มิตรไมตรีเลิศล้ำ วัฒนธรรมอลังการ สืบสานตำนานทรงคุณค่า อีสานจุฬาฯร่วมใจอนุรักษ์

กระดานสนทนา ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โสเหล่ เฮฮา กับสภาไนบักขามคั่ว

ตั้งกระทู้ใหม่
414) การฟ้อนรำประจำจังหวัดต่างๆ(แลกเปลี่ยนข้อมูลกันนะครับ)
 


ระบำจัมปาศรี


อาณาจักรจัมปาศรี หรือ นครจัมปาศรี ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามนั้นมีความรุ่งเรืองมา 2 ยุคด้วยกันคือ ยุคทวาราวดี (พ.ศ. 1000 - 12000) และยุคลพบุรี (พ.ศ. 1600 - 1800)

            นครจัมปาศรีนี้คงมีอายุใกล้เคียงกับเมืองฟ้าแดดสูงยาง ซึ่งพระอริยานุวัตรเขมจารีเถระ ได้เล่าถึงประวัตินครจัมปาศรีไว้ว่า
            "เมืองนครจัมปาศรีอยู่ในสมัยที่พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์กำลังเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่ในสมัยนั้นพร้อมกันมานอบน้อมเป็นบริวาร ทำให้อาณาเขตของนครจัมปาศรีได้ขยายกว้างขวางออกไป นครจัมปาศรีมีพระยศวรราชเป็นเจ้าผู้ครองนคร มีพระนางยศรัศมีเป็นพระราชเทวี มีวงศ์ตระกูลมาจากกษัตริย์เสนราชา บ้านเมืองในขณะนั้นมีความสงบสุข และพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในช่วงนั้น"

            นครจัมปาศรี เป็นอาณาจักรหนึ่งในยุคเดียวกับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ทวาราวดีอินทปัตถ์ และเมืองสาเกตุนคร ซึ่งอยู่ในยุคฟูนัน ในหนังสืออุรังคนิทานได้กล่าวถึงยุคอวสานของนครจัมปาศรีว่า ในสมัยเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี เมืองชวา (หลวงพระบาง) ได้ยกกองทัพข้ามแม่น้ำโขงเข้าโจมตีเมืองสาเกตุนครพร้อมทั้งเมืองบริวาร และเมืองนครจัมปาศรีได้ถึงกาลวิบัติ และกลายเป็นเมืองร้างไปตั้งแต่บัดนั้น

            ในปี พ.ศ. 2522 ชาวอำเภอนาดูนได้ขุดค้นพบโบราณวัตถุรอบกู่สันตรัตน์ ได้พบพระทองสำริด พระพิมพ์แบบต่างๆ เป็นจำนวนมาก และมีการขุดพบซากเจดีย์โบราณและสถูปที่ใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาทางจังหวัดมหาสารคามได้ร่วมกันสร้างพระธาตุนาดูน โดยจำลองแบบมาจากสถูปทองสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุนาดูนนับได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา จนมีผู้กล่าวว่าพระธาตุนาดูนเปรียบเหมือนพุทธมณฑลของภาคอีสาน

           ระบำจัมปาศรี จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความเจริญรุ่งเรืองของโบราณสถานในจังหวัดมหาสารคาม และเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวอีสาน พระธาตุนาดูนซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนับเป็นของคู่บ้านคู่เมือง ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)โดยอาจารย์ชัชวาลย์  วงษ์ประเสริฐ จึงได้จัดทำระบำจัมปาศรีขึ้น โดยอาศัยจากเอกสารทางโบราณคดีและข้อเขียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนครจัมปาศรี

ท่าฟ้อนชุดระบำจัมปาศรีประยุกต์ท่าฟ้อนพื้นเมืองอีสาน ซึ่งได้แก่ ฟ้อนภูไท ฟ้อนตังหวาย ฟ้อนสังข์ศิลป์ชัยฯลฯ ผสมกับท่าระบำโบราณคดี ชุดระบำทวาราวดี และภาพจำหลักที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยท่าเคลื่อนไหวจะเป็นท่าฟ้อนพื้นเมือง ส่วนท่าหยุดจะเป็นท่าโบราณคดี

            เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ซึ่งได้แก่ พิณ แคน โปงลาง กลอง โหวด ฉิ่ง ฉาบ และใช้เครื่องดนตรีโลหะประกอบ ได้แก่ระนาดเหล็ก เพลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนชุดระบำจัมปาศรีใช้ลายเพลง มโหรีอีสาน

การแต่งกาย
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน นุ่งเสื้อในนางรัดอก  มีสไบพาดไหล่ซ้าย นุ่งผ้าไหมพื้นเมืองอีสานโดยใช้ผ้าซิ่น 2 ผืน  สวมเครื่องประดับคอ (ทับทรวง) รัดต้นแขน ต่างหู กำไลและเข็มขัดทอง
...............................



*** การแสดงชุดระบำจัมปาศรีจะมี 2 แบบนะครับ

แบบที่1



คือ แบบของวงแคน ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นแม่แบบ ซึ่งจะเป็นการแสดงที่ไม่มีตัวเอกหรือตัวนางพญา ถ้าค้นๆในภาพในเว๊บต่างๆ ก็จะมีหลายโรงเรียนที่นิยมเอาระบำจัมปาศรีแบบวงแคนไปใช้ เพียงแต่สีสันเสื้อผ้าอาจแตกต่างกันเล็กน้อยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น

วงฮักอีสาน โรงเรียนสารคามพิทยาคม, มีความเป็นตัวของตัวเองแต่ก็สวยลงตัวครับ




วงพ่อแล โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล, ต่างกันแค่สีเสื้อผ้าครับ




โรงเรียนศรีสองรักวิทยา จ.เลย


โรงเรียนอื่นๆเช่น  วงโปงลางโกสุมพิทยาสรรค์ จ.มหาสารคาม, โรงเรียนนี้เสื้อผ้าการแต่งกายเหมือนวงแคนเป๊ะ

....................................................................................................


แบบที่2 เป็นแบบของวงแกนอีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งจะเป็นการแสดงที่มีตัวเอกหรือตัวนางพญา โรงเรียนที่นิยมเอาระบำจัมปาศรีแบบวงแกนอีสานไปใช้  ยกตัวอย่างเช่น

โรงเรียนนาดูนประชาสรรค์  จ.มหาสารคาม โรงเรียนนี้จะแสดงในงานนมัสการพระธาตุนาดูนทุกปี



โรงเรียนนางแดดวังชมภูฯ จ.ชัยภูมิ    เป็นต้น
 คห.ที่1) ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว)


ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว)



?ลีลาวดี? เป็นนามของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้เรียกแทนชื่อเดิม คือ ?ดอกลั่นทม? หรือภาคอีสานจะเรียกชื่อของดอกไม้ชนิดนี้ว่า ?ดอกจำปา? เมื่อ พ.ศ. 2547 ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง(วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มีการประชุมหารือเพื่อสร้างสรรค์ชุดการแสดงใหม่ขึ้นเพิ่มเติม จากชุดการแสดงฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคามที่มีอยู่แต่เดิม เช่น ฟ้อนทอเสื่อบ้านแพง ฟ้อนกลองยาวชาววาปีปทุม ระบำจัมปาศรี ระบำสันตรัตน์ ฟ้อนแห่ประเพณีบุญเบิกฟ้า ฯลฯ

โดยได้มีแนวความคิดร่วมกันว่า ดอกไม้ประจำจังหวัดมหาสารคามคือ ดอกจำปา(ดอกลั่นทมขาว) จึงได้เอาแนวคิดนั้นมาประดิษฐ์เป็นชุดการแสดงในชื่อชุดว่า ?ฟ้อนลีลาวดี? โดยแสดงถึงลักษณะความงดงามของดอกจำปาและความงามของหญิงสาวชาวอีสานที่ใช้ดอกจำปามาประดับผม

