มิตรไมตรีเลิศล้ำ วัฒนธรรมอลังการ สืบสานตำนานทรงคุณค่า อีสานจุฬาฯร่วมใจอนุรักษ์

กระดานสนทนา ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โสเหล่ เฮฮา กับสภาไนบักขามคั่ว

ตั้งกระทู้ใหม่
165) การแสดงพื้นบ้าน ที่เปนเอกลักษลักษณ์ของร้อยเอ็ด
 คห.ที่10)


การแสดงรำเกี่ยวกับงานประเพณี  สมมาน้ำ  คืนเพ็ง  เส็งประทีบ(งานลอยกระทง)
 คห.ที่11)


สาเกตุนคร
 คห.ที่12)
ยิ่งใหญ่อีหลี จังหวัด นี่

เบิ่งจากรูปแล้ว มีตะคนหน้าตาดีๆเนาะ
 คห.ที่13)
ซั่นแล้ว เพลง ร้อยเอ็ดเพชรงาม  กะยังบอกเนาะว่า สาวโสภาถูกใจ

คนกะย่อมเป็นตาฮัก ธรรมดาหละ
 คห.ที่14)
เอาเข้าไป
บ่มีหย่อง กะหย่องเจ้าของเนาะ จักหยัง
 คห.ที่15)


ฟ้อนร้อยเอ็ดเพชรงาม



?ร้อยเอ็ดเพชรอีสาน พลาญชัยบึงงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมชั้นดี สตรีโสภา
ทุ่งกุลาสดใส งานใหญ่บุญผะเหวด?

เป็นคำขวัญประจำจังหวัดร้อยเอ็ดเดิม ที่อธิบายลักษณะแหล่งท่องเที่ยว สภาพแวดล้อม รวมถึงศิลปวัฒนธรรมประเพณีภายในจังหวัดร้อยเอ็ด
ปัจจุบัน คำขวัญจังหวัดร้อยเอ็ดได้มีการประกวดคำขวัญและได้นำคำขวัญที่ชนะเลิศมาใช้ในใหม่ ในความว่า

?สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ?

ฟ้อนร้อยเอ็ดเพชรงาม ได้ประดิษฐ์คิดค้นการแสดงโดย คณาจารย์จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ประพันธ์เนื้อร้องโดย อ.สมชิต สุนาคราช  เป็นการฟ้อนประกอบท่วงทำนองดนตรีที่มีความจังหวะสนุกสนานเร้าใจ การฟ้อนแสดงถึง การอธิบายคำขวัญของจังหวัดร้อยเอ็ดออกมาเป็นท่วงท่าที่สวยงาม โดยมีเนื้อหาชักชวนให้ไปท่องเที่ยวในจังหวัดร้อยเอ็ด และการแต่งกายของนักแสดงด้วยผ้าไหมลายประจำจังหวัด ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นอีกด้วย

การแต่งกาย

หญิง สวมเสื้อผ้าไหมแขนสั้น ห่มทับด้วยสไบไหม นุ่งผ้าซิ่นไหมมัดหมี่ร้อยเอ็ด ยาวกรอมเท้า ผมเกล้ามวยประดับมวยผมด้วยดอกไม้ และสวมเครื่องประดับเงิน

เพลงร้อยเอ็ดเพชรงาม

มาเถิดอ้ายมา มาเถิดหนามาเที่ยวเมืองร้อยเอ็ด  เมืองนี้งามดังเพชร ๆ  โอ้เมืองร้อยเอ็ดงามซึ้งตรึงใจ

เสียงแคนดังต่อยแล่นแตร ดอกคูนงามแท้ชูช่อไสว บึงโอ้บึงพลาญชัย ๆ หมู่ปลาแหวกว่ายอยู่ในธารา

โอ โอ้ โอ ถ้าอยากสุขโขมาร้อยเอ็ดเถิดหนา มีพระใหญ่สูงเยี่ยมเทียมฟ้า ๆ ผ้าไหมงามตา สาวโสภาถูกใจ

เสียงพิณดังแว่วแผ่วมา กว้างไกลสุดตาทุ่งกุลาสดใส ชาวร้อยเอ็ดเป็นผู้มีน้ำใจ ๆ จะมองแห่งไหนร้อยเอ็ดงามจริงเอย

....................................................................


