มิตรไมตรีเลิศล้ำ วัฒนธรรมอลังการ สืบสานตำนานทรงคุณค่า อีสานจุฬาฯร่วมใจอนุรักษ์

กระดานสนทนา ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โสเหล่ เฮฮา กับสภาไนบักขามคั่ว

ตั้งกระทู้ใหม่
192) สักลาย หรือ ลายสัก ของอีสาน
 คห.ที่10) ลายสักแบบลาว


ลายสักของไทครั่ง ลายเครือผักแว่นครับ
 คห.ที่11) ลายสักอีสาน


ลายมอม
 คห.ที่12) การสักขาลาย


การสักขาลายของชายชาวอีสาน ในภาพฮูปแต้มผนังสิม จ.มหาสารคาม
 คห.ที่13) ตัวอย่างลายสักขา
ลายสักขาของชาวไทใหญ่ หรือกุลา

 คห.ที่14) ตัวอย่างลายสักขา


ลายสักขา ในศตวรรษที่ 19
 คห.ที่15) ตัวอย่างลายสักขา


ลายสักขาในศตวรรษที่ 19
 คห.ที่16)
ขนมาเป็นสวนเลยตั๋วนี่
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อ
 คห.ที่17)
"แบ้นบ่บ่อง บ่ให้จ่องขางเฮือน"


แบ้นบ่อง หมายถึง อวัยวะเพศของชายสักลาย ถ้าไม่เห็นอย่างว่าอย่ามาชะโงกหน้าอยู่ข้างเรือนฉันเลย เวลามีงานบุญบั้งไฟผู้ชายมักเปลือยกายไปคุยกับอีสาว และโชว์อวัยวะเพศที่สักลายให้อีสาวดูว่าสวยปานใด โดยไม่มีใครอับอายขายหน้า อีสาวกับแม่เห็นแล้วก็พูดจ๊ะจ๊ะ จ๋าจ๋า หน้าบานเป็นกระด้งเลยแหละ

...................................................................................


แบ้นบ่บ้อง หมายถึง  การเจาะอวุยวะเพศชายครับ

การบ่อง  คือ การเจาะอวัยวะ ต่างๆ  ให้เป็นรู เช่น  บ่องแก้ม  บ่องแบ้น

การบ่องนี้ผมพอจะมีข้อมูลอยู่บ้าง  นี่เป็นเอกสารส่วนหนึ่งของงานวิจัยของผมตอนผมเรียน  ป โท  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การบ่องเป็นการแสดงถึงความเคารพต่อแถนและเป็นการช่วยในการกระตุ้นการเจริญพันธุ์  ความมีดังนี้

