ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 23 ตุลาคม 2557:: อ่านผญา 
นกเขาเปิดข้าว นกกาเวาเปิดไข่ นกไซเปิดด้วง โงเงี้ยวตอดโกน แปลว่า นกเขาเบื่อหน่ายข้าว นกกาเหว่าเบื่อหน่ายไข่ นกหัวขวานเบื่อหน่ายหนอนด้วง หันมาจิกรูไม้ หมายถึง ในโลกนี้ สิ่งที่แตกต่างจากทั่วไป มีอยู่ อย่าได้รังเกียจความต่าง


  ค้นหากระทู้ ปลาร้านอกไห  

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39  
  โพสต์โดย   115) กระบี่หยันยุทธภพ  
  ปิ่นลม    คห.ที่40)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

ฮ่าๆ..สมน้ำหน้าเจ้านัก วรยุทธเลิศล้ำ กลับเสียท่า มดคันไฟ “  กระบี่โรคหิด  เย้ยหยัน อย่างโจ่งแจ้ง
แม่นางตอฟาง ปุ้ยป้าย  บันดาลโทสะ จนตัวสั่น
“ บังอาจนัก ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง “  ดรุณีเยี่ยมยุทธ  ตวาดลั่น  ทำให้  กูเทียนเหรอ  ถึงกลับอดกลั้นไม่ไหว
“ ชะ ชะ ชะ  บังอาจ เปรียบเทียบข้ากับ  พ่อค้าอสังหาริมทรัพย์  ที่ ถมห้วย ถมหนอง คูคลอง ทางน้ำไหลลงต่ำ ขาย “

ว่าแล้วก็ ทะยานลิ่วเข้าจู่โจม แม่นางตอฟาง  ทั้งสองเข้าโรมรันกัน หน้ามืดตามัว
ฝ่ายหนึ่ง ใช้วิชา “ฐานันดรใต้หล้า” อีกฝ่าย ใช้เคล็ดวิชา “ เงินตราสะท้านทหัย”   หวังช่วงชิง ความได้เปรียบ

แม่นางตอฟาง  สาดผ่ามือ สยายพลัง “ ท่าหว่านปุ๋ย “   แผ่พลังอันแข็งแกร่ง รายล้อมกาย ทำให้ กูเทียนเหรอ
ต้องผงะหลบ  ออกมาห่าง ตั้งท่า “ นำเข้า “ เพื่อรวบรวมพลัง   นับว่าเป็นการแก้ทางได้ดี
บีบบังคับให้ แม่นางตอฟาง  ต้อง ใช้ท่า “ ปั่นมูก “ ให้คลอบคลุมพื้นที่  แถมท้ายด้วยกระบวนท่าไม้ตาย “ ปางหยูก “

กระปี่โรคหิด ถอยห่างจากการต่อสู้ แอบมาเกาหลัง บรรเทาความคัน อย่างเมามัน  รอลุ้นผลการประมือครานี้
ไม่นาน กูเทียนเหรอ ก็ ระเบิดท่า “ กางทุกโหย่ง”  ทำลายฐานพลังของจอมยุทธหญิง  จนดรุณีน้อย เข่าอ่อน
ขยับตัวลำบาก  ไวเท่าความคิด เพื่อเอาตัวรอด แม่นางตอฟาง จึงใช้ท่า “ ปีเกาไหล “ ทะยานกายออกนอกความกดดัน
อันว่า “ ท่ากางทุกโหย่ง” สามรถพิชิต ศรัตรูได้ อย่างรวดเร็ว และ ง่ายดาย หากแต่ เมื่อพลาดเป้า จะทำให้ผู้ใช้
ได้รับผลสะท้อนกลับของพลัง  จนกระอักเลือดได้    กูเทียนเหรอ ผู้วาดหวัง เผด็จศึก จึงได้รับผลนั้นทันได
“ อ๊ากก..! แค๊ก ๆ  !  “

กระปี่โรคหิด เห็นสหายเสียท่า จึงสะกดอาการคันไว้ชั่วขณะ  เร่งถีบทะยานกายไปพยุงสหายรัก  ฝ่ายแม่นางตอฟาง
หลังจากใช้กระบวนท่า “ ปีเกาไหล” เพื่อหลบหลีก   ร่างของดรุณีน้อย ก็ลอยติดลม  ไม่สามารถย้อนกลับได้
ร่างจึงปลิว หว่าง  ..หว่าง  ดังใบไผ่เดือนสาม   ลับหายไปจากการต่อสู้
“ สหายท่าน อาการเป็นเช่นไรบ้าง “
กระปี่โรคหิด ระล่ำระลักถามด้วยกังวล
“ ไกลหัวใจนัก  แต่ก็จุกเอาการเช่นกัน “    กูเทียนเหรอ ฝืนกายยืนขึ้น เช็ดเลือดออกตามไรฟัน
“สหายกล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร  เลือดออกตามไรฟันเช่นนี้  ต้องกินโอสถ อาการถึงจะดีขึ้น ไปเถอะข้าจะพาเข้าเมือง “
ว่าแล้วกูรีบพยุงสหาย บ่ายหน้าสู่เมือง
“ มิได้  มิได้   อาการช้ำในที่เกิดจากท่า “ ทางทุกโหย่ง “ มีวิธีเดียวที่รักษาได้  คือ กินไข่กา “ กูเทียนเหรอกล่าว
“ งั้นคงต้องพาท่าน ไปพบ สหายแสน “  กระบี่โรคหิดกล่าวเปรยๆ
“ ใยต้อง พบ สหาย แสน “  กูเทียนเหรอสงสัย

“ ไม่รู้จัก  แสน นากา  รึ       นาของแก มีอีกาเป็นแสน    คงจะพอมีไข่กา สักใบ รักษาอาการท่าน “

สิ้นคำเสียงหัวเราะของสองจอมยุทธก็ดังก้องป่าไผ่   เสียงกังวานผ่านห้วงแห่งสิงขร ค่อยๆแผ่วเบาลงจางหายในที่สุด    


ปล. ได้รับความกรุณาจาก ท่านมังกรหนีน้ำ  ช่วยแปล ชื่อ กระบวนท่าต่างๆ ในท้องเรื่อง ดังนี้
       ท่า ปั่นมูก   =  ปลูกมัน
       ท่า  ปางหยูก =ปลูกยาง
       ท่า กางทุกโหย่ง = โกงทุกอย่าง
       ท่า ปีเกาไหล  =    ไปเกาหลี
       ไข่กา             =  ขาไก่

 
 
สาธุการบทความนี้ : 93 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 90 ครั้ง
 
 
  30 พ.ย. 2554 เวลา 11:09:52  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   115) กระบี่หยันยุทธภพ  
  ปิ่นลม    คห.ที่45)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

เซาเล่นแล้วเฟซ  เล่นไพ่กะหลุบ
ปลูกผักกะตาย
ขายอาหารกะเจ้ง....
..............................
กลัีบมาเฮ็ด รูปเล่ม โสกฮัง ส่งต้นฉบับให้ป้าหน่อยดีกว่า

 
 
สาธุการบทความนี้ : 83 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 83 ครั้ง
 
 
  14 พ.ค. 2555 เวลา 17:19:42  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   116) กระบี่หยันยุทธภพ ภาคพิเศษ  
  ปิ่นลม    คห.ที่7)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

หายไปด่น ญ้อน นำหา ผู้ประพันธุ์ ฉบับผญาที่หละ  
บังเอิญ ไปไร่ ( ไร่เพ่น เล่นไพ่ ) กะเลยลุกบ่ได้ มันขาดขา

ลป.ไม่เล่นแล้วหละ เกมส์ไพ่เท็กซัส   เล่นก็มีแต่เสีย
มาหน่ำทางพี้ ดีกว่า

 
 
สาธุการบทความนี้ : 380 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 380 ครั้ง
 
 
  08 ก.ค. 2554 เวลา 11:54:03  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   116) กระบี่หยันยุทธภพ ภาคพิเศษ  
  ปิ่นลม    คห.ที่9)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


ภาพจาก อินเตอร์เน็ต

มา ๆๆ    แทงเลย     เขย่าแรง แทงต่ำ
ฉีดยา  ห้าต่ำ  เอี่ยวสูง  เชิญๆๆ
กว่าเจ้าของกะทู้ ฉบับผญาสิมา  เฮากะสิได้ทุนคืนพอดี

ลป.เบิ่งทางแนเด้อ  ย้าน แม่ออก มาพ้อ..ดอกหวา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 183 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 183 ครั้ง
 
 
  08 ก.ค. 2554 เวลา 14:11:39  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   116) กระบี่หยันยุทธภพ ภาคพิเศษ  
  ปิ่นลม    คห.ที่13)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


ป๊าดด..ท่านจารย์ ฟอสซิล เจ้าบ่จัก  ทิดรุทธ์ เอี่ยวสูง ซั้นติ
เล่นยามได๋ แทงแต่  เอี่ยวสูง
ถืกเขา ยักไป เบิ๊ดปี

 
 
สาธุการบทความนี้ : 248 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 248 ครั้ง
 
 
  08 ก.ค. 2554 เวลา 21:57:24  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   118) หาหน่อไม้ โครงการล่าสุด  
  ปิ่นลม    คห.ที่4)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

พร้อมต้อนรับเสมอ   ขอให้เป็นต้นเดือนครับ   เสาร์ - อาทิตย์
หากว่าเป็นวันแม่ อาจจะต้องกลับบ้านไปหา บักปิ่นลมน้อย

ช่วงนี้ หน่อไม้กำลังออก  ไผอยากมาม่วน มาซื่น  โอเค ลงชื่อได้เลย
ทางสำนัก วายุติ้ว พร้อมรับมือ เสมอ  ฮ๋าๆๆๆๆ

เอ้า ฟ้าว ลงชื่อกันเข้ามา พี่น้อง ม่วนๆ  

ลป. บอกไว้ก่อน บ่าวปิ่น เข้าพรรษา  บ่กินของมึนเมา เด้อ ( ยกเว้นเบียร์ กรึ๊บได้อยู่)  
      

 
 
สาธุการบทความนี้ : 182 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 182 ครั้ง
 
 
  25 ก.ค. 2554 เวลา 14:16:11  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   118) หาหน่อไม้ โครงการล่าสุด  
  ปิ่นลม    คห.ที่7)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

แม่นควม อ้ายต้องแล่ง ว่าเนาะ  อิอิ
แต่รับศีล กะยังว่า สุรา เมรัยยะ  ฯ  
คือบ่มี  คำว่า  สุรา เบียร์ รัยยะ  เด้อหละ  

ฮอด บ่าวหน่อ  อย่าลืม ชวน บ่าว ชาญ แดนพนม มือโหวตข่อยมานำเด้อ
สิพาไป เป่ามิ้ม  ดอก หวา    

 
 
สาธุการบทความนี้ : 145 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 145 ครั้ง
 
 
  25 ก.ค. 2554 เวลา 19:00:54  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   118) หาหน่อไม้ โครงการล่าสุด  
  ปิ่นลม    คห.ที่10)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

สาวส่า เมืองยโส  (ลงนาม คนแรก)

บ่าวหน่อ เจ้าของต้นเรื่อง  ว่าแนวได๋ คือมิด
มาวันเสาร์ อาทิตย์ นี้โลด เด้อ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 163 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 163 ครั้ง
 
 
  28 ก.ค. 2554 เวลา 17:23:59  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   118) หาหน่อไม้ โครงการล่าสุด  
  ปิ่นลม    คห.ที่20)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

โอเค แม่ใหญ่สอน   ตามนั้น   พาบ่าวดุ่ย พ่อมะนาว มานำเด้อ

ส่วนเรื่อง ลูกชาย หายดีแล้ว  ครับ ขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง

เสาร์ อาทิตย์  มาโลด เด้อ บ่าวหน่อ  ไวๆ   หน่อไม่ สิ วาย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 107 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 107 ครั้ง
 
 
  18 ส.ค. 2554 เวลา 07:25:01  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   118) หาหน่อไม้ โครงการล่าสุด  
  ปิ่นลม    คห.ที่36)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

บ่าวหน่อ มีเกวียน มาใส่ทรัพย์ ไปงาน สาวส่า ฯ อยู่ บ่
กรุณา มา ฮับ บ่าวปิ่นลม ไปนำ แน เด้อ  
สิซ่อยค่า "น้ำมัน" (งัว)  ดอก หวา

 
 
สาธุการบทความนี้ : 81 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 81 ครั้ง
 
 
  29 ธ.ค. 2554 เวลา 18:50:40  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   118) หาหน่อไม้ โครงการล่าสุด  
  ปิ่นลม    คห.ที่38)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
คุณต้องแล่ง:
ไปนำแหน่   หอนว่ากะดาย


อยากไปนำกะ นั่ง สามล้อ มาถ่า อยู่แยก ประทายเด้อ คูบาท่าน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 72 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 72 ครั้ง
 
 
  30 ธ.ค. 2554 เวลา 09:29:30  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   119) { บทเรียนชีวิต }  
  ปิ่นลม    คห.ที่16)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


เว้าเรื่อง ลาบหมาน้อย   เขาบ่ใส่ขี้เพี้ย  ใส่แต่ป่นปลา..

ส่วนลาบหมาใหญ่  ใส่หยังกะอย่า อย่าลืม สูตร บ่าวหน่อ บึงผลาญชัย

บักสองซาว ผสม EM  


 
 
สาธุการบทความนี้ : 182 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 182 ครั้ง
 
 
  13 ม.ค. 2555 เวลา 19:25:20  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   119) { บทเรียนชีวิต }  
  ปิ่นลม    คห.ที่22)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


หั่งว่าอยู่ กอข้าวคือมุ่นแถะ  แจไฮ่นานี้   บักไม้  มาลักใส่เบ็ดนี่เอง

สงสัยแนวหนึ่ง  ชื่อเรื่องนี่ ไผตั้งให้  เปลี่ยนใหม่ สาเปียง

จาก "บทเรียนชีวิต "  มาเป็น " ต้มโลด"

คือบ่ ท่าน UFO

 
 
สาธุการบทความนี้ : 79 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 79 ครั้ง
 
 
  23 ม.ค. 2555 เวลา 20:45:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   119) { บทเรียนชีวิต }  
  ปิ่นลม    คห.ที่30)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

หนูอยากอ่าน  หนูอยากอ่าน ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  04 ก.พ. 2555 เวลา 10:42:35  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   119) { บทเรียนชีวิต }  
  ปิ่นลม    คห.ที่33)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


คักขนาด  บ่เสียชื่อที่ไปฝึก ตะบะ กับ ฤาษีตอนตาล ท่าน UFO

เรื่อง หมอเป่ากระดูก  อันนี้ กระผมเคย เห็นเหตุการณ์ คล้ายๆกับ ในท้องเรื่อง
ในหมู่บ้านผม สมัยก่อน มี พ่อเฒ่าทิดดง  เป็นหมอเป่ากระดูก  
คนที่กระดูกหัก เอวซ้น  ควายซน ตกกกไม้ ตกควาย  ในหมู่บ้านต้องพึ่งเพิ่น
โอกาสหาย ผม ว่า 90%  

มีเหตุการร์ครั้งหนึ่ง ที่ผมประทับใจ
คือมีคนในหมู่บ้าน ถูกรถยนต์เหยียบขา จนกระดูกแตกละเอียด
ไป รพ.จังหวัด คุณหมอบอก ต้องตัดขาทิ้งเท่านั้น เพราะกระดูกแตกละเอียดหลายชิ้น
ปล่อยไว้ คงพิการ รังแต่จะเกิดแผลภายในติดเชื้อ ถึงตาย
ญาติไม่ยอมให้ตัดขา  จึงหันมาพึ่ง "พ่อเฒ่าทิดดง"

พ่อเฒ่าทิดดง ก็เอาคนนั้นเข้าเผือกไม้ไผ่ธรรมดา นี่หละ แล้วก็เป่า
พร้อมทาน้ำมัน  ทุกวันพระ ต้องมาเป่าทาน้ำมัน  
ใช้เวลา 3 เดือน คนคนนั้น เดินป๋อ  หายเป็นปกติ โดยไม่ต้องตัดขา

โอกาสที่จะเกิดการหายดีจาก พิธีกรรมดังกล่าว เว้ากันในทางการแพทย์สมัยใหม่
แค่ 1 %   แต่ไฉน เกิดขึ้นกับเขาคนนั้น    งึดจนหัวสิแตก  
ถ้าบ่าวปิ่นลม ขี้ตั๊วะ ขอให้ ฟ้าผ่า   นั่นคือ วิถีอีสาน ที่เฮายังบ่ได้ศึกษาแบบถ่องแท้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 292 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 290 ครั้ง
 
 
  09 ก.พ. 2555 เวลา 13:21:14  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   119) { บทเรียนชีวิต }  
  ปิ่นลม    คห.ที่35)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


ภาพจาก เฟซ ญาคูต่องแล่ง  ฮูปแต้ม  วัด สนวนวารีพัฒนาราม


"ตอน"  แบบนี้ ติ  ท่านฤาษี     จื่อไว้ ไผมักต้ม ตกหม้อนะฮกไป  เจอแบบนี้แน่

 
 
สาธุการบทความนี้ : 201 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 201 ครั้ง
 
 
  10 ก.พ. 2555 เวลา 12:34:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   119) { บทเรียนชีวิต }  
  ปิ่นลม    คห.ที่48)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

อ่านไปเพลินไป  พาคิดฮอดตอนเด็กน้อย  นี่หละชีวิตคนอีสาน
อยู่กับดิน  กินกับหญ้า

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  24 ม.ค. 2556 เวลา 13:30:47  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   119) { บทเรียนชีวิต }  
  ปิ่นลม    คห.ที่50)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
คุณบ่าวหน่อ:
คุณปิ่นลม:

อ่านไปเพลินไป  พาคิดฮอดตอนเด็กน้อย  นี่หละชีวิตคนอีสาน
อยู่กับดิน  กินกับหญ้า


แม่นครับ อยู่กับดิน กินกับข้าว นำ

สำบายดี ผบ ทบ.


