าที่ฝัดแล้ว ก็เอามาเทใส่ พาโตก
นั่งล้อมวงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“ จะแม่นหอมน้อ..ข้าวเม่าตำแล้วใหม่ ๆ    แซบเป็นตาหน่าย “
น้าบ่าวเทาท้วงพลางกำข้าวเม่าใส่ปาก เคี้ยว
“ แซบติ..คันแซบแล้วอย่าขี้คร้าน  มื้ออื่นมาซ่อยกูตำ สิตำเอาไปลงวัดมื้อออกพรรษา “
น้าสาวเหนาผู้เป็นพี่สาวบอก น้าบ่าวเทา
“ ทางแซบกะแซบอยู่ดอก  แต่บัดยามตำนี้ตี้...ตำจนบีแข้งปั้น..”
  เว้าพลางเคี้ยวไม่หยุด
“ ต้มน้ำตาล ขูดหมากพร้าวใส่เบิ่งเด้ เนาะ “ ยายสองว่า
“ แม่นอยู่ดอก..มื้อแลงกะว่า สิ ต้มน้ำตาลใส่ กินแลงอยู่ “  น้าสาวเหนาเห็นด้วย

“ เจ้าอย่ากินหลายเด้อเฒ่าอันนี้.ยามมื้อแลง หยึ่ง ตดอัดผ้าห่มให้ข่อยดม “
น้าสาวน้อย ฮ้ายผัว
“ เออน่า.ของมันแซบเนาะ.ยามปวดตด ข่อยสิตดใส่ป่องดอก “
ว่าเล้วก็หัวร่อเสียงดัง

จันแรมกับอีเหี่ยว ลงไปไฮ่หนอง เก็บเอาใบบัวมาให้แม่ เพื่อห่อข้าวเม่าที่เหลือไว้กินมื้อใหม่
ใบบัวช่วยให้ข้าวเม่านุ่ม ไม่แข็ง และเก็บไว้ได้นาน คงรสชาติไว้  ใจคิดนำแต่ ข้าวเม่าต้มน้ำตาล ที่แม่จะทำ
ให้กินในเย็น  เนื่องจากไม่ได้กิน ของหวานมานานแล้ว  ตอนเย็นคงได้ลิ้มรสเสียที
อันว่า “ข้าวเม่า” คือรสชาติแห่งความหอมหวนแห่งท้องทุ่ง  ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรง กว่าจะมาเป็นข้าวเม่า
ต้องปักดำปลูกข้าว ต้องขูด ต้องคั่วให้ได้ที่ และต้องตำจาก”ครกมอง” ซึ่งต้องลงแรงทุกขบวนการ
ยิ่งทำมาจากข้าวสายพันธุ์ดี รสชาติยิ่งโอชะนัก   ข้าวเม่าที่ตำจาก “ครกมอง”  มีลักษณะที่แตกต่างจากปัจจุบัน
ที่มักจะ “สี” เอา จากโรงสี หรือ เครื่อง สี ทั้งในทางรสชาติ และความอ่อนนุ่ม ที่แตกต่างอย่างยิ่งยวดคือ
คนนาโคก ซึ่งหากจะทำข้าวเม่า ต้องทำร่วมกัน คนละไม้ละมือ  เนื่องจาก ครกมองมีน้อย ผ่านขบวนการ
หลายอย่างซึ่งกินเวลาพอสมควร ดังนั้นการทำข้าวเม่า ในวิถีชาวนาอีสาน คือ ”เฮ็ดเข้ากัน”  หรือ ร่วมกันทำ
แล้วแบ่งปันกันกิน

ผืนฟ้าในราตรี เทวดาห้อยดวงดาวไว้เต็มฟ้า..ลมห่าวกลางดึกเย็นรื่น ใบไม้กวัดแกว่งพอได้ยิน
ลมต้องฝาแถบตอง ดังแกรกกราก  กระดิ่งหอยเหลื่อย ดังมิงม่องขับล่อม ใบไผ่สางไพ
เอื้อนเอ่ยกับลมดึก ดังซู่ซ่าเป็นส่าว  เป็นส่าว หัวคันไดเถียงนาเงิกไว้ อาบแสงจันทร์
เงาเถียงนาทอทอดลงเดิ่น ตามลายแสงเงา
ต้นค้อใหญ่ มองเป็นอุ่ม อึมครึม ดังคนตุ้มผ้าห่มขี้งา ทัดทานความหนาวเย็นของน้ำค้างค่อนราตรี


น้าสาวน้อยตื่นกลางเดิก  เพราะลูกในท้องดิ้นถีบสีข้าง พะวงพลิกกายลำบากเพราะท้องมาน ค่อยๆ พลิกกายมาทางผัวที่กำลังนอนกรน อย่างออกรสชาติ  ฟังว่าแม่นเสียงโรงสีพ่อเฒ่าพุ
“ จะแม่นโกนเอาฮ้าย..เฒ่าผีบ้า...ปิดดังคนก่อนน๊า..”

ว่าแล้วก็เอามือบีบจมูกผัว  ไม่นานผู้เป็นผัวก็สะดุ้งเฮือก เพราะขาดอากาศ ฟางฟายเงิกหันใจ
“ ฮ้วย..แม่สู...สิฆ่ากันซั้นติ..หืมม..”

น้าบ่าวเทาฮ้ายเมีย โดยไม่ได้ลืมตา  พลางพลิกกายหลบ งืมงำ
“ เจ้ากะอย่าสุโกนดังหลายติหละ  คนอื่นเขานอนบ่หลับ “  ผู้เป็นเมียบอก

“ หืมม...โกนสิได๋...ข่อยคือบ่ได้ยิน “ ว่าแล้วก็กัดแข่วพรวด ๆ หลับตานอนต่อ
“ หม่นไปถั่วทีบ ถั่วแดน “ ผู้เป็นเมียจ่ม นอนหงายเบิ่งไพหญ้าคา

ความเย็นของราตรีดึก แทรกพื้นกระดานเถียงนา ดังทะลุผ่าน “สาด “ เข้ามาต้องกาย ลมพัดวอย ๆ ส่ง
พื้นดินคลายไอร้อน เหลือเพียงความเย็นจนถึงจุดน้ำค้างเกาะหัวหญ้า  งัวควายใต้ตาล่างเถียง นอนเหมบ
เคี้ยวเอื้องอย่าสงบ บ่ได้ยินเสียง “ กระโล่ง” สั่นติง เพราะแมงไม้เซาวนวายไต่ตอม  เดิกข่อนแบบนี้
เป็นเวลาหลับนอนของควายงัว  คนก็กำลังหลับลึกสู่ภวังค์  ภาษาอีสานว่า “นอนกำลังแซบ”


น้าบ่าวเทา”ฮู่เมือ” ( รู้สึกตัว )  เพราะปวดเยี่ยว พลิกคิง ออกนอกผ้าห่ม กะว่าจะลุกไปปลดทุกข์
พอถูกไอเย็นของบรรยากาศยามดึก  ก็รู้สึกขี้คร้าน ตาก็ไม่ลืม เพราะกลัว “ เคิกนอน”   แกรีบนอนเหมบ
มือซาวหาป่อง “แป้นเถียง” หวังจะหย่อน “ซ้างน้อย” ลงป่อง ปลดทุกข์ โดยไม่ต้องลุกไปใหน บ่อยากไปเยี่ยวอยู่ซานเถียง
เมื่อพบ “ ป่องแป้นเถียง”  แล้วก็เอามือ “คึ “ แป้นเถียงออก พอเป็นป่อง เพื่อจะปลดทุกข์
ขณะนอนเหมบ ตาก็ไม่ลืมดู สลืมสลือ  ย้านเคิกนอน  แล้วก็ยัด”ซ้างน้อย “ ลงป่อง ตั้งใจเบ่งเต็มที่
“......อืมม.......เอ๊ะ.......เอ้....โอ้ย......ย..ย....ย..  !  “

แกร้องเสียงหลง แผดเสียงสนั่น  ครวญคราง จนลูกเมียสะดุ้งตื่นหมด...

“ เจ้าเป็นหย๊าง...ง....”   น้าสาวน้อยตกใจ ซาวใส่ผัวที่นอนเหมบอยู่ใกล้ ๆ ตาหรี่ตาลาน
“ แมงงอด....แมงงอด ตอด ซ้างน้อย ข่อย....เฒ่าเอ้ย....อูย..ย.. “
“เจ้าไปเอ็ดจั๋งได๋...จั่งให้มันตอด”   ถามอย่างตกใจ
“ ว่าสิเยี่ยว ลงป่องนี่ ซั้นดอก ขี้คร้านลุก ย้านมันเคิกนอน  แมงงอด อยู่ ป่อง พอดี...โอยย....”
แกลุกขึ้น เต้นเป็นโขน มือกุมเป้า หน้าตาบอกบุญไม่รับ
“ โอยย..คนขวง ย้านแต่เคิกนอน    สมพื้น   นอนได้บ่คืนนี้เจ้า..”

น้าสาวน้อยสบถ แล้วก็หัวเราะจนท้องแข็ง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 114 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 113 ครั้ง
 
 
  06 ต.ค. 2553 เวลา 13:23:38  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1257)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณรุทธิ์  (อีเกียแดง):
โอ้ สุดยอด
ขอบคุณหลายๆอ้าย
บ่เสียเถี่ยวเลยที่ผมบินข้ามน้ำข้ามทะเลกลับไปฮ่วมงานครับ
งานนี้ผมสิลงสระบุรี ลากแขนอ้ายปิ่นเข่าไปนำ


  อย่าลืมเอา เชือกค่าว มานำเด้อ  เอามาผูกแอว ติดกันไว้   ย้านหลงเมืองกรุง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 90 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 90 ครั้ง
 
 
  06 ต.ค. 2553 เวลา 14:16:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1263) ตอน ออกพรรษา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ภาพจากกูเกิล


นกเขาฮ้องขันจ้อ         ยอคอเอิ้นสั่ง
ขี้ฝ่าหลั่งหล่วยหล่าย  อ่วยโค้งหนีท่งนา
หมากตูมกาสุกแล้ว   โอ้นโต้นเหลืองถ่ามถ่าย
ฟ้ากะลายดอกสร้อย  งัวน้อยหม่นสวน พี่น้องเอ้ย...

ข้าวดอก้มฮวงหนัก  สิพอเกี่ยว
สิ่งยึดเหนี่ยวมั่นไว้  คือธรรม นั้นเพิ่นว่าดี
แนมเนามองแต่ฟ้า  น้ำหมอกลงมิดซีหรี่
กบเขียดหนีไปลี้      เทียวซ้นหลืบดิน...ถ่อนแลว......

