มิตรไมตรีเลิศล้ำ วัฒนธรรมอลังการ สืบสานตำนานทรงคุณค่า อีสานจุฬาฯร่วมใจอนุรักษ์

กระดานสนทนา ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โสเหล่ เฮฮา กับสภาไนบักขามคั่ว

ตั้งกระทู้ใหม่
770) กลอนผญาคำสอน (บุญ)
 
บัดนี้
จักได้จากล่าวต้านจาต่อความดี  พอให้มีหัวข้อผู้รอฟังถ้าอ่าน
ผู้ได้ผ่านพบพ้อมาเข้าเว็ปเฮา    ฟังเอาเด้อพี่น้องพวกท่านทั้งหลาย
ทั้งหญิงชายสู่คนภายพื้น        อย่าได้โลภหลื่นข้อพระสัมมาตรัสกล่าว
บอกให้ชาวพี่น้องถือหมั้นแห่งศีล  ตลอดหมดทุกสิ้นให้ตั้งต่อทำดี

อย่าได้พากันทำก่อกรรมทำชั่ว         ให้พากันตั้งตัวไว้ในธรรมอย่าประมาท
ให้พากันฉลาดฮู้เอาตนข้ามฝั่งกระแส  สังขารเฮาบ่แท้แปรเปลี่ยนบ่หมั้นเที่ยง
มีแต่เอียงเหงี่ยงค้อยไปจ้อยบ่อยู่ยัง  ไผผู้หวังข้ามพ้นวัฏฏะวนเวียนเกิด
ให้พากันก่อสร้างทำแท้แต่บุญ        บุญสิหนุนเฮาขึ้นนีระพานบ่อนข่อง

กรรมบ่ข้องเวรนั้นหากบ่มี       เผิ่นว่าบุญบุญนี้มีความหมายจั่งได๋แหน่
ฟังเอาเด้อแม่ป้าลุงตาเฒ่าแก่   ทั้งหมู่เด็กหนุ่มหน้าทั้งสาวน้อยบ่าวคะนอง
ลองมาฟังดูบ้างพระธรรมาสอนสั่ง ลางเทื่อผลส่งให้นำยู้เมื่อลุน
คำว่าบุญนี้พระสัตถาเผิ่นเทศน์บอก แจกออกคือดั่งนี้ตนเจ้าให้ค่อยฟังฯ.....