ซำบายดี กินข้าวบ่ายปลาครับ   ท่าน  หน่อ  ลส.

 
 
สาธุการบทความนี้ : 328 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 328 ครั้ง
 
 
  25 ม.ค. 2556 เวลา 09:13:02  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   119) { บทเรียนชีวิต }  
  ปิ่นลม    คห.ที่52)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
คุณอีเกียแดง {แห่งรัตติกาล}:
คุณปิ่นลม:
คุณบ่าวหน่อ:
คุณปิ่นลม:

อ่านไปเพลินไป  พาคิดฮอดตอนเด็กน้อย  นี่หละชีวิตคนอีสาน
อยู่กับดิน  กินกับหญ้า


แม่นครับ อยู่กับดิน กินกับข้าว นำ

สำบายดี ผบ ทบ.


ซำบายดี กินข้าวบ่ายปลาครับ   ท่าน  หน่อ  ลส.


จะแม่นเพินได้ตำแหน่งให้กันคักน้อ ผบ ทบ.(ผู้อยู่เทิงบน ติ) อั่น ลส.นี่แม่นหยั๋งขอรับอ้าย


  ลังเทื่อกะอยู่ทางล่างอยู่ เห็นว่ากะดาย  เดียวเขาสิหาว่า เผด็จการ เหมบเต็งเขาโพด
ลส.  กะ ลูกสอง  นั่นเด่   แปลบ่ยากดอก ตำแหน่งเพิ่น

 
 
สาธุการบทความนี้ : 151 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 150 ครั้ง
 
 
  25 ม.ค. 2556 เวลา 14:43:39  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   120) เพลงหวานของบ้านทุ่ง  
  ปิ่นลม    คห.ที่21)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

สุดยอดปรมาจารย์ กลอนอีสานอีหลี   ผมลองแต่งแล้ว
มันบ่ลื่นไหลครับ  สงสัยใจเฮาบ่เป็นอริระเสรีพอ

คำว่า  หล่า กับ ลุน     หอบโซม   ส่วยคิง

อ่านแล้ว หมากหัวใจ อ่วยข้ามหย่วย  แล่นแท้แล้ เมือบ้าน
ขอบคุณหลายๆ ครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 175 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 174 ครั้ง
 
 
  11 ส.ค. 2555 เวลา 11:49:59  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   121) เสนอแนะการแก้ปัญหาน้ำท่วม  
  ปิ่นลม    คห.ที่0) เสนอแนะการแก้ปัญหาน้ำท่วม      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


(พื้นที่ สีน้ำตาลที่เห็น คือ น้ำท่วมขัง เฉลี่ย 15 เมตร  ใน 20 ปี ข้างหน้า )

ในอนาคต เมื่อน้ำแข็งขั้วโลก ละลาย และ ภาคอีสาน ตัดไม้พยูง เกลี้ยง  เกิดภาวะโลกร้อน
ซึ้งส่งผลกระทบ ดังที่เห็นในปัจจุบัน วัฒนธรรม คาร์ฟอร์แคท ทำให้เกิด ภาวะโลกร้อน
ธรรมชาติผันแปร  ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทสเทศไทย คือ ระดับน้ำทะเลสูง 15 เมตร
เกิดน้ำท่วม พื้นที่  ดังที่เห็นในภาพ   ปลายน้ำท่วม ถึง จ.พิษณุโลก      ทางภาคอีสาน ฮอดโคราช
ภายใน 20 ข้างหน้า ( ปัจจุบัน ธรรมชาติ เขาได้เตือนแล้วว่า จะท่วมถึงไหน )
  
การแก้ปัญหา พ่อแม่พี่น้องที่ อาศัยในพื้นที่ลุ่ม ซึ่ง เมื่อ 800 ก่อน เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์
มีน้ำตลอดปี  ปัจจุบัน จะกลายเป็น พื้นที่ลุ่มน้ำ  น้ำท่วม สูงบเฉลี่ย 5 เมตร (20ปีข้างหน้า )

เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลง เราต้องเปลี่ยนตามธรรมชาติ  สร้าง นวตกรรมใหม่ สำหรับ การอยู่อาศัย


นี่คือโครงสร้างบ้าน สำหรับ ในอนาคต สมารถ ลอยน้ำได้ เมื่อฤดูน้ำท่วม แก้ปัญหาระยะยาว

แนวความคิดสร้าง แนวกั้นน้า   ถือว่า ห่วย และ โง่ที่สุด  จะกั้นน้ำทั้งโลกได้ไง ธรรมชาติของน้ำ
ของไหลลงที่ต่ำ มีน้ำที่ไหล ไหลย้อนขึ้นที่สูง  เพราะฉะน้น ต้องสร้างบ้านให้ลอยน้ำได้
เพื่อให้ลดผลกระทบ แทนที่จะ เอาชนะน้ำ ก็ เปลี่ยนแนวคิดใหม่ " กินตามน้ำ " อย่างที่ เราถนัด

\

นี่คือแนวทางของ ปีโป้ปิ่น แก้ปัญหา ระยะยาว และ ระยะยืด ส่งเสริมการ สร้างบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำให้เป็นแบบนี้


สำหรับพี่น้องที่อยู่ทางภาคอีสาน อาศัยตามริมแม่น้ำ ทีคาดว่าน้ำจะเอ่อท่วม  ให้สังเกต ธรรมชาติ
ท่านเคยเห็น น้ำท่วม " ฮังต่อ" บ้างหรือเปล่า  ถ้าไม่เคยเห็น แสดงว่ามันประสบผลสำเร็จ
ในการหลบลี้หนีภัย น้ำท่วม เราต้องเอาอย่าง



ข้อความจาก ปีโป้ปิ่น   ส่งถึงยุค  ก่อน อีซาเนีย ล่มสลาย    

ในปี 2011  น้ำ จะท่วมดังนี้




สังเกตุ สึ น้ำเงิน  หากท่านอยู่ แถบใหน ให้ อพยบ โดยด่วน    คาดว่า    อีสานจุฬาจะรอด ไปประมาณ 3  ปี
จากนั้น เทพสี่ตา และมังกรเดียวโดด จะ ขนย้าย  ข้อมูล "งิ้วต่องต้อน " ขึ้นสู่พื้นที่สูง

เป็นห่วงที่สุด คือ ศาลายา   ปัจจุบัน ท่วมถึงขาอ่อน  อาจ ท่วม ฮูดัง ภายใน หนึ่งวัน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 221 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 221 ครั้ง
 
 
  22 ต.ค. 2554 เวลา 09:21:31  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   121) เสนอแนะการแก้ปัญหาน้ำท่วม  
  ปิ่นลม    คห.ที่6)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

ขอบคุณ สำหรับ ทุกควมเห็น พะนะ พี่น้อง
ตอบสำหรับ สาวทิพ  ทางสกล ไม้พยุง หมดแล้ว กะใช้ ไม้ สามขา หรือไม้ง่าม ค้ำไว้ เอาเด้อ

มาโสกันต่อ เนาะ



บ้านในโครงการ " เอื้ออา..ทน"   มัลักษณะ ขึ้นลง ตามน้ำได้ ลดผลกระทบ
น้ำท่วม  โดยเฉพาะชุมชน ริมน้ำ  สามรถทิ้งสมอ  ถ่วงไว้ กันไหลได้






ส่วนอันนี้ " โครงการบ้านลิงลม"  สำหรับผู้มี รสนิยมสูง



สำหรับ "คนโคก " คือจารย์ใหญ่   ต้องแบบนี้



บรรยากาศ การ "ไต่ขัว"  สำหรับ  อ้ายต้องแล่ง แตนลาม ผู้ พิศมัย การ " ไต่เต้า"



บรรยากาศ สำหรับ ป้าหน่อย และ พ่อลุง ได้ ผ่อนคลาย    



บรรยากาศ สำหรับ ทิด อีเกียแดง  ผู้ หลงไหล  การ " ร่วมหลับนอน"

 
 
สาธุการบทความนี้ : 160 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 158 ครั้ง
 
 
  22 ต.ค. 2554 เวลา 16:57:25  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   121) เสนอแนะการแก้ปัญหาน้ำท่วม  
  ปิ่นลม    คห.ที่14)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
คุณบ่าวหน่อ:
หัวกะเข้ามาพ้อ เน๊าะ บ่ซั่น น้ำบ่ได้กินบ้านบ่าวหน่อดอก

พี่น้องเอ๊ย  เฮ็ดคันกั้นน้ำไว้อย่างดี สุดท้าย น้ำกะเข้าบ้านคือเก่า คันมีเวลา สิได้เอาภาพมาให้เบิ่งกัน เป็นตาย้านขนาด



จัดมาเบิ่งดุ๊    เปนตาย้านกว่าเมียบ่  บ่าวหน่อ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 163 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 163 ครั้ง
 
 
  09 ธ.ค. 2554 เวลา 21:23:22  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   123) ใจเอา  
  ปิ่นลม    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
คุณฟ.ฟาง:
คันแม่นใจประสงแล้ว  แนวได๋บ่ได้หว่า
มีแต่หันหน้าสู้ บู๋หม่นก่นบ่อถอย



คันว่าถอยไปแล้ว        เมืองแกวกะด้นฮอด
ก่นจนซอดบาดาลซ้น   หม่นคึ  แม่นบ่คือ
ฟ.ฟางนี   บ่คือ แนวอื่น   พี่นอง
ฟางไปฮอดบาดเฒ่า      ร้อยเอ็ดนั้น  ใส่แว่นตา  แท้แหล่ว

 
 
สาธุการบทความนี้ : 257 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 257 ครั้ง
 
 
  09 ธ.ค. 2554 เวลา 21:28:24  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   123) ใจเอา  
  ปิ่นลม    คห.ที่10)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


เว้าให้คิดยากนำแถ่ เฉลยแน่ บ่กล้า เพราะหยัง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  22 ธ.ค. 2554 เวลา 11:24:15  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   123) ใจเอา  
  ปิ่นลม    คห.ที่12)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


โสเรื่อง คนถืกต้ม  พะนะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  22 ธ.ค. 2554 เวลา 14:57:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   123) ใจเอา  
  ปิ่นลม    คห.ที่14)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

ต้มแบบนี้ มี บ่ทิด

    


 
 
สาธุการบทความนี้ : 250 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 250 ครั้ง
 
 
  22 ธ.ค. 2554 เวลา 16:24:07  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   124) โสข่าว ชาวบ้าน  
  ปิ่นลม    คห.ที่0) โสข่าว ชาวบ้าน      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

โลกตะลึง ไทยพัฒนาเทคโนโลยี่ ล้ำหน้า ชาวโลก





  



ภาพจากอินเตอร์เน็ต

 
 
สาธุการบทความนี้ : 237 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 236 ครั้ง
 
 
  22 ธ.ค. 2554 เวลา 12:33:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   124) โสข่าว ชาวบ้าน  
  ปิ่นลม    คห.ที่1)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

รายงานข่าวจาก หนังสือพิมพ์ ยายเมี้ยน


คนไทยติด เซชวล เน็ตเวิค กันมาก  แม้คนที่แต่งงาน
เลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ยัง มิวาย ปล่อยวาง โลกออนไลท์ แม้แต่ วินาที

  

ภาพจากอินเตอร์เน็ต

 
 
สาธุการบทความนี้ : 208 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 208 ครั้ง
 
 
  22 ธ.ค. 2554 เวลา 12:38:19  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   124) โสข่าว ชาวบ้าน  
  ปิ่นลม    คห.ที่2)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


ช็อค  !  ซุปเปอร์ฮีโร่ ดัง   แฉ ชีวิตระทม  นั่ง ซด น้อยทิง กับ เจ้าตูบ



ลป. น้อยทิง =  เหล้าขาวครึ่งขวด ผสม กระทิงแดง 1 ขวด  

ภาพจาก อินเตอร์เน็ต

 
 
สาธุการบทความนี้ : 218 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 218 ครั้ง
 
 
  22 ธ.ค. 2554 เวลา 12:43:24  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   124) โสข่าว ชาวบ้าน  
  ปิ่นลม    คห.ที่5)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
สถาบันวิจัย ว.ค.ท. ค้นพบหลักฐานการวิวัฒนาการ ของ คนปัจุบัน

หลายแสนปีที่มนุษย์เฮา พยายาม วิวัฒนาการกระดูกสันหลัง ให้ตั้งฉากกับแกนโลก
และแล้ว สูงสุด กะคืนสู่ สามัญ พะนะ  นี่หละวิวัฒนาการ คนรุ่นใหม่



ลป.  ว.ค.ท. = วัดโคกหนามแท่ง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 189 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 189 ครั้ง
 
 
  22 ธ.ค. 2554 เวลา 15:09:40  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   124) โสข่าว ชาวบ้าน  
  ปิ่นลม    คห.ที่6)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


ฮือฮา...ปีใหม่นี้ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ คาดว่า คนท่องเที่ยว ตรึม..!
แต่เป็นที่แห่งเดียว ที่ ผู้ชาย ไม่อยากไป

ทาง อ.บ.ต.  จึงจัด โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับ ท่านชาย ฟรี ตลอดงาน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 145 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 145 ครั้ง
 
 
  22 ธ.ค. 2554 เวลา 15:18:50  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   124) โสข่าว ชาวบ้าน  
  ปิ่นลม    คห.ที่29)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


คันซั้นกะ   ป้าหน่อย  ตัวย่อว่า  ป.ห.  ติหละ
จารใหญ่  กะ  จ.ห.
บ่าวหน่อ  กะ  บ.ห.

สมัยกระผมลงเรียน   ครูเพิ่นสอนให้นักเรียนสะกดคำ
วันนี้ เสนอคำว่า "รีบ"   เอ้า"  เด็กชาย ทวยทน  สะกด
ด.ช.ทวยทน ลุกขึ้นยืน  สะกดเสียงดัง

รอ อี  รี   รี  บอ   ลีบ

เอ้า เด็กชาย ปิ่นลม  สะกดคำว่า "หีบ"  
เด็กชายปิ่นลม.........
สะกดเสียงดังกว่า เด็กชายทวยทนอีก

ห  อี     xx   xx   บอ  หีบ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 73 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 73 ครั้ง
 
 
  10 ก.พ. 2555 เวลา 12:12:25  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   124) โสข่าว ชาวบ้าน  
  ปิ่นลม    คห.ที่34)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

ไปเฮียนอยู่ร้านได๋  ไปนำแน อิอิ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  14 พ.ค. 2555 เวลา 17:13:16  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   124) โสข่าว ชาวบ้าน  
  ปิ่นลม    คห.ที่37)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
ฮ้วย...ฮังกะหรี่ พะนะ
ไปเทื่อแรกในชีวิต แม่น บ่  
แบบนี้เขาเอิ้นว่า   "ขึ้นครู"  เด้ เนาะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  15 พ.ค. 2555 เวลา 10:05:02  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่0) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 



เรื่อง   "เอาอยู่"




เสียงสามล้อเครื่อง สกายแล็ป   ดังกระหึ่มขึ้นหน้าประตูโขง ซุ้มประตูทางเข้าวัด พร้อมกับฝุ่นสีแดงจากลูกรัง คลุ้งเคล้ากับ
สายลม   ไอ้มอม  หมาวัด นอนซึมเซา เพราะฤทธิ์ข้าวก้นบาตร อยู่ใต้ถุน ศาลาการเปรียญหลังเก่า ผุดตัวขึ้นนั่ง
ตาเบิกโพลงมองไปยัง รถสามล้อเครื่องคันนั้น  พร้อมกับ สูดจมูก ฟุตฟิด  สืบเอากลิ่นไอ น้ำมันปิโตเลี่ยมค่าอ็อกเทนสูง
หลวงตากอ หรือ นายกอ เมื่อ สิบปีที่แล้ว กำลังล้างบาตร อยู่บนศาลาการเปรียญ  หลังจากฉันภัตตาหารเช้าเสร็จ

รถสามล้อเครื่องหยุด จอดสนิท ที่ใต้ร่มกระท้อน หรือ “หมากต้อง” ในภาษาอีสาน  โชเฟอร์ สวมแว่นตาดำ
เลียนแบบ “ ไอ้หนวดเหล็ก” หนังไทยดัง  ที่นำแสดงโดย “ ทวนธน  คำมีศรี” ทั้งๆ ที่หน้าไม่ให้สักนิดเดียว
หลวงตาชรา เดินไปหยิบเอาผ้าจีวรมาห่ม เมื่อรู้ว่า มีอาคันตุกะ มาเยี่ยมถึงวัด  เสร็จแล้วก็ไปนั่ง เรียบร้อยอยู่หน้าพระประธานในศาลา  กิริยา สงบเสงี่ยม สมดังเป็นพระ ที่ ปฏิบัติตามพระวินัย ปกติของสงฆ์
“ กระผมมานิมนต์หลวงตา ไปสวดในงานศพ ลุงทิดมา ครับ ขะน้อย “
อาคันตุกะ ก้มลงกราบ พร้อม ยื่นถวาย ดอกไม้ 1 คู่ เทียน 1 คู่    
“ ทิดมา  ไปแล้วหนอ “  หวงตาชรา  พึมพำในลำคอ
......................................................................................................................
ตกเย็นโพล้เพล้ หลังสวดมนต์ทำวัดเสร็จสรรพ   รถสามล้อสกายแล็ป คันเดิม พร้อมพลขับ แว่นดำ มาตามเวลานัดหมาย
หลวงตาชรา ห่มคลุมผ้าจีวรเรียบร้อย สะพายย่ามคู่ใจ ที่มีโยมถวายให้ตั้งแต่ บุญผะเหวด  เมื่อหลายปีก่อน
หลวงตา เดินมาที่รถสามล้อเครื่อง แลเห็น นายรวย ผู้มารอรับ นั่งคุกเข่าอยู่ข้างสามล้อ  แกฉีกยิ้มให้หลวงตาอย่างเคารพ