ท่วงทำนองของดนตรีเริ่มจากช้าและเร็วขึ้น ในท่วงทำนองลายเพลงจะสื่อความหมาย เกี่ยวกับความลึกลับ ความงดงามชวนหลงใหลเนื่องจากดอกจำปาเป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆจึงเปรียบเสมือนกุลสตรีชาวอีสานที่เพียบพร้อมในการปฏิบัติตนในหลักเฮือน 3 น้ำ 4 อย่างที่สตรีชาวอีสานสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน

ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว) ออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายโดย นายอดิศักดิ์ สาศิริ สร้างสรรค์ทำนองดนตรีโดย นายสุวิทย์  วิชัด ประดิษฐ์ท่าฟ้อนโดยสมาชิกกลุ่มนาฏศิลป์ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
การแสดงชุด ?ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว)? ได้นำไปแสดงเผยแพร่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2547 ณ งานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 7 ?ออนซอนศิลป์ ศรี มอดินแดง? ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การบรรเลงลายดนตรี ใช้วงดนตรีพื้นเมืองอีสานบรรเลงลายจำปาขาว ลายเอ้หย่องดวงจำปาและบรรเลงลายโปงคองัว(วัว)



การแต่งกาย
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน สวมเสื้อแขนกระบอกสีขาว ปกเสื้อเป็นแบบพับคล้ายเสื้อของชาวจีนมีขอบเป็นผ้าลายขิดสีทอง มีผ้าสไบขิดสีเหลืองพาดไหล่ซ้ายทิ้งชายลงมา ชายด้านหน้าคาดทับด้วยเข็มขัดเงิน นุ่งซิ่นมัดหมี่สีเขียวยาวกรอมเท้า มวยผมปักปิ่นเงินและช่อดอกจำปาสีขาว สวมเครื่องประดับเงิน
?????????????    


 คห.ที่2) เซิ้งแคน


เซิ้งแคน


เซิ้งแคน เป็นชุดการแสดงที่ได้ต้นแบบมาจากชุดการแสดงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ ?เซิ้งเสียงแคน? เป็นการฟ้อนประกอบการเป่าแคน แสดงถึงการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวอีสานโดยใช้แคนเป็นสื่อกลาง เซิ้งแคนเป็นการแสดงฟ้อนรำที่มีความสนุกสนานด้วยท่วงทำนองและจังหวะลีลาของผู้ฟ้อนและการเป่าแคน

ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์มหาสารคาม (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) โดย อ.ชัชวาลย์ วงษ์ประเสริฐ เห็นควรว่าน่าจะมีการนำเอาท่าฟ้อนต่างๆรวมทั้งท่าเซิ้งมาผสมเข้าอยู่ในชุดเดียวกัน โดยเน้นถึงความสัมพันธ์ของชาวอีสานกับอาณาจักรล้านช้าง(ลาว)และอาณาจักรล้านนา จึงเกิดเป็นชุดการแสดงชื่อ ?เซิ้งแคน? โดยใช้ลายดนตรีที่นิยมเล่นกันแพร่หลายทั้งสามแหล่งวัฒนธรรม คือลายเซิ้งบั้งไฟ ลายลาวดวงเดือน และลายออกซุ้มลาวแพน

ในปัจจุบันชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง(วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม [b/]ได้สืบทอดชุดการแสดงเซิ้งแคน และยกเอาชุดการแสดงนี้เป็นชุดการแสดงหลักของชมรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการออกไปแสดงเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอีสาน

การแต่งกาย
- ชาย  สวมเสื้อแพรแขนสั้นสีขาว นุ่งโจงกระเบน ใช้ผ้าสไบขิดมัดเอว สวมสร้อยคอและกำไลเงิน
- หญิง  สวมเสื้อแขนกระบอกสีขาว ห่มสไบขิด นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมากยาวคลุมเข่า ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน
????????????????    



 คห.ที่3) ฟ้อนมหาชัย


ฟ้อนมหาชัย




ฟ้อนมหาชัย เป็นการแสดงฟ้อนรำอีกชุดหนึ่ง มาจากทำนองขับลำมหาชัย ซึ่งมีต้นเค้ามาจากเมืองมหาชัย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดย อ.วีณา วีสเพ็ญ และ อ. เจริญชัย ชนไพโรจน์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม(มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ได้ทำการบันทึกเทปการแสดงชุดนี้ไว้เมื่อคราวไปเยี่ยมศูนย์ลาวอพยพ ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.2525

และคำว่า ?มหาชัย? ยังสอดคล้องกับกับนามของผู้สร้างเมืองมหาสารคาม ซึ่งได้แยกตัวมาจากเมืองร้อยเอ็ด คือ ?ท้าวมหาชัย (กวด)?

จากนั้น อ. ชัชวาลย์วงษ์ประเสริฐ จึงได้ทำนองลำมหาชัยมาให้นิสิตชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) มาฝึกซ้อม โดยดัดแปลงมาบรรเลงในวงโปงลางและประยุกต์ท่าฟ้อนจากคณะนาฏศิลป์ลาว ซึ่งได้นำมาเผยแพร่ในปี พ.ศ.2529 ให้มีรูปแบบเฉพาะตนขึ้น การแสดงดนตรี บรรเลงทำนองขับลำมหาชัย

การแต่งกาย
หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกมีชายระบาย เฉียงสไบจกลาวที่ไหล่ด้านซ้าย แล้วคาดทับด้วยเข็มขัดทองทับ นุ่งผ้าซิ่นลายจกของประเทศลาว ผมเกล้ามวยสูงมัดมวยผมด้วยสายลูกปัดทอง สวมเล็บทองเหลือง และสวมเครื่องประดับทอง


ลำมหาชัย แบบฉบับประเทศลาว

โอ๊ย...น้อ....มหาชัย......โอย เฮียมเอย

โอนอ...แสนมาดีแม่นใจแท้ เต็มทรวงหนอซมซื่น เห็นซุมซาวพี่น้อง สบายบ้างผู้สุคน อีหลีได้ตามนเอย..........

โอย...คำเอย พอนางมาหนอเห็นอ้าย ซายงามหนอวาดค่อง มองบ่อนใด๋ก็หากได้ ไผก็ย้องว่าแม่นไผ อีหลีได้คนงามนี่นา

โอย...คำเอย ไปบ่หนอแม่นนำน้อง โอยนำน้อง เมืองลาวงามเยี่ยมยอด ดินดอนสองปากแม่น้ำ โขงกว้างแม่ นที คิงกลมผู้งามเอย มหาชัยของเฮียมนี่นา

คำเอย คันอ้ายไปหนอนำน้อง โอยนำน้อง ค่าเฮือแพบ่ให้จ้าง ค่าเฮือบินบ่ให้จ่าย เฮียมสิพาแม่นหม่อมอ้าย ไปขี่ซ้างฮ่วมพระนาง อีหลีได้คนงามเอย

โอย...คำเอย ไปเบิ่งสาวลาวพู้น โอยลาวพู้น ผลิตผลดั่งใจแท้ การทำนาและก่อสร้าง แปงบ้านอยู่จั่งใด๋

คำเอย มันสิเฮืองหนอฮำฮอน เหมือนดั่งคนหนอเค้าเก่า บอกว่าองค์พระเจ้า วัดวานั้นแม่นบ่มี อีหลีบ่ผู้ดีเอ๋ย.....เอย

โอย...คำเอย เฮาซวนกันก็นานแล้ว ก็นานแล้ว บ่เห็นซายอ้ายถามข่าว หรือตินางว่าขี้ฮ้าย รูปฮ้างฮ้าย ตนอ้ายจึงอยู่เมิน สมัยลาวเจริญเอ๋อ....เอย

โอย...น้อ......คำเอย เฮียมขอแถมพรแก้ว โอยพรแก้ว พรชัยอันยิ่งใหญ่ ขอให้พงศ์พี่น้อง จงยืนมั่นผู้สุคน ขอลาลงละหนา.............