แม่ใหญ่สองฟั่นเทียนเผิ่ง ความยาวได้คาคิง  ตกแต่งเป็นประทีบพร้อมดอกไม้ เตรียมเอาไว้เวียนเทียนตอนแลง
เมื่อเสร็จแล้วก็ไม่ลืมที่จะ ตระเตรียม”น้ำมันขี้หมากยาง” ฮ่ายใส่ขวดยาธาตุน้ำขาวไว้ เพื่อไต้ประทีบ ฮั้ววัด
เช้ามาก็มีการทำบุญโดยชาวบ้าน แล้วชาวบ้านก็มีการตั้ง “โฮงประทีป” ขึ้นที่หน้าโบสถ์หลังเก่า  เพื่อปักธูปเทียน
บูชาพระรัตนตรัย ทั้งนี้ ตามรั้ววัดโดยรอบ ก็มีการเอา “ กะโปะ” มะพร้าว มาทำเป็น ตะเกียงประทีป
รายล้อมอาณาเขตวัด  คืนวันออกพรรษาจึงเท่ากับว่าเป็นเทศกาลเล่นไฟ อันน่าตื่นเต้นนักแล

บักลมคิมฮวง นุ่งซ่งหัวฮูด  แล่นลัดเดิ่นหน้าบ้านแม่ใหญ่สอง ไปทาง ร้านค้าเจ็กอู๋   ท่าทางรีบร้อน
“ แม่ใหญ่สอง  อีจันแรม มันอยู่ บ่  “
เสียงเอิ้นถาม ฟังดูลกลี้ลุกลน
“ บ่อยู่  มันไปเล่นวัดกับเขา อีเหี่ยวพู้นหนะ “  แกเอิ้นตอบ มือซาวหา”กะซ่า” ( กระเช้า) หมาก
“ เอ๋า..ตัวะกัน  ไสว่าสิหาเก็บขวดแก้ว ไว้ถ่าแลก บั้งกะโพก “
ลมส่ายหัวผิดหวังแล้วก็รีบวิ่งไปทางร้านค้ากลางบ้าน

คืนวันออกพรรษา ส่วนมากเด็กน้อยจะ เล่นจุด “ บั้งกะโพก” หรือ ประทัด เพื่อฉลองประทีปออกพรรษา
แต่ส่วนมากพ่อกับแม่ ไม่อยากให้เล่น เนื่องจากอันตราย หากเล่นโดยประมาท
อีกอย่างต้องเสียเงินซื้อ
ลมนัดแนะกับหมู่ไว้ ว่า จะช่วยกันเก็บขวดแก้ว ที่ทิ้งแล้ว หรือ แม้กระทั่งกระดูกซี่โครง งัวควายเก่าๆ ไปขายเพื่อเอาเงินซื้อ”บั้งกระโพก”

“ ป่องโว้ย....มึงได้หลายไป๋ “  ลมเอิ้นถามสหายรัก
“ กูได้ กระดูกแข่วโค้ง งัว ฮ้างๆ   อันหนึ่ง   กับ ขวดน้ำปลา 2 ขวด “  

ว่าพลางยกกระดูก กรามล่างของวัว ที่บ้านใกล้เรือนเคียงฆ่าตอนมีงานบุญ
“ บุ๋ย..แข่วเรียงกันซายร่าย เนาะ “

ลมท้วงกระดูกแข่วโค้งในมือบักป่อง  กระดูกกรามยาวร่วมศอก ยังมีฟันติดอยู่เกือบครบ
“ มึงได้หยังแน หละ “ บักป่องถามตอบกลับไป
“ เฮาได้ ขวดเหล้าขาว 3  ขวด กับขวดกระทิงแดง 2 ขวด “ ว่าพลางยกขวดในมือให้เพื่อนยล
“ ไป  ไป ซุมเฮาพากันไปแลกเอาเงิน  ซื้อบั้งกะโพก “
ว่าแล้วก็พากันแจ้นไปยังร้านเจ็กอู๋ ฮ้านค้าแห่งเดียวในหมู่บ้านห้วยแฝก

วันนี้มีเด็กมาเข้าคิวแลกของเก่าเยอะผิดหูผิดตา  ต้องเข้าคิวเรียงแถวกัน  ตาอู๋เจ้าของร้าน ตั้งโต๊ะอยู่ข้างร้าน
ที่แกตีคอก เป็นกระบะไม้ใหญ่ ไว้ใส่วัสดุเหลือใช้ต่างๆ  ที่เด็ก ๆ เอามาขาย

“ หึ๋ย....เบิ่ง.บักกะลอง มันได้ ดูกข้างงัว เปิ้นบักใหญ่  หลูดทับตีนให้กูแน แม๊ะ “

บักป่องชี้ให้ลมดูคนอยู่หัวแถว พลางเปล่งวาจาแช่ง  แววตาอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด
“ บักพร  มึงเอาอีหยังมาขาย บักอันนี้ “
เสียงเจ็กอู๋..ตวาดลั่น
“ ขวดโหล..กับกระดูก ในขวด “  เด็กน้อยขี้มูกเกิ้ม อุ้มขวดโหลตอบ
“ ห่าถั่งเอ้ย..นี่มันกระดูกผีตาย  มึงไปลักมาแต่ธาตุได๋....เอาไปคืนเด้อ...   ไป๊.. ! “

เสียงเจ็กอู๋ อยากฮ้าย
“ โฮ้...มันคือใจกล้าแถะ ลักฮอดกระดูกในธาตุฮ้าง มาขาย  บักพรขี้มูกเอ้ย... “
ลมคิมฮวงหัวร่อกั๊ก ๆ
..........................................................................

ลมกับป่อง ขายขวดและกระดูกงัว ได้เงินรวมกันแล้ว 3  บาท   บ่พอซื้อ “บั้งกะโพก “  ต่างก็หน้างอเป็นแถบ
“หลบเมือขอเงิน อีแม่ตื่มอีก จั๊ก 2 บาทเปียง ป่อง “  ลมออกความคิด
“ ถืกค้อน ซั้นแหล่ว  อย่าคิดสิขอเงินเพิ่นมาซื้อ แนวของหมู่นี้   แล้วซาต ! “  ป่องส่ายหัว
“ ฮ้วย..มันกะบ่ได้เล่นนำหมู่และเนาะ มื้อแลง”  ลมหน้าถอดสี
“ มีทางเดียว   เฮ็ดบั้งแก๊ส “
ป่องสหายเกลอ บอก
“ โอเค.แม่ใหญ่สอน..บั้งแก๊ส กะ บั้งแก๊ส  ไคกว่า บ่มีแนวเล่น “ ลมพยักหน้า

การเฮ็ด “บั้งแก๊ส” คือการเอา บั้งไม้ไผ่ 2 ปล้อง มาทำ ให้เกิดการจุดระเบิด แทนประทัด  โดยเลือกเอา
บั้งไม้ไผ่บ้านลำงามๆ  ตัดมา 2 ปล้อง ส่วนมากจะเลือกเอาบริเวณ โคนต้น หรือที่เป็น ตอไผ่
เนื่องจากมีผิวหนา ทนทานต่อการจุดระเบิด  ตัดมา  2  ปล้อง ปล้อง ล่าง เจาะรูประมาณ  3 นิ้ว
เหนือจากก้นไม้ไผ่ คืบหนึ่ง  ส่วนปล้องบน ตอกทะลุถึงกัน  มองดูแล้วคล้ายๆ ปืนครก
จากนั้นก็ หย่อน “ ก้อนแก๊ส” ลงไป หยดน้ำใส่ ให้ก้อนแก๊ส ทำปฏิกิริยาเป็นไอแก๊ส  จากนั้นก็ จุดเทียน
เอาเปลวเทียน ไปจ่อตรงรูที่เจาะไว้  จะเกิดการระเบิดของแก๊ส ทำให้เกิดเสียงดัง  ยังกับปืนใหญ่เชียวแหละ

“ ตูม...!  “  

เสียงบั้งแก๊สสะเทือนเลื่อนลั่น
“สำเร็จแล้ว  บั้งแก๊สซุมเฮา  มื้อแลงเอาไปจูดอยู่วัด “ ป่องยิ้มๆ ชื่นชมในผลงาน
“บุ๋ย...ควันออก ห่วย ๆ  เนาะ ทางปากบั้ง..ว่าแม่นปืนใหญ่เหวย “  ลมท้วงอย่างตื่นเต้น
“ ลองอีจั๊กบาดดุ๋...  เอาขี้คันคาก ใส่นำ “  

ป่องเสนอแนวคิดใหม่  โดยครั้งนี้จับเอา คางคกใส่ในกระบอกไม้ไผ่ด้วย
“ จุดเลย  จุดเลย หยาดน้ำใส่แก๊สแล้ว “ ตะโกนบอกสหาย  ว่าแล้วลมคิมฮวงก็ จุดไฟใส่รูไม้ไผ่ด้านล่าง
“ ตูม... ! “
เสียงดังสนั่น พร้อมกับ ขี้คันคาก ลอยละลิ่วสู่อากาศ เพราะแรงดัน  มองเห็น ปลิว เวิ่น  เวิ่น  
“ ฮิ้วว..! ..ขี้กะตู่บิน.......”