“ เจริญพร  โยม รวย ...ยังจนเหมือนเดิมใช่ไหม “  หลวงตาทักทายอย่างเป็นกันเอง
“ ขะรับกระผม  คิดว่าคงจนแบบนี้ไปตลอดชาติหละครับ หลวงตา “  
แกตอบอย่างตรงไปตรงมา พร้อมนิมนต์หลวงตาขึ้นสามล้อ   พอขึ้นนั่งเสร็จหลวงตา ชำเรืองมองไปยัง คนขับ เห็นว่า
ยังใส่แว่นดำ เหมือนเมื่อตอนกลางวัน ทั้งที่ยังมืดค่ำแล้ว
“ เออ...โยม...แล้วแบบนี้ จะเห็นหุ่งไหมนี่ “  หลวงตาทักด้วยสงสัย
“ ซำบายครับหลวงตา ...ถ้าผมไม่ใส่แว่นดำแล้วมันขับไม่มีความมั่นใจหน่ะ ขะรับ “ พลขับตอบ
หลวงตาพยักหน้า เข้าใจในความเป็นปัจเจก
.............................................................................................................................
ภายในบริเวณงาน แสงไฟจากหลอดไฟ “ตูมกา”  สว่างจ้า เสียงผู้คนบนบ้านจอแจ  กลิ่นธูปเจือจางมากับสายลมหัวค่ำ
ทิดมา เป็นคนมีบุญ มีลูกอยู่ 3 คน แกส่งเสียจนได้เรียนสูง ๆ  “ผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษา”  ทำให้ได้งานการดีๆ ทำ
คนโตเป็นถึง ปลัดอำเภอ  อีกคนเป็น ผู้อำนวยการ และ อีกคนเป็นครูน้อย โรงเรียนชนบท  แต่แกยังเป็นชาวนาเช่นเดิม
ก้าวแรกที่หลวงตาขึ้นบนบ้านคือ พวงหรีด เต็มไปหมด รายชื่อแปลก ๆ   มากกว่าครึ่งในรายชื่อ  เชื่อว่า ทิดมา ไม่เคยรู้จัก
บางพวง ห้อยความคาดหวังมาด้วย  บางพวงถูกบังคับ บางพวงให้ตามมารยาท และบารมี ของลูก ๆ
เหลือบไปมองเห็น “ นายบุญลาภ “    ที่ทั้งชีวิต ไม่เคยถูกหวยเลย  หลวงตาจึงทักประสาคนคุ้นกัน
“ ว่ายังไง นายลาบ     ยังชอบทานก้อย  อยู่ไหม “  ถามพลางยิ้มที่มุมปาก
“ เอ้า ยายยืน....ยังนั่งอยู่เหมือนเดิมนะ “  แว๊บไปเห็น อุบาสิกา ที่คุ้นหน้าเป็นประจำ
“ ยืนแต่ชื่อเจ้าค่ะ   ทุกวันนี้เจ็บออด ๆ แอดๆ  สงสัยอายุจะไม่ยืน เจ้าค่ะหลวงตา “ แกตอบพร้อมพนมมือ ประหลก ๆ
...........................................................................
เมื่อหลวงตานั่ง รับประเคนน้ำจาก มกทายก แล้ว จึงเปรยๆ กับ ลูก ๆ ของทิดมาว่า
“ หลวงตาเคยบอกให้แกไปรักษา ซะ ไอ้โรคกระเพราะนี่  จะได้หาย  แต่ ทิดมา ก็ยังยืนยัน ว่า “ ผมเอาอยู่ “
หลวงตา เว้นวรรคไว้นิดหนึ่ง..ถอนหายใจแรง ปล่อยให้ บรรดาญาติ ลุ้นว่าท่านจะพูดอะไรต่อ.............

“ ถูกของแก......ถ้าแกยัง “ไม่เอาอยู่”   คงไปบวชแบบหลวงตาแล้วหละ “
นายรวย..ที่นั่งพนมมืออยู่ แอบยิ้ม ๆ ไม่กล้าหัวเราะเสียงดัง ..กลัวแขกผู้มี เกิบในงาน มองตาเขียว

 
 
สาธุการบทความนี้ : 300 ครั้ง
จากสมาชิก : 6 ครั้ง
จากขาจร : 294 ครั้ง
 
 
  26 ธ.ค. 2554 เวลา 16:24:13  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่3)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

เชิงอรรถ สำหรับ ผู้อินทรีย์ บ่แก่กล้า แปลบ่ออก
แต่สำหรับ อ้ายมังกรฯ  คงบ่ต้องแปล ผู้นั้น เกินมนุษย์

“ หลวงตาเคยบอกให้แกไปรักษา ซะ ไอ้โรคกระเพราะนี่  จะได้หาย  แต่ ทิดมา ก็ยังยืนยัน ว่า “ ผมเอาอยู่ “
หลวงตา เว้นวรรคไว้นิดหนึ่ง..ถอนหายใจแรง ปล่อยให้ บรรดาญาติ ลุ้นว่าท่านจะพูดอะไรต่อ.............

“ ถูกของแก......ถ้าแกยัง “ไม่เอาอยู่”   คงไปบวชแบบหลวงตาแล้วหละ “

( หมายความว่า   ทิดมา ยังเอาได้อยู่ เอาไม่ได้แล้ว คงไปบวชแน่นอน )

 
 
สาธุการบทความนี้ : 206 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 206 ครั้ง
 
 
  26 ธ.ค. 2554 เวลา 17:44:35  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่4)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
คุณบ่าวหน่อ:
ใช้ชื่อเรื่องยอดฮิตเลยครับ

"เอาอยู่" พะนะ



หรือว่าเจ้า.."เซาเอาแล้ว"  บ่าวหน่อ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 218 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 218 ครั้ง
 
 
  26 ธ.ค. 2554 เวลา 17:49:03  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่9)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 




เรื่อง  “ไข่”

สายหมอกโรยระเรี่ยไล้ ยอดเขาสูง ดวงสุรีย์สาดแสงเรื่อเรือง ลูบโลมขอบเมฆขาว ปรากฏให้เห็นเพียงลำแสงเจือจาง
ดังถนุถนอมสิงขรในม่านเมฆ ของ แนวเขตชายแดนไทย
ฐานปฏิบัติการหลังน้อยๆ  เป็นกระท่อมมุงหญ้าคา แทรกตัวอยู่ตามเหลื่อมเขา  นั่นคือฐานปฏิบัติการ “ดอยหมึง”
หากว่าความศิวิไลมีอยู่จริง  สำหรับที่นี่คงเป็นเพียง เทพนิยาย ที่เอาไว้เล่ากล่อมเด็กนอนนิทรา

“ ซีรอน 1  จาก ซีรอน 2 ทราบแล้วเปลี่ยน “

เสียงจากวิทยุ PRC -745 เครื่องมือสื่อสารเดียวที่มีในฐานนี้ดังขึ้น   ทหารหนุ่ม  หรือ สิบตรี “ เปลี่ยน  บูญค้ำ “
สะดุ้งเฮือกตื่นจากอาการ “ ซ่อนตาดำ” รีบกระวีกระวาด หยิบ ปากพูดหูฟัง ของ ชุดวิทยุ มาโต้ตอบ
“ จาก ซีรอน 2 เปลี่ยน “  น้ำเสียงเคลือ ด้วยมีเสลดนิดๆ ติดลำคอ เพราะอากาศที่หนาวเหน็บ
“ รายงานสถานการณ์ ตามห้วงเวลาด้วย เปลี่ยน” เสียงสั่งการจาก บก.ร้อย ฟังดูเข้มงวด ทั้งที่อยู่ห่างออกไป ร่วม 10 กม.
“ เหตุการณ์ ปกติ  เปลี่ยน “ ผู้หมู่เปลี่ยน  หายจากอาการซึมเซา ตอบด้วยเสียงชัดแจ้ง
“ ตอนนี้ หมู่ลาดตระเวน  ว.1 “ ทาง บก.ร้อย ยังตังการทราบ ว่า ตอนนี้ หมู่ลาดตระเวน  อยู่ที่ใหน จึง แจ้งมาเป็น รหัสวิทยุ
“ เมื่อกี้รายงานมาว่า  ว.1  ที่ หมู่บ้าน แม่จ๋อง  มีความคืบหน้าอย่างไร จะแจ้งให้ทราบ เปลี่ยน “
“ ว.หกสิบหนึ่ง   รายงานด้วยนะ เดี๋ยว “เห่าดอย” จะ ติดต่อเข้าไป  คอยฟังด้วย “
ศูนย์วิทยุ บก.ร้อย แจ้งเตือน ว่า “ เห่าดอย” ก็คือ “ผู้พัน “จะติดต่อวิทยุเข้ามา ให้ คอยฟังวิทยุไว้
“ ว.2 ว.8 เปลี่ยน“  จ๊วดดด...!  “

หมู่เปลี่ยน รีบตอบรับทราบ พร้อมกับกดคีย์ยาว เกิดเสียง จ๊ว.ว.วด.!   .

เหตุการณ์เหล่านั้น อยู่ในสายตาของ พลทหารไข่   ที่กำลังก่อไฟ ทำ คั่วหนูตะเภา ให้ผู้หมู่กินเป็นอาหารเช้า
พลทหารไข่ ยิ้มกริ่ม ในขณะที่ ถอนขน อาหารจานเด็ดวันนี้  พลางรำลึกในใจ  
“ โธ่..รู้แล้ว ว่าเขาติดต่อพูดวิทยุ กันยังไง   ครานี้หละ จะได้ไปอวดภูมิให้ ไอ้ โข่ง มันฟัง “
คิดแล้วก็ ระริก ระรี้  นึกถึงหน้าไอ้โข่ง พลทหารผลัดเดียวกัน  “บ้านโคกแฮ้ง” ตอนมันทำหน้าฉงวน ประหลาดใจ ที่ตัวเอง
รู้ รหัสวิทยุ ช่างฉลาดล้ำ

“ ฮึ..ซีรอน 1 คือ บก.ร้อย  ซีรอน 2 คือฐานดอยหมึง ของเรา  ส่วน เห่าดอย คือ ผู้พัน “
  พลทหารไข่นึกในใจ
ไม่นานอากาศหนาวเหน็บ ก็ออกฤทธิ์ ทำให้ ผู้หมู่เปลี่ยน  ปวดหนักขึ้นมากะทันหัน
“ เฮ้ย..ไอ้ไข่  เดี๋ยวหมู่ จะไปปลดทุกข์  ฝากดูหน่อยนะเว้ย “
ว่าแล้วแกก็หน้าบิดหน้าเบี้ยว วิ่งกรูดตรงไปยัง สุขา ที่อยู่ห่างออกไป ร่วม 500 เมตร  พลทหารไข่ได้แต่ชะเง้อตาม
“ เอาหละวะ  ได้มีโอกาสพูดวิทยุทางทหารก็ครานี้หละ “  ไข่ตรึกตรอง
..............................................
“ ซีรอน 2  จาก เห่า ดอย “ เสียงวิทยุดังขึ้น
“ซีรอน 2  จากเห่าดอย  เปลี่ยน “ เสียงเรียกย้ำอีกครั้ง เมื่อยังไม่ได้รับการตอบ
พลทหารไข่ รู้ทันที ว่าผู้พันเรียกเข้ามา  แต่ยังเก้ๆ กังๆ ไม่กล้ารับ และไม่กล้าพูดตอบ
“ ซีรอน 2 จากเห่าดอย เปลี่ยน “
ตายหละหว่า ผู้หมู่ก็ไม่อยู่  เอาไงดีหละทีนี้
“ ซีรอน 2....จากเห่าดอย  เปลี่ยน ! “  

น้ำเสียงลงท้ายชักไม่ค่อยพอใจเอาซะแล้ว    เป็นไงเป็นกันวะ  พลทหารไข่ ใจสั่นเล็กน้อย ออกอาการประหม่า
นึกทบทวนที่เคยได้ยิน ผู้หมู่เปลี่ยน  พูดตอบโต้ เป็นประจำ  พลางทำปาก พึมพำ ก่อน จับคีย์วิทยุ มาพูดโต้ตอบ

“ จาก ซีรอน 2   ไข่  “   พลทหารไข่ พูดเสียงดังฟังชัด
“ อะไรนะ พูดใหม่ ซิ   เปลี่ยน “ ผู้พันตกใจ
“ จาก ซีรอน 2  ไข่ “   ย้ำคำเดิม

“ ไม่ใช่หมู่เปลี่ยนครับ  ผมพลทหารไข่  “
“ !!!!!! “  ผู้พันถึงกับสะอึก

“ ไอ้...xxxxxxx  “     ผู้พันตะโกนใส่วิทยุ สุดเสียง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 284 ครั้ง
จากสมาชิก : 4 ครั้ง
จากขาจร : 280 ครั้ง
 
 
  27 ธ.ค. 2554 เวลา 11:03:38  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่14) Serie หมา หมา (ตอนที่ 1 )      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 




แม่เล่าว่าผมเกิดตอนดึก ในคืนที่หนาวเหน็บของเดือนแรกของปี   ในซอกตรอกเล็กๆ ใกล้กับตลาดสด
แม่เคยมีบ้านที่ใหญ่โตโอ่อ่า อยู่กินสบาย  กินอิ่มสามเมื้อ  มีร่มต้นปาล์มประดับ ไว้นอนเล่นสบายในหน้าร้อน
แม่ไม่เข้าใจ ทำไมโชคชะตาฟ้าผ่า  ให้แม่ต้องระหกระเหิน   วันนั้นมีคนแต่งตัวประหลาดสีกากีแกมน้ำตาล
ใส่หมวกประหลาด ๆ  มาที่บ้านจับเอาคนที่แม่รักไป   จากนั้นเขาก็ไม่กลับมาอีก  
แม่ไม่มีอะไรกิน แม่หิวจึงต้องออกมาหากินข้างนอก   นึกไม่ถึงในสังคมของเรา มีการแก่งแย่งรุนแรงปานนี้  
พวกเขาไล่ตะเพิดแม่เพราะหากินในถิ่นของเขา  ไม่มีใครแบ่งปัน  แม่ถูกรังแก ทำร้าย และถูกข่มขืนในพุ่มดอกเข็ม
ณ สวนสาธารณะ   แม่จะแจ้งความ หรือร้องทุกข์กับใครได้.....เพราะแม่เป็นหมาที่ไร้เจ้าของ


สังคมหมาไร้กฎหมาย  ไร้สิทธิ  ไร้ความเป็นธรรม  ไม่มีความเสมอภาค  ใครดีใครได้  ใครมีกำลังมาก
ย่อมได้รับความเกรงใจ   ใครมีเจ้านายดี  มีสิทธิรักษาเข้าโรงพยาบาล   เข้าสถานเสริมความงาม   ส่วนใครไม่มีเจ้าของ
หรือมีเจ้าของ หมา หมา  อดมื้อ กินเมื้อ  เจ็บไข้ได้ป่วยไร้คนดูแล   โดนรังแก  เจ็บทั้งกายใจ อย่าว่าแต่เข้าโรงบาลเลย
แค่เดินผ่าน ยังถูก ภารโรง เอาด้ามไม้กวาดตีเอา  อนิจจา


ผมซุกไออุ่นแม่ในคืนที่หนาวเหน็บอีกหนึ่งฤดูกาล แม่หาวเล็กน้อย ก่อนหอนยาวๆ บ่งบอกถึงอาการเหงา
หมาก็มีภาษาหมา  เช่นหอนสั้นๆ คือ อาการเซ็ง  หอนยาวๆ  บอกว่าเหงา เห่าสั้นสองครั้ง คือ เห่าใบตองแก้เครียด
หอนลากยาวและโหยหวน คือเห็นผี  ครางหงิงๆ หลับตา คือ หมาฝัน เห่าเสียงหนัก สี่ครั้ง คือขู่ขวัญ  
ครางฮือ ๆ แยกเขี้ยว เพื่อข่มขวัญ    เห่าเบาๆ 3 ครั้ง คือทักทาย  แลบลิ้นเลียปากหนึ่งครั้งคือ เปรี้ยวปาก   

ด้วยความเป็นหมาจอมแส่  เลยถามแม่ว่า  หมามันไม่ดีตรงไหน เขาถึงด่าว่า “ไอ้หน้าหมา” กันนัก
แม่บอกว่า   หมาไม่มีศาสนา  ไม่มีความยับยังช่างใจ  ไร้ศีลธรรม  อยากทำอะไรก็ทำ นิยมรุม กินโต๊ะ เช่นหมาหมู่
อยากผสมพันธุ์ใคร ตามใจชอบ  ไม่เลือกเวลา สถานที่  และท้ายสุด “กินขี้” อันนี้รุนแรงสุด

ผมเคยเห็นหมาตัวผู้ ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ของ นายห้อย เจ้าของเขียงหมูในตลาด  ฟาด อีด่าง กลางแจ้ง
ผู้คนมุงดูมากมาย พร้อมสาปแช่งด่า...” ไอ้หมา  ไอ้จังไรหมา เอากันได้กลางชุมชน
“


เมื่อวันก่อนขณะที่แม่นอนให้นมผม ใต้แคร่ขายเนื้อ เจ๊บุญมี  ได้ยินเจ๊ แกคุยกันว่า
“ นี่ตะเอง..เห็นข่าวในทีวีปะ  เด็กมัธยม 7 คน ถ่ายคลิปหวิวเอากัน   แชร์ทางเฟช คนแห่ดูนับแสน”

เจ๊บุญมีออกอาการหมั่นไส้
ผมเลยเห่าประชดไป สองที  “ โฮ่ง(โธ่..ไอ้หน้าคน...)  โฮ่ง...(จังไรแมน) “

ไม่นานท้ายตลาดก็มีเสียงเอะอะโวยวายลั่น
“ ช่วยด้วย  ช่วยด้วย  คนตีกัน   !”  ป้าศรีโวยลั่น
“ ใครวะอีศรี ตีกันกลางวันแสก ๆ “  เจ๊บุญมีถาม
“ อ๋อ.คงเป็น พวกจิ๊กโก๋ สักลายท้ายตลาด รุมยำหนุ่มต่างถิ่น หนะ “  ป้าศรีตอบหน้าตาแหยงๆ
“โฮ่ง.!.(ไอ้พวกคน หมู่ )   แม่เห่าสมทบ
ไม่นาน ทิดขวัญคนร้อยเอ็ด เดินดุ่ม ๆ   ยิ้มร่ามาแต่ไกล
“ ป้า..ป้า...  เอา ซี้น 1 โล  พร้อม  ขี้เพี้ย  2 ถุง “  ทิดขวัญพูดจาเสียงดังตามนิสัยแก
ผมรีบเห่าเบาๆ ด้วยอาการดีใจ  
โฮ่ง!  โฮ่ง  โฮ่ง  แลบลิ้นเลียปาก 1 ที

     


                                  ภาพจาก google

 
 
สาธุการบทความนี้ : 205 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 202 ครั้ง
 
 
  17 ม.ค. 2555 เวลา 14:08:23  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่16)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


สรุปแล้ว...เมียฮ้าย อยู่บ่   บ่เหลือสมทบทุน ไอคอนน้อย

คักหลาย ไผมีเรื่อง ซีรี่ หมา หมา แบบนี้ เล่าสู่ฟังแนเด้อ....