.........เห็นตอบกระทู้กันซะสนุกเลยเอามาตอบมั่งคับ

ในฐานะเป็นคนร้อยเอ็ดเหมือนกัน

*** พอผมเอาข้อมูลลงแบบนี้มีคนเอาไปใช้อ้างอิงเยอะมาก

บางเว๊บก็ยังเอาข้อมูลผมลงไว้ไปทำเว๊บเองต่างหาก

แต่ก็ช่างเถอะ.............เป็นวิทยาทานอยู่แล้ว


ขนาดหาใน google ก็มีรูปผมวาดไว้แสดงเต็มเลย.......
 คห.ที่16)


ฟ้อนสาละวัน



ลำสาละวัน เป็นวัฒนธรรมของชนชาติลาวอีกประเภทหนึ่ง การลำสาละวันที่เก่าแก่ที่กำเนิดมาจากการทรงผีไท้ผีแถน ตามความเชื่อดั้งเดิมแล้วกลายมา เป็นมหรสพของชุมชนแล้วได้ประยุกต์เพิ่มกลอนลำให้เกิดความสนุกสนาน ประกอบท่าทางการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยอิสระตามธรรมชาติ แรกเริ่มเป็นการเล่นโดยทั่วไปในหมู่ชาวบ้านแล้วแพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทย ได้รับความนิยมมายาวนาน ด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะ จังหวะสม่ำเสมอ


เนื้อความของลำสาละวัน นอกจากจะสะท้อนให้เห็นแนวทางการเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิงแล้ว โวหารเปรียบเทียบที่ใช้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความงามของการใช้ภาษา นอกจากนั้น ท่วงทำนองของการลำ ยังมีการเอื้อนที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว
?ลำสาละวัน? จึงเป็นเอกลักษณ์ของชาวสาละวันยาวนานร่วม 70 ปีไม่มีวันสูญหาย และยังคงไว้ซึ่งความไพเราะ และเป็นการร้อยเรียงภาษาที่บอกเล่าเป็นทำนองให้ทราบถึงอดีตที่รุ่งเรืองของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อย่างดียิ่ง


การแสดงชุด ?ฟ้อนสาละวัน?  คณาจารย์จากวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด เล็งเห็นคุณค่าความไพเราะของทำนองและบทร้องตลอดจนท่าฟ้อนรำที่สื่อความหมายตามแบบศิลปะพื้นบ้านที่บริสุทธิ์ รวมไปถึงความสวยงามของลวดลายที่ปรากฏบนผ้าทอของชาวสาละวัน โดยพยายามอนุรักษ์การฟ้อนแบบดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุดโดยไปศึกษาการขับลำสาละวันและท่าฟ้อนสาละวัน ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แล้วนำกลับเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยอีกครั้ง จึงได้นำฟ้อนประกอบการลำสาละวันจัดระเบียบแผนในการแสดงใหม่โดยดัดแปลงเพื่อใช้ประกอบในการแสดงวงโปงลางแต่ยังคงรูปแบบไว้ดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน


การแต่งกาย
- ชาย สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นสีเขียวลายจกดิ้นทอง นุ่งผ้าโจงกระเบนสีเขียว ใช้ผ้าสไบจกลุ่มน้ำโขงมัดเอว สวมสร้อยทอง และกำไลทอง
- หญิง สวมเสื้อที่มีไหล่เสื้อด้านซ้ายสีเขียว ซึ่งเป็นแบบเสื้อชุดประจำชาติของลาว ห่มสไบจกดิ้นทองและนุ่งผ้าซิ่นจกสีแดงยกดิ้นทอง ผมเกล้ามวยสูง รวบผมตึงเบี่ยงมวยผมไปทางซ้าย มัดมวยผมด้วยสายลูกปัดทอง ปักปิ่นทองที่ยอดมวยผม สวมเครื่องประดับทอง เช่น สร้อย ต่างหู กำไล เข็มขัด