การบ่องของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว คือการเจาะรูในบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเรียกกรรมวิธีในการบ่องนี้ว่าเป็น         การถวยแถน (สิริวัฒน์ คำวันสา, 2524: 25) อันมีความหมายถึงการถวายบูชาแด่องค์พระยาแถนนั่นเอง ในอดีตนั้นวัฒนธรรมการบ่องถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับการนิยมโดยทั่วไปในหมู่ชนชาวอีสานและชนชาวลาวโดยที่ผู้ชายจะนิยมบ่องในบริเวณใบหูทางด้านซ้าย ซึ่งนอกจากจะเป็นวัฒนธรรมนิยมแล้วการบ่องใบหูนั้นยังสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการสอดมวนบุหรี่และสามารถใช้ทัดดอกไม้ได้ส่วนในเพศหญิงนั้นจะนิยมบ่องใบหูทั้งสองด้านเพื่อใช้ใส่กระจอนหู ซึ่งกระจอนหู   ก็คือเครื่องประดับหูโบราณของชาวอีสานและของชาวลาวนั่นเอง การบ่องโดยทั่วไปนั้นจะไม่เรียกว่าเป็นการถวยแถน หากแต่การถวยแถนนั้นก็คือการบ่องในบริเวณปลายอวัยวะเพศของเพศชายซึ่งกรรมวิธีเริ่มจากการรูดหนังหุ้มปลายองคชาติแล้วดึงชั้นหนังบางๆที่อยู่ใต้บริเวณปลายองคชาติให้ยืดออก แล้วจึงใช้ไม้ฝางแหลมแทงให้เป็นรู ซึ่งถ้าหากใช้โลหะแหลมมาแทงแล้วก็อาจที่จะก่อให้เกิดอาการอักเสบได้ง่าย เสร็จแล้วจึงใช้สโนติดไว้ในรูจนกว่าแผลจะหายสนิท ซึ่งการติด  สโนจะทำให้การบ่องเกิดเป็นรูที่คงถาวรได้ (สิริวัฒน์ คำวันสา, 2524: 25) การบ่องนี้ผู้รู้บางท่านก็ได้ให้ความคิดเห็นว่า อาจเป็นกรรมวิธีที่เกิดขึ้นมาจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดูในเรื่องการบูชาศิวลึงค์ (สิริวัฒน์ คำวันสา, 2524: 25) หากแต่พิธีการบ่องนั้นก็ได้มีผู้สันนิฐานเอาไว้เช่นกันว่าอาจเป็นพิธีกรรมที่ช่วยก่อให้เกิดการเจริญพันธุ์เพิ่มมากขึ้นก็ได้ ซึ่งในประเพณีการจุดบั้งไฟถวายองค์พระยาแถนในสมัยโบราณนั้นก็ยังได้มีการอวดอ้างการบ่องของเพศชายแก่ฝ่ายหญิงโดยการเปลือยท่อนล่างแล้วนำดอกไม้มาสอดเอาไว้ในรูบ่องนั้น (สิริวัฒน์ คำวันสา, 2524: 25) จึงปรากฏว่าในประเพณีบุญบั้งไฟนั้นจึงมักที่จะได้มีการนำเอาสัญลักษณ์ในทางเพศต่างๆเหล่านี้มาปรากฏอยู่ในขบวนหามแห่บั้งไฟอยู่อย่างเปิดเผย ซึ่งนั่นก็คือกุศโลบายอันแยบยลของชนในสมัยโบราณอันมีความประสงค์ก็เพื่อที่จะให้หนุ่มสาวนั้นได้เกิดมีการเรียนรู้พบเห็นในเรื่องเพศศึกษา และได้มีการรักใคร่ชอบพอตกลงปลงใจแต่งงานกันในช่วงเดือนหกนั้น ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนแห่งความอุดมสมบูรณ์เพราะได้เริ่มย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และเมื่อได้เกิดมีบุตรแล้ว บุตรนั้นก็จะได้เกิดขึ้นมาในช่วงฤดูฝนอันเป็นฤดูที่มีอาหารการกินอันอุดมสมบูรณ์ เหตุนี้ กรรมวิธีในการถวยแถนนั้นจึงน่าที่จะมีที่มาอันสอดคล้องตรงกันกับความเชื่อในเรื่องบุญบั้งไฟที่เชื่อกันว่าองค์พระยาแถนนั้นก็คือเทพเจ้าผู้ซึ่งได้ประทานน้ำฝนและความอุดมสมบูรณ์ทั้งหลายให้แก่เหล่ามนุษย์นั่นเอง ซึ่งเมื่อได้มีการจุดบั้งไฟและการถวยแถนเพื่อบูชาต่อองค์พระยาแถนแล้ว ความอุดมสมบูรณ์เหล่านั้นก็จะมีอยู่อย่างมั่นคงบริบูรณ์สืบไป
 คห.ที่18)
สมัยก่อนคงเปรียบอาภรณ์ของผู้หญิงคือผ้าซิ่น ส่วนอาภรณ์ของชายก็คือลายสัก

แต่ซิ่นของผู้หญิงสามารถเปลี่ยนผืนและลวดลายได้ แต่ถ้าผู้ชายจะเป้นของที่ติดตัวไปจนวันตาย

แต่ยังไม่เคยเห็นลายสักลายหนึ่ง ชื่อว่า ตุ๊กแกลงรู(กั๊บแก้ลงฮู) คือการสักที่ก้นให้ลายสักรูปตุ๊กแกนั้นหันหัวเหมือนจะมุดเข้ารูทวาร พอถึงบุญบั้งไฟทีไรก็จะมีการโชว์ก้นอวดลายให้สาวๆได้ตกใจเล่น
 คห.ที่19) ลายสักแบบสร้างสรรค์
ผลงานการวาดลายสักสำหรับรำมวยโบราณ ของน้องสถาพร ชินคำ จากชมรมวงแคน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ตอบกระทู้


Creative Commons License