................................................    


 คห.ที่4) ฟ้อนของจังหวัดอื่นๆกันบ้างครับ


ฟ้อนลำตังหวาย,ฟ้อนตังหวาย


ฟ้อนลำตังหวาย เป็นการฟ้อนที่มีที่มา 2 ลักษณะ คือ

1. ฟ้อนลำตังหวาย เป็นการฟ้อนเพื่อบวงสรวงบูชา โดยเฉพาะชนชาติที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ที่มีความเชื่อในเรื่องผีสางเทวดาที่อาศัยอยู่ในแหล่งธรรมชาติ มีอำนาจหรืออิทธิฤทธิ์ สามารถดลบันดาลให้เกิดมีสิ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆได้ จึงได้มีการการบวงสรวงบูชาหรือจัดให้มีการขอขมาขึ้น เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ตามที่ตนนับถือ นอกจากนั้นยังมีการตั้งถวายหรือฟ้อนรำเป็นการเซ่นสังเวย เรียกว่า ?ตั้งถวาย ฟ้อนถวาย? แต่ต่อมาก็มีการลดคำลงจนเหลือเพียงแค่ว่า ?ตั้งหวาย? หรือ ?ตังหวาย?

2. ฟ้อนตังหวาย  หรือฟ้อนลำตังหวาย เป็นทำนองลำของหมอลำในแคว้นสะหวันนะเขต(สวรรค์เขต)สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เรียกว่า ?ขับลำตั่งหวาย? หากพิจารณาเป็นคำแล้ว คำว่า ?ตั่ง? หมายถึงเก้าอี้นั่งขนาดเล็กที่ทำจากหวาย สันนิษฐานว่าการขับลำตั่งหวายเป็นทำนองหมอลำในหมู่บ้านที่มีอาชีพผลิตตั่งหวาย และเมื่อทำนองขับลำชนิดนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ภาคอีสาน จึงเปลี่ยนเป็น ?ลำตังหวาย? ซึ่งมีจังหวะทำนองที่ไพเราะและสนุกสนานโดยเฉพาะเนื้อหากลอนลำมักจะมีเนื้อหาการยกย่องชายหญิง มีการร้องโต้ตอบกัน

ฟ้อนลำตังหวาย เป็นชุดการแสดงเมื่อ นายประดิษฐ์ แก้วชิน ได้ไปพบการแสดงนี้ในอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เห็นว่าการแสดงหมอลำตังหวายมีทำนองสนุกสนาน จึงได้ทดลองให้เด็กนักเรียนมาฝึกหัด แล้วนำออกไปแสดงในงานปีใหม่ ที่ทุ่งศรีเมืองกลางเมืองอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.2514

ต่อมา อ. ศิริเพ็ญ หัวหน้าภาควิชานาฏศิลป์วิทยาลัยครูอุบลราชธานี (มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี) เห็นควรจะส่งเสริมให้เป็นชุดการแสดงประจำจังหวัด จึงได้นำเอาต้นแบบไปเพิ่มเติมให้สวยงามมากยิ่งขึ้น

                                         ลำตังหวาย

(เกริ่นนำ) โอ.........บุญเอ๋ย บุญอีนางที่เคยสร้าง ซางบ่เป็นหนทาง โอ๊ยหนทาง พอให้น้องได้เที่ยว ละซางมีบาปมาแล่นเข็น ละซางมีเวรมาแล่นต้อง ทำให้น้องห่างพี่ชาย ห่างพี่ชาย โอ๊ยละนา ....
(กล่าวคำกลอน) ตังหวายนี้มีมาแต่โบราณ        ชาวอีสานบำรุงไว้อย่าให้หาย
ของเขาดีมีไว้อย่าทำลาย                                              ขอพี่น้องทั้งหลายจงได้ชม
เขมราฐอำเภอถิ่นบ้านเกิด                                  ช่วยกันเถิดรักษาไว้อย่าได้สูญ
ท่าฟ้อนรำต่างๆช่วยเพิ่มพูน                                         อย่าให้สูญเสียศิลปะเรา
???????

(ขึ้นทำนองลำ)

(หญิง)  บัดนี้ข้าขอยอนอแม่นมือน้อม     ชุลีกรเด้อแม่นก้มกราบ ชูสลอนนอนบนอบนิ้วถวายไท้ดอกผู้อยู่เทิง อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคิงกลม (เยือกๆๆๆ)

(หญิง) ชายเอย จุดประสงค์นอแม่นหมายแม้น เพื่อเผยศิลป์นอพื้นบ้านเก่า ของไทยเฮานอตั้งแต่ก่อน โบราณผู้ให้เฟื่องให้ฟู  อ้ายพี่ของน้องนี่นา คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ชาย) คำนาง ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม ทางอีสานนอบ่ให้หลุดหล่น มรภ.อุบลฯ  เฮาแม่นพวกพ้อง นำมาฮ้อง ออกโฆษณา หล่าพี่คนงามนี่เอย หนองหมาว้อ (เยือกๆๆๆ)

(หญิง) ชายเอย หาเอาตังกะละแม่นหวายเซิ้ง ลำแต่เทิงน้อบ้านเจียดก่อ สืบแต่กอเด้อซุมผู้เฒ่า ใบลานพู้นดอกพื้นกะหาย  ดอกพื้นกะหาย ดอกพื้นกะหาย อ้ายพี่ของน้องนี่นา คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ชาย) คำนาง คนจบๆเด้อแม่นจั่งน้อง งามๆเด้อแม่นจั่งน้อง ซางบ่ไปน้อแม่นกินข้าว หัวมองหนอแม่นนำไก่ คนขี้ฮ้ายคือว่าจั่งอ้าย กินข้าวแม่นบ่ายปลา หล่าพี่คนงามนี่เอย ครูบ้านนอก (เยือกๆๆๆ)

(หญิง) ชายเอย คิดถึงคราวนอแม่นเฮาเว้า ในเถียงนานั้นบ่มีฟ้า แม่สิฟาดนอแม่นไม้ค้อน แม่สิย้อนนอแม่นไม้แส้ ตีน้องนั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว อ้ายพี่ของน้องนี่นา คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ชาย) นางเอย ไปบ่เมือนอแม่นนำอ้าย เมือนำนอแม่นอ้ายบ่ ค่ารถอ้ายบ่ให้เสีย ค่าเฮืออ้ายบ่ให้จ้าง อ้ายสิตายนอแม่นเป็นซ้าง เอราวัณนอให้น้องขี่ ตายเป็นรถนอแม่นแท็กซี่ ให้น้องนี่ขี่ผู้เดียว ขี่ผู้เดียว ขี่ผู้เดียว หล่าพี่คนงามนี่เอย คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(หญิง)  ชายเอย ย้านบ่จริงนอแม่นจั่งว่า สีชมพูนอแม่นจั่งว่า หย้านคือตอกกะลิแม่นมัดกล้า ดำนาแล้วดอกเหยียบใส่ตม เหยียบใส่ตม เหยียบใส่ตม อ้ายพี่ของน้องนี่นา คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ชาย)  บัดนี้ ขอสมพรนอแม่นไปให้ ทหารไทยนอแม่นกล้าแกร่ง ทั้งชายแดนและตำรวจน้ำ  อ.ส.กล้าท่านจงเจริญ สรรเสริญภิญโญนอเจ้า ขอให้สุขนอแม่นทั่วหน้า ชาวประชาทุกคืนทุกวัน ทุกคืนทุกวัน ทุกคืนทุกวัน หล่าพี่คนงามนี่เอย คนงามเอย (เยือกๆๆๆ)