ขอบคุณ บ่าวหน่อ ครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 161 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 161 ครั้ง
 
 
  17 ม.ค. 2555 เวลา 16:04:28  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่37)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

คลิปอีหยัง มาปันเบิ่งดู๋      คลิปกินแมวติ  หรือคลิบต้ม

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  04 ก.พ. 2555 เวลา 10:40:13  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่39) ศาลา      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

เครดิตภาพจาก www.wittaya.net

เรื่อง "ศาลา"

ศาลาการเปรียญหลังเก่าคร่ำครึ แทรกตัวในแมกไม้ใหญ่ในบริเวณวัด    ตัวศาลาทำด้วยไม้ทั้งหลัง
เสาทำด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งต้น  ทั้งระเบียงและหน้ามุข แกะสลักไว้สวยงาม ตามแบบช่างฝีมือ บรรพบุรุษ
ด้วยสร้างมานานนับร้อยปี จึงดูเก่าโข ขาดการบูรณะให้สวยงามดังเก่า

“นมัสการหลวงตา   กระผมมาหารือเรื่องจะ เรื้อศาลาหลังเก่า แล้วสร้างหลังใหม่ขะรับ “
“บุญศรี” เพิ่งได้รับการเลือกตั้งให้เป็น นายก อบต.มาหมาด ๆ  กราบลงแล้วพนมมือเจรจา
“ สร้างใหม่ทำไมหละโยม  หลังเก่าก็พอใช้ได้  “
หลวงตานั่งจิบน้ำร้อนสายตาดูสงบ
“ หลังเก่ามันเล็ก รับคนได้ไม่เยอะ และทรุดโทรมแล้ว ไม่ใหญ่โถงโอ่อ่า สมกับฐานะวัดและคนในหมู่บ้าน”
บุญศรีให้เหตุผล
“ ทำไมไม่ใช้การบูรณะเอาหละ จะประหยัดกว่าไหม”  
หลวงตาวางน้ำชาลงสายตายังสงบดังเดิม
“ คือว่า...หมู่บ้านเราปัจจุบันลูกหลานก็ไปทำงานในเมือง  ได้เงินได้ทองมาเยอะ  เรี่ยรายไม่นาน
ก็มีเงินสร้างใหม่ได้แล้วครับหลวงตา  สร้างเป็นหินอ่อน ให้สมหน้าตาหมู่บ้าน”
บุญศรียังยืนยันเจตนา
“ อืมม..หลังเก่ามันไม่ดีแล้วหละซิ ใช่ไหม “  หลวงตามองหน้า
“วัดเป็นของชุมชน มิใช่ของหลวงตา  หลวงตาเป็นเพียงพระสละเรือนแล้วจึงออกบวช  “
.......................................
“วัตถุที่ยิ่งใหญ่ใช่หมายว่า คนจะเป็นสุขและสงบ  จิตใจที่ปราศจากการยึดมั่นต่างหาก นำพาให้พ้นทุกข์ “
สมัยโบราณ ความเป็นอยู่ลำบาก ไปมาไม่สะดวก  เดินทางได้ไม่รวดเร็ว  ติดต่อสื่อสารกันช้า
จึงมีความคิด สร้างโน่น สร้างนี่   เอ....หากเราบินได้ดังนก คงจะเป็นสุข   เราเดินทางได้รวดเร็ว
สื่อสารกันรวดเร็วคงเป็นสุข  ปัจจุบันเราสร้างความคิดนั้นให้เป็นจริงแล้ว   สังคมยังเป็นสุขกว่าเดิมไหม “
หลวงตาถาม
“ไม่ขะรับ  มีแต่ก่อให้เกิดกิเลส ยั่วยวนจิตใจ ให้ดิ้นรน วุ่นวาย “ บุญศรีตอบ

“บุญศรีเอ๋ย..หลวงตามองเห็น ศาลาหลังใหม่ใหญ่ยิ่ง  รองรับผู้คนมากมาย  แต่คนมีศีลธรรมมีนิดเดียว
ไม่เต็มศาลาหลังเก่าเสียด้วยซ้ำ   หลวงตาเห็นคนทำบุญให้ทานมากมาย  แต่มีคนที่ใจเมตตาต่อกัน
เพียงหยิบมือ   เห็นคนเข้าวัดมากมาย แต่เห็นคนศึกษาปฏิบัติตามหลักคำสอน เพียงหย่อมเดียว
หลวงตาเห็น คนศรัทธาในเม็ดเงิน มากมายคณานับ  แต่กลับเห็นคนที่ศรัทธาในความถูกต้องน้อยนิด
หลวงตาเห็นคนประท้วงเรียกร้อง ประชาธิปไตยกันมากมาย แต่เห็นคนที่เคารพสิทธิคนอื่น น้อยจริงๆ
เราศรัทธา ศาลา หรือ คำสอนพุทธองค์    บุญศรี “


“ตกลงเราจะสร้างใหม่ใช่ไหมครับหลวงตา “ บุญศรีแอบยิ้มๆ
“ต้องลงประชามติ ก่อนนะ “
หลวงตานั่งแบบสบาย ๆ ผ่อนคลาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาๆ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 143 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 142 ครั้ง
 
 
  23 ก.ค. 2555 เวลา 21:39:29  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่43) ใครหมู่      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 


รถ 2 แถว สีส้ม คาดอักษรสีขาว บอกจุดหมายปลายทางที่ด้านข้างตัวรถ  “ วานร – สกล “  
เปิดไฟเลี้ยว “ด๊อกแด๊ก” แล้วหักเลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังสีถ่านเพลิง  ไอฝุ่นคละคลุ้งตามไฟท้าย
ผู้โดยสารบนรถ บางคนทำกริยาเหมือนชื่อจุดหมายปลายทาง  บ้างก็ “ว่านอน  และ สะกรน”
บางคนน้ำลายยืดสะดุ้งตื่น หัวสั่นหัวคลอน
ถนนลูกรังคดเคี้ยวไปตามทุ่งนา และป่าเบญจพรรณเต็งรัง ถนนทางหลวงชนบท
บ้างก็เกิดหลุมบ่อ ต้องใช้ความชำนาญขั้นเทพในการบังคับ  ในคราที่รถ”ลงมอ” หรือทางลาดชัน
แม่ใหญ่ศรี ต้องเอาเท้าเกี่ยวกับ “มัดมันเพา”ไว้ กลัวข้าวของหลุด
“มันเพา”  มัดนี้ แกซื้อมาจากตัวเมือง หวังเอาไปฝากหลานน้อย ด้วยราคา มัดละ 5 บาท



ฝุ่นลูกรังโปรยปลิวตามแรงลม จนทำให้ใบไม้และต้นไม้ริมทาง ถูกแต้มสีแดงไปด้วย
หนทางก็ งอคดไปตามภูมิประเทศ สะพานข้ามลำห้วย ยังเป็นสะพานไม้ตอกหมุด
รถวิ่งผ่านที่เสียงดังโครมคราม  ป้ายจำกัดความเร็วข้างทาง ระบุ “ 400 กม.”
“แอ๊ดรถ” (แอ๊ด ย่อมาจาก Administer ) หรือเด็กท้ายรถ ชื่อ นายแว  ขยี้ตาตัวเอง
ดูป้ายจำกัดความเร็วข้างทางอีกครั้ง นึกว่าตาพล่าแดด
“ โอยย..ไผเอาขี้ถ่านไฟมาเขียนเติมเลข 0 วะ  “  
ที่แท้ ป้ายจำกัดความเร็ว เอียงกระเท่เล่  เขียนไว้แค่  40 กม. แต่โดนเด็กน้อยที่หาเลาะยิงกะปอม
เอาถ่านไฟเติมเลข 0 อีกตัว เท่ากับความเร็วรถไฟหัวกระสุนชาวซามูไร

สองข้างทางเต็มไปด้วยวิถี  คราใดที่รถวิ่งผ่านหมู่บ้าน จะเห็นเด็กเล็ก วิ่งตามเป็นพรวน
สูดดมกลิ่นเผาไหม้น้ำมันดีเซล  
“ คือหอมดัง ฮิ่นๆ แท้หวา “
เพราะกลิ่นที่คุ้นเคยคือ กลิ่นดิน กลิ่นโคลน สาบควาย กลิ่นหญ้า  หอมเปดอกไม้ถิ่น  
กลิ่นประหลาดจากน้ำมัน จึงเป็นจุดสนใจ
คราที่รถจอดส่งผู้โดยสาร จะเห็นภาพผู้คนกอดกันด้วยดีใจที่ได้พบ พร้อมหิ้วของฝากพะรุงพะรัง
ดังปลื้มปรีดาที่ไม่ต้องไปกับ “เจ้างูใหญ่สีแดงคดเคี้ยว” เส้นนี้

เด็กขี้ดื้อ(แสนซน) บางคน หลอย (แอบ) เอามือ “ต้วย” ( คุ้ย,ป้าย) ท่อไอเสียรถดำปื๋อ  
แล้วก็เอาไปป้ายดัง(จมูก) เพื่อน ๆ เป็นที่สนุกสนาน



ไม่นานรถก็เคลื่อนออกจากหมู่บ้าน ผ่านทุ่งนาหน้าแล้ง มองเห็นฝูงวัวควาย ออกันตามลำห้วยเก่า
ต้นเตยหนาม เกิดเป็นพุ่มหนามยาวตามลำห้วย น้ำในก้นบึ้งแห้งขอด มองเห็นดินแตกระแหง
ควายหลายตัวนอนแช่ปลัก หรือ “บวก” ในภาษาอีสาน เมื่อรถสีส้มวิ่งผ่าน  มันจะชะเง้อมอง
บางตัวก็ ยิงฟัน แยกเขี้ยวใส่ อย่างหวงถิ่น

ต้นกระโดนกลางทุ่ง ยืนเด่น ผลิใบอ่อน แทงยอด บางกิ่งก็งอกใบสีเขียว พร้อมสังเคราะห์แสง
ขัดแย้งกับบรรยากาศรอบด้าน ซึ่งกำลังเป็นสีน้ำตาลแห้งเพราะขาดน้ำ
ประหนึ่งเหมือนมัน เชื่อมั่นว่าในไม่ช้า ฝนจะถั่งโถมชโลมดิน ให้ถิ่นนี้วิไล
ต้นกระบก ยังเป็นพุ่มเขียวครึ้ม ดูไม่แยแสต่อฤดูแล้ง  ไม่ผลัดใบให้แตกต่าง
เหมือนปล่อยวางภาระแห่งการดิ้นรน  ฝนหรือแล้งแค่กาลฤดูผ่านไป

รถโดยสารสีส้มยังคงมุ่งทะยานไปตามถนนสีแดงที่ตัดผ่านป่าโคก  ไม้เต็งรังยืนเด่นทิ้งใบ
แต่กลับออกดอกสีแดง ,สีขาว เป็นช่อล้อเล่นต่อความกันดาร  
บางช่วงถนนเปลี่ยวเหมือนตั้งใจตัดผ่านป่า ไร้แม่วี่แววการอยู่อาศัยของสัตว์ประเสริฐ
พาลให้คิดว่าหากรถเสียหรือ รถ “ฮ้าง” ขึ้นมา คงต้องนอนกินข้าวลิงกันข้ามคืน

รถโดยสารวิ่งมาไกลโข  จอดส่งผู้คนตามรายทางหลายหมู่บ้าน จนตะวันบ่ายคล้อย
เหลี่ยมตะวันฉายโดนลบ โดยยอดไม้ข้างทาง แดดร้อนแรงกลายเป็นอ่อนโยนทันตา
ผู้โดยสารทยอยกันลงจากรถตามรายทาง จนเหลือแค่  หนุ่มหน้าตาดี สวมชุดกากีนวล
เขาคือ ครูใหม่ ที่เพิ่งได้คำสั่งบรรจุมาหมาด ๆ  จากการสอบบรรจุ ของ สพฐ.กันดาร
“ อีกนานไหมครับถึงบ้านเซียงเพ็ง “
ครูใหม่ถามแอ๊ดรถ ด้วยสีหน้าเพลียๆ เพราะนั่งรถมาตั้งแต่เที่ยงวัน
“ อีก โดนเติบครับครู  ถึงแล้วจะบอก”
แอ๊ดรถผู้ชำนาญเส้นทางบอกด้วยภาษาไทยปนลาวอีสาน สำเนียงแปร่งๆ
ชายหนุ่มชุดกากีนวล เอามือคลำกระเป๋าเสื้อหา ซองเอกสารรายงานตัว ต่อต้นสังกัด
ก่อนถอนหายใจคลายกังวลเพื่อพบว่ามันยังอยู่ที่เดิม  พลางครางในลำคอ
“ อืมม...เหิงเติบ  “



.................................................................................................

ขณะที่รถเคลื่อนไปอย่างใจเย็น ภาพแห่งความหลัง ผุดขึ้นในภวังค์ของครูหนุ่ม
ในสมัยเรียน วิทยาลัยครู และเปลี่ยนมาเป็น “สถาบันราชภัฏ” ในปี 2535
“ราชภัฏ”  หมายความว่า เป็นคนของพระราชา"
พระราชาที่ทรงธรรม ที่ทรงงานเพื่อประชนของพระองค์ อย่างที่ไม่เคยมีราชาองค์ใดเทียมเท่า
แม้ในถิ่นกันดารแค่ไหน พระองค์ไม่เคยย่อท้อ ในการบำบัดทุกข์ให้ปวงชน

ความทุกข์ยากในการตรากตรำ ร่ำเรียน  ทั้งต้องครองตนให้อยู่ใน จริยะอันควร ในฐานะวิชาครู
ผู้จะเป็นแบบอย่างให้เด็กตัวเล็ก ๆ  “ให้เกรงความชั่ว  ไม่กลัวการทำดี และมีวิชา”
ภาพพองเพื่อนร่วมคณะ และคณาจารย์ ผลัดกันปรากฏในห้วงคำนึง ภาพ ดรุณีสวยสดใสในชุดครุยวิทยฐานะ
ภาพกุฏิหลวงตาที่เคยอาศัยในตอนเรียน และอื่นๆ มากมายประดาดังโถมใส่ ดังการโคลงเครงของรถ
...................................................................
“เอี๊ยด.ดดดดด ! “
เสียงเบรกรถดังลั่น พร้อมกลิ่นฉุนของผ้าเบรกโชยเข้าจมูก ทำให้ครูใหม่ ตื่นจากห้วงภวังค์
“ฮอดแล้วคับครู  “
แอ๊ดมิน ฯ ประจำรถร้องบอก ครูใหม่เรียบหยิบสัมภาระลงจากรถ หันมองไปทั่วบริเวณ
รอบด้านมีแต่ป่าโคก วังเวง ประจวบกับตะวันคล้อยค่ำ ย่ำยามผีตากผ้าอ้อม
ทำเอาครูหนุ่มประวิงหวั่น
“ ไหนหละ เห็นมีแต่ป่า “
“โน้นครับ.ต้องย่าง(เดิน) ไปตามทางโนนหินแห่(ลูกรัง) เข้าไปอีก 5 กิโล “
มองไปตามมือชี้ เห็นถนนลูกรังแยกจากถนนสายหลัก เป็นถนนสายเล็ก ทอดยาวข้ามทุ่งกว้าง
5 กิโลที่ว่า อาจะเป็น “กิโลแม้ว”   มิใช่ ”กิโลเมตร” เสียแล้ว
..................................................................................................................................

รองเท้าหนัง “คัทชู” สีน้ำตาลย่ำไปตามทางลูกรังตัดผ่านทุ่งนา มองรอบทิศเห็นแต่ ตอฟางแห้ง
มีเถียงนา ของชาวนาตามรายทาง ฝามุงใบตอง หลังคาห่มแฝกให้เห็นเป็นระยะ ๆ
สลับกับป่าโคกเปล่าเปลี่ยว  นานๆที ได้ยินเสียงกริ่งเกราะ วัวควายของชาวบ้านอยู่ไกลๆ
ลมพัดใบตองแห้งในป่าดังโกรกกราก ดังเสียงหลอกหลอนแห่งพงไพรให้ผวาตื่น
แดดอ่อนแรงลงโข  ยอดไม้ใบโกร๋นพาดผ่านตะวัน คือทัศนะสัญญาณบอกเวลา  “ชิงพลบ”
ต้นดอกจานต้นใหญ่ข้างทาง ออกดอกสีแดงส้มเต็มกิ่ง หยอกล้อแสงตะวันคล้อย
ใต้ต้นมีดอกเก่าอำลากิ่ง เกลื่อนกล่นพื้น  
ครูใหม่แหงนมองช่อดอกสีสด ในขณะเดินผ่าน เผยยิ้มที่มุมปาก
แม้ในถิ่นกันดาร ห่างไกลสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นนี้ ยังมีสีสัน อัปสร อรชรให้ภิรมย์



...........................................................

