มิตรไมตรีเลิศล้ำ วัฒนธรรมอลังการ สืบสานตำนานทรงคุณค่า อีสานจุฬาฯร่วมใจอนุรักษ์

กระดานสนทนา ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้องลายเพลงพื้นบ้านอีสาน

ตั้งกระทู้ใหม่
106) อ.เปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (โปงลาง) ปี 2529
 


อ.เปลื้อง  ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (โปงลาง) ปี 2529
 คห.ที่1) อ.เปลื้อง ฉายรัศมี


ประวัติ
      นายเปลื้อง ฉายรัศมี       ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน)
นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นบุตรของ นายคง นางนาง ฉายรัศมี เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2475 ที่บ้านเลขที่ 7 บ้านนา ตำบลม่วงนา อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
การศึกษา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านนา ถิ่นกำเนิด ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 157 หมู่ 13 ตำบลเหนือ บ้านโพนทอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และทำงานอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์
นายเปลื้อง ฉายรัศมี แต่งงานครั้งสุดท้าย พ.ศ 2519 กับนางยุพิน ฉายรัศมี ซึ่งมีอาชีพทำนา มีบุตรชาย 2 คน และหญิง 1 คน
เมื่ออายุ 27 ปี นายเปลื้อง ฉายรัศมี ได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว อยู่ที่โครงการเขื่อนลำปาว (พ.ศ. 2502 - 2510) ต่อมา พ.ศ. 2516 ได้สอบบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ อยู่ในสำนักงานป่าไม้จังหวัดกาฬสินธุ์ จนถึง พ.ศ. 2519 จึงได้ลาออก
ต่อมาปี พ.ศ. 2520 ได้เข้าทำงานที่ชลประทานจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาปี พ.ศ. 2521 ได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครพนม ถึงปี พ.ศ. 2524 ได้ย้ายมาทำงานที่อ่างเก็บน้ำห้วยมโน บ้านนา อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

ในด้านผลงานนั้น นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรีพื้นบ้านอีสาน สามารถเล่นและสอนถ่ายทอดได้ทั้ง พิณ แคน ซอ โปงลาง และเครื่องดนตรีอื่นแทบทุกชนิดในภาคอีสาน โดยเฉพาะโปงลางนั้น มีความสามารถเล่นได้ดีเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเป็นผู้ที่วิวัฒนาการดนตรีชนิดนี้ขึ้นมา
นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นนักดนตรีพื้นบ้านอีสานที่มีความสามารถพิเศษสามารถเล่นและถ่ายทอดการเล่นดนตรีพื้นบ้านอีสานได้เกือบทุกชนิด ทั้ง พิณ แคน ซอ โปงลางและอื่นๆ โดยเฉพาะ "โปงลาง" นั้น สามารถเล่นและถ่ายทอดการเล่นได้เป็นพิเศษ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นผู้ศึกษา ค้นคว้า ปรับปรุงและพัฒนาโปงลางมาตลอดระยะเวลา 40 ปี จนทำให้ "เกราะลอ" ซึ่งเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ตีไล่นก กา ตามไร่ ตามนา พัฒนามาเป็น "โปงลาง" ที่มีสภาพเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ กังวาน และให้ความรู้สึกของความเป็นพื้นบ้านอีสานอย่างแท้จริงเป็นที่นิยมกันแพร่หลายและยอมรับกันว่า "โปงลาง" เป็น เครื่องดนตรีเอกลักษณ์ของภาคอีสานเคียงคู่กับ "แคน" ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว จึงสมควรยกย่องและเชิดชู นายเปลื้อง ฉายรัศมี ไว้ในฐานะเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน) อย่างแท้จริง
 คห.ที่2) วิวัฒนาการวงโปงลาง