(ขึ้นทำนองเต้ย)

เอ้าลาลาลาลาที เอ้าลาลาลาลาที ขอให้โชคดีเถิดนะแฟนจ๋า
เสียงจากลูกทุ่งบ้านนา เสียงจากลูกทุ่งบ้านนา โชคดีเถิดหนาลองฟังกันใหม่
ถ้าหากสนใจฉันขอขอบคุณ ถ้าหากสนใจฉันขอขอบคุณ
คันไกลคันไกลกันแล้ว คันไกลคันไกลกันแล้ว เฮือแจวมันไกลจากฝั่ง เฮือแจวมันไกลจากฝั่ง ดอกสะมังละมันไกลจากต้น จากต้นละจากต้น จากต้น บ่มีได้แม่นกลิ่นหอม นั่นละนาหนานวลนา  ละนาคนไทยนี่นา  หางตาเจ้าลักท่าลา พวกฉันขอลาไปแล้ว  พวกฉันขอลาเจ้าไปแล้ว
.................................................

เนื้อร้อง ?ฟ้อนตังหวาย? ของวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด

ชายเอย น้องสิลำกะลิแม่นทางเต้ย ตังหวายเอยกะลิแม่นเกี่ยวอ้อย คำปากหวานละคือจั่งน้ำอ้อย ออยอ้ายคันอยู่บ่เซา เอาบ่นอละคันพี่ชายเอย คนงามเอย

ชายเอยว่าบ่มีกะลิแม่นเครือเกี้ยว สังมาเป็นละคันเจ้ายามหย่าง ว่าใต้ล่างละคันเจ้าบ่กว้าง มาได้ละคันเจ้าผูกงัว กลัวพี่ชายนั่นสิมาลวงน้อง คนงามเอย

บัดนี้ข้าขอยอนอกะลิแม่นมือน้อม     ชุลีกรนอแม่นก้มกราบ ชูสลอนนอแม่นนอบนิ้วถวายไท้ ดอกผู้อยู่เทิง อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ จุดประสงค์เด้อแม่นหมายแม้น เพื่อเผยศิลป์เด้อพื้นบ้านเก่า ของไทยเฮานอตั้งแต่ครั้ง โบราณพู้นให้เฟื่องให้ฟู อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม คองอีสานกะบ่ให้หลุดหล่น นาฏศิลป์เด้อแม่นคิดค้น นำมาฮ้องสนุกสนาน อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ หาเอาตังนอแม่นหวายเซิ้ง ลำแต่เทิงนอบ้านเจียดก่อ สืบแต่กอเด้อซุมผู้เฒ่า โบราณพู้นดอกพื้นกะหาย  ดอกพื้นกะหาย ดอกพื้นกะหาย อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ เอย ย้านบ่จริงนอแม่นจั่งว่า สีชมพูนอแม่นจั่งว่า ย้านคือตอกกะลิแม่นมัดกล้า ดำนาแล้วดอกเหยียบใส่ตม เหยียบใส่ตม เหยียบใส่ตม อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ คนจบๆเด้อแม่นจั่งอ้าย งามๆกะลิแม่นจั่งอ้าย ซางบ่ไปน้อแม่นกินข้าว หัวมองหนอแม่นนำไก่ คนขี้ฮ้ายคือว่าจั่งน้อง กินข้าวแม่นบ่ายปลา อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ คิดเห็นคราวนอแม่นเฮาเว้า อยู่เถียงนากะลิแมนวี๊ดว้าด แม่สิฟาดกะลิแม่นไม้ค้อน แม่สิย้อนกะลิแม่นไม้แส้ ตีน้องนั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว อ้ายพี่คนงามนี่นา หนาคีงคม

โอนอ ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม คองอีสานกะบ่ให้หลุดหล่น นาฏศิลป์เด้อแม่นคิดค้น นำมาฮ้อง
สนุกสนาน อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

โอนอ นางเอย ไปบ่เมือกะลิแม่นนำน้อง เมือนำกะลิแม่นน้องบ่ คันเมือกะลิแม่นนำน้อง ค่ารถน้องบ่ให้เสีย ค่าเฮือน้องบ่ให้จ้าง น้องสิไปกะลิแม่นเอาซ้าง เมืองสุรินทร์ละมาให้อ้ายขี่
ไปเอารถกะลิแม่นแท็กซี่ ให้อ้ายนี่แม่นขี่เมือ อ้ายพี่ละคนงามนี่นา หนาคิงคม

บัดนี้ คันแม่นสมกะลิแม่นควรแล้ว ตังหวายเอยละนางขอลาก่อน ขอแถมพรกะลิแม่นถิ่มท้าย นำอ้ายผู้มาฟัง สุขสมหวัง เด้ออ้ายบ่าวคนงาม ขอลาแล้ว....
..........................................

เนื้อร้อง ?ฟ้อนตังหวาย? ของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์

บัดนี้ ข้าขอยอนอละแม่นมือน้อม     ชุลีกรนอแม่นก้มกราบ ชูสลอนนอนอบนิ้วถวายไท้ ดอกผู้อยู่เทิง คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย (ยวกๆๆๆ)

ชายเอย จุดประสงค์นอแม่นหมายแม้น เพื่อเผยศิลป์นอพื้นบ้านเก่า ของไทยเฮานอตั้งแต่ครั้ง โบราณพู้นให้เฟื่องให้ฟู คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย (ยวกๆๆๆ)

ชายเอย หาเอาตังนอแม่นหวายเซิ้ง ลำแต่เทิงนอบ้านเจียดก่อ สืบแต่กอ นอซุมผู้เฒ่า โบราณพู้นดอกพื้นกะหาย  ดอกพื้นกะหาย ดอกพื้นกะหาย คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม คองอีสานนอบ่ให้หลุดหล่น นาฏศิลป์นอแม่นคิดค้น นำมาฮ้อง ออกโฆษณา อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย  คิดหนคราวนอแม่นเฮาเว้า ในเถียงนานั้นบ่มีฟ้า แม่สิฟาดนอแม่นไม้ค้อน แม่สิย้อนนอแม่นไม้แส้ ตีน้องนั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย  คนจบๆนอแม่นจั่งอ้าย งามๆกะลิแม่นจั่งเจ้า ซางบ่ไปนอแม่นกินข้าว หัวมองหนอเจ้านำไก่ คนขี้ฮ้ายคือว่าจั่งน้อง กินข้าวแม่นบ่ายปลา อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย ไปบ่เมือนอแม่นนำน้อง เมือนำนอแม่นน้องบ่ ค่ารถน้องบ่ให้เสีย ค่าเฮือน้องบ่ให้จ้าง น้องสิตายนอแม่นเป็นซ้าง เอราวัณนอให้อ้ายขี่ ตายเป็นรถกะลิแม่นแท็กซี่ วันอ้ายดอกแม่นขี่เมือ อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

ชายเอย ย้านบ่จริงนอแม่นจั่งเว้า สีชมพูนอเจ้าจั่งว่า ย้านคือตอกนอแม่นมัดกล้า ดำนาแล้วดอกเหยียบใส่ตม ดอกเหยียบใส่ตม ดอกเหยียบใส่ตม คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ)

บัดนี้ ขอสมพรนอแม่นไปให้ ผองชาวไทยนอทุกๆท่าน สุขสราญนอทุกถ้วนหน้า หลับสดชื่นทุกคืนทุกวัน ทุกคืนทุกวัน ทุกคืนทุกวัน คนงามของน้องนี่นา น้องขอลาแล้ว?.
.............................................    