ลำสาละวัน
(เกริ่น)
โอ๋ ..โอย...น้อ โอ...หนา โอ๋หนออ้ายเอย มา..มาแล้ว สาละวันมาแล้ว มาเอาแนวไปไว้ มาเอาในมันไปหว่านอ้ายเอย เอาเมือปลูกไว้บ้านพอสิได้ดอกเฮ็ดแนว..เฮ็ดแนวหนา
โอหนออ้ายเอย ยามน้องมาเห็นหน้าอยากถามข่าวถามถึงเด้หนอ สุขสำบายดีบ่ หือได๋อยากฮู้ข่าวท่านเอย น้องนี่มาฟาวฟ้าวอยากเห็นหน้าอยากข่าวถามข่าวถามหนา โอ...โอย...หนา
.........................

โอ๋ ..โอย...น้อ โอ...หนา โอ๋หนออ้ายเอย เชิญอ้ายมาลำฟ้อน สาละวันให้มันคล่องอ้ายเอย ขอเชิญอ้ายและน้องมาลงฟ้อนเตี้ยเข้าใส่กัน ใส่กันหนา

เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลง (ซ้ำ) เตี้ยลงให้คือหงส์เล่นน้ำ อยากให้งามให้เตี้ยลงต่ำๆ เตี้ยต่ำๆให้เตี้ยลงต่ำๆ เตี้ยลงแล้วฟังน้องสิเดี่ยวกลอน ฟ้อนอ่อนๆ เด้อชายสาละวัน ฟ้อนอ่อนๆ ละเด้อสาวสาละวัน เฮามาฟ้อนนำกันให้เตี้ยลงต่ำๆ เตี้ยต่ำๆ เตี้ยลงต่ำๆ เกี้ยวให้งามให้เตี้ยต่ำจำดิน

เตี้ยลงแล้วลุกขึ้นสาละวัน สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน ลุกขึ้นแล้วกะฟ้อนอยู่ตรงๆ
มารำวงนำกันเป็นหมู่ เดินเป็นคู่สอดสายมาลัย จักแฟนไผกะซางมางามแท้น้อ
รูปหล่อๆ น้องอยากขอเมือนำ ตาดำๆ สิฮักน้องบ่นอ (ซ้ำ) โอ...โอย...หนา
...........................
โอ๋ ..โอย...น้อ โอ...หนา โอ๋หนออ้ายเอย ยามน้องมาเห็นน้ำวังใส คึดอยากอาบหลายเด บาดเทือมาฮอดแล้ววังน้ำย้านเพิ่นหมาย เพิ่นหมายหนา คึดอยากเมือนำอ้ายย้านบ่อนนั่งนั้นมีแต่ขอนเด้
ย้าน บ่อนนอนนั้นมีตั้งแต่เสี้ยนหาบ่อนเมี้ยนคีงน้องหย้านบ่มี บ่มีหนา
โอหนออ้ายเอย เฮาได้มาลำฟ้อนสาละวันกันเป็นหมู่นั่นแล้ว เดินเป็นคู่เกี่ยวก้อย สาวซำเล็กบ่าวซำน้อย มาลอยหน้าต่อไป ต่อไปหนา

สาละวันเดินหน้า เดินหน้า เดินหน้าสาละวัน สาละวันถอยหลัง ถอยหลังถอยหลังสาละวัน (ซ้ำ) ถอยหลังแล้วเชิญยิ้มหวานๆ อ้ายบ่สงสารสาวหมอลำบ่ บ่ฮักน้องบ้อ บ่ฮักน้องบ่ บ่ฮักน้อง...บ่

สาละวันขาเดียว ขาเดียว ขาเดียวสาละวัน
สาละวันแขนเดียว แขนเดียว แขนเดียวสาละวัน
สาละวันขาเดียว ขาเดียว ขาเดียวแขนเดียวสาละวัน
แขนเดียวแล้วเชิญยิ้มหวานๆ อ้ายบ่สงสารสาวหมอลำบ่ บ่ฮักน้องบ้อ บ่ฮักน้องบ่ บ่ฮักน้อง...บ่
โอ...โอย...หนา
.............................
โอ๋ ..โอย...น้อ โอ...หนา โอ๋หนออ้ายเอย พอแต่มาถึงนี้ สาละวันสิลงก่อนท่านเอย ขอแถมพรบาดท้าย สิลาอ้ายแล้วต่าวลง ต่าวลงหนา ขอลาลง.......