เสียงโห่ฮา..ของทั้งสอง นองซวด ๆ
“ สูพากันเฮ็ดอีหยัง....เซาเด้อ...อย่าเฮ็ดมันบาป  เล่นกะเล่นประสาสู อย่าไปรังแกสัตว์ เป็นเวรเป็นกรรม “
แม่ใหญ่เคนฮ้ายเด็กน้อย

ตกตอนแลงชาวบ้านต่างมาเวียนเทียนอยู่วัด  แสงเทียนสว่างไสวรอบโบสถ์หลังเก่า เรืองรอง
ผู้คนมากหน้าหลายตาแต่ตัวสวยงาม มาเวียนเทียน  ต่างตั้งใจบูชาคุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์
หลวงตาเดินนำหน้า ตามด้วยญาคู และเณรน้อย , พ่อออกแม่ออก    เมื่อครบ 3 รอบ ก็มาปักธูปเทียนไว้ที่
“โฮงประทีบ “    แม่ใหญ่สอง เอามานข้าวมาใส่เป็นรวมกับ กำดอกไม้ เพื่อบูชาหางประทีบด้วย
ตามความเชื่อดั้งเดิม ให้ฮวงข้าวในนา “ต่ง”  หรือ เต็มเม็ดเต็มหน่วยอุดมสมบูรณ์
  

จากนั้นก็มีการจุดประทีบรอบๆ วัด  แสงไฟระยิบระยิบทั้วทั้งอาณาบริเวณ  แสงไฟในความมืด
ที่สว่างจ้าดังศรัทธาของ ชาวบ้านที่มีต่อศาสนา  ดังความหวังอันเจิดจ้าให้ก้าวล่วง ความ อดอยาก

 
 
สาธุการบทความนี้ : 341 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 339 ครั้ง
 
 
  10 ต.ค. 2553 เวลา 22:26:06  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1265)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

เคล็ดลับ สาวผู้ฮู้ คนผู้ดี ตั๊วะนี่  บัดได๋แท้  ย้าน บั้งกะโพก

หากว่าเจอ บั้งแก๊ส บ่าวปิ่นลม  แม่น สิบ่ลงเฮือนจั๊กเทื่อ เบาะป้าหน่อย    

 
 
สาธุการบทความนี้ : 73 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 73 ครั้ง
 
 
  10 ต.ค. 2553 เวลา 22:38:16  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1268)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณฮวก  พเนจร:
บ่หลูโตนมันติครับ   เอาขี่คันคากใส่นำพะนะ


บ่าวปิ่นลม บ่เคยเฮ็ดดอกครับ   จารย์ใหญ่ เลาสาธิต ให้เบิ่ง ซือ ๆ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 127 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 127 ครั้ง
 
 
  10 ต.ค. 2553 เวลา 23:07:36  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1281) ตอน ปลาข่อนแจไฮ่นา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ภาพจากอินเตอร์เน็ต ตาม URL ในภาพครับ ขอบคุณ


อาทิตย์ข้ามพ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เห็นแดงฮูนฮูน   นกกา ฮ้องลัดท่ง บินข้ามทุ่งออกหากินเป็นกิจวัตร
แดดอ่อนๆ ตอนเช้า โลมไล้ใบข้าว ข้าวดอก้ม ใบวีต้นข้าว มีสีเหลืองแต้ม  ดั่งทองทา
กอผักกะแยงตามคันนา กำลังออกดอกสีม่วงน้อย ๆ “แมงน้ำลายผีเป้า”  ก่อฟอดน้ำลาย เกาะเป็นก้อน
ตามก้านผักกะแยง  หมอกตอนเช้าโรยตัวเป็นแพยาว  เคลื่อนคล้อยเรี่ยโรยเป็นสาย
มองจากฟากท่งเห็นขาวโพลน
หนองบวกควายแห้งขอด  เหลือน้ำขุ่นโคลนแค่กลางบวก  ด้านขอบนั้น เป็นตมแห้ง”แตกเขิบ”
ให้เขียดขาคำซ้น
“แมงมุมข้าว” พับใบข้าวเป็นฮวงฮัง ถักใยขาวยึดใบข้าว แล้วโน้มพับลง ทำรังด้านใน เป็นพิมานน้อย
แดดรุ่งอรุณ กระทบน้ำค้างเกาะปลายใบเขียว สะท้อนแวววาวสดใส ประดั่ง”ต้าง” หมอลำหมู่คณะใหญ่

นกเขาขี้กะตืก ฮ้องโพนต้นแต้  ตาวาด ยืนอยู่บนคันนา แนมเบิ่งต้นข้าวที่กำลังออกฮวงก้ม หัวใจแช่มชื้น
ผลจากการลงแรง หว่านไถปักดำ ด้วยความเหนื่อยยาก กำลังเบ่งบานเป็นผลิตผลทุ่งข้าวลานตา
แกก้มลงเอามือประคอง รวงข้าว ตรวจตราดูความสมบูรณ์ และน้ำหนักของรวงข้าว  ข้าวมีน้ำหนักเต็มเม็ด
บ่งบอกถึงความงอกงามอุดมของต้นข้าว  รอยยิ้มแห่งความสุขของชาวนา เบ่งบานเพียงชั่วครู่
เสียงไก่ผู้ขันเจื้อยแจ้วมาจากทางเถียงนา ขับกล่อมลำเนาทุ่ง  แกชะเง้อมองข้ามท่งตามเสียงไก่ขัน

“ บักหล่า  มึงฮู้บ่  พวกไก่ พวกเป็ด มันกะคุยกัน ฮ้องใส่กัน คือดั่งคนเฮา เด้อ “
ตาวาดเปรยๆให้ลูกฟังท่าทางอารมณ์ดี
“  ฮ้วย..มันฮ้องใส่กันว่าจ่งได๋ อีพ่อ “  บักลมถามพ่อ
แกยิ้มๆ พลางเดินนำหน้า ไปตามคันนาผิวปากฮัมเพลง
“ ไก่ผู่โอก มันขัน ฮ้องไส่กันข้ามท่ง ซั้นเด้  โตหนึ่งฮ้องมาแต่ฟากพุ้น...เป็น.น..จั่ง.ง..ได๋...ทางพุ้น! “
วลีสุดท้าย แกเลียนแบบทำนองเสียงไก่ขัน
“ ไก่ผู่ โตอยู่ทางฟากพุ้น ตอบ มาว่า บ่....เ.ข้า....ท่า... เดิ๊ก ! “  
ตาวาดเว้นวรรคไว้ชั่วครู่ เหมือนให้ลูกชายคิดตาม
“ ทางเป็ดลาด กำลังสิพากันไปหากินทางฟากท่งทางพุ้น..ได้ยิน ก็ชวนกันว่า กั๊บ..กั๊บ..กับ “
บักลมเลิกคิ้วสงสัยพลางถามต่อ
“ เป็ดลาด มันเว้าแนวได๋เก๊าะ อีพ่อ “
“กั๊บ..กั๊บ..กับ  กะคือ กลับ  กลับ  กลับ   นั้นหละ “

ว่าแล้วทั้งคู่ก็หัวร่อเอิกอาก
“ ฮ้วย. บัดได๋แท้.ไก่ผู่โอก ตั๊วะเป็ดลาด  น้อ.. มันย้านเป็ดลาดไปแย่งกินเม็ดข้าว  “


จันเพ็ญกับเซียงน้อยก็เลาะท่งคือกัน มื้อนี้ชวนกันไปเอาปลาข่อน  เพราะน้ำในไฮ่นาเริ่มขาดแล้ว
บ้างก็มีขังตามมุมไฮ่นา ทำให้ปลาตกคลัก หรือ “ปลาข่อน” หากไม่รีบไปเอา นกกระยาง นกเจ่า จะกินหมด
หากปล่อยไว้จนเป็นตมแห้งหมาด ๆ หมาบักก่าน จะลงไปย่ำกิน จนกกข้าวเสียหายได้
“ อ้าย..ไปไฮ่ได๋  เจ้าพ้ออยู่ไส มื้อวาน “
จันเพ็ญถาม
“ พู้นไฮ่กกแต้  มื้อวานอ้ายเห็น  มื้อนี้คงสิข่อนพอดีได้สาเอา”
เซียงน้อยชี้มือไปทางไฮ่คันแดนนา ทางกกไฮ่แต้ ว่าแล้วก็เร่งรุดเดินนำหน้า

น้ำ “ขอด” หลายแล้ว ตามไฮ่นามีเพียงดินชื้นๆ ไม่มีน้ำ ตามแจไฮ่นามีน้ำขอด ปลาจึงลงตามน้ำไปรวมกันอยู่
แจไฮ่นา ส่วนมาก “โหล่ง” กว่าพื้นที่อื่นในไฮ่นา จึงพอมีน้ำเหลือเล็กน้อย  มองเห็นน้ำขุ่นสีดิน ปลาซิวน้อย
ผุดอยู่ยุบยับ  ปูนาขุดรูนามคันนา และตามที่ใกล้ๆ น้ำข่อน บางแห่งมันขุดรูลึก สังเกตเห็น “ขวย” ปากฮูปู
ดินที่มันขุดขึ้นมาทับถมไว้ เป็นสีเหลือง ปนแดง ผิดจากสีผิวหน้าดิน

“ หม่องนี้หละจันเพ็ญ  บุ๋ย..ข่อนกำลังดี  ปงคุไว้ก่อน  อ้ายสิลงไป คึ ต้นข้าวออก แล้วจั่ง สาเอา “
เซียงน้อย “จ้อน” ผ้าขาวม้าขึ้น แล้วก็ลงไปที่มุมตะบิ้งนา  แหวกต้นข้าวออกให้เคลื่อนไหวได้ถนัด
เอามือและเท้า ปั้นคันดิน ล้อมน้ำข่อนแจไฮ่นาไว้ เพื่อกั้นน้ำ  จากนั้นก็ลงมือวิดน้ำออกให้พ้นบริเวณนั้น
จันเพ็ญยื่นขันโอให้ เพื่อให้เซียงน้อยตักน้ำวิดออก และเอาสวิงรองน้ำที่วิด  เพื่อกรองเอาปลาซิว ตัวที่ติดมาด้วย
“ ปลาซิวเอาไว้ให้เฒ่าพ่อก้อยเด้อ..ต่งเอา ต่งเอา “
เซียงน้อยบอกพลางเอาขันโอตักน้ำขุ่นๆ เทใส่สวิงที่จันเพ็ญเตรียมไว้ ไม่นานน้ำก็แห้งหมดเหลือแต่ตม
มองเห็นปลาเข็ง  ปลาหลด ดิ้นอยู่ในโคลนวุ่นวายไปหมด
“  มา บัดเทื่อนิ มาย่ำเอาปลาข่อน ผู้สาว “   เซียงน้อยเอ้ยจันเพ็ญลงเอาปลาข่อน
ในบ่อโคลนแจไฮ่นา  มีทั้งปลาเข็ง ปลาดุก ปลาหลด และปลาซิว รวมทั้งกุ้งฝอย และ หอบปัง  ต่างช่วยกัน
จับปลาใส่คุ ฟังเสียงปลาดิ้นในคุสังกะสี ดังอยู่ กึก ๆ   จันเพ็ญหลกเอาต้นผักกะแยง
ใส่ คุปลาด้วยเพื่อให้ปลา “ญืน “ มีอากาศได้หายใจ ไม่ขาดใจก่อนเวลา
ปีใหนที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ปลาในนาหลาย ไม่อดไม่อยาก
ปีใดน้ำน้อย ขาดเขิน หาปลาข่อนแทบไม่ได้ มีแต่ปลาซิวน้อย

“ บุย..ปลาหลดหลายขนาดแมะอ้าย...จ่ามย่างไฟใส่หิ้งไว้ ปิ้งกินยามเกี่ยวข้าวเนาะ “  
จันเพ็ญจ้อมตีนซิ่นลงลุยตม
“ แม่นเด๋ เนาะ  ยามเกี่ยวข้าว จ่ามปลาหลดแห้ง กินกับตำบักถั่ว  วุ้ย.ส้มปาก “

เซียงน้อยอดเปรี้ยวปากไม่ได้ ทำท่าเช็ดปาก ทั้งที่มือเปื้อนโคลนเลอะเทอะ จันเพ็ญเห็นแล้วอดหัวเราะไม่ได้
“ โห้..พู้น..ปลาค่อ   ปลาค่อ “  
บ่าวเซียงน้อยมองเห็น ปลาช่อนดิ้นอยู่ในตมฮ้องท้วงเสียงดัง พลางกระโจนคุบ ด้วยความรีบร้อน
จึงเหยียบ “ ส้นผ้าขาวม้า “ ผลก็คือ ทะลึ่งพรวดไปแต่ตัว ผ้าข้าวม้าที่นุ่งยังติดในตมอยู่ที่เดิม
“ ว้าย....!”