 คห.ที่5) ฟ้อนของจังหวัดอุดรธานี


ฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ

ประเพณีการบายศรีสู่ขวัญ หรือในภาษาท้องถิ่นอีสานเรียกว่า ?บาศรี? เป็นประเพณีตามศาสนาพราหมณ์ ที่นิยมกระทำสืบต่อกันมาอย่างช้านาน ถือว่าเมื่อได้มีการทำพิธีนี้แล้วจะก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญนี้จะกระทำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ดีเป็นมงคล เช่นพิธีแต่งงาน การหายจากป่วยไข้ การมาหรือกลับจากสถานที่ใดๆ การไปค้าขายได้เงินทองมามาก การมีแขกมาเยี่ยมยามจากต่างถิ่น ฯลฯ แม้แต่เหตุการณ์ที่ไม่ดี เช่น การได้รับความเจ็บป่วย คนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุหรือต้องเสียชีวิต (เหตุการณ์นี้จะทำพิธีให้แก่ผู้ที่รอดจากเหตุดังกล่าว)
ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ?ขวัญ? เป็นสิ่งที่แฝงอยู่กับตัวของมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะจับต้องหรือไม่สามารถมองเห็นได้ หากว่ามีเหตุให้ขวัญหนีออกจากตัว เช่น เกิดอุบัติเหตุ เสียใจ ป่วยไข้ ตกใจรุนแรง อาจทำให้ตัวบุคคลนั้นถึงแก่ความตายได้ ฉะนั้นต้องเรียกขวัญกลับมาสู่ตัวจะทำให้สุขสบายขึ้น

เครื่องประกอบในการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญที่สำคัญ คือ พานบายศรี หรือ ?พาขวัญ? ทำจากใบตองและดอกไม้สด รวมไปถึงเครื่องสังเวยต่างๆ เช่น ข้าวปลาอาหาร แป้ง กระจก หวี ผ้าแพรไหม น้ำอบ-น้ำหอม ที่ขาดไม่ได้คือ เส้นฝ้ายสีขาว เพื่อใช้ในการผูกข้อต่อแขนแก่ผู้เข้าร่วมทำพิธี

การฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ เกิดจากการคิดค้นร่วมกัน โดย อ. ดำเกิง ไกรสรกุล  และ อ.พนอกำเนิดกาญจน์  แห่งวิทยาลัยครูอุดรธานี(ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี) ซึ่ง อ.พนอกำเนิดกาญจน์  เป็นผู้ประดิษฐ์ท่าฟ้อน อ. ดำเกิง ไกรสรกุล  เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนองเพลง

เนื้อร้องประกอบการฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ ได้มีการเปลี่ยนแปลงกันไปบ้าง แต่ในปัจจุบันมีเนื้อร้องดังนี้

ฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ

มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย......

หมู่ชาวเมืองมา เบื้องขวานั่งส่ายล่าย เบื้องซ้ายนั่งเป็นแถว

ยอพาขวัญไม้จันทน์เพริดแพร้ว ขวัญมาแล้ว มาสู่คีงกลม

เกศเจ้าหอมลอยลม ทัดเอื้องชวนดม เก็บเอาไว้บูชา

ยามเมื่อฝนเจ้าอย่าคลาย ยามแดดสายเจ้าอย่าคลา

อยู่ที่ไหนจุ่งมา รัดด้ายไสยยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา
.....................

อย่าเพลินเผลอ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย......

อยู่แดนดินใด หรือฟ้าฟากไกล ขอให้มาเฮือนเฮา

เผืออย่าคิดอาลัยซู้เก่า ขออย่าเว้า ขวัญเจ้าจะตรม

หมอกน้ำค้างพร่างพรม ขวัญอย่าเพลินชม ป่าเขาลำเนาไพร

เชิญมาทัดพวงพะยอม ทาน้ำหอมให้ชื่นใจ

เหล่าข้าน้อยแต่งไว้ ร้อยพวงมาลัยมาคล้องให้สวยรวย


.............................................................

การแต่งกาย
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน สวมเสื้อแขนกระบอกสีขาว ห่มสไบขิด และนุ่งผ้าซิ่นลายขิด(ผ้าซิ่นขิดอุดรธานี) ผมเกล้ามวยทัดดอกไม้หรือพันมวยผมด้วยฝ้ายภูไท สวมเครื่องประดับเงิน
.................................................


 คห.ที่6) ฟ้อนของจังหวัดสกลนคร


ฟ้อนโก๋ยมือ

ชาวไทอีสานจะยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และปฏิบัติตามฮีต 12 คอง 14  กันสืบมา
ฮีตที่ ๔. บุญผะเหวด หรือ บุญเดือนสี่ เป็นบุญที่มีการเทศน์พระเวส หรือ มหาชาติ เรียกว่า บุญผะเหวด ซึ่งหนังสือมหาชาติ หรือ พระเวสสันดรชาดกแสดงถึงจริยวัตรของพระพุทธเจ้าคราวพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร เป็นหนังสือเรื่องยาว 13 ผูก

ในช่วงเดือนสี่ในทุกๆปีจะมีงานประเพณีบุญมหาชาติหรือบุญผะเหวด ซึ่งในงานจะมีการแห่ผะเหวดเข้าเมือง ซึ่งชาวภูไท ในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ และจะมีการจัดขบวนฟ้อนรำซึ่งแสดงออกถึงความดีใจ ความรื่นเริงสนุกสนาน เป็นการฟ้อนนำหน้าขบวนเพื่อต้อนรับผะเหวดที่แห่เข้ามาสู่เมือง

ท่าฟ้อนโก๋ยมือ ประกอบไปด้วยท่าต่างๆ เช่น ท่าประแป้ง ท่าแญงแว่น(ส่องกระจก) ท่ากกกระต่าย ท่าเชิญสายท้าวพญา ท่ามาลาช่อม่วง ท่าน้าวหน่วงมาลา ท่านาคาม้วนหาง ท่านางญอขา ท่ากาเต้นก้อน ท่านอนหมอนหมิ่น ทากินรีชมหาด ท่านางนาถอ่วยคืน เป็นต้น



การแต่งกาย
การฟ้อนนั้นจะมีทั้งชายและหญิง สวมเสื้อแขนยาวหรือเสื้อแขนกระบอก ใช้ผ้าสไบขิดโพกศีรษะและพาดไหล่ หากฝ่ายชายจะมัดเอวด้วย นุ่งผ้าโจงกระเบนปล่อยชายด้านซ้าย สวมเล็บมีพู่ติดปลาย และสวมเครื่องประดับเงิน
...........................................    