สาละวันลาลง ลาลง ลาลงสาละวัน
สาละวันลาลง ลาลง ลาลงสาละวัน
ลา..ลงลาลงสาละวัน ลา..ลงลาลง สา...ละวัน
โอ...โอย...หนา
??????????..





*****ข้อมูลนี้ได้จากการพูดคุยกับท่าน อ. ทรงศักดิ์ ประทุมศิลป์ และรายงานของนิสิตภาควิชาศิลปการแสดงเอามาผสมๆกันนะครับ

ส่วนเนื้อร้องแกะคำมาจากเพลงที่อัดไว้เอง***
 คห.ที่17)


ฟ้อนโหวด


โหวด เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าชนิดหนึ่ง และถือได้ว่า ?โหวด? เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ทำด้วยลูกแคนแต่ไม่มีลิ้น โดยนำเอากู่แคนจำนวนประมาณ 7 ถึง 12 อันมาตัดให้ได้ขนาดลดหลั่นกันให้ปลายทั้งสองข้างเปิด ปลายด้านล่างใช้ขี้สูดปิดให้สนิท ส่วนปลายบนเปิดไว้สำหรับเป็นรูเป่า โดยนำเอากู่แคนมารวมกันเข้ากับแกนไม้ไผ่ที่อยู่ตรงกลาง จัดลุกแคนล้อมรอบในลักษณะทรงกลม ตรงหัวโหวดใช้ขี้สูดก่อเป็นรูปกรวยแหลม เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับจรดฝีปากด้านล่าง และให้โหวดหมุนได้รอบทิศเวลาเป่า

ฟ้อนโหวด เป็นชุดการแสดงที่จัดทำขึ้นใหม่โดยภาควิชานาฏศิลป์ไทย โดยวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ด้วยการนำลักษณะของช่างประดิษฐ์โหวดมาปรับปรุงเป็นท่าฟ้อทีมีความอ่อนช้อยสวยงาม สามารถสะท้อนให้เห็นถึงกรรมวิธีการประดิษฐ์โหวดได้อย่างชัดเจน โดยเริ่มจากการฝ่ายชายเข้าป่าไปหาตัดไม้กู่แคน นำมาตากแห้ง เลือกตัด ตกแต่ง ติดขี้สูดประกอบเข้ากับแกนโหวด เทียบเสียง แกว่งโหวดทดสอบ แล้วฝ่ายหญิงออก มาแสดงความร่าเริง สนุกสนาน ปิดท้ายด้วยการที่ฝ่ายชายออกมาเกี้ยวพาราสี หยอกล้อกัน

ฟ้อนโหวด   ประกอบไปด้วยท่าจากท่าฟ้อนแม่บทอีสานเช่น ท่านาคเกล้าเกี้ยว ท่าอุ่นมโนราห์ ท่าบัวคว่ำบัวหงาย ฯลฯ
ดนตรีบรรเลงด้วยวงโปงลาง ลายเค้าอ่านคอน ลายอ่านหนังสือน้อย ลายกลอนเขิน ลายพรานเดินดง และลายเมยกินโป่ง


การแต่งกาย

- หญิง สวมเสื้อไม่มีแขนสีดำ เบี่ยงผ้าสไบด้วยผ้าจกไทแดงหรือผ้าไหมแพรวาสีแดง นุ่งซิ่นไทลื้อยาวกรอมเท้า ผมเกล้ามวย ประดับดอกไม้และหวีเงินสับมวยผม สวมเครื่องประดับเงิน
- ชาย สวมเสื้อสีแดงแขนตั้งผ่าหน้าติดกระดุม นุ่งผ้าโจงกระเบนพับชายหยักรั้งมาด้านหน้า ใช้ผ้าสไบขิดสีดำ โพกศีรษะและมัดเอว

...............................................