จันเพ็ญมองเห็นก้นขาวบ่าวเซียงน้อย แวบหนึ่ง ร้องเสียงหลง รีบเอามือปิดหน้า ไม่อยากเห็นภาพ
“ ฮ้วย...! “  
เซียงน้อยหน้าเจื่อน รีบหันกลับมาเอาผ้าขาวม้ามานุ่ง   ลุกลี้ลุกลน
“  คนผีบ้า..นุ่งกะบ่นุ่งให้มันดี   โอย...ข่อยสิได้ไปเสียเคราะห์  มื้อนี่หละ “

จันเพ็ญทั้งจ่ม ทั้งหันหน้าหนี ขวยเขิล
“””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””

ตะเว็นบ่ายเตรียมอ่วยลง  ฝูงมดง่าม มดแดง ต่างตั้งแถวขนย้ายซากปลาซิว ที่ตายตามแจไฮ่นา เพื่อสะสมเป็น
เสบียงยามหน้าหนาวเข้าย่างกลาย  มดแดงต่างฮัง เมื่อมาพบกัน ต่าง “ลบเลว” กัน แย่งแหล่งอาหาร
บ้างก็ กัดหัว ดึงขา เยื้อแย่ง บ้างก็ยกพวกราวี แย่งความเป็นเจ้าของ  มองเห็น แดงซืดลืด เต็มฮ่องคันนา
ส่วนมดง่ามหัวโป ปลีกตัวไปขนเอาเม็ดข้าวแทน  เฮโลสาละพา ขนของเป็นแถวสีดำ ยาวๆ เลาะเลียบคันนา


น้าบ่าวเทากับตาแบะ พ่อบ่าวเซียงน้อย นั่งอยู่หน้าเถียงนา ใต้ฮ่มพอก  แกก่อกองไฟน้อยไว้
พอเป็นควันโรยริน  น้าบ่าวเทากำลังนั่งเลือกเอาปลาซิวจาก”คุ”  มาใส่ขันโอ เพื่อเอาไปล้าง และ เฮ็ด ก้อยปลาซิว
“ ไซ่ขี้ อยู่บ่ ลุงแบะ  หรือว่ามักแบบ บ่ต้อง ไซ่ขี้ “  

น้าบ่าวเทาถาม มือก็หาทาวเอาปลาในคุ
“ ไซ่ เฮ็ดหยัง มันเสีย องคะ   ก้อยบ่แซบ “  
แกตอบพลาง งวกหน้างวกหลัง ซาวเอาเขียงไม้ขาม มาซอยผักหอม
“ แม่นหยัง องคะ ของเจ้า  บ่เข้าใจ๋ “ น้าบ่าวเทาถามแต่ไม่ได้มอง เพราะสาละวนเลือกเอาปลา
“ องคะ  กะคือ องค์ประกอบ ฮั่นหละ   แต่หากใช้คำนี้กับคน เป็นต้นว่า บักเทาเสียองคะ  กะแปลว่า
บักเทาบ่สมประกอบ  หรือ เสียเส้น   นั้นหละ “   แกอธิบาย
“ ฮ้วย...คือว่าซั้น   มาเว้าบ่เป็นตาให้กินนำแถะหือ ก้อยปลาข่อน นี่แมะ “  น้าบ่าวเทายิ้มๆเว้าเล่นเว้าหัว
เมื่อเลือกเฟ้นปลาซิวได้พอประมาณแล้ว  แกก็เอาไปล้างน้ำให้สะอาด  แล้วก็ถือขันโอ เดินหารังมดแดง
“ ลุงแบะ เจ้าเห็นฮังมดแดงทางได๋หลาย  ข่อยสิเอามาใส่เฮ็ดก้อย “  น้าบ่าวเทาเอิ้นถาม
“ พู้น...ทางโพนกกตูม  หาเลือกเอาฮังน้อยมันเด้อ ..ฮังใหญ่ มันมีขี้ไก่เดียน  ระวังแน “  แกบอก

เมื่อปลายฤดูฝน น้ำน้อยแห้งขอด สัตว์ต่าง ๆ เตรียมตัว เพื่อเผชิญกฏเกณฑ์ธรรมชาติ ภายภาคหน้า
บ้างก็สะสมอาหาร บ่างก็เตรียมที่หลบภัยจำศีล  ก้าวตามจังหวะฤดูกาล  ข้าวในนาที่เริ่มเหลืองอร่าม
คือสัญญาณบ่งบอก ฤดูกาลเก็บเกี่ยวใกล้มาถึง  เก็บเกี่ยวอาหารธัญญาหารไว้กิน เมื่อฤดูแล้งมาเยือน
จังหวะชาวนาอีสาน ผู้ทำนาปี  อาศัยท่วงทำนองธรรมชาติ ในการดำรงอยู่โดยแท้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 105 ครั้ง
จากสมาชิก : 4 ครั้ง
จากขาจร : 101 ครั้ง
 
 
  19 ต.ค. 2553 เวลา 11:52:43  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1283)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
อภิธานบท



ภาพ แมงมุมพับใบข้าว จาก กูลเกิล




แมงมุมใบข้าว จะมีขนาดเล็กครับ  ลักษณะคล้ายหญ้าแห้ง ตอนข้าว บ่งใบวีกำลังแก่
เมื่อปลายฝน มักจะทำรัง ( สำหรับไข่ ) โดยการพับใบข้าวเป็นม้วนเป็นรัง
เพื่อวางไข่ เพื่อป้องกันไข่ของมัน แมงมุม อันนี้ กินหนอน กินเพลี้ย ในนาเป็นอาหาร

 
 
สาธุการบทความนี้ : 96 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 95 ครั้ง
 
 
  19 ต.ค. 2553 เวลา 12:12:19  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1293)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



เว้าเรื่องเกี่ยวข้าว  สมัยผมยังน้อย พุสาว พุบ่าว ยังอยู่บ้านหลาย แตกโคบ ๆ
นาผู้ได๋ มี ลูกสาว  กะสิได้เปรียบหมู่ ย้อนว่า มีพุบ่าวมาเกี่ยวข้าวซ่อยพุสาว

เกี่ยวข้าวไป คุยกันไปนำ โสเหร่ หัวขวัญ คับท่ง      
ว่าแล้ว กะชวน บ่าวหน่อ จารย์ใหญ่ เซียงรุทธ์ ไปเกี่ยวข้าวซ่อย 3 สาวนี่เนาะ
เบิ่งท่าเพิ่น คือสิเกี่ยวข้าวบ่เป็น ซั้นดอก  มอกำคอฮวง พะนะ โอยย....

 
 
สาธุการบทความนี้ : 75 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 75 ครั้ง
 
 
  20 ต.ค. 2553 เวลา 11:47:58  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1324) ตอน ทาลาน      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 



แสงทองส่อง แยงสาดเป็นสาย กลุ่มเมฆเล่นลาย  กรีดเป็นริ้วยาว ทอทอดขอบฟ้า
ไก่ผู่โอกขันเจื้อย  แว่วทุ่งมากับสายหมอกยามเช้าตรู่  หัวลมผันฤดู พัดวูบไกวใบไม้ เสียงซู่มาแต่ไกล
น้ำหมอกตกค้าง เกาะหัวหญ้าสุมทุม ก่อเป็นหยดใสแก้ว พร่างพรมเดิ่นปลายนา
เสียงกะโหร่ง มิงม่อง วัวควายออกจากคอก  งัวน้อยตัวขี้ดื้อ แล่นหางตั้งใส่ต้นยอ   บ้างก็หาซอกค้นหา
หมากยอสุก  บ้างก็ บุ๋ป่าหญ้าดอกขิว (ต้นอ่มซ้าง , สาบเสือ )  หากินดอกต้นลิ้นฟ้า ที่หล่นลงมาตั้งแต่ตอนกลางคืน

ตาวาด “เสียหญ้า “ (ถากหญ้า )  ใต้ฮ่มค้อแคมเถียง ตั้งแต่เช้าๆ เพื่อเตรียมทำ “ลานข้าว “  ถากหญ้าและ
ปรับพื้นให้ราบเลียบเสมอ บริเวณใต้ร่มไม้ ตรงใต้ร่มต้นค้อแห่งนี้ ทุก ๆ ปี
เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว แกจะทำลานข้าวตรงนี้เสมอ เพราะร่มรื่นดี  การถากถางหญ้าเพื่อทำลานนี้  
เรียกว่า  “ การเสียลาน” ส่วนมากเริ่มทำเอาฤกษ์ดี ในวันเสาร์

“ ลมเอ้ย..เอาคุ ไปหาเอาขี้ควายตามเดิ่น มาให้พ่อแน “
เสียงตาวาดเอิ้นใส่ลูกชาย  บักลมล้างหน้าล้างตาแล้ว ก็ ก้อยๆ ลงคันได ถือเอา “คุสังกะสีฮ้าง”  บ่ายหน้าสู่เดิ่นนา
“ หาเอากองที่มันขี้ไว้ใหม่ๆ แนเด้อ “  ผู้เป็นพ่อเอิ้นสั่งไล่หลัง
ลมคิมฮวงเดินแลหา กองขี้ควาย กองขี้วัว ที่มันถ่ายไว้ใหม่ๆ  เมื่อพบแล้วก็ โกยใส่คุฮ้าง บ้างก็เอามือหอบเอา
แล้วก็หิ้วมาให้พ่อใต่ร่มค้อ
“ เอามาเฮ็ดหยังอีพ่อ “  ลมถาม
“ เอามาทาลาน เฮ็ดลานข้าว บักหล่า “  แกตอบพลางวางจอบลง
“ เอาไปกองไว้หม่องกลางเดิ่น ที่พ่อเสียหญ้าไว้แล้วพู้นเด้อ “  
..........................................................................................