ใครอื่นอาจะเร้นหลีกถิ่นกันดาร เลือกบรรจุในแถบเมือง แต่ไม่ใช่ครูคนนี้ เขาเลือกแบบนี้
เพราะเชื่อว่าทุกถิ่นในประเทศไทย ไม่ว่าจะห่างไกลหรือใกล้อาณาจักร ”โลตัส”
ล้วนมีความมืดมนทางปัญญา ที่รอประทีปน้อยๆ  ส่องสว่างให้เท่าเทียม

...............................................
การมารับราชการครั้งแรกครานี้ ช่างตื่นเต้นผจญภัยดีแท้   นั่งรถข้ามจังหวัด ข้ามอำเภอมาทั้งวัน
ได้พบเห็นอะไรมากมาย แถมยังต้องเดินกินฝุ่นจน “หัวแดง”  จนใกล้ค่ำก็ยังไม่ถึงที่หมาย
ท้องฟ้าสีแดงชาด เรื่อเรืองในเส้นขอบฟ้า  ทิวไม้เริ่มทะมึนทึบ  ความขมุกขมัวเริ่มคืบคลาน
หนทางเปล่าเปลี่ยวเส้นนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ณ แห่งใด
ครูใหม่ยังคงสะพายเป้ ดุ่มเดินจนเหงื่อซึมหลัง  บรรยากาศรอบทิศเริ่มมืดลงทีละน้อย
ชายหนุ่มรีบสาวเท้าก้าวยาวๆ  เพื่อเร่งเวลาให้พ้นจากความวังเวง
.................................................................................................
พอพ้นป่าโคกเปลี่ยวมาได้ ก็มืดมองแทบไม่เห็นลายมือแล้ว  เบื้องหน้าคือทุ่งกว้างอีกเช่นเคย
ชายหนุ่มปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผาก แลผ่าความขมุกขมัวไปด้านหน้า ไม่เห็นแม้แสงสว่างของ
ไฟฟ้าหรือตะเกียงใด ๆ  ในใจพะวงหน้าพะวงหลัง ไม่แน่ใจว่าตัวเองมาถูกทางหรือเปล่า
รอบด้านได้ยินเพียงเสียงแมลงกลางคืน  เพิ่มอรรถรสแห่งความวิตกจริต
เดินมาอีกชั่วอึดใจ จนถึงสะพานไม้ข้ามลำห้วย  ที่มีกอไผ่ขึ้นครึ้ม
“ สิไปทางได๋..น้อ..”
น้ำเสียงทุ้มร้องถาม ดังมาจากลำห้วย ในขณะที่ครูใหม่เดินข้ามสะพาน  ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งตกใจ
ร่างเงาของชายรูปร่างสันทัดเดินขึ้นมาจากลำห้วยที่แห้งขอด ทำให้ครูใหม่ ถอนหายใจโล่งอก

“ ไปบ้านเซียงเพ็งครับ  ไปทางนี้แม่นบ่ “
ครูใหม่ร้องถามตอบไปแก้อาการประหม่า
“ ทางนี้หละ อีกบ่ไกลดอก “
ชายวัย 50 กว่า เดินขึ้นมาจากลำห้วย สะพาย “ข่อง” (ภาชนะใส่ปลา)  ผ้าขาวม้าคาดเอว
ท่าทางจะเป็นคนในท้องถิ่น เดินมาใกล้จนเห็นใบหน้าชัด แม้จะยามตะวันโพล้เพล้
“ โห้..! คือแต่งตัวโก้แถะ  เป็นครู ซั้นติ “
ชายชรายิ้มเล็กน้อย มาพร้อมกับคำชม
“ ครับ ผมจะมาเป็นครูที่บ้านเซียงเพ็ง “  ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ สีหน้าผ่อนคลาย
“ ซือหยังหละ ครับ ครูใหม่ นี่แมะ “  
“ซื่อ ต้อง  ครับ “
“ต้อง ...อืมมม.. ต้องแล่ง ติ “ ชายชรามองสำรวจผู้มาใหม่
“ บ่แม่นครับ  ต้อง ที่แปลว่า  ลูกกระท้อน ครับ “  ครูใหม่อธิบาย
“ อ๋อ...หมากต้อง “  ว่าแล้วก็หัวเราะร่า
“ไปๆ  ผมจะเมือ(กลับ) บ้านพอดี   ไปทางเดียวกัน จะได้มีเพื่อนคุย “
ชายวัยผมสองสี ชวนครูหนุ่มร่วมเดินทาง พร้อมเดินนำหน้าผ่าความขมุกขมัวไปตามทางลูกรัง
ครูใหม่ถอนหายใจคลายกังวล โชคดีที่มีเพื่อนร่วมทาง  อย่างน้อยก็ไม่ต้องหวาดหวั่น
.........................................................................................
ทั้งสองเดินคุยกันมาอยากออกรสชาติ มีเสียงหัวเราะขำบ้างปนเปไป  ลืมความมืดที่กำลังปกคลุม
จนเห็นแค่เงาตะคุ่มๆ  ด้วยทั้งสอง เป็นคนอีสานเช่นกัน จึงไม่ยากในการสื่อสาร
“ ครูต้อง มาสอนวิซาหยังหละครับ “
“วิชา วิทยาศาสตร์ครับ  “ ครูใหม่ตอบ
“ บ่ฮู้จักดอก  ฮู้แต่ เลข  เขียน  เลิก  สมัยผมเฮียนดอกหวา “ ชายชราหัวเราะเบาๆ
“ แล้วครูต้อง มีเมียหรือยังหละ “  คำถามนี้ทำเอาครูใหม่สะอึก
“ ยังครับ คุยผู้สาวบ่เป็น “  ครูต้องตอบแบบถ่อมตน
“ โอ๊ย..บ่ยากดอก  สาวบ้านเซียงเพ็งบ่อึด  แล่นตำกันพู้นแหล่ว พ้อบ่าวครู “
ว่าแล้วก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
“ซาวบ้านแถวนี้อยากได้ครูผู้เสียสละ มาสอนเด็กน้อยลูกหลาน ให้มีวิซาควมฮู้ ทันโลกเขา “

ชายวัยผมสองสีกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เท่าที่สอบถามคุยกัน ทราบว่า หมู่บ้านนี้ไม่มีครูมาบรรจุใหม่นานแล้ว  เพราะเป็นหมู่บ้านห่างไกล
ทางอำเภอกำลังดิ้นรน หางบประมาณมาให้ไฟฟ้าเข้าถึงหมู่บ้าน แต่ต้องรออีก 4-5 ปี
โรงเรียนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีครูอยู่ 15 คน  ปีกลายมีครูย้ายออกไปอีก  2 คน ขาดแคลนครู
หมู่บ้านนี้จึงเป็นหมู่บ้านที่พึ่งพาตัวเองเป็นหลัก  วิถีดั้งเดิม เรียบง่ายและงดงามในประเพณี
..................................................................................


ทั้งสองเดินฝ่าความมืดมาไม่นาน ก็ถึงหมู่บ้าน มีแสงไฟจากตะเกียงแวมไหว กลิ่นควันไฟจากการหุงหาอาหารโชย
“ผมส่งครูแค่นี้เด้อ...โน่นโรงเรียน  ที่เห็นแสงวับๆ นั่น บ้านครูใหญ่ “
“ขอบคุณ คุณลุงมากครับ ที่มาส่ง “
ครูใหม่ยกมือไหว้ชาวถิ่นผู้ใจดี ก่อนเดินเข้ารั้วโรงเรียน มุ่งหน้าไปหาแสงไฟ ณ บ้านครูใหญ่
“ สวัสดีครับครูใหญ่  ผมครู อาทิตย์  นิวาสวงษ์ มารายงานตัวครับ “
ครูต้อง ยืนตะโกนเรียกขึ้นไปบนบ้านพักครูใหญ่  ไม่นาน ครูสุย ครูใหญ่ประจำโรงเรียน ก็ออกมาต้อนรับ
“ โห้..คือมาค่ำแถะหละคุณครู “
ครูใหญ่รับไหว้ แล้วเชื้อเชิญขึ้นบ้านพัก  เร่งไฟตะเกียงขึ้นสว่างโล่
“ กินข้าวปลามาหรือยังหละ “  ครูใหญ่อ่านหนังสือรายงานตัวของครูใหม่แล้วเงยหน้าถาม
“ ยังครับ “ ครูใหม่ตอบสั้นๆ ยิ้มจืด ๆ
“ เอาหละ ไปอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวก่อน  เดี๋ยวผมจะพาไปกินข้าว ที่บ้านงาน
ดีเลยจะได้แนะนำให้ชาวบ้านเขารู้จัก “
“ บ้านงานอะไรครับ  ชาวบ้านเขามีงานอะไร “ ครูใหม่ถามแก้อาการประหม่า
“ งานเฮือนดี “
ครูใหญ่ตอบสั้น ๆ
......................................................................................



“ ครูสุย......ครูสุย......”
เสียงตะโกนแหวกกลุ่มคนในบ้านงานมา  ในขณะที่ครูใหญ่กำลังซด “ซกเล็ก “
“ แม่นหยังบักเซียงข่อง”
“ มาเบิ่งครูน้อยเจ้าแน   เพิ่นเป็นลม ไทบ้านกำลังเป่าน้ำเอาอยู่ “

“ บักทิดสาขี้เหล้า มอมครูน้อยใหม่กูติ  ฮ้วย..! “
ครูสุย บ่นด้วยอารมณ์ไม่ดี พลางลุกออกจากวงอย่างรีบเร่ง
“ อ้าว..ครูต้อง...เป็นหยังบัดเทื่อนี่ “
ครูใหญ่หน้าซีด รีบเข้าไปประคองครูใหม่ ในขณะที่ชาวบ้านกำลังให้น้ำประพรม
ทั้งยาหอมยาดม สารพัดวี   ให้อาการทุเลา
“ เพิ่นไปจุดธูปกราบศพ  เงยหน้าเบิ่งฮูปภารโรง หมาน  ชี้มือแก่แด่ บอกว่า
อ้าว..ก็เพิ่งเดินมาส่งกันไม่ใช่เหรอ พะนะ “

บักเซียงข่องอธิบาย
“ แม่ใหญ่สีเลาว่า เป็นบ้าติ  คนตายได้  3 มื้อแล้ว  เท่านั้นหละ ครูน้อยเจ้าเลยล้มตึง“

..........................................................................................

 
 
สาธุการบทความนี้ : 156 ครั้ง
จากสมาชิก : 1 ครั้ง
จากขาจร : 155 ครั้ง
 
 
  26 ก.ค. 2555 เวลา 11:58:40  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่54) เรื่อง ต่วน AEC      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 



ณ ดอยมึ๋ง  ฐานทหารติดแนวตะเข็บชายแดน จังหวัดเชียงราย   เวลา 0800 น.
หมอกสีขาวโรยตัวคลุมทิวสิงขร ดังม่านแพรอัปสร พลิ้วไหว ล่อเล่นกับยอดไม้
ทหารไทยกำลังตั้งแถวเคารพธงชาติ    ส่วนทหารพม่าเคารพธงชาติตั้งแต่ 7 โมงเช้า
แล้วก็เข้านอนคลุมโปง หลบความหนาวเย็นบนดอยสูง
“แสดงการเคารพธงชาติ   ทั้งหมดตรง !     “
ทั้งหมดกระตุกเข่าขวาขึ้น ให้ขาทั้ง 2 ข้างตึง ยืดอกยกไหล่  ขมิบก้น  พร้อมเพรียงกัน พรึ๊บ !
“ ประเทศไทย...รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย..........”
เสียงร้องเพลงประสานขึ้นเป็นประจำทุกวัน  ธงไตรรงค์ ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสาปลิวไสว
พลทหาร “ต่วน” ทบ.2 ลูกอีสาน ร้องเพลงในใจ ตามทำนองเพลงชาติ
“ ประเทศไทย แกงหน่อไม้ ใส่ยานาง ......”
ในใจลิ่วลอยกลับไปถึง “ขอนแก่น “  เห็นทุ่งนาอยู่ร่ำไร เพราะวันี้จะเป็นวัน ครบกำหนด “ผลัดพัก”
จะได้ลากลับบ้าน ไปหาบิดามาดร สิงขร “บ้านคำแคนเหนือ “  มัญจาคีรี

“ พลทหารต่วน  เวลาอยู่ในแถวห้ามยิ้ม  ห้ามดุกดิก  ผิดวินัยรู้ไหม “  
ผู้หมวดหมาด ๆ  กล่าวตักเตือนลูกน้อง เมื่อเคารพธงชาติเสร็จ    
“ รับทราบ และขออนุญาตแก้ไข ครับ ! “
พลทหารต่วนทำท่าเคารพ และรับคำเสียงเข้ม  
“ เอาหละทุกคน วันนี้ เป็นวันผลัดพัก ก่อนกลับไปบ้าน ผู้หมวดจะพากำลังพลเป็นเที่ยวชมตลาด “
ผู้หมวดแม้จะ ยืนกอดอก มาดเข้มแต่ก็ใจดี กับลูกน้องเสมอ
“ ผู้หมวดจะพาไปตลาด ม่องไหนครับ “
หมู่ ศรี  คนอุบล ฯ พูดไทยสำเนียงปนลาว ถามด้วยสงสัย
“ แม่สาย ตลาดแม่สาย ใครจะไปกับผู้หมวด ขึ้นรถได้เลย  “
ว่าแล้วก็ เฮโลสาระพา   ขึ้นรถกะบะรุ่นโบราณ นั่งกันเต็มจน หน้า “เงิง “  
“บักต่วน..มึงว่าผู้หมวดเป็นหยัง เลาคือมักกอดเอิ่ก  “
พลทหารบุญมา ถามสหายผลัดเดียวกัน  พลางกระซิบนินทาผู้หมวด
“ เลาย้านเอิ่กเลิ่น ละม้างง “
พลทหารต่วนตอบพร้อม งวกหน้างวกหลังระแวง
.................................................................................



เวลา 1100 น. ณ ตลาดแม่สาย  
“ นกน้อย จากท้องนา ราคาถูก  เธอเป็นลูก ที่ถูกพ่อแม่ ขายไฮ่....”
พลทหารต่วน และพรรคพวก ร้องเพลง “ แม่สาย” ของ  คาราบาว   เพิ่มความคึกคัก
“ เซาๆ สู ฮอดตลาดแล้ว  ลักอายคน “
หมู่ศรีห้ามปรามลูกน้องให้เพลาเสียงลง เมื่อรถวิ่งเข้าสู่บริเวณตลาด ย่านการค้า

“เอาหละผู้หมวดให้เวลา ถึง บ่ายโมง  จะซื้อหาอะไรก็ตามใจ    ต้องมีสติ รอบคอบ
ใช้เงินเบี้ยเลี้ยงให้คุ้มค่า  ห้ามข้ามไปฝั่งพม่า  บ่ายโมงเจอกันที่รถ “
ผู้หมวดออกคำสั่ง แล้วทั้งหมดก็แยกย้ายกันเดินชมตลาด    

ย่านท่าขี้เหล็ก คือด่านการค้าผ่อนปรนระหว่าง 2 ประเทศ  จึงเป็นตลาดที่ค้าขายกับคับคั่ง
มีสินค้าให้ซื้อหามากมาย ชาวพม่าก็ข้ามมาขายของในฝั่งไทย เต็มไปหมด  
อีกทั้งปัจจุบัน กลังก้าวเข้าสู่ AEC  ( ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน)  ซึ่งสามารถหาซื้อสินค้าปลอดภาษี
และสินค้าราคาถูกได้ เพื่อเพิ่มรายได้ของพ่อค้าแม่ขายอาเซี่ยน  กลไกของระบบเศรษฐกิจ
จึงเห็นชาวต่างชาติมาค้าขายในไทยคับคั่ง