 คห.ที่7) ฟ้อนของจังหวัดนครพนม


ฟ้อนภูไทเรณูนคร

การฟ้อนภูไทเรณูนคร เป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม  

ในปี   พ.ศ.2498   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ      ได้เสด็จมานมัสการองค์พระธาตุพนม   ซึ่ง นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้นได้จัดให้มีการฟ้อนภูไทถวายโดยมี นายคำนึง   อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนครได้ปรับปรุงท่าฟ้อนภูไทให้สวยงามกว่าเดิมโดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนภูไทมาให้คำแนะนำ   จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบแผนของชาวเรณูนคร   ได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานสืบต่อมา

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุวิชา การฟ้อนภูไทเรณูนคร" เข้าไว้ในหลักสูตรให้นักเรียนทั้งชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาได้ฝึกฝนเล่าเรียนกันโดยเฉพาะนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาภายในเขตอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จะฟ้อนรำประเพณี  ?ฟ้อนภูไทเรณูนคร? เป็นทุกคน

                ลักษณะการฟ้อนภูไทเรณูนคร ชายหญิงจับคู่เป็นคู่ ๆ แล้วฟ้อนท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรีโดยฟ้อนรำเป็นวงกลมแล้วแต่ละคู่จะเข้าไปฟ้อนกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่าฟ้อน

หญิงสาวที่จะฟ้อนภูไทเรณูนครต้อนรับแขกจะได้ต้องเป็นสาวโสด ผู้ที่แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนภูไทเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนภูไทนั้นฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผี เพราะชาวภูไทนับถือผี บ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้)

ท่าฟ้อนภูไทเรณูนคร มี 16 ท่า ดังนี้คือ

                 1. ท่าโยกหรือท่าเตรียม (ท่าเตรียมโยกตัวไปมาเป็นการอุ่นเครื่องเพื่อจะไปท่าบิน)
                 2. ท่าบิน หรือท่านกกะทาบินเลียบ
                 3. ท่าเพลิน หรือท่าลำเพลิน
                 4 .ท่าเชิด หรือ ท่ารำเชิด
                 5. ท่าม้วน หรือท่ารำม้วน
                 6. ท่าส่าย หรือท่ารำส่ายเปิด
                 7. ท่าลมพัดพร้าว
                 8. ท่ารำเดี่ยว หรือฟ้อนเลือกคู่
                 9. ท่าเสือออกเหล่า
                 10. ท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น
                 11. ท่าเสือลากหาง
                 12. ท่าม้ากระทืบโฮง
                 13. ท่าจระเข้ฟาดหาง
                 14. ท่ามวยโบราณ
                 15. ท่าถวายพระยาแถน หรือท่าหนุมานถวายแหวน
                 16. ท่ารำเกี้ยว

โอกาสหรือเวลาที่เล่นนิยมแสดงในเทศกาลต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น เช่น สงกรานต์ ไหลเรือไฟวันเพ็ญเดือนสาม และต้อนรับแขกผู้ใหญ่ของจังหวัด เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและมกุฎราชกุมารของต่างประเทศ ฯลฯ          
เครื่องดนตรีอีสาน และเครื่องดนตรีภูไท เช่น แคน กลองหาง ฉิ่ง ฉาบ กลองสองหน้า ซอ พิณ ฆ้องเล็ก ไม้กั๊บแก้บ

การแต่งกาย

              ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อสีน้ำเงิน คอตั้งขลิบแดงกระดุมเงิน มีผ้าขาวม้าไหมมัดเอว สวมสายสร้อยเงิน ข้อเท้าทำด้วยเงิน ประแป้งด้วยแป้งขาว มีดอกไม้ทัดหูอย่างสวยงาม


             ฝ่ายหญิงนั้นนุ่งผ้าซิ่นและสวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินขลิบแดง ประดับด้วยกระดุมเงิน พาดสไบสีขาวที่ไหล่ซ้ายติดเข็มกลัดเป็นดอกไม้สีแดง สวมสร้อยคอ กำไลข้อมือ ข้อเท้าหรือทำด้วยทองหรือเงินตามควรแก่ฐานะของตน มีดอกไม้สีขาวประดับผม
??????????????..  


 คห.ที่8) ฟ้อนของจังหวัดนครพนม


ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์

การฟ้อนโบราณคดีชุด "ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์" เป็นชุดฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยข้าราชการในจังหวัดนครพนม คำว่า "ศรีโคตรบูรณ์" เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่ง เดิมอยู่ใต้ปากเซบั้งไฟ มีพระยาติโคตรบูรเป็นผู้ปกครอง ในหนังสืออุรังคธาตุได้กล่าวถึงเมืองศรีโคตรบูรณ์ไว้ว่า "เราทั้งหลายเรียกว่าเมืองศรีโคตโม เหตุเพราะพระโคตโมได้ให้คำวุฒิสวัสดีแก่พระยาติโคตรบูรและบัดนี้คนทั้งหลายชาวเมืองลุ่มเรียกว่า เมืองศรีโคตรบอง"
           เมืองศรีโคตรบอง หรือเมืองศรีโคตรบูรณ์ เป็นนครที่มีความรุ่งเรืองมาแต่อดีต นับเป็นอาณาจักรร่วมสมัยกับอาณาจักรทวาราวดีของภาคกลาง อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ปรากฏหลักฐานขึ้นครั้งแรกในหนังสืออุรังคธาตุว่า
            พระยานันทเสนผู้ครอบครองนครโคตรบูร เป็นผู้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพระธาตุพนม ต่อมาเมืองศรีโคตรบองนี้ได้ย้ายจากบริเวณใต้ปากเซบั้งไฟมายังฝั่งธาตุพนม ณ ดงไม้รวก และได้ขนานนามใหม่ว่า "เมืองมรุกขนคร" ซึ่งก็คือที่ตั้งจังหวัดนครพนมในปัจจุบันนี้

            การฟ้อนโบราณคดีชุดฟ้อนศรีโคตรบูรณ์ เป็นชุดฟ้อนที่ท่าฟ้อนประยุกต์มาจากท่าเซิ้งบั้งไฟและท่าฟ้อนภูไทรวมกัน ฟ้อนชุดศรีโคตรบูรณ์นี้ใช้เพลงลำภูไท หรือเพลงลมพัดไผ่ซึ่งมีทำนองเนิบๆ ทำให้ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์มีลีลานุ่มนวล อ่อนช้อยสวยงามมาก

การแต่งกาย
ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์ ใช้ผู้แสดงหญิงล้วน แต่งกายคล้ายชาวไทดำ โดยสวมเสื้อแขนกระบอกสีดำขลิบแดง มีกระดุมคล้องสายเป็นคู่ๆ นุ่งผ้าซิ่นสีดำต่อตีนซิ่น คาดเอวด้วยผ้าแถบสีแดง เกล้าผมมวยใช้ผ้าแดงผูกผม
??????????..    


 คห.ที่9) ฟ้อนของจังหวัดสกลนคร


(*** ภาพนี้ แท้จริงแล้วผู้แสดงต้องมีลายสักตามร่างกายด้วย ซึ่งผู้เขียนไม่ได้วาดไว้ จึงต้องขออภัยอย่างสูง ***)


ฟ้อนมวยโบราณ (รำมวยโบราณ)



ภาคอีสานในสมัยโบราณก่อนที่จะมีมวยคาดเชือก มวยเวที มีมวยแบบหนึ่งเรียกกันหลายชื่อ เช่น มวยลาว บ้าง เสือลากหาง บ้าง มวยดังกล่าวนี้นิยมฝึกหัดตามคุ้มวัดตามหมู่บ้าน เพื่อให้มีกำลังวังชา สามารถต่อสู้ป้องกันตัวได้และในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงความสวยงามของลีลาท่ารำท่าฟ้อน มีการร่ำเรียนเวทมนต์คาถา เสกเป่าหมัดเข่าให้มีพละกำลังแข็งแกร่งจนคู่ต่อสู้ทำอันตรายไม่ได้