หลังจากนั้นตาวาดก็ตักน้ำมา ฮดลานที่เสียหญ้าไว้แล้ว  รวมทั้งกองขี้ควายที่เอามากองไว้เป็น กอง ๆ
เมื่อได้ที่แล้ว ก็ลงมือ ทาลานด้วยขี้ควาย เมื่อขี้ควายเปียกน้ำพอเหลว ๆ  แกก็ เอามัดเฟือง มากวาด ลาดให้ทั่ว
ให้ขี้ควายเหลวๆ เคลือบทั่วพื้นที่ ที่ตระเตียมไว้  หากขี้ควายไม่พอ แกก็ให้ ลูกชายไปเอาอยู่คอก มาเพิ่มเติม
มองดูเห็นใช้ทั้งมือทั้งตีน ละเลงขี้ควายเปียกๆ จนทั่วลาน ที่เหลือหากต้องการให้ผิวหน้าลานเรียบ
แกก็เอา ไม้กวาดที่ทำด้วยฟางข้าว กวาดเกลี่ยให้ทั่ว  กลิ่นขี้ควายคละคลุ้ง

มองดูแล้วคนที่ไม่เคยเป็นชาวนา หรืออาชีพอื่นอาจมองว่า แกกำลังเล่นของสกปรก น่ารังเกียจ
หากแต่สำหรับ วิถีชาวนาลูกอีสานแล้ว ขี้ควายไม่ถือว่าเป็นของน่ารังเกียจแต่ประการใด กลับมองว่าเป็น
วัตถุอันมีคุณอนันต์  ใช้ฉาบทาผนังเล้ายุ้งฉางข้าว  ใช้เป็นปุ๋ยบำรุงที่นา  ใช้ทาลาน ทำลานข้าว  แม้กระทั่ง
ควายมันขี้ตกลงพื้นดินตรงไหน ยังเป็น “ขวยกุดจี่”  ให้ได้ขุดหากินเป็นอาหาร  
จะมีอะไรที่เกื้อหนุนชาวนาได้มากเท่านี้

เมื่อทาลานเสร็จเรียบร้อย แกก็มายืนชมผลงานอยู่ข้างลาน ที่ตอนนี้ถูกเคลือบด้วยขี้ควายจนสิ้น
“  ทาขี้ควายเทื่อเดียว กะแล้ว แม่นบ่อีพ่อ “ บักลมถาม เพราะแลเห็นพ่อเหงื่อชุ่มโชก

“ บ่ดอก กว่าจะเป็นลานที่ใช้งานได้  ต้องทาลาน แบบนี้ ทับลงไปอีก 2-3 เทื่อ “
แกอธิบายว่า ต้องปล่อยไว้ให้มันแห้งก่อน สัก 1 วัน พรุ่งนี้ ก็มาทาทับลงไปแบบเดิมอีก ประมาณ 2-3 ครั้ง
จึงจะเป็นลานข้าว สำหรับเป็นที่นวดข้าว และเก็บผลผลิต
“ ยามมันแห้งแล้ว  แข็งเก่เด่ ปานหินพู้นหละ “  ตาวาดยิ้มๆ
สำหรับบักลมแล้ว เห็นว่า เป็นงานที่หนัก เพราะต้องเสียหญ้า และ ทาลาน นั้นล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงงาน
แต่ก็เห็นพ่อ ค่อยๆทำทีละนิดทีละหน่อย ไม่รีบเร่ง เหนื่อยก็พัก  ส่วนมากแกจะทำตั้งแต่ เช้าๆ พอสายมา
ก็ไปทำอย่างอื่น จนกระทั่งหลายวัน จึงเป็นลานข้าวที่สมบูรณ์

เมื่อข้าวในนาสุกเหลืองสะพรั่ง แม่ก็เป็นคนลงไป “ แฮกเกี่ยว “   การ “แฮก” คือ บอกกล่าวตาแฮก
แม่เตรียมเอา หมากพลู ไปที่ นาตาแฮก เพื่อบอกกล่าว เริ่มฤดูกาลเก็บเกี่ยว  ส่วนมากชาวบ้านจะเลือกเอา
วันจันทร์ หรือไม่ก็ วันพฤหัสบดี
ยายยมผู้เป็นแม่ เตรียมเอา “ขันห้า” คือ เทียนห้าคู่เล่ม  และ ดอกพุตน้อยสีขาว ห้าคู่ ใส่ในจาน ถือลงไปด้วย
แกนั่งคุกเข่าลงหน้า “ศาลตาแฮก “ ผ้าแพร พาดบ่า  ตั้ง “ นะโม 3 จบ  กล่าวคาถา 3 จบ


“ ภะสะพะโภชะนัง มะหาลาภัง สุขัง โหตุ “


แล้วจึงลงมือเกี่ยวข้าว ก่อนเกี่ยวข้าว “ในนาตาแฮก”  ลมได้ยินแม่ บอกกล่าวตาแฮกว่า


"อุกาสะ ผู้ข้าขออนุญาตบาทคำ ปู่ตาแฮกและแม่โภสพ มื้อนี้มื้อดี ขออนุญาตเกี่ยวข้าว
อย่าได้ตกอย่าได้หล่น นกน้อย และฝูงหนู มวลศัตรูอย่าได้มาบังเบียด อุอะ มุมะ มูลมา"
ปีนี้ผู้ข้าขอเกี่ยวไฮ่  กกแต้ นั้นก่อน “


จากนั้นก็ลงมือเกี่ยวต้นข้าว ในนาตาแฮก ทั้งแปดต้น  แล้วเอาฝ้ายมัดรวบไว้ ใส่กับ ใบคูน ใบยอ
และเทียนคู่  เอาไปไว้ที่ลาน ที่พ่อเตรียมไว้   ตาววาดเอาไม่แส่ยาวๆ มามัดต้นข้าวตาแฮกไว้ตรงปลาย
แล้วปักไว้ตรงที่จะเอา ฟ่อนข้าวมากองไว้ เพื่อเป็นศิริมงคล  ยกให้สูงเด่น เป็นขวัญลาน
“ เอาหละ ไปบาดนี่  ซุมเฮาพากันไปเกี่ยวข้าว เกี่ยวแล้ว ต้องมาลอมลานอีกเด้อ   ยามสิตีข้าว
จะต้องมา “ปลงข้าวก่อน จั่งตีข้าวได้ “
“ฮ้วย คือพิธีหลายอย่างแถะอีพ่อ “  บักลมถามเกาหัวแกรก ๆ

“ ลมเอ้ย..พิธีอันนี้ คือ พ่อแม่ เพิ่นพาเฮ็ดพาทำ มาตั้งแต่โบราณ หมายถึงการ ให้เกียรติต่อ ต้นข้าว
ต่อพื้นดิน ต่อบรรพบุรูษ ต่อสรรพสิ่งในไฮ่ในนาเฮา รู้บุญคุณ  ชาวนาลูกอีสาน บ่แม่นปลูกพืช แล้วขายซือ ๆ
แต่มันเป็นวิถีชีวิต เป็นลมหายใจ  หากเฮาบ่ให้เกียรติ และรู้บุญคุณสิ่งเหล่านี้ สักมื้อ เฮาจะฉิบหาย “

คำสอนของพ่อ จบลงพร้อม สายลมพัดผ่านผิวกาย จนรู้สึกเย็นรื่น ต้นข้าวในนาส่งเสียงเกรียวกราวตามลม

 
 
สาธุการบทความนี้ : 120 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 119 ครั้ง
 
 
  18 พ.ย. 2553 เวลา 13:15:53  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1328)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ดังที่บ่าวหน่อกล่าว ทางบ้านผม เรียกว่า " ไม้ตาด" ครับ
แปลว่า ไม้กวาดที่ทำมาจาก "หญ้าขัดมอญ" หรือ หญ้าคันมอน ที่บ่าวหน่อพูดถึง


  
รูปไม้ตาด ( ไม้กวาดหญ้าขัดมอญ )


ไม้ตาด ( ไม้กวาด) ชนิดนี้ พ่อเพิ่นก็เคย เอามาใช้ในการ "ทาลาน"




ภาพ ต้นหญ้าขัดมอญ



หญ้าชนิดนี้ พบได้ตามเดิ่นนา ทั่วไป มีขนาดสูงเต็มที่  1.5  เมตร


ขอบคุณภาพจาก อินเตอร์เน็ต

 
 
สาธุการบทความนี้ : 97 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 97 ครั้ง
 
 
  18 พ.ย. 2553 เวลา 15:58:16  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1345)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ตามที่ป้าหน่อยบอก น่าจะเป็นความเชื่อแบบเดียวกันครับ คือ ยกขวัญข้าว
แต่ทางบ้านผม นิยมตัดเอา กิ่งต้นคูณ  หรือ กิ่งต้นยอ ในการปักกองข้าว
เพื่อยก"ขวัญข้าว" โดยมัดติดกับ ใบคูณ และ ดอกข้าวลีบ ดังภาพ

ภาพดอกข้าวลีบ ( เป็นพวง ) จากนาบ่าวปิ่น


เมื่อข้าวขึ้นเล้าแล้ว พ่อกับแม่ จะ เอา "ขวัญข้าว"  อันนี้ เหน็บไว้ข้างเล้า ครับป้า
ต้นดอกข้าวลีบ ที่เพิ่นมัดใส่ เป็นดังภาพครับ ส่วนมาก เกิดตามโคก
ออกดอกเป็นพวง ๆ  เพิ่นเอาดอกไปมัดใส่ ฮวงข้าว หรือ ขวัญข้าว ครับ
บ่รู้ว่า ทางอื่น เอิ้นชื่อ ว่าอะไร


ภาพต้น ดอกข้าวลีบ ( จากนาบ่าวปิ่น )

 
 
สาธุการบทความนี้ : 94 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 94 ครั้ง
 
 
  23 พ.ย. 2553 เวลา 16:40:58  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1347)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

ขอบคุณอ้ายมังกร ฯ ที่เว้า ชื่อ ต้นเจ็ดหลิ่น  ให้ฟัง
จริงๆแล้ว  ทางอีสานเฮา เรียกต้นอันนี้ว่า ต้นเจ็ดหลิ่น
แต่ทางบ้านผม เรียก ต้นข้าวลีบ คิดว่า น่าจะได้รับ อิทธิพลมาจาก ฝั่งลาว ครับ