***สีของรูปไม่ค่อยเหมือนต้นแบบสักหน่อยนะครับ
 คห.ที่18)


ฟ้อนหมากกั๊บแก้บ-ลำเพลิน


หมากกั๊บแก้บ(กรับ)  เป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะของภาคอีสาน มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ

1. กั๊บแก้บไม้สั้น เป็นไม้ผิวเรียบยาวประมาณ 4-6 นิ้ว
2. กั๊บแก้บไม้ยาว เป็นไม้ผิวเรียบมีการหยักร่องฟันปลา เพื่อขูดกันให้เกิดเสียง

การเล่นหมากกั๊บแก้บนั้น สามารถเล่นได้ทุกโอกาสที่มีการบรรเลงดนตรีพื้นบ้าน  และผู้เล่นส่วนใหญ่มักจะแต่งกายเหมือนชาวอีสานโบราณ คือนุ่งผ้าเตี่ยวมีการสักลวดลายบนร่างกาย ปัจจุบันไม่นิยมการสักจึงมักจะใช้สีเขียนลวดลายขึ้นแทน เช่นลายเสือผงาด ลายหนุมานถวายแหวน ลายนกอินทรี ลายมอม ลายสิงห์ เป็นต้น

การเล่นหมากกั๊บแก้บ เป็นการเล่นที่ไม่มีรูปแบบตายตัว สุดแท้แต่ใครมีความสามารถในการแสดงออกถึงลีลาท่าทางที่โลดโผนให้เป็นที่ประทับใจของหญิงสาวได้มากน้อยเพียงใด  หากเล่นกันเป็นคู่มีฝ่ายรุกฝ่ายรับ แล้วเปลี่ยนลีลาสลับกันก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและปฏิภาณของผู้เล่น

ลำเพลิน  เป็นการขับลำอีกประเภทหนึ่งของชาวอีสาน สันนิษฐานว่าการขับลำเพลินมาจากการลำทำนองตีกลองน้ำเพราะจังหวะลีลาท่วงทำนองคล้ายคลึงกันมาก

หมอลำเพลิน ถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยใดไม่สามารถระบุหลักฐานได้แน่ชัด แต่ก็เป็นทำนองกลอนลำที่นิยมกันอย่างกว้างขวางทั้งในภาคอีสานและประเทศลาว ตั้งแต่ พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบัน บางคนก็เรียกทำนองหมอลำชนิดนี้ว่าหมอลำแก้วหน้าม้า อันเนื่องมาจาก แต่เริ่มเดิมทีนั้นหมอลำเพลินนิยมเล่นเรื่อง ?แก้วหน้าม้า? เพียงอย่างเดียว ในสมัยต่อมาก็มีการเล่นเรื่อง ?ขุนช้างขุนแผน? ซึ่งชาวอีสานจะนิยมเรียกว่า ?ขุนแผน-ลาวทอง? เพราะนิยมเล่นตอนนางลาวทองเขียนสาสน์ ปัจจุบัน ลำเพลินพัฒนาตนเองไปอย่างรวดเร็ว จึงนิยมนำเอาวรรณกรรมและนิทานพื้นบ้านมาใช้เล่นกันอย่างกว้างขวาง

ความไม่พิถีพิถัน ของคณะหมอลำและผู้จัดการวงหมอลำในปัจจุบัน ทำให้ภาพลักษณ์ของหมอลำเพลิน เกือบจะสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอีสานเพราะในขณะนี้หมอลำเพลินแทบทุกคณะนิยมนำเอาเครื่องดนตรีสากลมาใช้ในการบรรเลงเพลงประกอบการแสดงแทบจะไม่เหลือความเป็นขนบดั้งเดิมของหมอลำ กลอนลำที่ใช้ก็ไม่ไม้ถูกต้องตรงกับเนื้อเรื่อง มักจะลำไปเรื่อยๆตามคำกลอนของผู้เขียนเพลงจะคิดได้