ในปัจจุบันจังหวัดสกลนครเป็นแหล่งเดียวที่ยังมีมวยโบราณในงานเทศกาลงานบุญประเพณี เช่น เทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาในเทศกาลออกพรรษา ในเทศกาลงานบุญเหล่านี้ ชาวบ้านจะจัดขบวนแห่ของคุ้มวัดเข้า ร่วมขบวนอย่างสนุกสนาน   โดยเฉพาะชาวสกลนครในเขตรอบๆเมืองถือกันมาแต่โบราณว่าเมื่อถึงเทศกาลบุญพระเวสเทศน์มหาชาติแล้วชาวคุ้มจะจัดเป็นขบวนแห่ฟ้อนรำไปตามถนนผ่านหน้าบ้านผู้คนเพื่อบอกบุญ ทำบุญร่วมกันถวายแด่องค์พระธาตุเชิงชุม    ขบวนแห่ของชาวคุ้ม นอกจากจะประกอบด้วยผู้คนทั้งหนุ่มสาว เฒ่าชรา แต่งกายสวยงามตามแบบพื้นเมืองฟ้อนรำไปตามถนนหนทางแล้วยังมีนักมวยของแต่ละคุ้มนำหน้าขบวนเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเป็น นักมวยแต่ละคนจะนุ่งโจงกระเบนหยักรั้งปล่อยชายกระเบนห้อยลงมาพองามด้วยเหตุนี้เองชาวบ้านจึงมักเรียกนักมวยว่า "พวกเสือลากหาง"

การแต่งกายของผู้รำมวยโบราณนอกจากจะแต่งด้วยผ้าหยักรั้งปล่อยห้อยชายกระเบนแล้ว ตามเนื้อตัวตามขายังนิยมสักลายท่อนบนมักจะเป็นรูปสัตว์ที่แผงอก เช่น รูปครุฑ รูปงู รูปเสือ หนุมาน ส่วนตามโคนขาก็จะสักลายเป็นรูปพืชผัก เช่น ลายต้นข้าว ผักกูด คติความเชื่อในเรื่องสักลายนี้แต่โบราณถือว่าเป็นสัญลักษณ์ความเข้มแข็งเป็นที่พึงพอใจของสตรีเพศ

บางรายอาจมีคติเรื่องความคงกะพัน ผสมกับความสวยงานด้วย  นักมวยโบราณจะมีตะกรุดรัดแขนภายในตะกรุดมีเครื่องรางของขลังที่ตนนับถือสวมมงคลที่ศีรษะในขณะที่ไหว้ครู เช่นเดียวกับมวยเวทีในปัจจุบันและจะถอดมงคลออกเมื่อถึงเวลาที่จะร่ายรำหรือต่อสู้

ความงดงามของมวยโบราณอยู่ที่ท่าทางการไหว้ครู ซึ่งใช้ลีลาจากอากัปกิริยาของสัตว์ เช่น เสือ ช้าง ม้า วัว ควาย มาดัดแปลงด้วยลีลาของนักมวยแล้วเคลื่อนไหวเหยาะย่างให้เข้ากับเสียงกลองเสียงแคน นักมวยบางคนยังนำเอาท่าทางของลิงของยักษ์ในเรื่องรามเกียรติ์มาประดิษฐ์เป็นท่าทางร่ายรำอย่างสวยงาม    อันเนื่องมาจากความงดงามของนักมวยโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะผสมผสานระหว่าง นาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานและชั้นเชิงของการต่อสู้จึงทำครูมวยโบราณขึ้น นายจำลอง นวลมณี ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ เป็นผู้รักและสนใจการแสดงมวยโบราณ ได้ทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกมวยโบราณให้กับนักเรียนประถมมัธยม และพนักงานดับเพลิงของเทศบาลเมืองสกลนคร

ประวัติความเป็นมา

          ?มวย เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เป็นการต่อสู้ด้วยพละกำลัง ใช้อวัยวะเกือบทุกส่วนของร่างกาย ทั้งมือ เท้า เข่า ศอก รวมทั้งหัวด้วย มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว ในสมัยก่อนนิยมฝึกหัดกันในหมู่นักรบโบราณ เป็นที่นิยมชมชอบของชนทุกชั้น แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็มีปรากฏในพงศาวดาร ครั้งกรุงศรีอยุธยา ขุนหลวงสรศักดิ์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนาม พระเจ้าเสือ ทรงนิยมชมชอบมวยมาก ถึงกับปลอมพระองค์ไปชกมวยตามหัวเมืองบ่อยครั้ง?

          ข้อความเบื้องต้นมาจากหนังสือเชิดชูเกียรติ อาจารย์จำลอง นวลมณี (เป็นครูมวยโบราณของสกลนคร เป็นผู้ที่สืบสานศิลปะการร่ายรำมวยโบราณ)  ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ อาจารย์จำลอง นวลมณีได้เล่าไว้อย่างน่าสนใจมาก คือ?. เมื่อปี พ.ศ.2331 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีนักมวยฝรั่งสองพี่น้อง ล่องเรือกำปั่นท้าพนันชกมวยมาหลายหัวเมือง และชกชนะมาทั้งสิ้น ครั้นมาถึงกรุงเทพฯ ก็มาท้าพนันชกมวยกับคนไทย พระยาพระคลัง กราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงทราบ จึงรับสั่งให้รับท้าพนัน วางเดิมพันเป็นเงิน 50 ชั่ง หรือ 4,000 บาท (สมัยนั้นก็มากแล้ว) สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทราชอนุชา จึงจัดหานักมวย ชื่อ หมื่นผลาญ ซึ่งมีความรู้ทั้งมวยต่อยและมวยปล้ำและดำรัสให้ปลูกพลับพลาใกล้โรงละครด้านทิศตะวันตกของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อประทับทอดพระเนตร ผลการชกปรากฏว่า นักมวยฝรั่งแพ้ไม้เป็นท่า เป็นที่น่าอับอายมาก

นางศาสตร์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ได้เขียนไว้ในหนังสือเชิดชูเกียรติ อาจารย์จำลอง นวลมณี ว่า
?ในสมัย 50 ปีมาแล้ว จะมีงานแห่ต่างๆ โดยเฉพาะงานประเพณีที่เรียกว่า งานบุญพระเวส ชาวสกลนคร 10 คุ้ม ก็มีการแห่กัณฑ์เทศน์ และแห่บั้งไฟไปตามถนสายต่างๆ เพื่อทอดถวายองค์พระธาตุเชิงชุมโดยมีคณะนักมวยรำมวยออกหน้า มีปี่ ฆ้อง กลองประโคม เป็นเครื่องประกอบ เมื่อขบวนไปพบกันจะไม่มีใครหลีกทางให้กัน จึงมีการต่อสู้กันขึ้น?

ดังนั้น มวยโบราณจึงเป็นการต่อสู้ด้วยมือ เท้า เข่า ศอก มีมาก่อนมวยคาดเชือก (มวยคาดเชือกใช้ผ้าดิบ หรือบางครั้งใช้เชือกพันมือ สันนิษฐานว่า มีขึ้นในสมัยอยุธยา)

พ.ศ.2472 เป็นปีที่เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดใจเกิดขึ้น เมื่อนายเจีย แขกเขมร ขอขึ้นทาบรัศมีกับ นายแพ เสียงประเสริฐ และผลการต่อสู้ในครั้งนั้น นายเจีย ถูกนายแพ ต่อยถึงแก่ความตายที่สนามมวย หลักเมือง ของพลโท พระยาเทพหัสดิน ตั้งแต่นั้นมวยคาดเชือกจึงต้องเลิกไป