สมัยยังน้อย ปู่เพิ่นก็ เรียก ต้นเจ็ดหลิ่น  แต่ หลังๆมา กลายมาเป็น ต้นข้าวลีบ
อันนี้ก็ งง ๆ  ดอกอันนี้ เวลาแห้งแล้ว จะมีสีน้ำตาล จับกันเป็นพวง
คงสภาพได้นานครับเหน็บไว้ตามเล้า  จนพู้นหละ ลงนาใหม่

 
 
สาธุการบทความนี้ : 87 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 87 ครั้ง
 
 
  24 พ.ย. 2553 เวลา 08:42:30  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1353)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณสาวส่า เมืองยโส:
เลี้ยงลูกน้อย อยู่จ้า
เป็นพ่อลูกอ่อนมือใหม่ ซงสิยากอยู่


ตื่น ตี 2 นึ่งข้าว เป่าไฟ หล่าเอ้ย..
ตี 4  ซักผ้าอ้อม   แล้วจน หกโมงเช้า
6 โมงเช้า ต้มข้าวต้ม หาแนวอยู่แนวกิ๋น ให้แม่ลูกอ่อน
7 โมงเซ้า  ปล่อยงัว ปล่อยควาย ออกคอก
8 โมง  เฮ็ดเวียกเฮ็ดเวียก เฮ็ดงาน
แลงมา ซักผ้า  เฮ็ดงานบ้าน  

ผู้ยัง บ่ทันมี อยากสุอยากมีเด้อ   ขอบอก.. ฮากลม ซั้นแหล่ว

 
 
สาธุการบทความนี้ : 91 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 91 ครั้ง
 
 
  15 ธ.ค. 2553 เวลา 14:23:54  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1362)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณต้องแล่ง:
กัมมุนา วัตตติ โลโก      

อดเอาคูบาเอ๊ย    
บอกแล้วว่า อย่าสิก ๆ  


บ่สิก จั๋งได๋  สิจำวัดยามได๋  เห็นแต่ ขาอึ่ง  ขาอึ่งเพ้า
สิก ถ่อนแหล่ว   คูบา พาสิก แมะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 81 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 81 ครั้ง
 
 
  16 ธ.ค. 2553 เวลา 18:41:48  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1365) ตอน ฮ่ายจิ๊ดโป่ม      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 


ขอบคุณเจ้าของภาพ


ฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาถึง ข้าวในท้องนาเหลืองอร่าม ทัศนาดังทองเปลว แปะป้ายเต็มทุ่งกว้าง
หัวหญ้าตามสุมทุม พร่างพรมด้วยน้ำค้าง เรียบเลี่ยดินดอน ขาวโพลนด้วยใยแมงมุมที่ เปื้อนไอหมอก
ยามรุ่งอรุณ  ต้นไม้เริ่มทิ้งใบร่วง ปลิวละลอยล่อง ตามลมหนาว ที่พัดมาเป็นระยะ บ้างก็เคว้งคว้าง
ล่องลอยไร้จุดหมาย บางทีก็หมุนวน ก่อนอ่อนแรงลงซบผืนดิน อิงไออุ่นแม่ธรณี

พ่อใหญ่ค้ำกับแม่ใหญ่สอง พาลูกตื่นแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ แสงเงินแสงทองยังไม่ส่องฟ้า  มันเป็นกิจวัตร
ของชาวไร่ชาวนาที่ต้องตื่นแต่ดึก   นกกาเหว่าฮ้องส่ง เสียงขจรไกล แว่วกังวานผสมมากับสายลม
ไก่ผู้ในคอก ขันขับขาน ต้อนรับวันใหม่  นาฬิกาวิถีหมุนบรรจบ อีกคำรบ ลมหายใจ

แม่ใหญ่สองกับสาวจันเพ็ญ ผลัดนุ่งเสื้อผ้าแล้ว ใส่”งอบ” หรือ “กุบ” หมวกทรงแหลมไทญวน
คว้าเอาเคียว เตรียมตัวลงเกี่ยวข้าวในทุ่ง  ส่วนสาวจันเพ็ญ ใส่ “โม่ง” ไหมพรมคลุมหน้าตา
กันผิวเสียเพราะแดดตามประสาผู้สาวรักสวยงาม แบบชาวบ้าน  พ่อใหญ่สอง ถือเอา “ ไม้คันหลาว”
เดินดุ่ย ๆ ลงทุ่ง เอาผ้าขาวม้ามัดเอว พร้อม “ มัดตอกข้าว” หรือ ตอกไม้ๆไผ่ ที่จักไว้ มัดติดเอวไปด้วย

   งานหลักของแก ก็คือ มัดฟ่อนข้าวที่เกี่ยวไว้ เมื่อวาน ให้เป็นฟ่อน แล้วก็หาบขึ้นมา ที่ลานที่ตระเตรียม
ต้องลงไปมัดตั้งแต่ตอนเช้าๆ เพราะหากสายแล้ว แดดแรง ฟ่อนข้าวอาจจะ “ขุ” หรือ เมล็ดร่วงเสียเปล่า
ส่วนพวกผู้หญิง ก็ลงไปเกี่ยวข้าวในนาตั้งแต่เช้าตรู่เช่นกัน

“ บุญจันเอ้ย..บักหล่า มาฮ่ายน้ำใส่กระตุง ซ่อยเอื้อยแน “  
จันแรมเอิ้นน้องมาช่วยกรอกน้ำ ใส่แกลลอน
           “  บึ๋ย..มาชวนเล่นน้ำแต่เซ้าแถะเอื้อย  หนาวแมะ “  เด็กน้อยแสยะหน้า
            “ เอ๋า..มึงเป็นหมาว้อซั้นติ  คือย้านน้ำ ฮิบฟ้าวแนเปียง คำแพง “  จันแรมกวักมือเรียก
บุญจันเดินต้อยๆ ไปโยกน้ำบาดาลให้จันแรมกรอกน้ำใส่ กระติกแกลลอน น้ำมันเครื่อง 2  กระตุง
กระตุงหนึ่ง เอาไปเป็นน้ำกินให้พวกผู้ใหญ่ที่ลงไปเกี่ยวข้าว  อีกกระตุงหนึ่ง จันแรมเตรียมเอาเพื่อ
นำไป “ฮ่ายจิดโป่ม”
     “ โยก ไว ๆ แนหล่า มันสิบ่ทัน พวกอ้ายลม กับอ้ายป่อง  พู้นซุมเพิ่น เลาะโงกเงก มาทางหัวท่งแล้ว”
จันเพ็ญให้น้องชายเร่งมือ เพราะแลเห็น ลมและป่อง พายกระตุงน้ำกับข่องน้อย เดินเลาะคันนามาแต่ไกล

เมื่อต้นฤดูหนาวมาเยือน พร้อมฤดูเก็บเกี่ยว  ผืนดินเริ่มแห้งแตกระแหง แต่ก็มีบางพื้นที่ ที่เป็นดินทราย
ที่ยังอุ้มน้ำ พอให้ชุ่มชื้น  ตามหัววดอนปลายนา และตามไฮ่นา ที่เกี่ยวข้าวออกเสร็จแล้ว “จิ๊ดโป่ม”
หรือจิ้งหรีดทองเหลือง มักจะทำรังตามพื้นดิน ซึ่งทางภาคอีสานเรียกว่า “ ขวยจิ๊ดโป่ม”  
จิ๊ดโป่มตัวผู้ จะเลือกทำเลเหมาะ ๆ ขุดรู และขนเศษซาก ใบไม้ ผลไม้ เข้าไปเก็บไว้ในรัง พอตกลางคืน
ก็จะส่งเสียงร้องเรียกตัวเมีย เพื่อมาผสมพันธุ์ในรังรัก


“ขวยจิ๊ดโป่ม” สังเกตเห็นได้ง่าย แลเห็นเป็นขุยดิน จากการขุดรูของมัน ตั้งเป็นกองโจ้โก้
สำหรับการ”ฮ่ายจิดโป่ม” ก็คือการเอาน้ำไปกรอก รูหรือ”ขวย” ของมัน  จิ๊ดโป่ม จะหนีขึ้นมาตามรู
เพราะนึกว่าน้ำท่วม เด็กๆ จึงจับตัวมันได้โดยง่าย

“ นี่ ๆ กวดขี้ดินตามขวย มันออกก่อน แล้วกะฮ่ายน้ำลงฮู จนเต็ม รอจั๊กหน่อย มันกะโผล่หนวดขึ้นมา”

ลมอธิบายให้จันแรมฟัง พร้อมทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
“ พอเห็นหนวดแดงๆ เฮากะ จับหนวดมัน ดึงขึ้นมา แล้วก็เอาใส่ข่องไว้  เข้าใจบ่ “
จันแรมพยักหน้างึก ๆ  เรียนรู้กลเม็ด
“ เซื่อมันโลด บักลมมันเซียน “ฮ่ายจิดโป่ม” ”  ป่องยืนยัน ท่าทางมั่นใจ
“ พอ ๆ บ่ต้อง ยกหางให้กันดอก ข่อยปุ้นท้อง “  จันแรมเบ้หน้า

หมู่เด็กน้อย ลัดเลาะเสาะหา “ ขวยจิ๊ดโป่ม” ตามไฮ่บะ และตามไฮ่นาที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว
ฟังเสียงเดินตำตอเฟียง ดังขอบแขบ ขอบแขบ บักลมใส่ซ่งขาสั้น ตอเฟียงฮะ จนขายลาย อ๊อกลอก
งัวอีแดง ที่ล่ามไว้กินตอเฟียง ที่พ่อกับแม่เพิ่งเกี่ยวเสร็จหมาด ๆ   งวกหน้าเบิ่งซุมเด็กน้อยฮ้องโฮ
“ ขวยนั้น ของกูเด้อ ห้ามแตะ  ไป สูไปหาทางพู้น !  “  บักลมฮ้องลัดหมู่ เพราะเห็น”ขวย” ใหญ่ ๆ
“ ฮ้วย..เดินมาพร้อมกัน รู้แนวได๋ ว่าเจ้าเห็นก่อน  ข่อยกะเห็นคือกัน “ จันแรมเถียง
“ บ่ บ่  กูเห็นก่อน พู้น ขวยของสู  “ ว่าพลางชี้มือไปทางคันนา ให้จันแรมเบิ่ง
“ บุ๋ย..บัดขวยฮ้างๆ   เอาให้เฮา ของเพิ่นเลือกเอาแต่ขวยใหญ่ ๆ  พาโลกะด้อ” บักป่องจ่มใส่หมู่