นายชุมเดช  เดชภิมล อาจารย์2 แห่งวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด (**ปัจจุบัน อยู่ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)  ได้ผนวกการเล่นหมากกั๊บแก้บเข้ากับการเล่นลำเพลินของชาวอีสาน โดยยังคงลีลาการเล่นหมากกั๊บแก้บและการฟ้อนลำเพลินไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีผู้แสดงร่วมทั้งชายและหญิง

จุดเด่นของการฟ้อนหมากกั๊บแก้บ-ลำเพลินอยู่ที่จังหวะลีลาท่วงทำนองดนตรี ประกอบกับท่าฟ้อนของชาวอีสาน เช่น ท่าถวยแถน ท่าหมาเยี่ยว ท่าลอยปลากระเดิด ท่าเสือตะครุบ ท่าดาวน้อย ท่าลำเพลินท่าบัวหุบ-บัวบาน ท่าส่าย ท่าเนิ้ง ฯลฯ ดนตรีบรรเลงลายแมงตับเต่า และทำนองหมอลำอัศจรรย์ลายลำเพลิน

การแต่งกาย
- ชาย สวมเสื้อยันต์แขนกุดสีขาวขอบชายเสื้อสีแดง นุ่งผ้าลายโสร่ง เป็นโจงกระเบนรั้งสูงถึงต้นขา ม้วนปลายผ้าสอดไปด้านหลัง (เรียกลักษณะการนุ่งผ้าเช่นนี้ว่า การนุ่งแบบเสือลากหาง) มัดศีรษะด้วยผ้าขาวม้า และมัดเอวด้วยผ้าขิด
- หญิง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มทับด้วยสไบขิด นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ยาวคลุมเข่า ผมเกล้ามวยประดับมวยผมด้วยดอกไม้ และสวมเครื่องประดับเงิน
....................................
 คห.ที่19)


ฟ้อนกลองตุ้ม (ฟ้อนส่วยมือ)


ฟ้อนกลองตุ้ม หรือฟ้อนส่วยมือ เป็นการฟ้อนรำที่เก่าแก่และโบราณ ของชาวอีสาน ในอดีตนิยมฟ้อนด้วยผู้ชายทั้งหมด เป็นการฟ้อนรำประกอบจังหวะกลองตุ้ม ใช้ประกอบขบวนในการแห่บั้งไฟ

การฟ้อนกลองตุ้มมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน แบบที่หนึ่ง คือ การฟ้อนเป็นจังหวะในรูปแบบการฟ้อนแห่เป็นขบวน  แบบที่สอง คือการฟ้อนประกอบทำนองกาพย์เซิ้ง เพื่อขอเหล้าหรือปัจจัยไทยทาน เมื่อพิจารณาที่มาของการฟ้อนกลองตุ้มในแบบที่สอง จะเห็นได้ว่า มีความเกี่ยวเนื่องกับประเพณีบุญบั้งไฟ เพราะมีทำนองเป็นเช่นเดียวกันกับทำนองเซิ้งบั้งไฟ แต่มีช่วงจังหวะที่ช้าเนิบนาบกว่า

เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการบรรเลงมีเพียง 3 ชิ้น ได้แก่ กลองตุ้ม ผางฮาด และสไน อาจจะมีฉิ่งและฉาบร่วมประกอบจังหวะด้วย