.....ถึงญาอ้ายมังกรฯ พอสิแต่งต่อได้บ่ครับ เอาเรื่องบาปบุญนี้หล่ะ ช่อยกันแต่งคนละวรรคละตอน เผื่อให้เป็นหิตะประโยชน์โผดปะนะสัตว์ทั้งหลายเอาบุญ ถ้ามีเวลาเด้อ.....
 คห.ที่1)
อันคำว่า “บุญ” นี้ เป็นเหตุแห่งความสุข                ไผทำแล้วสิแคล้วทุกข์ ห่างเหินความไฮ้
อันว่า “บุญ” นี้ไซร้ แปลง่ายๆว่า ฟูเต็ม                  คืออิ่มเอมในจิต เบิกบานสบายพ่าง
ส่วนว่าทางแห่งบุญนั้น พรรณนาไว้สิบอย่าง            เป็นวิธีสืบสร้าง สั่งสมเพิ่มสืบบุญ
บุญหนึ่งนั้น เอิ้นว่า “ทานมัย”                             คือการให้แจกปัน เฮ็ดทาน เด้อท่าน
บุญสองนั้น เอิ้นว่า “ศีลมัย”                               คือการรักษาศีล ฮีตคอง เด้อท่าน
บุญสามนั้น เอิ้น “ภาวนามัย”                              คือบำเพ็ญสมาธิ วิปัสสนา เด้อท่าน
บุญสี่นั้น “อปจายนมัย”                                    คือเคารพผู้สูงวัย ถ่อมตน เด้อท่าน
บุญห้านั้น “ไวยาวัจจมัย”                                 คือขวานขวายซ่อยเฮ็ด ซ่อยงาน เด้อท่าน
บุญหกนั้น “ปัตติทานมัย”                                 คือการให้ส่วนบุญ ให้พร เด้อท่าน
บุญเจ็ดนั้น “ปัตตานุโมทนามัย”                          โมทนาในบุญ ดีใจนำ เด้อท่าน
บุญแปดนั้น “ธรรมสวนมัย”                                คือการฟังธรรมะ เรื่องกุศล เด้อท่าน
บุญเก้านั้น “ธรรมเทศนามัย”                              คือการบอกธรรมะ แสดงธรรม เด้อท่าน
บุญสิบนั้น “ทิฎฐุชุกรรม”                                  ปรับความเห็นให้ตรง ถูกธรรม เด้อท่าน
ทางแห่งบุญทั้งสิบนั้น ไผต้องการบุญใหญ่             ไผสั่งสมเฮ็ดได้ เจริญแท้ คู่ซุคน
 คห.ที่2)
อันว่าผลบุญนั้น พรรณนาไว้หลายอย่าง          ขอกล่าวอ้างย่อย่อ พอได้ฮิ่นตรอง
ผลหนึ่งนั้น ชำระกายวาจา                         ชำระจิตมนัส สะอาดใส เด้อท่าน
ผลหนึ่งนั้น นำความสุขความเจริญ                นำความสรรเสริญ วัฒนา เด้อท่าน
ผลหนึ่งนั้น โภคทรัพย์สมบัติ                       บุญสิพวยพาพัด บ่ขาดเขิน เด้อท่าน
ผลหนึ่งนั้น ให้เกิดฮ่างเกิดมี                        ให้ได้เป็นเศรษฐี ร่ำรวย เด้อท่าน
ผลหนึ่งนั้น ให้สบสิ่งสมหวัง                       ได้ดั่งใจปรารถนา คู่ซุแนว เด้อท่าน
ผลหนึ่งนั้น จันไรบ่มีผ่าน                           โภยและภัยทุกด้าน หายแคล้ว ท่านเอ้ย
สิขอเลยล่วงเว้า ฮอดมนุษย์สมบัติ                ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ กะย่อนผลบุญนี้
ไผผู้มีบุญหน่อย ให้ค่อยเสริมบุญต่อ              ให้สร้างก่อบุญไว้ ภายหน้าสิฮุ่งเฮือง... ท่านเอย
 คห.ที่3)
สุดยอดครับ ตรงตามที่คิดไว้เลยครับ คือว่าผมไม่มีข้อมูลเรื่องบุญ เพราะว่าจำหัวข้อหรือข้อมูลต่างๆไม่มี ก็เลยแต่งต่อไม่ได้ ขอบคุณหลาย ต่ออีกเด้อญาอ้าย....
 คห.ที่4)
กล่าวสืบเนื่อง อัตตลักษณ์แห่งบุญ                   คุณธรรมค้ำคูณ ซ่อยหนุนกูลเกื้อ
เปรียบดั่งเฮือล่องน้ำ ข้ามนทีกระแสใหญ่         บุญก็ฟูล่องไป เฮาอาศัยบุญนี้ ข้ามพ้นฝั่งนที

อันว่า “บุญ บุญ” นี้ บ่มีไผปันแจก                     บ่ห่อนแหกออกได้ คือไม้ผ่ากลาง
คือจั่งเฮากินข้าว เฮากิน เฮาก็อิ่ม                        บ่ห่อนไปอิ่มท้อง เขาพุ้นผู้บ่กิน