  ธรรมชาติเลี้ยงดูชาวนา แม้ฤดูกันดาร น้ำแห้งขอด ปูปลาหายาก  แต่ตาม เดิ่นนา หัวดอนดินชุ่ม
โดยเฉาะตามใต้ต้นหว้า  ขวยจิ๊ดโป่ม ดังเป็นของขวัญ ที่ธรรมชาติเสกสรรปั้นแต่ง ให้เป็นรางวัล
จำนวนของจิ๊ดโป่ม บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุในดิน  ปลูกข้าวกล้าได้งาม
แม้เป็นแมลงตัวน้อย ๆ  มันก็เป็นทั้งนักร้องเอกประจำวงราตรี  ร่ำร้องท่ามกลางเสียงเดือนดาว
กล่อมต้นข้าวให้ออกรวงเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ซ้ำยังเป็นอาหารเลิศรส ของชาวอีสานยามยากไร้
คนบางคนต่างหากเล่า ขึ้นชื่อว่าประเสริฐกว่าแมลง กลับทำตัวไร้ประโยชน์  ไม่เคยนึกถึงธรรมชาติ
ที่โอบอุ้มให้เติบใหญ่  กลับเอาแต่สร้างความวุ่นวายเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ไม่ต่างจากยุงเหลือบริ้น  
        

หมาบักแดงเห็นเจ้านายลมคิมฮวง นั่งยองย่อ จ้องมอง “ขวยจิ๊ดโป่ม”   มันก็รีบตะกุยตะกายขวยดินทันที
“ ซ๊ะ..หม่องนี่ บักแดง ฮูมันอยู่นี่ “
ลมคิมฮวงออกคำสั่ง หมาพรานคู่ใจ
พอตะกุยดินได้สักพักมันก็เอาจมูกดม เสียงจามฟิต ๆ แก่งหางไหวๆ
“ โฮ่ง  โฮ่ง ! “  

เสียงเห่าน้ำเสียงหนัก ๆ ของหมาบักแดง ฟังเหมือนเห่าเตือนเจ้านาย
“ เส่.!  มึงสิเห่าเฮ็ดหยัง ประสาขวยจิ๊ดโป่มน้อยๆ   งูสิง มันซ้นอยู่บ่ได้ดอก”

ลมทำท่ารำคาญเสียงเห่า เอามือญ๊ะ หมาบักแดงออกให้ห่าง ก่อนลงมือ เอียงกระตุง เทน้ำลงกรอกรู
เสียงน้ำไหลออกจากระตุงดังอ๊อก ๆ  ไหลซืมลงรูที่ จิ๊ดโป่มขุดทำรัง ไม่นานก็เต็ม  
ลมนั่งลุ้นแนมหา  หนวดของเป้าหมาย
ปลายหนวดแดงๆ ยาวๆ ค่อยโผล่มาจาก รู ที่น้ำกำลังเต็มปริ่ม ลมแสยะปาก ในใจรำพึงถึง จิ๊ดโป่มตัวเขื่อง
หวังจะจับอาไปอวดหมู่เด็กน้อย  ด้วยความชำนาญการจึงใช้ความรวดเร็วในการคว้าปลายหนวดดึงขึ้นมา
ร่างของแมลงตัวโต ติดมาด้วยตามแรงดึง


“ สู ๆ  เบิ่งนี่  กูได้จิ๊ดโป่มโม่"  
ตาไม่ทันมอง รีบยกขึ้นมาอวดเพื่อน
“ ฮึ...บัก..ล..,ลม.......ปะ ปะ ถะแม้...!”  บักป่องฮ้องเสียงหลง
“ขี้เข็บ..! “  

ทั้งจันแรม บุญจัน และบักป่องฮ้องเป็นเสียงเดียวกัน  บักลมหน้าซีดเผือด เมื่อหันมามองวัตถุในมือ
“ อีพ้อ...อีแม้...ซ่อยข่อย.แน......”
ร้องตะโกนพลางทิ้งกระตุงใส่น้ำ แล่นลงท่ง.....

 
 
สาธุการบทความนี้ : 108 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 107 ครั้ง
 
 
  17 ธ.ค. 2553 เวลา 21:13:39  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1380)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 

อุตสาห์ พาเลาะท่ง หา "ฮ่ายจิดโป่ม" แล้ว
ยังพากันแวใส่ แต่ข้าวหวาน  
ต้องเรียกว่า " อุปกรณ์เฮฮา " ตั๊วะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 84 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 84 ครั้ง
 
 
  21 ธ.ค. 2553 เวลา 15:03:39  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1387)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
สารภาพ สา... หลักฐาน มันฟ้อง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  23 ธ.ค. 2553 เวลา 20:02:55  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1391) ตอน แป้งร่ำ      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 




พ่อตั้งกองข้าวใส่ลานแล้ว  แลเห็นเป็นแถวยาวสูงท่มหัว   ฐานกองข้าว เอาไม้ทั้งต้น ลำยาวๆมาปูรองพื้น
แยกตั้งกองข้าวแต่ละชนิด  หน้าตาอิ่มเอิบ ลืมความเหนื่อยยาก  เสร็จแล้วก็ทำพิธี ยกขวัญข้าว
เสียบใส่ไม้คันหลาว ตั้งสูงเหนือกองฟ่อนข้าว    กว่าจะเสร็จก็ตะวันสายโด่งแล้ว


“ พี่อ้าย  พี่อ้าย “  น้าบ่าวเทาเอิ้นมาใส่
“ แม่นหยังบักเทา “  ตาวาดถามด้วยสงสัย
“ กองข้าวแล้ว  ซุมเฮาไปขอซื้อแป้ง นำแม่ใหญ่เคน มาเฮ็ดเหล้าโท ไว้งันกองข้าวเนาะ “
แกชวนตาวาดไปซื้อ แป้งเหล้าสาโท  เพื่อมาทำ”อุปกรณ์ในการเฮฮา” ประสาไทบ้าน
แป้งเหล้าสาโทแม่ใหญ่เคน ขึ้นชื่อลือชา เรื่องความเป็นปรมัตถ์  ทำสาโทได้หวานอร่อย
รสเลิศ ชาวบ้านที่ทำนาในแถบนี้ ต่างหาซื้อแป้งสาโทจากแก จนขายดิบขายดีทุกปี

เนื่องจากเหล้าสาโท ในสมัยนั้น สรรพสามิต ท่านเข้มงวดกวดขัน เรื่องการทำเหล้าเถื่อน ไม่เว้นแม้กระทั่ง
การทำเหล้าสาโท ไว้ดื่มกิน”ฉลองกองข้าว” ของชาวนาผู้ทุกข์ยาก  ถือว่าผิดกฎหมาย
เนื่องจากไปทับสัมปทาน การค้าขายสุรา ทั้งของรัฐบาล และ ของสุราต่างชาติ ที่นำเข้าผ่านระบบภาษี
การมีวัสดุ หรือเหล้าเถื่อนไว้ในครอบครอง ไม่ว่ามีไว้เพื่อประการใด ต้องถูกจับ ปรับโทษ


ทุกปีเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ทางอำเภอมักจัดเจ้าหน้าที่ ออกมาหาตรวจหาเหล้าโท หรือวัสดุเพื่อการผลิต
เพื่อตรวจจับชาวบ้านเป็นประจำ เพื่อรักษากฎตราตั้ง  ถือเป็นจริงจังแข็งขัน
แม้ชาวบ้านมีความกลัวเกรงกฎหมาย  ก็มิวายลักลอบ ทำเหล้าสาโท เพื่อแบ่งปันกันกิน
ฉลองฤดูเก็บเกี่ยว เพราะเป็นวิถี  ทั้งนี้ต้องแอบซ่อนไว้มิดชิด ลับหูลับตาเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

การทำแป้งเหล้าสาโท เป็นภูมิปัญาชาวบ้านที่ สืบต่อกันมา และเป็นสูตรลับเฉพาะของแต่ละตระกูล

ใช่ว่าจะทำแป้งสาโทได้ทุกครอบครัว    ใครที่ทำแป้งสาโทได้มีคุณภาพดี หมักได้เหล้าหวาน แซบ

ชาวบ้านมักจะแอบไปหาซื้อ หรือแลกเปลี่ยน เพื่อจะได้เอาไปทำเหล้าสาโทอันโอชา
ส่วนวิธีทำเหล้าโทนั้น ทุกครอบครัวล้วนรู้วิธีการเป็นอย่างดี


แม่ใหญ่เคนเป็นเจ้าแห่งการทำหัวเชื้อเหล้าสาโท หรือที่เรียกว่า “ แป้งเหล้า”   เนื่องจากมีประสบการณ์ยาวนาน
ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น  เรื่องส่วนผสม  ทำมาจาก รากไม้ เคลือไม้ ต่างๆ  เช่น ฮากตดหมา , ว่านต่างๆ  ,
ข้าวสาร,หัวว่านคิงไฟนกคุ่ม ,พืชหอมหลายชนิด อันเป็นความลับ รวมทั้งขี้หมาขาว ( ขี้หมาที่แห้งจนขาวโพลน)

แดดพวมงาย ด้านท้ายท่งสีน้ำตาลแห้ง ประปรายแต้มแต่ง สีเหลืองของทุ่งรวงทอง  นกเขาใหญ่จับใต้ร่มกกแต้
ไซ้ซอนขน  “นกจิบเฟียง”   เดินก้าวขายาวๆ ย่องไปตามไฮ่นาที่เก็บเกี่ยวแล้ว เพื่อหาแมลงกิน ยังชีพ
ถนนลูกรัง ท้ายทุ่งแลเห็นฝุ่นสีแดง คละคลุ้งปลิวเป็นพวน  นั่นเพราะล้อของ รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ
ยี่ห้อ LandRover  พ่นสีกรมท่า   ข้างรถ ตีตรา “ นกวายุภักดิ์”   กำลังบึ่งห้อ มาตามทางลูกรังคดเคี้ยว
ในรถมีคนนั่ง ราว 5 คน พลขับหวีผมแสกกลาง ใส่เสื้อซาฟารีสีเข้ม  ใส่แว่นกันแดดสีดำ
เสียงเครื่องยนต์ซดน้ำมัน ดังกระหึ่ม สะท้อนป่าโคก ก้องกังวานลงท่ง  ดังรถศึกกำลังประจัญบาน