วิวัฒนาการของวงโปงลาง
แต่เดิมเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ยังไม่มีการผสมวงกันแต่อย่างใดใช้เล่นเป็นเครื่องเดี่ยวตามความถนัดของนักดนตรีที่มีอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ โอกาสที่จะมาร่วมเล่นด้วยกันได้ก็ต่อเมื่อมีงานบุญหรืองานประเพณีต่างๆ เช่น บุญเผวด จะมีการแห่กันหลอนของแต่ละคุ้มหรือแต่ละหมู่บ้านมาที่วัดคุ้มไหนหรือหมู่บ้านไหนมีนักดนตรีอะไรก็จะใช้บรรเลงและแห่ต้นกันหลอนมาที่วัด พอมาถึงวัดก็จะมีการผสมผสานกันของแต่ละเครื่องมือ เช่น พิณ แคน ซอ กลองเป็นต้น หลังจากผสมผสานกันโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว ก็จะแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเชื่อมเข้าหากันโดยเฉพาะนักดนตรีจะไปมาหาสู่กันร่วมกันเล่น ร่วมกันสร้าง ในที่สุดก็กลายเป็นวงดนตรีและมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เช่น วงโปงลาง
ปี พ.ศ.2505 หลังจากอาจารย์เปลื้อง    ฉายรัศมี ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจและศึกษาพัฒนา การตีและการทำเกราะลอจนเปลี่ยนชื่อมาเป็นโปงลางและได้รับความนิยมจากชาวบ้านโดยทั่วไป จากนั้นอาจารย์เปลื้องได้เกิดแนวความคิด ในการนำเอาเครื่องดนตรีอีสานชนิดอื่นๆ มาบรรเลงรวมกันกับโปงลาง จึงได้รวบรวมสมัครพรรพวกที่ชอบเล่นดนตรี มาบรรเลงรวมกัน
ปรากฏว่าเป็นที่แตกตื่นของชาวบ้าน พอตกเย็นก็จะมีคนมามุงดูขอให้บรรเลงให้ฟัง แต่ละวันหมดยาเส้น ไปหลายหีบ ทำให้ได้รับความนิยม และเป็นที่สนใจของชาวบ้านเป็นอย่างมาก จนมีผู้ว่าจ้างไปบรรเลงเป็นครั้งแรกเนื่องในงานอุปสมบท ณ บ้านปอแดง ตำบลอุ่นเม่า อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ในราคา 40 บาท เป็นที่ชื่นชอบของของผู้ที่พบเห็นและได้ฟังจากงานอุปสมบทของบ้านปอแดง และได้รับการติดต่อให้ไปแสดงอีกในหลายๆ ที่
ปี พ.ศ.2511 อาจารย์เปลื้อง   ฉายรัศมี ได้นำคณะโปงลางไปร่วมแสดงเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพรรษา 5 ธันวามหาราช จึงมีโอกาสที่ทำให้ได้พบกับนายประชุม   อิทรตุล ป่าไม้อำเภอยางตลาด ซึ่งนายประชุมได้นำวงดนตรีสากลมาร่วมบรรเลงประกอบลีลาศ มหรสพที่แสดงในคืนนั้นมีคณะหมอลำหมู่ ซึ่งหัวหน้าหมอลำเป็นเพื่อนอาจารย์เปลื้อง ทั้งสองจึงไปขอยืมกลองชุดสากล เพื่อนำไปเล่นเข้ากับหมอลำ นายประชุมจึงไม่ขัดข้องแต่ต้องให้วงลีลาศเลิกก่อน หมอลำก็ทำการแสดงไปก่อนได้ครึ่งคืนก็ต้องพักทานข้าวตอนดึกจึงทำให้เกิดช่องว่างของเวทีผู้คนก็ยังไม่กลับยังรอดูหมอลำต่อ อาจารย์เปลื้อง   ฉายรัศมี จึงได้นำเอาโปงลางที่ตนนำมาขึ้นแขวนบนต้นเสาของเวที ในขณะนั้นหัวหน้าหมอลำก็ยังไม่รู้จัก และไม่เคยเห็น โปงลางมาก่อน ทุกคนก็เกิดความสงสัยว่าอาจารย์เปลื้องนำอะไรขึ้นมาแขวนกับต้นเสาบนเวที แต่พอคณะโปงลางบรรเลงขึ้น ทุกคนต่างตกตะลึง และสงสัยว่าสิ่งที่กำลังตีอยู่ในขณะนั้นคืออะไร หลังจากหมอลำกินข้าวเสร็จผู้ชมก็ยังไม่ยอมให้เลิกเล่น ขอให้เล่นต่อแทนหมอลำไปเลยก็ได้
จากการแสดงในครั้งนั้นนี่เอง นายประชุม ได้ชวนอาจารย์เปลื้อง ไปอยู่ด้วยโดยฝากให้เข้าทำงานที่โรงเลื่อยยางตลาด นายประชุม   อินทรตุล จึงได้สนับสนุนและตั้งวงโปงลางขึ้น ชื่อว่าวงโปงลางกาฬสินธุ์ โดยมอบหมายให้อาจารย์เปลื้อง เป็นหัวหน้าวง