“ เอานาลิกาไหมอะ ต๊ะหาน  ถูก ๆ  ของลี ๆ ของแท้จาก จินเชียวนา
ต้อนรับ AEC  “
แม่ค้าพม่าปะแป้งเอาผ้าโพกหัวเชิญชวน
“ ป๊าด..นาฬิกาไซโก้ พะนะ   มีการจุ่มน้ำให้เบิ่งพร้อม  ถ่อได๋หละ “ พลทหารต่วนถาม
“ 600 ร้อยเอ็ง  เอาป๊ะ “
“ แพงไป  500 ละกัน “
“ อ๊ะเค ห้ามบอกคายนะว่าซื้อมาแค่ 500 ร้อย  เด่วนุ๋งขากทุง “  
เอาหละว่า ได้มีนาฬิกาเท่ห์ ๆ ใส่ไปสวดสาวที่บ้านคำแคนเหนือแล้ว  ต่วนคิดในใจ
เดินมาอีกสักพัก
“ ต๊ะหาร เอาแหวงพลอย พม่าสวยๆ ไปใส่ป๊ะ สินค้า AEC   “
“ เท่าไหร่  “
“ 400 ร้อย  หินพลอยของดี งางฝีมือเชียวนะ “
เอาหละวะ ได้ใส่ทั้งแหวน ทั้งนาฬิกา งานนี้ สาว”ส่วย” คุ้มบ้านเหนือต้องหันมามองบ้างหละ
ต่วนจึงตัดสินใจซื้อทันที    
......................................................................................
ขณะที่นั่งรอเพื่อนกลับมาจากการเที่ยวตลาด  มีพ่อค้าชาวกะเหรี่ยง หอบหิ้วถุงผ่านมา
“ พี่ ๆ เอา มาโบโร่ ไปสูบไหม ผมขายให้ ถุก ๆ บุหรี่ ปลอดภาษี “
“ แคปตอล ละเท่าไหร่ “
“ 200 ละกัน ผมจะรีบกลับ เดี๋ยวด่านปิด เห็นว่าเป็นทหารนะนี่ถึงขายราคานี้ให้ ”
ต่วนรีบควักเงินซื้อทันที มีที่ไหนเฉลี่ยแล้ว ตกซองละ 20 กว่าบาท ปกติ มาโบโร่  50 บาท
เคยเห็นแต่ผู้หมวดสูบ  งานนี้หละ จะได้เป็นหมวด “ต่วน” บ้างหละ
......................................................................................................
รถเคลื่อนออกจากแม่สาย  เพื่อนๆหลายคนอวดอ้างของที่ตนซื้อหามา
หมู่ศรีได้วิทยุเสียงแจ๋ว  ราคาแสนถูก  บอกว่าจะเอาไปฟังแก้เหงา เวลาเข้าเวร
เพื่อนๆหลายคน แซวพลทหาร “ต่วน”  ว่าใส่นาฬิกาแม่สายแล้ว เทห์  แหวนพลอยเม็ดโต
ต่วนได้แต่ยิ้มภาคภูมิใจ  
พอรถวิ่งมาถึง “ บ้านจ้อง “  นอกเขตแม่สายเท่านั้นหละ
“ ฮ้วยวิทยุคือบ่ดัง พะนะ “
หมู่ศรีอุทานขึ้นเป็นคนแรก เนื่องจากวิทยุที่เปิดฟังเพลงดี ไร้แม้เสียงซู่
“ กะยังว่า วิทยุแม่สาย  นี่มันฮอด”บ้านจ้อง” แล้ว มันกะบ่ดังละเนาะ “
“ 555555555”
“ หมู่ ครับ  นาฬิกาผม เข็มมันคือ ญ่างนำกันอุ้มหลุ่ม แนวนี้ “
พลทหารต่วน เอานาฬิกาที่ซื้อมาให้ หมู่ศรีดู
“ นาฬิกา รุ่นเข็มรวม   ทั้งเข็มวิ  เข็มนาที เข็มชั่วโมง  หมุนเป็นเข็มเดียวกันเลย “
“ 55555555555”
“ หุย....ถูกต้มแล้ว  “
พลทหารต่วนหัวเสีย  สะบัดข้อมือร่าๆ  เผื่อนาฬิกาจะเดินปกติ
“ เอ๋า..แหวนพลอยพม่า  หัวพลอยมันเสียไปแต่เมื้อเหิง  คือมีแต่แหวนบัดเทื่อนี้ “
ต่วนหน้าซีดเมื่อหันมาดูแหวนพลอย บัดนี้เหลือแต่โลหะ  หัวพลอยหลุดหาย
“ กะยังว่าแหวนพลอยแม่สาย  บักต่วน  หัวมันกะอยู่แม่สาย พู้นละเนาะ “
“555555555555555”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งรถกระบะ
“ หุย..ถืกต้มอีกแล้ว   คือดวงดีแท้น้อกู   “
ต่วนศักดิ์  ออกอาการฉุนเฉียวจนหน้าแดง  เครียดอย่างหนัก   จึงคว้าเอาบุหรี่ มาโบโร่
ที่ซื้อมา 1 แคปตอล ฉีกออก  หวังจะสูบให้ผ่อนคลาย  
“ ฟ้าแมบเอ้ย.....ยาสูบกะมีแต่รา  ขึ้นเขียวเต็มเลย ...โอ้ย.....”
“ ฮ่าๆ ... ต่วน  AEC  “

 
 
สาธุการบทความนี้ : 127 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 127 ครั้ง
 
 
  23 ส.ค. 2555 เวลา 18:28:03  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่59)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
คุณต้องแล่ง:
"ซิมแม่สาย"   เคียดบ่ทันเซาเท่าสุมื้อนี่

    


จื่อบ่  ญาคู

 
 
สาธุการบทความนี้ : 105 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 105 ครั้ง
 
 
  24 ส.ค. 2555 เวลา 08:06:17  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่64) เรื่อง ใครอยู่      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 



เมื่ออาทิตย์ลับลา อันธกาลเข้าแทนที่แสงอัสดง คบคาไม้ไร้อาการไหวติง
ความเย็นเยือกแทรกซึมอยู่ทุกแมกไม้สิงขร  ดวงจันทร์เจิดแจ่มเคียงเดือน แสงนวลประกาย
แหงนคอตั้งบ่ามองดวงแข แลเห็นเงาไม้ทาบทับพร่างพรายดั่งพระจันทร์ในม่านน้ำตา  
ความเย็นเยือก สะกดแมลงกลางคืนให้เงียบงัน ไร้เพลงแห่งราตรีเห่กล่อม
ทางเดินลูกรังเห็นรูปร่างเพียงลางเลือน ดังภาพหลอนในม่านมายา


" ใกล้ฮอดละบ่ครับ ท่านญาคู "
ครูสุย อาจารย์ใหญ่ และภารโรงในตำแหน่งเดียวกัน อดถามไม่ได้เพราะเดินทางมานานโขแล้ว
" ใกล้แล้วครูสุย...อีก 10 ขีด ก็ถึงแล้ว "  สมณะผู้แบกกรดเดินนำหน้า ตอบเบาๆ
" หืมม..เล่นมุข กะเป็น เดี่ยวอาบัติ ดอกท่าน "

ครูสุยหัวเราะในลำคอ สะพายย่ามเดินตาม ญาคูสี หรือ พระสี กตฺตบุญโญ
ผู้บวชมาแล้ว 20 พรรษาญาคูสี เป็นเพื่อนกับครูสุย มาตั้งแต่สมัยเยาว์วัย
เคยเลี้ยงวัวเลี้ยงควายมาด้วยกัน จนเติบใหญ่
เส้นทางชีวิต และลิขิตกรรม ทำให้ทั้งสองเป็นอย่างปัจจุบัน

หนึ่งคือผู้ละทิ้งเรือนออกบวช หนึ่งคือ "ฆราวาส" ลูกสาม


" นมัสการ ญาคู สี
ขะน้อย จารย์จอด  บุญค้ำ  ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนาคอย  ต.หนองเดิ่น อ.โพนแพง จ.xxxx
เนื่องจากปีนี้ 8 สองหน  คนหนหวย  พระหลอด สีละอุตะโล พระประจำวัดบ้านาคอยองค์เดียว
ได้ "โตนกุฏิ"  หนีออกจากวัด สิกกับต้นโพธิ์  หายสาบสูญ บ่ทราบสาเหตุ
เหลือแต่ผ้าคลุมห้อยใต้ต้นโพธิ์ โอ้นโต้น
จึงทำให้ วัดบ้านนาคอย ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ชาวบ้านไทเมียง อยากลงวัด "ลงจังหัน"
อยากทำบุญ แต่ขาดเนื้อนาบุญ  ปัจจุบันไทบ้าน ขาดการทำบุญมาแล้ว 4 เดือน  เดือดฮ้อนหนัก
ขะน้อย จึงขอนิมนต์พระคุณเจ้า ไปจำวัด ที่วัดบ้านนาคอย เป็นจำนวน 3 วัน
โดยขอนิมนต์ท่านไป ตั้งแต่ มื้อ 14 ค่ำ เดือน 10  จนฮอด มื้อแรม  1 ค่ำ เดือน 11  ใกล้ๆนี้
เพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาสทำบุญสุนทานรักษาศีล มื้อเพ็งเดือน 10
ขอนมัสการด้วยความเคารพ
                                                          จารย์จอด  บุญค้ำ
                                                        ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนาคอย

ปล.ขาไป นิมนต์ย่างไปเองเด้อขะน้อย (สามล้อคันเดียวในหมู่บ้าน ซนควายตู้ กำลังซ่อมอยู่
     ส่วนขากลับ ชาวบ้านจะเหมาสามล้อมาส่ง ขะรับ )


จดหมายลายมือ เขียนใส่กระดาษ F4 ที่มีเส้นบรรทัด เนื้อกระดาษหยาบสีเหลืองจางๆ
ญาคูสี ถือไปให้ครูสุยอ่าน  พร้อมเอ๋ยปากชักชวน ให้เดินทางมาเป็นเพื่อน
เห็นว่าสนิทกัน เลยชักชวน อีกอย่างครูสุยแกเป็นคนชอบเข้าวัดเข้าวา
นั่นคือเหตุและผล พร้อมสมการโจทย์ที่ลงตัว ภาษาอีสานเรียกว่า "ขี้ถืกป่อง"



หมู่บ้านนาคอย เป็นหมู่บ้านห่างไกล และโดดเดี่ยวจากหมู่บ้านอื่น  ถนนหนทางไปมาหาสู่ลำบาก
ยิ่งหากเป็นหน้าฝน น้ำไหลหลากแล้วไซร้  ไป่มีหนทาง  
ทางเข้าหมู่บ้าน อาศัยทางเกวียน ที่ชาวบ้านไปมาหาสู่กัน ใช้ลำเลียงมิตรภาพ และการสื่อสาร
รวมทั้งลำเลียง"หนังขายยาสังหารบักตืก" เข้าสู่หมู่บ้านโดยตรง

"เห็นแสงไฟเมียงๆ แล้วพ่อออก  อีกบ่ไกลดอก"
ญาคูสี เปรยขึ้นพร้อมชี้ให้ดูแสงไฟริบหรี่  
"ไคแนเนาะ  เห็นแสงไฟให้มีแฮงใจแน "  ครูสุยยิ้มถูกใจ
"หุย..บ้านอีหยังอยู่ไกลหมู่กะด้อ....ปานได๋มันสิเจริญ แม่นบ่ท่าน" ครูสุยชวนคุย
" อีกไม่นานมันก็เจริญเองแหละ เพราะคำว่าเจริญวัดกันด้วยวัตถุ
ส่วนความรุ่งเรือง มันวัดกันที่จิตใจคน  "
"ฮ้วย..ยังบ่ฮอดวัด มาเทศน์ให้กันฟังก่อนหละคูบา"  ครูสุยหัวเราะท่ามกลางความมืด

หนทางข้างหน้ามืดมิดลงทุกขณะ มองเห็นเพียงเงารางๆ ให้คาดเดาว่าด้านหน้าคือถนนลูกรัง
ต้นไม้ยืนเรียงรายเป็นชายป่าเลียบรายทาง บางต้นทะมึนตึงมืดดำครึ้ม ปกคลุมถนน
ยามหัวค่ำเช่นนี้ไม่น่าเงียบสงบ อย่างน้อยต้องมีเสียงแมลงเห่กล่อมบ้าง
จึงจะเป็นปกติวิสัยแห่งป่า  แต่คืนนี้กลับตรงกันข้ามช่างวังเวงเดียวดายเต็มประดา

ครูสุยเดินสาวเท้าเข้าใกล้ญาคูสี อย่างน้อยก็ช่วยให้อุ่นใจขึ้น แม้เพียงชั่วเวลาแค่นับข้อนิ้วก้อย
" ย้านอีหยังกะด้อ พ่อออก "  ญาคูสีเอ่ยปากรู้ทัน
" บ่ย้านดอก มันเสียวสันหลังวาบๆ  ยาบมาทางดูกซ่วง" ครูสุยตอบ

"บ่มีอันใด มืดดำเท่าจิตใจมนุษย์ ผู้ไม่เคยฝึกใจให้รู้เท่าทันกิเลสดอก
มืดสนิทไร้ทิศทาง ไร้แสงว่าง มีแต่ดำดิ่งลึกล้ำเย็นเยือก ทำลายล้าง
น่ากลัวยิ่งกว่าอมนุษย์ในพิภพทุกตัว"

ญาคูสียังเดินพูดให้ฟังตามปกติ
"หมายความว่า สิ่งที่เป็นตาย้านที่สุดในโลกคือ จิตใจมนุษย์ที่มืดบอด แม่นบ่ญาท่าน"
ครูสุยชวนคุยต่อ
"จิตใจที่มืดบอดในความเจริญ เป็นตาย้านกว่าหมู่ "  
ญาคูสีถอนหายใจลึก


เมื่อทั้งคู่ย่างกรายเข้าเขตท้ายบ้าน เสียงหมาเห่า ก็ดังขึ้นเตือนให้เจ้าของเรือนแต่ละหลังรู้
ตะเกียงดวงน้อยถูกจุดขึ้นให้แสงสว่าง เสียงผู้คนเริ่มคุยกันจอแจ
กลุ่มชาวบ้านจำนวน 4 - 5 คน ดักรออยู่แล้วที่ถนนทางเข้าหมู่บ้าน



"นิมนต์ทางนี้ ขะน้อย "
เสียงชายวัยใกล้ฝั่งดังขึ้นในเงาวาบหวามของตะเกียงน้ำมันก๊าด
" ขะน้อย จารย์ จอด ผู้ใหญ่บ้าน และลูกบ้านมารอฮับ ครูบา ขอรับ "
เมื่อเดินเข้ามาใกล้แลเห็นผู้ใหญ่บ้านร่างสันทัด เนื้อหนังเหี่ยวย่นเพราะกาลเวลา
สวมเสื้อสีขาว นุ่งผ้าสะโหล่ง ผ้าขาวม้าพาดบ่านั่งคุกเข่าพนมมือ

"เจริญพร พ่อออก จอด " ญาคูสี ตอบรับ
"นิมนต์ทางนี้ ขอรับ พวกกระผมจะนำทางไปวัด "
ชายวัยกลางผู้หนึ่งนุ่งเสื้อหม่อฮ่อมย้อมคราม ผ้าขาวม้าขัดเตี่ยว แบมือเชื้อเชิญ
แล้วทั้งหมดก็เดินตามทางในหมู่บ้านไปสู่วัดร้างไร้พระสงฆ์จำพรรษา
ระหว่างทางก็ถามสารทุกข์สุกดิบ ชาวบ้าน 2 คนเดินถือตะเกียงนำขบวน
แสงไฟตะเกียงสาดส่องไล่ความมืด พอให้เพิ่มทัศวิสัยกว้างออกไปบ้าง ช่วง 2 - 3 เมตร

บ้านชองชาวบ้านที่นี่เป็นบ้านไม้ ทรงอีสาน ส่วนใหญ่ผนังเป็น ฝาแถบตอง หรือไม่ก็
เป็นฝาที่ดัดแปลงมาจาก การสานไม้ไผ่แนบถุงปูนซีเมนต์ตราเสือ ประยุกต์ใช้เป็นผนัง
ที่มีฐานะหน่อย จะเป็นฝา "ฟากไม้ไผ่" ที่ดีหน่อยจะเป็นฝาไม้เนื้อแข็งทั้งแผ่น เรียกว่า "แป้นแอ้ม"
ทุกบ้าน มี "เดิ่น"(ลาน) หน้าบ้านกว้างขวาง

บางหลังเพิ่งปลูกใหม่ๆ หลังคามุงสังกะสี ปลูกเป็นเรือน"ทรงเล้า" คือบ้านยกสูงสี่เหลี่ยม
เหมือนยุ้งฉาง แถวนี้เรียกบ้านแบบนี้ว่า " เฮือนซาอุ ฯ "

นั่นเพราะต้องเป็นบ้านของคนไปทำงานเมืองนอก ( ซาอุดิอาระเบีย ) แล้วส่งเงินกลับมาสร้างบ้าน
จึงจะมีเงินซื้อวัสดุก่อสร้างราคาแพงมาใช้ เสาเรือนก็เป็นเสาปูน ดูภูมิฐานกว่าเรือนอื่น ๆ

บ้านเรือนหลากหลายระดับ ตั้งแต่ เฮือนผูก เฮือนเหย้า เฮือนเกย เฮือนโฮง เฮือนแฝด
แตกต่างกันไปตาม ครอบครัวเล็ก - ใหญ่  ผู้ออกเรือนใหม่ก็จะปลูกเป็น "เฮือนเหย้า"
( เรามักจะได้ยินคำว่า " คืนสู่เหย้า"  เหย้าในคำนี้ มาจาก เรือนเหย้า อันเป็นรากฐานของถิ่น )


เมื่อมีครอบครัวใหญ่ขึ้นก็จะปลูกเป็น เฮือนเกย ( เรือนเกย )
รองรับการอยู่อาศัยของครอบครัวเดียวแต่มีคนหลายคน

เมื่อมี สะใภ้ ลูกเขย หลายครอบครัวขึ้น  จึงปลูกเป็นเรือนใหญ่ เช่น เฮือนแฝด เฮือนโฮง
เรือนที่ใหญ่ หมายถึงอยู่รวมกันหลายครอบครัว อยู่กันพร้อมหน้า
มิได้หมายถึง ร่ำรวย มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น  หรือมีไว้เพื่ออวดใคร
ทัศนคติ จารีตปฏิบัติในการสร้างบ้านของคนอีสานโบราณ น่าศึกษา และงดงาม
ดังหมุดยึดตรึงสายสัมพันธ์ ระหว่างคนอันเป็นอัตตา ให้เป็นอีสาน




เดินตามเส้นทางที่ผ่านหมู่บ้านมาร่วม 3 อึดใจ ก็มาถึงบริเวณวัด
วัดประจำหมู่บ้านตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับทุ่งนา มีต้นมะม่วงสูงใหญ่
ปลูกเป็นรั้ว รายรอบวัด ทำให้ดูรกครึ้มน่าเกรงขาม
ภายในบริเวณ เป็นลานกว้าง มีศาลาไม้หลังเก่าซอมซ่อ และกุฏิน้อยอยู่ 2 หลัง

ชาวบ้านนิมนต์ ญาครูสี และเชิญครูสุยขึ้นไปบนศาลา ยกน้ำชา น้ำปาณะมาถวาย
ต่างคนต่างกุลีกุจอทำธุระ ท่าทางดีใจปลื้มปีติ
" ศาลาเก่าไปหน่อย เด้อขะรับ เพราะบ้าน(หมู่บ้าน) พวกผม เป็นบ้านน้อย"
ผู้ใหญ่จอด ออกตัว "ไง่ง่อง" ( ฝุ่นตลบ ) กลัวการต้อนรับขับสู้ไม่สมหน้า ผู้จาริก

"บ่เป็นหยังดอกโยม ซ่ำนี้ก็ลำบากนักแล้ว "
ญาคูสีนั่งลงบน สาด (เสื่อ) ที่ปูไว้รองรับ
"ว่าแต่ว่าเป็นหยัง ญาคูองค์ก่อนที่จำพรรษาอยู่ จึงโตน(กระโดด)กุฏิหนีไปหละ "
ญาคูสีถามผู้ใหญ่บ้าน พลางชายตามองไปที่ กุฏิหลังเล็ก ที่แทรกอยู่ระหว่างต้นมะม่วงใหญ่
อยู่ห่างไปจากศาลาร่วม 200 เมตร



พอได้ยินคำถามนี้ สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านวัยชรา  พลันกระอักกระอ่วน ลังเลที่จะเล่าให้ฟัง
"....................เออ...คือว่า.........."
ผู้ใหญ่จอด ออกเสียงเหมือนมีอะไรมากั้นคอหอย.....น้ำเสียงขาดห้วง
ครูสุย จิบน้ำชาเงี่ยหูคอยฟังคำตอบปริศนา อย่างตั้งใจ..ทุกคนในศาลาเงียบไปหมด
อะไรนะ ที่ทำให้ พระกระโดดหนีไปกลางดึก ลาสิกขากับต้นโพธิ์ท้ายวัด........