“ บุญโฮม  แน่ใจนะว่าแถวๆ นี้ มีการทำเหล้าเถื่อน “
ชายวัยกลางคนแต่งตัวดี ท่าทาง เป็นหัวหน้าเอ่ยถามสารัตถีหนุ่ม
“ขะรับ  แถวนาโคกโสกฮัง ไปจนฮอด ตาดไฮ  จับได้ทุกปี  ยิ่งหน้านี้แล้ว ไม่เคยพลาด “
พลขับตอบ
“ หัวหน้าเพิ่งย้ายมาใหม่  อาจจะยังไม่คุ้นนะครับ  หากจะทำยอดหละก็ แถวนี้ เหมาะที่สุด”
ชายหน้าแหลมยาว ทรงผมดอกกระทุ่ม  คาดปืนพกกระบอกโต  ผู้ติดสอยห้อยตาม อธิบายให้หัวหน้าเข้าใจ
รถ Landrover  ค่อย ๆ วิ่งหลบหลุม ที่น้ำกัดเซาะ เป็นแอ่งตามถนนสีแดง แล้วหาทำเลจอดรถ “ใต้ร่มกะบก”

“ เราจอดกันตรงนี้หละ  ต้องตระเวนตามทุ่งนา ตามเถียงนา และลานข้าวชาวบ้าน ตรวจหาเอา “
ชายหน้าแหลมยาม ดูเหมือนเป็นผู้มีประสบการณ์กว่าใคร กล่าวพลาง คว้าเหล็กแหลม  ยาววาหนึ่ง ติดไปด้วย
เป็นเครื่องมือ ตรวจหาไหเหล้าสาโท ที่ชาวบ้านฝังดินไว้ หลบเร้นสายตา
ว่าแล้วทั้งหมดก็ลงจากรถ ทิ้งไว้เพียงพลขับเผ้ารถหลวง  ต่างมุ่งหน้าสู่ ท่งนาตาดไฮ อย่างเงียบเชียบ
........................................................................


“ แม่ใหญ่เคน.! ...แม่ใหญ่เคน  แม่ใหญ่เคนอยู่บ่ ? “


น้าบ่าวเทาฮ้องถามมาตั้งแต่เริ่มเข้าบริเวณรั้ว เถียงนาแม่ใหญ่เคน
“ ฮ้วย..แม่นเลาบ่อยู่เถียง บ่ฮึ...เห็นแต่ไก่ขึ้นเถียง เต้ม.! เลย.. “  ตาวาดลำพึงกับน้าบ่าว
“ แม่ใหญ่เคน ! “
ตาวาดตะโกนเรียกอยู่รั้วทางเข้าเดิ่นเถียงนาแม่ใหญ่เคนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ ฮู้...!  กูอยู่ในเหล่าหัวเถียงพี้..”

เสียงแว่วตอบมาจากป่าหัวเถียง   อึดใจเดียว หญิงชราก็เดินงกเงิ่น ออกมาจากชายป่า พร้อมห่อผ้าขาวห่อใหญ่
เมื่อเดินมาถึงก็ แกะห่อผ้าออกอวดสายตา  ภายในห่อผ้า มีก้อนขาวๆ ทรงกลมและแบนปะปนกัน
คาดคะเนจากสายตาแล้ว น่าจะมีประมาณ ร่วม 100 ก้อน ปลายๆ

“ แป้งเหล้าโทหวาน  กูเฮ็ดเสี่ยงไว้ ตอนนี้แห้งได้ที่แล้ว  สูสิเอาไปเฮ็ดเหล้าจั๊กไห “
“ เจ้าขาย ก้อนละถ่อได๋ “
ตาวาดสอบถามราคา ทางน้าบ่าวเทาหยิบก้อนแป้ง ออกมาดมพิสูจน์ เนื้อแป้ง
“ ก้อนละ 50 สตางค์ “
แม่ใหญ่เคนตอบยิ้มๆ
“ยัดเหล้าไหหนึ่งใส่จั๊กก้อน แม่ใหญ่ “  น้าบ่าวเทาถาม
“ ใส่ 5 ก้อน กะเมาหัวตำกันแล้วหละ “  แม่ใหญ่เคนอธิบาย พร้อมเคี้ยวคำหมากอย่างออกรส
“คันซั้นข่อยเอานำจั๊ก สิบสลึง “ ตาวาดบอก มือคลำหาสตางค์ในถุงยาสูบ

หมาบักแดงเก่าเสียงเข้มก้องมาทางนาหนองค้อ ทั้งหมดละความสนใจจากแป้งเหล้า  งวกไปทางต้นเสียง
พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ แม่นไผสู...”  แม่ใหญ่เคนหยีตา เพ่งพิจไปทางตีนท่ง
...........................................................................................

ร่างชายฉกรรจ์  เดินตามคันแทนา ประมาณ 5 คน ชายแต่งตัวดีส่แว่นตา เดินกลางกลุ่ม คนเดินนำใส่
เสื้อหนังแขนยาวสีดำมันปราบ เสื้อในสีขาวถือเหล็กยาวร่วมวา  คัดท้ายด้วยชายทรงผมดอกกระทุ่ม
สังเกตหน้าตาแล้ว มิใช่คนท้องถิ่นแน่  เดินตรงลิ่วมาทางเถียงนา  
“ แม่นตำรวจบ่สู เบิ่งให้กูแน “  แม่ใหญ่เคนใจสั่นขึ้นมาทันที

“ ตำ..รวจ....จับเหล้า..”   น้าบ่าวเทาพูดกระท่อนกระแท่น กลืนน้ำลายลงคอ
หัวใจหญิงชราร่วงลงตาตุ่ม ครั้นจะวิ่งหนีตอนนี้คงไม่ทันการณ์แล้ว
“ ตา..ย...ตาย...เฮ็ดแนวได๋บัดเทื่อนี่...”

แก ลนลาน ทะยานขึ้นบนเถียงนา วิ่งไป นอนห่มผ้า คลุมห่อแป้งไว้ ตัวสั่นงันงก
หากถูกจับได้ว่ามีแป้งเหล้าโทไว้ในครอบครอง ต้องเสียเงินเสียทองหลาย  ลำพังหมดครัวเรือน
มีเงินแค่ 200  หัวคิดวนเวียนอยู่แต่ กับแป้ง ทั้งสั่นกลัว

“  ที่นี่ เถียงนา แม่ใหญ่เคน แม่นบ่ “
บ่าวเสื้อแขนยาวสีดำ มาถึงบริเวณเดิ่นเถียงนา ก่อนใคร เอ่ยปากถามตาวาดและน้าบ่าวเทา สำเนียงไทยปนลาว
“ แม่น..แล้ว..ที่นี่ และหม่องนี่ คือเถียงนา แม่ใหญ่เคน “
น้าบ่าวเทาก็ตอบ ด้วยสำเนียงไทยปนลาว เช่นกัน
ชายแต่งตัวดีผู้เป็นหัวหน้ายิ้ม และถามเป็นคนที่ 2
“ แล้ว แม่เฒ่า แกไปไหนแล้วหละ “   คราวนี้สำเนียงภาคกลางชัดถ้อยชัดคำ
“ อยู่ บ่อนนอน  ขะรับ “ น้าบ่าวเทาชิงตอบ ยิ้มร่าภูมิใจในภาษาราชการของแก
“ หา....ตรงนี้มีบ่อนด้วยเหรอ...! “ หัวหน้าสรรพสามิต ร้องเสียงสูงตกใจ
ไม่ใช่ครับหัวหน้า  บ่อนนอน หมายถึง ที่หลับนอน ครับผม “
ลูกน้องทรงผมดอกกระทุ่มรีบอธิบาย ขยายความ
“ งั้นบุญส่ง ขึ้นไปถามไถ่แกหน่อยซิ “
หัวหน้าสั่งการให้ลูกน้องจัดการ  ชายสองคนผู้ติดตาม รีบขึ้นไปไดไปหาแม่ใหญ่เคน ที่นอนคลุมโปงตัวสั่นอยู่
.......................................................................

ร่างหญิงชราในผ้าห่มสั่นเทิ้มด้วยความกลัว กอดห่อแป้งเหล้าไว้แน่น เอาผ้าห่มคลุมกาย โผล่แต่หน้าออกมา
เจ้าหน้าที่ สรรพามิตอำเภอ 2 คนเห็นแม่ใหญ่เคนแล้วตกใจ  มองเห็นแต่ผ้าห่ม สั่นไหวอยู่ ริก ๆ
ส่วนแม่ใหญ่เคน ใจคิดแต่นำแป้ง  ย้านเจ้าหน้าที่ตรวจพบ  พยามขบคิดคำตอบแก้ไขสถานการณ์
หากเจ้าหน้าที่ถามว่า ทำไมแกถึงสั่น จะตอบว่า แกเป็นไข้
เท่านั้นเจ้าหน้าที่ก็ไม่ตรวจค้นแก
นับว่าแม่ใหญ่เคนมีสมองฉับไว
“ บุญส่ง เว้ย.สงสัยยายแก เป็นไข้หัวลม วะ  พอจะมียาพกติดตัวบ้างไหม “
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งหันหน้าไปถาม ชายทรงผมดอกกระทุ่ม

“ พอมีครับ ยาแอสไพริน  คงพอบรรเทาได้  ยังไงไปถามอาการแกก่อน “  
ว่าแล้วทั้ง2 ก็ เดินไปหาแม่ใหญ่เคน ที่นอนห่มผ้าสั่นอยู่ริก ๆ

“ เป็นอะไรมากไหมยาย   ยายเป็นอะไรทำไมนอนสั่นอย่างนี้ “  

แม่ใหญ่เคนได้ยินคำถามสะดุ้งเฮือก รีบตอบไปทันที ตามที่วางแผนไว้   ใจก็คิดกลัวเขาค้นพบแป้ง
รีบระร่ำระลักตอบเจ้าหน้าที่

“  ข่อย....ย.....เป็น........แป้ง ! “  

 
 
สาธุการบทความนี้ : 119 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 117 ครั้ง
 
 
  12 ม.ค. 2554 เวลา 13:40:09  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   65) นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่1397)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2340140
รวม: 2340315 สาธุการ

 
คุณบ่าวหน่อ:
งานเข้าแม่ใหญ่เคนเรียกร้อยแล้วบาดทีนี้
สิเป็นแป้งได้จั่งใด๋


ปล. เห็นซือตอนแล้ว ฮ่วยมาคือนิทานทางช่อง 7 สี แท้หล่ะอ้าย    


เขาเอิ้น  อินเทรน  ( อินเตอร์เทรน)    แปลว่า  รถไฟใหญ่  

 
 
สาธุการบทความนี้ : 81 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 81 ครั้ง
 
 
  13 ม.ค. 2554 เวลา 11:56:37  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39

   

Creative Commons License
นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ ) --- เว็บบอร์ดอีสานจุฬาฯ