จากผลงานการแสดงที่หลังจากตั้งวงแล้วไม่นาน นายบุรี พรหมลักขโนผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ติดต่อให้นำโปงลางไปแสดงออกรายการทีวีช่อง 5 จังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นการเผยแพร่ และท่านได้แนะนำว่าน่าจะมีชุดฟ้อนรำไปด้วยจะน่าดูยิ่งขึ้น นายประชุม   อิทรตุล จึงมอบหมายให้คุณเกียง บ้านสูงเนิน คุณลดาวัลย์   สิงห์เรือง (ผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ในขณะนั้น) และภรรยาของนายประชุมเองฝึกชุดฟ้อน ชุดแรก คือ รำซวยมือ ชุดที่สอง คือ ชุดเซิ้งภูไท ชุดเซิ้งสวิง ชุดบายศรีสู่ขวัญ และไทภูเขา
ต่อมาคณะโปงลางกาฬสินธุ์ได้มีโอกาสไปแสดง ณ วังสวนจิตลดา วังละโว้ วังสวนผักกาด วังสราญรมย์ และแสดงเผยแพร่ในมหาลัยต่างๆ
 คห.ที่3) วิวัฒนาการวงโปงลาง
ปี พ.ศ.2513 อาจารย์เปลื้อง   ฉายรัศมี ได้ทดลองทำพิณไฟฟ้าเข้ามาผสมวง ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะไม่มีความรู้ความชำนาญ
ปี พ.ศ.2515 อาจารย์เปลื้อง     ฉายรัศมี ได้นำเอาหนังสติ๊กมาทำเป็นเสียงเบส เนื่องจากเห็นว่าเบสสากลดังดี เวลาเล่นก็ไพเราะ พอดีท่านเห็นว่าเสียงไหคล้ายเสียงเบสจึงนำไหเข้ามาร่วมวงด้วย 2 ใบ
ปี พ.ศ.2523 อาจารย์เปลื้อง   ฉายรัศมี ได้ทดลองทำพิณไฟฟ้ากับนายซาที่บ้านนาราควาย จ.นครพนม เข้าร่วมบรรเลงกับวงโปงลาง
ปี พ.ศ.2524 อาจารย์เปลื้อง   ฉายรัศมี ได้ทดลองทำพิณเบสไฟฟ้ากับครูสมพงษ์ การใช้พิณไฟฟ้าและพิณเบสไฟฟ้ายังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะยังไม่มีความรู้และความชำนาญ
จากนั้นอาจารย์เปลื้อง ฉายรัศมี ก็ได้เข้ามาสอบเป็นครูพิเศษที่วิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ พอได้ว่า การผสมวงในช่วงแรกนี้ มีการนำเอาเครื่องดนตรีหลายๆ ชนิด มาบรรเลงรวมกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของนักดนตรีและผู้ร่วมงานที่ต้องการสร้างวงและพัฒนาดนตรีให้เกิดขึ้นอย่างเต็มความสามารถมาโดยตลอด นับว่ามีคุณค่าต่อชนรุ่นหลังมากเลยทีเดียว
 คห.ที่4) การผสมวงในช่วงต่อมา ปี พ.ศ.2521
การผสมวงในช่วงต่อมา ปี พ.ศ.2521
ปี พ.ศ.2521 กรมศิลปากรจัดตั้งสถานศึกษาเพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด คือ วิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ด และได้จัดตั้งวงโปงลางขึ้น โดยได้คัดเลือกนักดนตรีและนักแสดงที่มีฝีมือเข้ามาร่วมสร้างวงโปงลาง คือ
1.นางฉวีวรรณ (พันธุ) ดำเนิน ซึ่งเป็นหมอลำที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น ปัจจุบันได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน (หมอลำ)
2.นายทรงศักดิ์    ประทุมสินธุ์ มีความสามารถในการเล่นดนตรีพื้นบ้านอีสานได้หลายชนิด เช่น พิณ แคน โปงลางและโดยเฉพาะโหวด ซึ่งนายทรงศักดิ์   ประทุมสินธุ์ เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์โหวดให้เป็นเครื่องดนตรีเป็นคนแรก และได้ตั้งวงดนตรีขึ้นเป็นของตนเอง โดยเน้นโหวดเป็นหลักที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ให้ชื่อว่าวงโหวดเสียงทอง
3.นายทองคำ    ไทยกล้า มีความสามารถในการเป่าแคนเป็นพิเศษ เคยชนะการประกวดเป่าแคน ในรายการสำคัญๆ มามากมาย และยังเป็นหมอแคนให้กับวงหมอลำมืออาชีพที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคน
4.นายทองจันทร์    สังฆะมะณี มีความชำนาญในการฟ้อนรำอีสาน