(...........โปรดติดตามตอนต่อไป.....กำลังคึด..........)  

 
 
สาธุการบทความนี้ : 102 ครั้ง
จากสมาชิก : 2 ครั้ง
จากขาจร : 100 ครั้ง
 
 
  01 มิ.ย. 2556 เวลา 16:06:21  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่75) ใครอยู่ (2)      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 
(หลังจาก ฟังเพลงแล้ว ก็ฉายเรื่องสั้นต่อเนาะ )





ผู้ใหญ่จอด งวก(หัน) ซ้ายขวาเหมือนจะดูปฏิกิริยาของลูกบ้านที่นั่งรายล้ออยู่บนศาลา
ก่อนจะบอกกล่าวถึงสาเหตุที่ ญาคูสี สงสัย
" เออ..คือว่า ..ญาคูหลอด ย้านผีแม่ม่ายมาเอา(ชีวิต) เลยโตน(กระโดด)กุฏิหนี ขอรับ "
เมื่อถ้อยแถลงของผู้ใหญ่บ้านวัยชราจบลง ทุกคนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ


" ผีแม่ม่าย ! "
ครุสุย อุทานเบาๆ
" อืม..ผีมันก็คือการที่เฮาบ่เหลือตัวตน ปล่อยให้ร่างกายเหือดแห้งจากความดีงาม
จนเหลือแต่ซากความรู้สึกแห้งๆ ตากแดด ขะโยมเอ้ย "
ญาคูสีกล่าว  ก่อนจิบน้ำร้อนหนึ่งอึกผ่านลำคอ ดับความกระหาย
"เอ้าแล้วครูสุยว่าจั่งได๋เรื่องผี ผี ตามที่ได้เรียนมา " ญาคูสีหันไปถาม
...................
" ผีแม่ม่าย คือโรค เดดท์ซินโดรม เป็นความผิดปกติของพันธุกรรม ในยีนส์หัวใจ
ที่จะหลั่งสารกระตุ้นระบบคลื่นไฟฟ้าของหัวใจทำงานผิดปกติ  เฮ็ดให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
จนกระทั่งหยุดเต้นเฉียบพลัน  ส่วนใหญ่สืบต่อกันโดยทางเคลือญาติ และสายเลือด
มีแต่หนทางป้องกันคือฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ เว้าง่าย ๆ บ่มียาแก้ครับ "

...........................................

ครูสุย ตอบแบบฉะฉาน ญาคูสีตบมือเปราะชมเชย
"จั่งซี้แมะ สมได้ คศ.3 เป็นครูใหญ่และภารโรงเบ็ดเสร็จ " ญาคูสีหัวร่อ
ลูกบ้านที่ติดตามมาด้วยคนหนึ่งกระซิบถามกัน กลัวแขกได้ยิน
" บักต่วน  มึงว่าอีหยัง ค.ส. นี่แมะ  "
อีกฝ่ายทำหน้าตางง พลางกระซิบตอบ
" จั๊กแหล่ว  บ่แม่น...ค่...ย เสียกบ่ฮึ "
ว่าแล้วทั้งสองก็แอบหัวเราะอึ๊ก ๆ  จนจารย์จอดเหลียวหันมามองปราม



หลังจากที่คุยกันอยู่นาน ชาวบ้านก็ต่างแยกย้ายกันกลับเรือน
ญาคูสีขึ้นพักที่กุฏิ ส่วนครูสุย พักที่กุฏิน้อยอีกหลัง ที่อยู่ไม่ห่างกันนัก
ทีแรกครูสุยจะพักที่กฏิเดียวกันกับญาคูสี แต่เกรงพระท่านต้องอาบัติ
และเป็นรบกวนการทำสมาธิ จึงย้ายตัวเองมานอนเรือนอีกหลัง

ดึกข่อนแล้ว แสงจันทร์ที่หลบหน้าบ่ายเบี่ยงเมื่อตอนหัวค่ำ แย้มออกมาส่องฟ้า
สายลมเอื่อยแว่วหวิวใบไม้ไกว ทุกคราที่ลมหอบวูบ ต้นโพธิ์กลางลานวัด
ส่งเสียงกราวได้ยินไปไกล  แมลงกลางคืนเริ่มส่งเสียงบอกเวลารัตติกาล
บรรยากาศโดยทั่วไปเงียบ แม้จะมีเสียงแมลงและลมโบกพัดเป็นระยะ
แต่หัวใจกลับไม่อุ่นอบ



ครูสุยพล่อยหลับไป ไม่รู้ว่านานท่าใด เพียงรู้สึกตัวเมื่อพลิกกาย
จนพื้นกระดานกุฏิลั่นเอี๊ยด
แกลืมตาโพลงตื่น มองผ่านหน้าต่างบานเล็กที่เปิดรับลมไว้
ท้องฟ้าราตรีสลัว แต่มองไม่พบแสงดาว เห็นแต่ลายเมฆล่องเลือนลาง พร่างพราย
เงาแสงจันทร์ทอดผ่านหน้าต่างลงมาตัดกับความมืดภายในห้องกุฏิหลังเล็ก
ไอเย็นสอดแทรกมากับแสงเดือนที่ส่องสาด ซึมลอดมากับช่องว่างแผ่นกระดานฝาผนัง

พยามข่มตาหลับ แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่ตอบสนองเจตนา
จึงลืมตามาส่องกวาดทั่วบริเวณห้องน้อยในกุฏิ
เรือนไม้หลังเล็ก หลังคามุงสังกะสีเก่าแดงสนิม ปูแผ่นไม้กระดาน
แสงจันทร์ส่องลอดมาพอให้เห็น เมื่อสายตาชาชินกับความมืด
เรือนกุฏินี้ เป็นเรือนห้องเดียว กว้าง 4 x 4 เมตร  ใช้เป็นที่เก็บ บาตรพระ
มีสบง อังสะ และจีวรเก่าๆ พาดอยู่ บาตรพระเก่านับโหลเรียงรายคว่ำไว้

ถัดมาเป็น "ภาช์โตก" หรือ ขันโตก (ถาดใส่อาหาร) ที่พระท่านเอาไว้ "ตากข้าวแห้ง"
มีข้าวแห้งอยู่เต็มถาด ซึ่งเป็นปกติของวัดตามชนบทอีสาน
เมื่อมีคนมาถวายทานใส่บาตรกันมาก ข้าวนึ่ง(ข้าวเหนียว) ก็เหลือ
พระในวัดจะช่วยกัน นำมาเกลี่ยใส่ " ภาช์โตก" ตากแดดให้แห้งเก็บไว้
เพื่อแจกจ่ายให้ชาวบ้านนำไปเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในภายหลัง
ทำให้"ของทาน" ไม่สูญเปล่าประโยชน์



เสียงนกเค้าแมวร้องแว่วมาแต่ไกล ผสมกับสียงใบไผ่ลู่ลมเสียงซู่
ทำให้ครูสุย ฉุดคิดถึงเรื่องที่คุยกันบนศาลา  
"ผีแม่ม่าย " ใช่แล้ว ตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา จริงหรือสมมุติ
ในพฤตินัยแล้ว สังคมไทยยังเป็นประเภท นับถือผี มากกว่านับถือสัจธรรม
นั่นเพราะไร้ที่พึ่งทางใจ และที่พึ่งทางความคิด

อะไรก็ตามที่เราหาเหตุผลอธิบายไม่ได้ ก็ต้องโยนให้ผี
แม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้า ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่า "ผีมีจริงหรือไม่มี"
จะว่าชาวบ้านโง่ก็ไม่ได้ เพราะวิทยาศาสตร์เองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลย
"ตกลงผีมีจริง หรือโลกนี้ไม่มีผี "




" ก๊ อ ก  !  ก๊อ..ก     ก๊อก ๆ  ! "
เสียงเคาะประตูไม้ดังทำลายความเงียบขึ้นกลางดึกในขณะที่ครูสุยกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ
"ไผน้อ" ครูสุยคิดในใจ
แกขยับตัวลุกขึ้นช้า ๆ พยามควานหา ไม้ขีดเพื่อจุดตะเกียง
"ก๊อก ๆๆๆ ! "
ครานี้มันถึงถี่ขึ้นเหมือนคนร้อนใจ
" ฮ่วย..! ถ่าคราวก่อน "
ครูสุยเอ็ดเสียงดังพลางควานหาตะเกียงจุดไฟให้แสงสว่าง
...................
" แอ..ดด...! "
แกเปิดประตูเงื้อมออกช้า ๆ มือถือตะเกียงส่องไฟให้เห็นผู้มาเยือน
ลมพัดมาวูบหนึ่งจนเปลวไฟตะเกียงเอียงวูบ
" เอ้า..คือบ่เห็นไผบัดเทื่อนิ "
ครูสุยอุทานเมื่อเปิดประตูมาไม่พานพบสิ่งใด  ความฉงน มากมายรุมล้อมทันที
ใครอุตริมาแกล้งกลางดึกเช่นนี้  เมือสำรวจจนทั่วไม่เห็นใคร แกจึงปิดประตูไว้ตามเดิม
...............................
แกกลับมานอน แต่ยังคงจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดไว้ ครานี้ลืมตาโพลง คิดไปต่างๆนา ๆ
ญาคูสีมาแกล้งรึ หรือว่าเป็นใครอื่น หรือว่า "ผีแม่ม่าย" ที่เขาล่ำลือกัน
ด้านนอกยังคงขมุกขมัว แสงจันทร์สีขุ่นเพราะม่านเมฆ ยังสาดส่องลอดเข้ามาในห้อง
ความรู้สึกที่ไม่กลัว กลายเป็นความหวาดระแวงวิตกจริต
เสียงแมลงกลางคืนเงียบลงอีกครา โสตสัมผัส รับรู้เพียงลมหวิวๆ ริมหน้าต่าง

" ก๊อก !   ก็อก ก็อก! "
ครูสุยสะดุ้งโหยงคาผ้าห่ม "เอาอีกแล้ว" แกฉุดคิดขึ้นในใจ ตาเบิกโพลง
จ้องมองไปที่ประตูไม้เก่าสีซีดจาง ครานี้แกไม่ลุกไปไหนเงี่ยหูฟังให้ชัดก่อน
เผื่อบางทีเป็นเพราะอุบปาทานคิดไปเอง
"ก๊อก ๆๆๆ !
ครานี้ดังถี่ขึ้น เหมือนคนรีบร้อนเคาะ
"มันเอาแท้หละ ผีแม่ม่าย "  ครูสุยอุทานเบาๆ
มือรีบคว้าตะเกียง พุ่งพรวดไปเปิดประตู เอาให้เห็นจะจะ
เสียงแกร๊ก เปิดกลอนตามด้วยเสียง ปัง ! ของบานประตูกระทบไม้
"............................................"



ว่างเปล่าไร้แม้เงาคนอื่น........ไม่พบใครอีกเช่นเคย ครูสุยเย็นสันหลังวาบ
รีบปิดประตูนอนคลุมโปง ท่องมะโมหลายจบ
"เดือนหนึ่งกะเอาบ่ได้พอเทื่อ..ยังสิมาอยากได้กูไปเป็นผัวน้อ "
ครูสุยบ่นพึมพำ  หัวใจเย็นวาบเหงื่อผุดตามใบหน้า
........................................
"ก็อก !   ก็อก ! "
ครานี้เสียงเคาะเบาลงกว่าเดิม ครูสุยพยามรวบรวมสติ
มองสำรวจไปยังหน้าต่างบานเล็ก ขบคิดหาทางออก
ตัวเรือนกุฏิไม่ได้ยกสูงมากนัก แค่ครึ่งเมตร บันไดแค่ 3 ขั้น
ห้องหับก็ไม่กว้างนัก บานหน้าต่างอยู่ห่างประตูแค่เมตรครึ่ง
"เอาหละวะ ปีนหน้าต่างออกไปชะโงกดูด้านหน้าก็ได้นี่หว่า "
คิดได้ดังนั้นแกก็ค่อยๆ ย่องปีนขอบหน้าต่าง มือจับด้านบนไว้
แม้จะไม่ค่อยมั่นคงนัก แต่ก็พอชะโงกดูเหตุการณ์ได้
"ผีก็ผีเถอะ จะได้เห็นจะจะให้หายสงสัยซะที "

ในคราที่ความกลัวกดดันกับสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้น
ความสงสัยจะมีอำนาจเหนือความกลัว

.................................
"อยากรู้จริงๆ ใครอยู่ตรงประตูกันแน่ "
ครูสุยคิดพลางชะเง้อมองอ้อมผ่านหน้าต่าง
" ก็อก ๆ !   ก็อก !   ก็อก ! "
เสียงเคาะประตูยังดังขึ้นเหมือน ท้าทายครูสุย
แสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านเงาไม้ พอปรับสายตาให้ชินแล้ว ก็มองเห็นร่างเงา
ไม่นานทุกอย่างก็มองเห็นชัดในความมืด ครูสุยเห็นร่างหนึ่ง
แกจ้องดูอย่างตั้งใจ..ดังหยุดเวลาไว้ที่ขอบหน้าต่าง
" ก็อก ๆ   ก็อก  ! ๆ "
เมื่อทั้งภาพและพฤติกรรมกระจ่างชัด แกถึงกับสบถเสียงดังลั่นด้วยความโกรธ
"บักพาก ! มึงเอ้ย! "
............................
ไอ้แดงที่นอนเกาขี้เรื้อนอยู่หน้าประตูตกใจ รีบทะยานลุกลงบันไดแบบHI SPEED
นึกว่าใครมาเคาะประตู ที่แท้ก็ "ศอกหมา" เวลาเกาขี้เรื้อนนี่เอง
ที่แท้ก็ไม่มีใครอยู่ ........นอกจากครูใหญ่


 
 
สาธุการบทความนี้ : 122 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 119 ครั้ง
 
 
  15 มิ.ย. 2556 เวลา 12:11:33  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   125) รวมเรื่องสั้น ของ บ่าวปิ่นลม  
  ปิ่นลม    คห.ที่93)       [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

แม่อยู่เฮือน เป็นจั่งซี้กะไคเด้เนาะ   สิให้ฮ้องอยู่เมิ๊ดคืน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
จากสมาชิก : 0 ครั้ง
จากขาจร : 0 ครั้ง
 
 
  25 มิ.ย. 2556 เวลา 09:41:22  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  โพสต์โดย   109) อาหาร อิสาน วิเศษ ไม่แพ้ชาติใด  
  ปิ่นลม    คห.ที่0) อาหาร อิสาน วิเศษ ไม่แพ้ชาติใด      [ไปที่ความเห็นนี้ ในกระทู้นี้]  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2185
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 2329070
รวม: 2329245 สาธุการ

 

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ดูรายการ ทีวีแชมป์เปียน เห็น อาหารญี่ปุ่น ซึ่งดูจะโปรโมทกันหรือเกิน
เรื่องขอเรื่องก็ คือ เขาบอกว่า อาหารของเขา สุดยอด  และขึ้นชื่อ ในภัตตาคารดัง  เป็นอาหารคุณภาพ 5 ดาว
ต้องปรุงโดยกุ๊กผู้ชำนาญ  เป็นที่นิยม แม้จะมีราคาแพง   เชื่อรึเปล่าครับ ว่าอะไร

" ปลาไหลย่าง ดีๆ นี่เอง "   ฮัดโธ่ "ปิ้งเอี่ยน"   ก็ไม่บอก  บ้านเฮา บ่อึ๊ด..!