ทรัพย์สินคือบุญนี้ บ่ห่อนมีคนลัก                     บ่มีโจรมาหล็อย ยาดเอาไปได้
บุญที่เฮาทำไว้ บ่มีสูญเสียเปล่า                           สิติดตามโตเฮา ไปทุกภพทุกชาติ คอยค้ำหล่ำซู
สิซ่อยหนุนซ่อยยู้ อุ้มชูให้ลอยล่อง                     คือจั่งเฮือล่องน้ำ ลอยข้ามแม่นที


อันว่า “บุญ บุญ” นี้ เป็นคู่คือเงา                         เงานั้นไปตามเฮา ซุ่วันบ่มีเว้น
คันว่าเฮาพาเหล้น พามันเต้นแล่น                      พามันแอะแอ่นฟ้อน เงานั้นก็แอ่นนำ
คันเฮานั่งย่องย้อ เงาก็นั่งลงตาม                         ยามเฮาเอนหลังนอน ก็อ่อนลงนอนด้วย
คันเฮาโตนลงห้วย ภูผาหลายหลั่น                    ขึ้นต้นไม้ ผาล้านด่านเขา
เงาก็ติดตามเกี้ยว เกาะเกี่ยวพันธะนัง                 บ่ได้มียามเหิน ห่างไกลกันได้
อันนี้ฉันใดแท้ “บุญ บุญ” ที่สร้างก่อ                 มันหากติดต่อก้น ตามส้นผู้ทำ
(แปลงจาก ผญาย่าสอนหลาน)

การสั่งสมบุญไว้ ในโลกโลกา                        อุปมาเปรียบเหมือน หยาดรินหยดน้ำ
หยดหน่อยๆ บ่อยๆบ่เซาหยด                        หยดที่รินฮำฮด ก็ตื่มเติมเต็มเตื้อง
ทำเนืองๆ สืบสร้าง สั่งสมบุญทีละหน่อย           ผลบุญหวานจ้อยๆ สิคอยเกื้อให้ฮุ่งเฮือง.. ท่านเอย
 คห.ที่5) ผญาคำสอน(ต่อ)
เว้าต่อเนื่องเรื่องก่อบุญกุศล   ฝูงคนเฮาให้ค่อยเพียรทำไว้
ให้ค่อยพากันสร้างศีลธรรมพระเจ้าใหญ่   ไผผู้ทำก่อไว้บุญสิค้ำช่อยเหลือ
ยามเมื่อเฮาตกใต้บุญสิแล่นนำเพือ        ยามเมื่อเฮาตกเหนือบุญสิแล่นนำค้ำ
บุญสินำเฮาขึ้นบ่มีทางตกต่ำ              กรรมบ่ข้องเวรนั้นก็ห่างไกล

จั่งว่ามื้อนี้ได้เวลาดีอันประเสริฐ          เกิดความคิดกล่าวแก้มาเว้าเที่ยววอน
มาต่อกลอนญาอ้ายพี่ชายชื่อมังกร      แสนออนซอนเผิ่นกล่าวแจงแถลงใว้
บอกให้ฝูงเฮาทราบบุญบาปทั้งหลาย  บรรยายมาสู่ประการหลายด้าน
เผิ่นหากมาจาต้านไขขานวานบอก      คำว่าบุญบุญนั้นคือแท้อย่างใด

เผิ่นกะอธิบายให้ว่าไปหลายอย่าง    ผลแห่งบุญว่านั้นขยายเว้าว่ามา
เสริมปัญญาให้คนเฮาผู้มาอ่าน        ช่อยกันเตือนกันต้านเหลนหลานผู้เกิดใหม่
อย่าให้ไกลจากข้อคุณเจ้าแห่งธรรม  จึงได้เทียวมาย้ำคำบอกเทียวสอน
แต่งเป็นกลอนคำเว้าอีสานเฮาเด้อท่าน  ไผผู้มาอ่านพ้อบุญเจ้าจั่งแหม่นหลาย
 คห.ที่6) บุญ... ทานมัย