วงโปงลาง โดยการนำของผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ด นายชวลิต   มณีรัตน์ และบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่ควรกล่าวถึง คือ นายจีรพล    เพชรสม ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ดและเป็นหัวจักรสำคัญในการพัฒนาการแสดงวงโปงลางไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรีและการฟ้อนรำ
ด้านดนตรี นอกจากจะมีเครื่องดนตรีที่เป็นหลัก เช่น โปงลาง แคน และพิณแล้ว ยังได้เพิ่มเครื่องดนตรีเข้าไปอีก และพัฒนาให้เป็นวงโปงลางขึ้นใหม่ โดยมีเครื่องดนตรี ดังนี้
- โปงลาง
- แคนแปด
- พิณ
- โหวด
- กลอง ใช้กลองหาง 2 ใบ กลองตึ้ม 1 ใบ
- ไห ใช้ไห 5 ใบ ใช้ผู้ชายดีดให้มีเสียงจริงๆ
- เกราะ ใช้ผู้ชายตี
- ฉาบ ใช้ฉาบเล็กอย่างเดียว
การทำวงดนตรีในระยะแรกๆ ยังคงอนุรักษ์รูปแบบเดิมเอาไว้ให้มากจนต่อมาได้พัฒนาโดยเฉพาะพิณโปร่งมีเสียงน้อยมากเวลาบรรเลงรวมกันมักจะสู้เสียงเครื่องดนตรีอื่นไม่ได้จึงได้ประยุกต์ให้เป็นพิณไฟฟ้า และใช้พิณเบสแทน การใช้เสียงไห แต่ยังคงไว้เหมือนเดิม
ด้านการแสดงฟ้อนรำประกอบโปงลางได้ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นอย่างเป็นลำดับ โดยอาจารย์จีรพล    เพชรสม พร้อมคณะได้ออกเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการสร้างชุดการแสดงและมีชุดการแสดงเกิดขึ้นมากมาย เช่น มโนราห์เล่นน้ำ เต้ยหัวโนนตาล ฟ้อนภูไทเรณู ฟ้อนภูไท 3 เผ่า เซิ้งบั้งไฟ ฟ้อนบายศรี ชุดเซียงข้อง ดึงครกดึงสาก ลำตังหวาย เต้ยเดือนห้า ฟ้อนแม่บทอีสาน เรือมอันเร เป็นต้น
วงดนตรีโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ดได้พัฒนาทุกรูปแบบจนมีความก้าวหน้า และถือได้ว่าเป็นวงโปงลางวงเดียวที่มีชุดการแสดงประกอบมากที่สุดในขณะนั้น
วิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ด ได้ออกทำการแสดงเพื่อเผยแพร่ ทำให้วงโปงลางเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ปี พ.ศ.2524 กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ได้พิจารณาเห็นสมควรให้จัดตั้งสถานศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม ทางด้านนาฏศิลปะและดนตรีให้มีความแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงมีคำสั่งให้ตั้งวิทยาลัยนาฏศิลปะส่วนภูมิภาคขึ้นอีก คือ วิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ ณ จังหวัดกาฬสินธุ์
วิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ ซึ่งมีหน้าที่อนุรักษ์ สร้างสรรค์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยอยู่แล้วเพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อาจารย์สำเริง   จิตจง ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์คนแรก จึงได้ตั้งวงโปงลางขึ้นโดยประกาศรับสมัคร และสอบคัดเลือกได้อาจารย์เปลื้อง   ฉายรัศมี มาเป็นครูสอนดนตรีพื้นบ้าน สร้างวงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ขึ้น และได้ครูสอนคณิตศาสตร์ คือ นางเพ็ญจันทร์   เด่นยุกต์  เป็นผู้ดูแลเรื่องฟ้อนรำ ได้นางคำมี   บัญชา (ชบาไพร   นามวัย) ศิลปินพื้นบ้านสอนด้านหมอลำ
วงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ อาศัยรอยเชื่อมต่อ โดยศึกษารายลละเอียด จากวิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ด จึงได้พัฒนาทั้งด้านดนตรีและการแสดง เรื่องมาจนถึงปัจจุบันดังนี้
ด้านดนตรี เครื่องดนตรีทุกอย่าง ยังคงรูปเหมือนวิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ด แต่ที่โดดเด่นเป็นผลงาน คือ ใช้สาวดีดไหเป็นวงแรก ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ปี พ.ศ.2532 ได้ปรับเปลี่ยนจากการใช้กลองยาว 5 ใบ เป็นกลองหาง 4 ใบ และได้เปลี่ยนขาตั้งกลอง ขาตั้งไหใหม่เพื่อต้องการให้กลองและไหมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นจึงทำให้ขาไหขากลอง ซึ่งเป็นเหล็กให้หลบอยู่ด้านหลังและนอกจากนั้นยังปรับให้มีที่รองโปงลางให้สูงขึ้นจากพื้น การปรับเปลี่ยนดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายถือได้ว่าเป็นมาตรฐานของวงโปงลางมาจนถึงปัจจุบันนี้
ด้านชุดการแสดงวิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ได้อนุรักษ์พัฒนาประดิษฐ์เพิ่มเติม คือ
- ฟ้อนโปงลาง - รำบายศรีสู่ขวัญ
- รำไทภูเขา - ฟ้อนภูไทกาฬสินธุ์
- แหย่ไข่มดแดง - สาวกาฬสินธุ์ลำเพลิน
- แพรวากาฬสินธุ์ - เซิ้งโปง
- เต้ยหัวโนนตาล - เอ้ดอกคูณ
- นาฏลีลาฟ้าหยาด - ฟ้อนแคน

วงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ ได้พัฒนาและออกเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไปทั้งภายในและต่างประเทศ ปัจจุบันวงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์เป็นวงดนตรีพื้นบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลก
 คห.ที่5) อ.เปลื้อง ฉายรัศมี


อ.เปลื้อง   ฉายรัศมี
 คห.ที่6)
จริงๆแล้ว วงโปงลางในวิทยาลัยครูมหาสารคาม(ม.ราชภัฏมหาสารคาม) และวงโปงลางใน ม.ศรีนคริทรวิโรฒมหาสารคาม(ม.มหาสารคาม) ก็ถือว่าเป็นวงโปงลางที่ถือกำเนิดไล่เลี่ยกันกับทั้งสองวิทยาลัยนาฏศิลป

เพราะในช่วงนั้นคนที่จบมาจากวิทยาลัยนาฏศิลป ทั้งสองแห่งก็มักจะมาศึกษาต่อในสถาบันแห่งนี้ต่อ
จึงทำให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันไปๆมาๆ

จนเป็นการก่อกำเนิด วงแกนอีสาน(ราชภัฏ) และวงแคน(มมส.) ตราบจนทุกวันนี้
 คห.ที่7)
สรรเสริญยิ่ง บรมครูไทย
 คห.ที่8)


เปลื้อง  ฉายรัศมี  ศิลปินแห่งชาติ
 คห.ที่9)


เปลื้อง   ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ
ตอบกระทู้


Creative Commons License