อุปกรณ์ในการแสดง
- ส่วยมือ เป็นอุปกรณ์ในการสวมนิ้วมือทั้งสิบ ทำมาจากหวายหรือไม้ไผ่ก้านยาว ปลายด้านหนึ่งสานให้เป็นกรวย เพื่อสวมเข้ากับนิ้ว ตัวก้านมีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วพันด้วยด้ายสีต่างๆ ที่ปลายสุดของไม้มีพู่สีขาว นิยมพันด้ายให้เหมือนกับสีของธงชาติไทย
- ฝ้ายขาว ทำมาจากเส้นฝ้ายหรือไหมพรมสีขาว มัดแล้วตัดเป็นข้อๆ ใช้พาดไหล่ทั้งสองข้างคล้ายกับการใส่สร้อยสังวาล มักใช้กับฟ้อนกลองตุ้มในจังหวัดอุบลราชธานี
- ในจังหวัดศรีสะเกษ  จะมีเครื่องประดับที่ใช้ในการฟ้อนกลองตุ้ม คือ กระจกบานเล็กห้อยเป็นสร้อย แล้วใช้ใบตาลสานเป็นสร้อยสังวาลแทนฝ้ายขาว และสวมแว่นตาดำ
ปัจจุบันการฟ้อนกลองตุ้มได้คลี่คลายมากขึ้น ซึ่งแต่เดิมจะฟ้อนด้วยผู้ชายทั้งหมด บางหมู่บ้านที่มีการฟ้อนกลองตุ้มก็มีผู้หญิงเข้ามาร่วมฟ้อนด้วยแต่ยังคงแต่งกายเป็นผู้ชายทั้งหมด และในสถานศึกษาได้นำมาดัดแปลงมาใช้แสดงบนเวที ร่วมกับวงโปงลาง ซึ่งจะสามารถหาชมได้จากสถาบันการศึกษาทั้ง 2 แห่งนี้ คือ

ฟ้อนกลองตุ้มของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้ดัดแปลงให้เป็นการแสดงบนเวที โดยให้นักแสดงที่เป็นผู้หญิงล้วน แบ่งเป็น2 ด้าน ด้านหนึ่งจะแต่งกายเป็นผู้ชาย อีกด้านจะแต่งเป็นชุดสตรีแบบพื้นเมืองอีสาน ซึ่งได้ดัดแปลงท่วงท่าบางส่วนผสมผสานกับการแสดงของวงโปงลางด้วย

การแต่งกาย
- ฝ่ายชาย สวมเสื้อย้อมครามแขนสั้น นุ่งโสร่ง ใช้ผ้าขิดสีแดง 4 ผืน คือ พาดเฉียงไหล่ทั้งสองข้าง โพกศีรษะ และมัดเอว สวมสร้อยคอเงิน และนิ้วทั้งสิบสวมส่วยมือ
- ฝ่ายหญิง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มทับด้วยสไบขิด นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ยาวคลุมเข่า ผมเกล้ามวยประดับมวยผมด้วยดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน และนิ้วทั้งสิบสวมส่วยมือ

ฟ้อนกลองตุ้มของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ได้ดัดแปลงการฟ้อนกลองตุ้มแบบโบราณมาผสมผสานกับการแสดงบนเวที คือ จะมีการฟ้อนร่วมกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิงด้วย แทนการฟ้อนแบบโบราณซึ่งจะมีแค่ผู้ชายเท่านั้น โดยการแสดงในช่วงแรกจะบรรเลงแบบโบราณ คือใช้เพียงกลองตุ้ม ผางฮาด และสไน ช่วงที่สองจะบรรเลงด้วยวงโปงลางในจังหวะและทำนองที่สนุกสนานเร้าใจ

การแต่งกาย
- ชาย สวมเสื้อย้อมครามแขนสั้น นุ่งโสร่ง ใช้ผ้าขิดสีเขียว 3 ผืน คือ พาดเฉียงไหล่ทั้งสองข้างและมัดเอว ใช้เส้นฝ้ายสีขาว 2 เส้นเฉียงทับบนสไบ ศีรษะสวมหมวกกาบเซิ้ง และนิ้วทั้งสิบสวมส่วยมือ
- หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีแดง ไหล่ทั้งสองข้างห่มทับด้วยสไบขิดสีเขียว 2 ผืนใช้เส้นฝ้ายภูไทสีขาว 2 เส้นเฉียงทับบนสไบ นุ่งโสร่งอย่างผู้ชาย  ศีรษะสวมหมวกกาบเซิ้ง สวมเครื่องประดับเงิน และนิ้วทั้งสิบสวมส่วยมือ
????????????????
ตอบกระทู้


Creative Commons License