ขอบรรยายสืบเนื่อง อนุสนธิ์สืบต่อ               สังเขปความย่อย่อ ไขข้อปัญหา
ปุจฉาว่า “ทานมัย” นี้ มีมาจั่งได๋แหน่             วิสัชชนา ไขแก้ จาเว้าสู่ฟัง
อันว่า ทาน-ทานัง นี้  มีอยู่สองประการ          แบ่งเป็น วัตถุทาน ธรรมทาน เด้อท่าน
วัตถุทาน ว่านั้น คือการให้สิ่งของ                  รูปวัตถุที่ร่างกาย เสพเสวยเอาได้
ธรรมทาน นั้นไซร้ คือการให้ธรรมะ             คุณธรรมที่จิตใจ เสพเสวยเอาได้

วัตถุทาน ที่ควรให้ เอิ้นว่า เทยยธรรม                คือสิ่งของทั้งหลาย ที่เหมาะควรแก่การให้    
สิเป็นของใหญ่น้อย ประณีต อ่อน หรือแข็ง       ราคาหน่อยราคาแพง ก็เป็นเทยยธรรมได้
ของที่ควรทานให้ บ่ได้ลักของผู้ได๋ เฮาหาได้โดยสัตย์ซื่อ  ชื่อว่าเทยยธรรมแท้ ผลาล้นมากหลาย
ย่อให้เข้าใจง่าย ก็คือปัจจัยสี่                            มีอาหาร เสื้อผ้า ยา พร้อม ที่อาศัย
ไทยธรรมมวลนี้ อย่าตระหนี่แหนหวง               ควรเฮ็ดบุญเฮ็ดทาน แบ่งปันเพิ่นบ้าง

ขอกล่าวอ้าง  พุทธองค์ดำรัส                           ถึงวัตถุทำทาน สิบประการแจงไว้
ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม ที่อยู่           ที่อาศัย เครื่องลูบไล้ ไฟประทีป สิบประการ
วัตถุทานมวลนี้ มีผลจั่งได๋แหน่                        ทรงแจงผลตรงแน่ ต่อท่านผู้รับทาน
การให้ข้าวและน้ำ ก็คือให้กำลัง                      ให้ผ้าห่มอาภรณ์  ก็คือทานผิวพรรณให้
การให้ยานพาหนะไซร้ ก็คือให้ความสบาย สุขโสมนัสส่วง    ให้ดวงไฟประทีป ก็คือให้ ดวงตา
ให้ที่อยู่อาศัยซ้น หม่องพักเซาเนาหยั่ง             ก็คือให้กำลัง ให้ผิวพรรณสุขพร้อม ทั้งให้ดวงตา
พรรณนามาฮอดนี้ คือคัมภีร์กินททสูตร             พุทธองค์สอนไว้ ให้เฮาได้ฮิ่นตรอง
 คห.ที่7) บุญ... ทานมัย (ทักษิณาสิบสี่)

เชิญพ่อแม่พี่น้อง มาฟังต่อการทาน                    ทานสิบสี่ประการ พุทธองค์แจงไว้
หนึ่งคือทำทานให้ ดิรัจฉานสัตว์ส่ำ                    อานิสงส์นับร้อย ชาติเกื้อสืบนาน
สองคือทำทานให้ คนผู้บ่มีศีล                            อานิสงส์นับพัน ชาตินำหนุนค้ำ
สามคือทำทานให้ คนผู้มีศีล                               อานิสงส์นับแสน ชาตินำหนุนไว้
สี่คือทำทานให้ นักบวชดาบส                            แสนโกฏิ์ชาติอานิสงส์ เพิ่นกล่าวพรรณนาไว้