การแสดงมวยโบราณ
แบ่งเป็น 3 ตอน คือ ขบวนแห่มวยโบราณท่าไหว้ครูหรือรำเดี่ยว และการต่อสู้  เป็นที่น่าสังเกตว่า มวยโบราณไม่ใช้การต่อสู้แบบเข้าคลุกวงใน ทั้งนี้เพราะจะทำเห็นลีลาท่าฟ้อนรำน้อยไป แต่นักมวยจะเข้าไปเล่นงานคู่ต่อสู้พร้อมกับถอยมาฟ้อนรำเป็นระยะ ๆแล้วจึงบุกเข้าไปหรือเตรียมตั้งรับหรือตอบโต้คู่ต่อสู้   กล่าวได้ว่าความสนุกสนานของมวยโบราณ อยู่ที่ชั้นเชิงและกลเม็ดของนักมวยผู้ที่เจนจัดมักมีลูกเล่นกลเม็ดแพรวพรายทั้งท่ารุก ท่ารับ ซึ่งหมายถึงการฝึก หัดมาอย่างดีในท่ารุกเข้าพิชิตคู่ต่อสู้หลายแบบนักมวยโบราณที่มีความคล่องตัวนักนิยมเล่นงานคู่ต่อสู้ด้วยเท้า ในขณะที่เสียเปรียบคู่ต่อสู้จนเสียหลัก นักมวยจะแก้ปัญหา เช่น การหลบ โดยหลบ ลอดได้อย่างเร็ว พร้อมใช้เท้าถีบคู่ต่อสู้ให้ล้มหรือใช้ศอกถอง แต่ก็ต้องระวังท่าจระเข้ฟาดหางจากฝ่ายตรงข้ามตอบโต้ด้วย มวยโบราณจึงมิใช่มวยทีชกกันเอาแพ้ชนะเช่นมวยในปัจจุบัน แต่หากเป็นการต่อสู้ที่เน้นศิลปะของท่ารำ จึงควรให้เรียกว่าการรำมวยโบราณ มิใช่การชกมวยต่อยมวยเช่นในปัจจุบัน    

ท่าฟ้อนของมวยโบราณ เป็นที่อ่อนช้อยแต่เข้มแข็งทะมัดทะแมงอยู่ในการฟ้อนมวยโบราณ ท่าฟ้อนมวยโบราณนั้นทั้งหมดมี 14 ท่า คือ..
  1.  ท่าเสือออกจากเหล่า
  2.  ท่าย่างสามขุม
  3.  ท่ากุมภัณฑ์ถอยทัพ
  4.  ท่าลับหอกโมกขศักดิ์  
  5.  ท่าตบผาบปราบมาร
  6.  ท่าทะยานเหยื่อเสือลากหาง
  7.  ท่าไก่เลียบเล้า
  8.  ท่าน้าวคันศร
  9.  ท่ากินนรเข้าถ้ำ
10.  ท่าเตี้ยต่ำเสือหมอบ
11.  ท่าทรพีชนพ่อ
12.  ท่าล่อแก้วเมขลา
13.  ท่าม้ากระทืบโรง
14.  ท่าช้างโขลงทะลายป่า  

นอกจากนั้นยังมีท่ารำมวยโบราณแบบที่รำเป็นขบวนแห่อีก 9 ท่า คือ
  1.  ท่ากาเต้นก้อนขี้ไถ
  2.  ท่าหวะพราย
  3.  ท่าย่างสามขุม
  4.  ท่าน้าวเฮียวไผ่
  5.  ท่าไล่ลูกแตก-ตบผาบปราบมาร
  6.  ท่าช้างม้วนงวง
  7.  ท่าทวงฮัก กวักชู้
  8.  ท่าแหลวถลา กาตากปีก
  9.  ท่าเลาะเลียบตูบ

การแต่งกาย
มวยโบราณนิยมนุ่งผ้าโจงกระเบนแบบหยักรั้ง คือ ดึงชายกระเบนให้สูงขึ้น เพื่อให้เห็นลายสักที่ขา สีของผ้าโจงกระเบนนิยมสีแดงหรือสีน้ำเงิน ปล่อยชายหางกระเบน ห้อยลงมาพองาม มีผ้าคาดเอวสีแดงหรือ น้ำเงิน (ใส่สลับกับผ้านุ่ง คือ ถ้าผ้านุ่งสีแดง ผ้าคาดเอวก็สีน้ำเงิน)  ผ้าคาดเอวนี้จะช่วยรัดให้ผ้าโจงกระเบนแน่นกระชับ ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ มีผ้าประเจียดโพกศีรษะ (ผ้าประเจียดคือ ผ้าลงยันต์ บรรจุมนต์ขลังของเกจิอาจารย์) นอกจากนั้นก็มีผ้ารัดต้นแขนทั้งสองข้าง เป็นผ้าสีแดง มีตะกรุดหรือเครื่องรางของขลังอยู่ข้างใน



การสักหรือการเขียนลาย จุดเด่นของมวยโบราณนิยมสักลวดลายตามตัวทั่วร่างกาย ทั้งแขน ขา สมัยก่อนสักด้วยน้ำว่าน น้ำยาศักดิ์สิทธิ์สักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ที่เลื่อมใสว่ามีกำลังอำนาจ นอกจากนั้นยังสักเป็นลวดลายและลงอักษรโบราณที่เป็นคาถาอาคม เล่ากันว่า ในสมัยโบราณผู้ชายที่ไม่สักลายผู้หญิงจะไม่รัก และไม่แต่งงานด้วย ถึงกับมีคำพังเพยว่า ?ขาบ่ลายบ่ให้ก่าย? ก่ายก็หมายถึง กอดก่าย การสักนี้มีจุดมุ่งหมายเหมือนกับมีเครื่องรางของขลังติดตัวไปด้วย ทำให้อยู่ยงคงกะพันแคล้วคลาดและเป็นมหาเสน่ห์ สมัยก่อนการสักลงยันต์ทำกันเป็นเรื่องใหญ่เพราะต้องสักลงไปบนผิวหนัง ฝังลงไปในเนื้อโดยให้เหล็กแหลมเหมือนปากกา สักด้วยหมึกดำ หมึกแดง ผสมกับรงและว่าน รอยสักนี้จะติดไปบนผิวหนังตลอดชีวิต

ในปัจจุบันนี้ ไม่มีผู้นิยมสักลาย นักมวยโบราณจึงได้พัฒนาการสักลายมาเป็นการเขียนลายแทน และเขียนด้วยปากกาเมจิก หรือสีเคมีแห้งเร็ว เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็ใช้แป้งผงที่ทาตัวเด็ก โรยลงไปให้ทั่วเพื่อไม่ให้สีที่เขียนเลอะเทอะเมื่อเหงื่อออก

ดนตรีประกอบการแสดง เป็นสิ่งจำเป็นมากในการแสดงมวยโบราณ เพราะจะช่วยสร้างอารมณ์ให้เกิดความคึกคักให้กับนักมวย และผู้ชมยิ่งเป็นดนตรีพื้นเมืองของอีสานด้วยแล้วยิ่งสนุก คึกคัก เร้าใจ นักมวยโบราณได้ฟังเสียงแล้วก็ฮึกเหิม ร่ายรำได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย คนดูก็สนุกไปด้วย

เครื่องดนตรีของมวยโบราณ เป็นดนตรีพื้นบ้านทั้งสิ้น แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ
1.  เครื่องดีด ได้แก่  พิณ เป็นเครื่องดนตรีหลัก
2.  เครื่องสี    ได้แก่ ซอกระบอกไม้ไผ่
3.  เครื่องตี    ได้แก่ กลองตุ้ม(กลองสองหน้า)โปงลาง ฆ้อง ฯลฯ
4.  เครื่องเป่า ได้แก่  แคน โหวด

ส่วนเพลงที่ใช้ตีประกอบนั้น มวยโบราณจะอาศัยจังหวะจากเสียงกลองและเครื่องตีประกอบ จังหวะอื่นๆ เป็นตัวทำจังหวะให้นักมวยเต้นเหยาะย่างตามลีลาท่าฟ้อน สำหรับบทเพลงที่เหมาะที่สุด คือ บรรเลงลายภูไทเลาะตูบ
.....................................................    


ตอบกระทู้


Creative Commons License