แล้วเหตุไฉน อาหารบ้านเรา ไม่ดัง ไม่ 5 ดาว ไม่คุณภาพภัตตาคาร อย่างเขาหละครับ ทั้งที่บ้านเรา เรียกได้ว่า
เป็นแหล่งอาหาร แห่งเอชีย

เมื่อนั่งสมาธิ คบคิด ตรึกตองแล้ว  สาเหตุ คือ " Story " นี่เอง ครับพี่น้อง   แม้แต่อาหารธรรมดา ญี่ปุ่นเขาจัดการ
สร้างเรื่องราว ให้น่าสนใจ ตีไข่ใส่ ซะจนเห็นภาพว่า " วิเศษ" เห็นแล้ว อยากชิมลองให้ได้

บ้านเราเมืองเรา มีคนจบปริญญาเอก ปริญญาโท สาขาการจัดการ เยอะแยะ   แต่ ส่วนมากไปจัดการกับ การเมือง
แทนที่จะจัดการเรื่องปากท้อง  สิ่งเล็กน้อย อย่างอาหาร กลับจัดการให้เป็น 5 ดาว เอาไว้ดูดทรัพย์ เขาไม่ได้
ในฐานะ จบ " นักธรรมเอก" จาก ว.ค.ท. ( วัดโคกหนามแท่ง )   จึงขอ สร้าง "Story " ให้กับอาหาร
อีสาน บ้านผมให้เป็นสุดยอดอาหาร ที่ ทุกคน "ว้อนท์"    อยากลิ้มลองกัน

เมนูแรก วันนี้  
ชื่ออังกฤษ   Rat Of  Heaven
ชื่อภาษาไทย   หนูดาวดึงส์
ชื่อท้องถิ่น ปิ้งหนูท้องขาว



ส่วนประกอบในการทำอาหาร
1 หนูท้องขาวตัวผู้เต็มวัย   เกิดในภาคอีสาน
2 เกลือสินเธาว์ จาก จังหวัด หนองคาย
3. กระเทียมโทน จาก ศรีษะเกษ
4. ไม้หีบ ผลิตจากไม้ไผ่ สางไพ  
5 ถ่านไม้ค้อ  หรือ ถ่านไม้ขาม


ขึ้นชื่อว่าหนู หลายๆ คนร้องยี้ ! ด้วยความรู้ปฐมภูมิ ของเรา สอนให้เข้าใจว่า หนู เป็นสัตว์สกปรก เป็นพาหนะนำโรค
กินอาหารเน่าๆ ตามกองขยะ  หนูบางตัวเป็นขี้เรื้อน ตัวเท่าแมว สุนัขเห็นยังตัองเผ่น  ใช่ครับนั่นมันหนูสามัญ ปุถุชนหนู
แต่เมนูนี้ คือ “ หนูดาวดึงส์ “  เป็นสุดยอดอาหารของภาคอีสานในหน้าหนาว หนึ่งปีมีกินแค่ช่วงฤดูกาลเดียว
หนูท้องขาว
มีลักษณะแตกต่างจากหนูปกติ เพราะหนูท้องขาวคือพญาหนู   หรือ  KING OF RAT
หนูท้องขาว ไม่กินอาหารซากเน่า  ครับ  หนูท้องขาว กินเมล็ดพืช  ดอกไม้ ดอกหญ้า และแมลงตัวเล็ก  รวมทั้งหอยต่างๆ
การเป็นอยู่ หนูท้องขาว ไม่ขุดรูอยู่อย่างหนูทั่วไป  หนูท้องขาวทำรังบนต้นไม้ เหมือนนก ออกลูกบนนั้น นอนในนั้น
จึงนับว่าเป็นหนูที่รักสะอาด รักษาสุขภาพ และเป็นหนู ชีวจิต ในหน้าหนาวนั้น หนูท้องขาว เป็นมังสวิรัติ
ลืมความรูชั้น ปฐมภูมิ ที่ว่าหนู สกปรกไปเลยครับ สำหรับหนูชนิดนี้
ยิ่งเป็นหนู ที่เกิดตามหัวไร่ปลายนา  ป่าดินดอนในภาคอีสานด้วยไซร้  ไร้สารพิษ และ ขยะมลภาวะแน่นอน
จะมีสัตว์ที่เป็นอาหารชนิดได สะอาดเท่าหนูท้องขาว  แม้แต่ไก่ทอด ที่ท่านกิน เขายังเลี้ยง แบบเผด็จการ ไร้เสรี
กินกับขี้ในกรงนั่นแหละ   สำหรับ หนูท้องขาว ในธรรมชาติแล้ว มันมีเสรี ในการปฏิบัติ  กินแต่อาหารธรรมชาติ
มีโอกาสได้ชม “จันทรุปราคา “ หรือ กบกินเดือน  หรือแม้แต่ พลอดรักกัน ท่ามกลาง ทะเลดาว ในคืนเดือนดับ
เนื้อที่ได้จากมัน คือ เนื้อแห่งเสรีภาพ และความสุข   ดังสวรรค์ ในอุดมคติที่ มนุษย์ อย่างเราๆ ท่านๆ  เรียกร้องหา

ถิ่นอาศัยของมัน ปราศจาก มลภาวะ มลพิษ เงียบสงบ และสวยงาม  ประดุจ จิตวิญญาณแห่ง ห้องทุ่งนา ป่าเขา
เนื้อของสัตว์ ที่มีความสุข  เป็นทิพรส ที่โอชะ  เทียบเท่าสรวงสวรรค์ เราจะวัตถุดิบชนิดวิเศษนี้ ได้จากที่ได



ภาพรังของ หนูท้องขาว

การเสาะแสวงหา Rat Of Heaven
อุปกรณ์ ที่ต้องมี
1. หน่วง..หรือ กับยัน  
เป็นเครื่องมือดักสัตว์ของภูมิปัญญาชาวอีสาน มีมานับพันปี  ผลิตจากธรรมชาติ เป็นงาน ที่ทำด้วยมือ งานฝีมือ
ผลิตจาก ไม้ไผ่ สายพันธุ์ดี  มีที่เดียวในโลก คือ อีสาน  “ หน่วง” จึงนับเป็น “มูนมัง” หรือ สมบัติของบรรพบุรุษอีสาน
แม้แต่ปัจจุบัน นักร้องวัยรุ่น ยังเอาไปแต่งเป็นเพลง “ หน่วง “ โด่งดังกันไปทุกภาค  หากไม่เชื่อถามหนู ๆ
อายุ ประมาณ 14 – 18 ปี ตอนนี้ได้เลย
“ หนู ๆ  รู้จักเพลง “ หน่วง”  บ้างไหม “  
ป้าหน่อยถามหลาน
“ ฮัดเจ้ย..ป้า...Room 39 ไง   “เพลงหน่วง “   หลานป้าหน่อยตอบ
“ พวกหนู ชอบจะตาย “  
นี่คือสาเหตุ ว่าทำไม เราต้องใช้”หน่วง” ในการดักหนูท้องขาว    คนโบราณเขาฮิต “ หน่วง” มานานแล้ว เข้าจ๋า..ย
2. เหยื่อล่อ  
  ใช้ข้าวเหนียว สายพันธุ์ “ ข้าวมันวัว” เพราะมีกลิ่นหอม เย้ายวน เมื่อนึ่งให้สุก นำมาปั้น แล้วก็ ย่าง หรือ “จี่ “
ให้มีกลิ่นรัญจวน ชวนให้กระเพาะร้องคร่ำครวญ   ใส่เข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ หรือ “หน่วง”  จะใช้ กล้วยทะนีออง
ปิ้งให้หอมๆ ล่อแทนก็ได้  ทุนน้อยหน่อย ก็ ข้าวสารเรานี่หละ  แต่หากใช้ข้าวสาร มักจะได้ ” หนูซิงตาสวด มาแทน”



ภาพ " หน่วง"  ภูมิปัญญา ชาวอีสาน

3. สถานที่ดักเหยื่อ
แน่นอนที่สุด จะหาหนูท้องขาว ในเมืองศิวิไล คงเป็นไปไม่ได้  ต้องหาหนูตาม ทุ่งนา เถียงนาน้อย  รั้วไม้ไผ่
หรือ ตาม”โพน”  ตามโพรงไม้  หรือ ตามคลึ้มไม้ ( เฟือย ) ใหญ่ๆ   นำไปดักไว้ ตอนหัวค่ำ
ข้อระวัง  ตอนไปวางกับดัก “หน่วง”  อย่านำ หมาบักแดงไปด้วย  เพราะพวกนี้ ชอบเป็น สเก๊าหน้า    หรือหน่วยตระเวน
มักเดินนำหน้าเราไป สะเปะสะปะ  จนทำให้หนู ได้กลิ่น กลัวหมาวิ่งขึ้นต้นไม้ ไม่มากินเหยื่อ
หรือบางที ก็เห่าใบตองแห้ง ให้เรา พะวงหน้าพะวงหลัง อย่างนี้เขาเรียก
  “ ปากหมา “



ภาพ หมาบักแดง บ่าวปิ่นลม   พันธุ์หลังอาน หูตั้ง  อีสาน 100 %


4 การไป “ย๋ามหน่วง” ( ไปดูกับดักที่เราวางไว้ )

ออกไปตอน สามทุ่ม ถึง 4 ทุ่ม  เท่านั้น   เพราะหนูท้องขาว มักกินเหยื่อช่วงนี้  และกินอีกที ช่วงใกล้รุ่ง
การไป “ ย๋ามหน่วง”  หรือ กู้กับดัก   ครานี้ ต้องมี โคมไฟ หรือ ไฟฉาย หรือ แบเตอรี่ ให้แสงสว่างติดมือด้วยนะท่าน

อย่าลืมพา “หมากบักแดง”ไปด้วย ให้มันเป็น สเก๊าหน้า ตรวจการไปก่อน ไล่งูเงี้ยวเขี้ยวขอ สัตว์มีพิษในกลางคืนให้พ้นทาง
ค่อยๆเดิน เดี๋ยวจะ “ ตำสะดุด “   บางทีอาจถึงขั้น “ เล็บเงิก “ ได้
ข้อดีของการ พา หมาบักแดงไปด้วย ก็คือเอาไปเป็นเพื่อนแก้กลัวผี   อันนี้ก็แปลก บางคนบอกว่า ผีไม่มีจริง แต่ก็ยังกลัว
นี่แหละเขาว่า   “ ความรักเหมือนผี  ไม่มีตัวตน แต่ก็ยังเชื่อ “  พกหมาไปด้วยอุ่นใจโข





5. เมื่อได้หนูท้องขาวมาแล้ว  คัดเอาแต่ตัวผู้   ส่วนตัวเมียเอาไปทำอาหารอย่างอื่น  เพราะตัวเมียไม่มีไข่  ที่เอาแต่ตัวผู้
มันมีไข่   เขาเรียกว่า “ ไข่หลำ”  ส่วนนี้แหละเป็น  ลับสุดยอดของ เมนูนี้
การประกอบอาหารเมนูนี้
- การถอนขน อย่าใช้วิธี ลนไฟ แล้วขูดออก เด็ดขาด เพราะจะทำให้มัน “ขิว”  เสียรสชาติ  เห็นในเว็บส่วนมาก
ลนไฟเผากันเอาเลย  แบบนั้น ไม่เรียกว่า กุ๊ก ระดับ 5 ดาวครับ  เพราะมัน “ขิว”  หากไม่เข้าใจว่า “ขิว” คืออะไร
ให้เอารองเท้าแตะ ตราดาวเทียม จูดไฟ ( เผาไฟ) เอา  ดูสิจะมีกลิ่นยังไง นั่นแหละ “ขิว”
- การถอนขนที่ถูกวิธี คือ พรมน้ำหมาดๆ (อย่าให้เปียก )  แล้วคลุกขี้เถ้าให้ทั่ว แล้วค่อยๆ ถอนขนออก
- เขาเรียกว่าบ “หนุมานคลุกฝุ่น”    เมื่อถอนหมดแล้ว ค่อย ลนไฟพอประมาณ แล้ว นำไปล้างน้ำ
นำมาชำแหละ แผ่ออก ล้างให้สะอาด ห้ามทำ “ บีแตก “ เพราะจะขม กินไม่ได้ ให้ตัด   Bทิ้งเสีย
ก็จะได้ เนื้อหนูท้องขาว เกรด A  



นำเอากระเทียมโทน ศรีษะเกษ มาทุบๆ และ หมักเอาไว้ก่อน ที่เลือก กระเทียมโทน  ของ จังหวัด ศรีษะเกษ
เพราะขึ้นชื่อเรื่องกระเทียมในภาคภาคอีสาน  เป็นกระเทียม ส่งออกนอก หรือที่เรียกว่า  “ เอ็กพอร์ต”
- จากนั้นทาให้ทั่วด้วย เกลือสินเธาว์    เกลือสินเธาว์คือเกลือ บริสุทธิ์ สะอาด
มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ กรรมวิธีผลิต เป็นปัจเจก  ต้องเจาะสูบเอาจากชั้นใต้ดิน  นำมาต้ม จนเหลือแต่
เกลือบริสุทธิ์   สมัยก่อน มีการผลิตกัน ยกใหญ่ ที่ อ.บรบือ จังหวัดสารคาม  ผลิตกันในเชิงพานิชย์เลย
จนกระทั่ง มีผลกระทบให้ดินเค็ม ปลูกพืชไม่ได้ จึงได้ เลิกราไป  ทำให้เกลือสิเธาว์ ขาดแคลน
ปัจจุบันเห็นโด่งดัง มากในจังหวัดน่าน  
- ที่แนะนำให้ใช้เกลือสินเธาว์ จาก จังหวัดหนองคาย  เพราะเกลือสินเธาว์ จากแหล่งนี้  เป็นเกลือชั้น แอนไฮไดรต์  ซึ่งมีจำเพาะบางหลุม  เป็นชั้นๆ บาง มีสีเทา  เกล็ดละเอียดมาก มีแร่ เฮไรต์ ( NaCl )
มีสีเทา จึงเรียกว่า เกลือสินเทา   พ้องเสียง พ้องรูป  ในตัว  มีรสชาติที่สะสมมานานนับร้อยล้านปี
กุ๊ก 5 ดาว ต้องรู้เรื่อง วัตถุดิบ  ทั้งที่มา ที่ไป และรายละเอียดปลีกย่อย   สำหรับแหล่งผลิตใน
จังหวัดหนองคายนั้น ยังเป็นความลับ  เพราะแอบๆ สูบมาต้ม เป็นแค่ อุตสาหกรรมครัวเรือน
วัตถุดิบชั้นเยี่ยม ใช่ใครๆ ก็หาได้  ใคร สนใจติดต่อ ป้าหน่อย คนอุบล  ณ หนองคาย ได้



ภาพการ ต้ม เกลือสินเธาว์  
  
ไม้หีบ
อะไรคือไม้หีบ   ไม้หีบทำจากไม้ไผ่ เหลาและผ่าซีก  เอาไว้หนีบอาหารปิ้ง ย่าง หรือที่ภาคกลางเรียก “ ไม้ปิ้งไก่ “
ความจริงแล้ว คนอีสาน ไม้ได้ใช้ประโยชน์ เฉพาะ ปิ้งไก่ เท่านั้น   ปิ้งอึ่ง  ปิ้งปลา  ปิ้งูสิง  ปิ้งเอี่ยน  ปิ้งขาวจี่
โอย สารพัดปิ้ง   เรียกมันว่า “ไม้ปิ้งไก่”เฉย ๆ  นับว่าทำให้มันด้อยค่าลงไปอักโข  ทางภาคอีสานเรียกว่า “ไม้หีบ”
คือหนีบทุกอย่างที่ขวางหน้า     ต้องทำจากไม้ไผ่สางไพ เท่านั้น   ตัดมาใหม่ๆ ได้ก็ดี เวลาปิ้งจะมีกลิ่นหอมติดด้วย
ข้อระวัง
ให้ทำจากไม้ไผ่ สภาพดี สดใหม่ หรือ ตัดไว้แล้วนำมาเหลา อย่าเก็บเอาไม้ไผ่เก่าๆ ตามทุ่งนารกร้าง มาเด็ดขาด
อาจจะเป็น “ ไม้แก้ง” มาก่อนแล้วก็ได้

6.นำมาปิ้งกับถ่านไฟ ไม้ค้อ  ไม้ขาม
   ที่ต้องใช้ถ่านชนิดนี้ เพราะ เป็นถ่านคุณภาพดี  ให้ไฟแรงคงที่  ไม่แตก “ขุ” เป็นพะเนียงไฟ ลามไปไหม้ เล้าไก่  เล้าหมู   “กระเทิบ”  “ตูบ”  หรือ เพิงหมาแหงน ของ ชาวบ้าน
อ้อ .!   เคล็ดลับอีกอย่าง เวลาจะก่อไฟ   ให้ท่องคาถาว่า “ โจ๊ะ! สนัมเพลิง”

7.  ศิลปะการใช้ไฟ
ส่วนสำคัญของการประกอบอาหาร คือการใช้ไฟ ใช้ความร้อนของไฟ อย่างลงตัว  ใช้ไม่ดีอาจเป็นโทษได้เช่น
ตอนไปดูหมอลำ  หาแฟนไม่เจอ  ส่องไฟหาแฟน  อย่าไปส่องตา ส่องหน้าคนอื่นเขา  เดี๋ยวจะหาว่า นักเลงตั๊วะนี่แหมะ
อาจโดน สหบาทา เอาง่ายๆ     อีกอย่าง มีรถรู้อยู่หรอก ว่าเท่ห์  แต่ อย่าไฟใช้ไฟ “ซีนอล”
  ส่องวาบๆ   มันแสบตาคนอื่นเขา ยามขับรถค่ำคืน  ประเภท เปิดไฟสูงตลอด ก็อย่าทำ   เดือดร้อน อีพ่อ อีแม่ ถูกด่า
อย่างนี้เขาเรียก ไม่มีศิลปะในการใช้ไฟ



..............................................................................




โอ้ เขียนมาซะยืดยาว  ได้เวลา  รับประทาน เมนู สุดยอดอาหาร ของ ชาวอีสาน ชนิดหนึ่งได้แล้ว
เมื่อสุขได้ที่ จะมีกลิ่นหอมของเนื้อ นำมันหนู  กระเทียมโทน และ กลิ่นไหม้ของไม้หีบ  
เนื้อของราชาแห่งหนู  หรือ หนูดาวดึงส์    เนื้อแห่งสัตว์ ผู้ปริ่มเปรม เสรีภาพ  และความสุข  รอยู่ตรงหน้า
บางคนล้วงรู้ความลับของอาหาร ทิพโอชะ  รีบคว้า “ ไข่หลำ” มาฟัดก่อนเพื่อน  ตรงนี้อร่อยสุด
จะให้ครบสูตร ต้องมี “ ไทยวิสกี้” กับ วิตามิน M  ผสมประกอบ  หรือได้ กระทิงแดง ยิ่งถูกปาก
ลมหนาวพัดมาระลอก เดือนดาวพร่างพราวพร่ำ เต็มท้องนา  กรดวิตามินแอล ไหลลง ให้ร่างกายร้อนผ่าว
อาหารชิ้นวิเศษเช่นนี้  ต่อให้มีเงินล้าน ย่อมมิได้ แตะลิ้น
หากแต่ผู้มีหัวใจ เสรี   และ วิญญาณที่มีค่า PH เป็นกลาง เท่านั้น  ถึงจะได้ ยินยล
วันหน้าจะหาเมนูใหม่...มาเล่าสู่กันฟัง เด้อ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 553 ครั้ง
จากสมาชิก : 3 ครั้ง
จากขาจร : 550 ครั้ง
 
 
  27 ธ.ค. 2554 เวลา 19:59:35  
   ขึ้นบน ลงล่าง  
 
         

  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39

   

Creative Commons License
อาหาร อิสาน วิเศษ ไม่แพ้ชาติใด --- เว็บบอร์ดอีสานจุฬาฯ