ห้าคือทำทานให้ ว่าที่โสดาบัน                           บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
หกคือทำทานให้ แด่พระโสดาบัน                     บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
เจ็ดคือทำทานให้ ว่าที่สกทาฯ                            บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
แปดคือทำทานให้ แด่พระสกทาฯ                     บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
เก้าคือทำทานให้ ว่าที่อนาคาฯ                           บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
สิบคือทำทานให้ แด่พระอนาคาฯ                     บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
สิบเอ็ดทำทานให้ ว่าที่อรหันต์                          บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
สิบสองทำทานให้ แด่พระอรหันต์                   บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
สิบสามทำทานให้ แด่ปัจเจกพุทธา                     บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
สิบสี่ทำทานให้ แด่องค์พระสัมมาฯ                    บ่อาจคัณนานับ ชาติอานิสงส์ได้
สิบสี่ทานเพิ่นแจงไว้ ในทักขิณาวิภังคสูตร         พุทธองค์สอนไว้ ให้เฮาได้ฮิ่นตรอง



หมายเหตุ
สกทาฯ หมายถึง สกทาคามี
อนาคาฯ หมายถึง อนาคามี
พระสัมมาฯ หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 คห.ที่8) บุญ..ทานมัย (อภัยทาน)

เชิญพ่อแม่พี่น้อง มาฟังต่อเรื่องทาน                      พรรณนาโวหารมหาทานไขแจ้ง
ขอชี้แจงไขต้าน มหาทานยอดกลั่น                       “อภัยทาน”ว่านั้น เพิ่นขานเอิ้น มหาทาน
อัน“อภัยทาน”นี้มีองค์ห้าแง่ง                               ห้าแขนงเป็นหนึ่งต้น ผลล้างเลิกเวร

หนึ่ง การงดเว้น อุปฆาตฆ่าสัตว์                            คือให้ความปลอดภัย สบายใจทั่วก้ำ
บ่ข่มเหงเหยียบย่ำ ผิดธรรมชีวิตเพิ่น                      บ่ล่วงเกินให้เพิ่นย้าน เซาสร้างก่อเวร

สอง การงดเว้น ปล้นลักหลอยขโมย                      คือให้ความปลอดภัย สบายใจทั่วก้ำ
บ่ฉ้อฉลล่วงล้ำ ผิดธรรมของของเพิ่น                      บ่ล่วงเกินให้เพิ่นย้าน เซาสร้างก่อเวร

สาม การงดเว้น ประพฤติผิดในกาม                       คือให้ความปลอดภัย สบายใจทั่วก้ำ
บ่เสพสมล่วงล้ำ ผิดธรรมคนของเพิ่น                     บ่ล่วงเกินให้เพิ่นย้าน เซาสร้างก่อเวร

สี่ การงดเว้น มุสาวาทโป้ปด                                คือให้ความปลอดภัย สบายใจทั่วก้ำ
บ่ขี้ตั๋วล่วงล้ำ ผิดธรรมคำเว้าเพิ่น                            บ่ล่วงเกินให้เพิ่นย้าน เซาสร้างก่อเวร

ห้า การงดเว้น เสพสิ่งมึนเมา                                คือให้ความปลอดภัย สบายใจทั่วก้ำ
บ่ประมาทล่วงล้ำ ผิดธรรมตนและเพิ่น                    บ่ล่วงเกินให้เพิ่นย้าน เซาสร้างก่อเวร

ไผผู้งดละเว้น ห้าประเด็นดังว่า                              อานิสงส์นับบ่ได้ เวรฮ้ายห่างหาย
อันอภัยทานนี้ ควรที่ปฏิบัติ                                   เพิ่นจัดเป็นมหาทาน ควรแก่การนำน้อม
ฝูงคนพร้อม สมาทานพร้อมพร่ำ                             อภัยธรรมทั่วหน้า โลกหล้าสิอยู่เย็น พี่น้องเอ้ย...
 คห.ที่9)
หลายเดือนผ่านไป พึ่งมาต่อน้อครับ จนผมลืมไปแล้ว
จั่งได๋กะต่อไปเรื่อยๆเด้อญาอ้าย...
ตอบกระทู้


Creative Commons License