ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2557:: อ่านผญา 
ถึงสิมีความฮู้ เต็มพุงเพียงปาก โตสอนโตบ่ได้ ไผสิย่องว่าดี แปลว่า ถึงจะมีความรู้เต็มท้องถึงปาก หากสอนตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีใครชื่นชม หมายถึง รู้แต่ไม่นำมาใช้ ก็ไม่ดี รู้แต่ทำไม่เป็น ก็ไม่ดี


  ล็อกอินเข้าระบบ  
ชื่อ ::
รหัสผ่าน::
*จำสถานะ
 
  วิถีชีวิตชาวอีสาน  
       ดินแดนอีสาน มีวัฒนธรรม ประเพณี เฉพาะตน มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ที่เรียบง่าย ท่ามกลางความแร้นแค้น ชาวอีสาน มีความเป็นอยู่เช่นไร ใช้ชีวิตอยู่เช่นไร สร้างศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีเช่นไรขึ้นมา

     แต่ละจังหวัด แต่ละสถานที่ อาจมีวิถีชิวิต ความเป็นอยู่ ที่แตกต่าง ตามลักษณะพื้นที่ หรือธรรมชาิติที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมด ล้วนคือวิถีชิวิตแห่งชาวอีสาน

     เชิญทุกๆท่าน ร่วมเขียนบทความ เรื่องสั้น เล่าวิถีชิวิต ความเป็นอยู่แห่งชาวอีสาน ได้แล้วครับ...



หมายเหตุ
1. ข้อความที่โพสต์ทั้งหมด เกิดจากการส่งโดยผู้อยู่ทางบ้าน ทางผู้ดูแลฯ มีหน้าที่คัดกรอง แต่ไม่100%
2. ทางผู้ดูแลฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ ลบข้อมูล ตามพิจารณาเห็นสมควร

  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ตอบกระทู้  
  โพสต์โดย  
สารานุกรม แมงไม้ ใน อีสาน (คลิกอ่านบทความต่อเนื่อง)
 
  บ่าวตั้ม เมืองศรีฯ    คห.ที่11)  
  ปรมาจารย์

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 20 ก.ค. 2553
รวมโพสต์ : 650
ให้สาธุการ : 2,560
รับสาธุการ : 386,190
รวม: 388,750 สาธุการ

 
แมงคามแถวบ้านผมกะพบได้ตาม ต้นแก ต้นผักอีถ่อนครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  28 ก.ย. 2553 เวลา 20:34:59  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่12) แมง อะระหัง  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,179
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,820,280
รวม: 1,820,455 สาธุการ

 


ชื่อ  แมงอะระหัง  (ฤาษีผู้สันโดษ)

ชื่อวิทยาศาตร์   Torrynorrhina distincta ( ไม่แน่ชัด )
วงศ์  P. montana group
ชื่ออื่น      แมงทับเหลี่ยม

ลักษณะทางกายภาพ


เคลือญาติของแมลงพันธุ์ด้วง  แมงอันนี้ทั้งสองเพศมีหลายสี อย่างน้อยสามสีคือ เขียว เขียวปนส้ม (รวมทั้งส้มเขียวและส้มแดง) และน้ำเงินดำ ลักษณะเด่นคือมีส่วนหน้าของหัว (Clypeus) ยื่นยาวและค่อนข้างขยายใหญ่ใกล้ส่วนปลาย ใต้ท้องมีสีเข้มในส่วนของท้อง แต่ด้านบนของด้วงชนิดหลังนี้มีสีเดียวคือสีเขียวแกมทอง
ตัวผู้ มักจะมีลำตัวแคบกว่าตัวเมียและมีฟันที่ปลายแข้ง (tibia) เพียง 1 ซี่ ส่วนตีวเมียจะมีฟัน 2 ซี่โดยมีซี่ถัดจากส่วนปลายแข้งลงมาด้าน มีหนวดสั้น ลำตัวเกือบจะเป็นเหลี่ยม มีขนาดใหญ่ รองจากด้วงกว่าง
หรือแมงคาม

อาหาร

ชอบกินน้ำหวานจากดอกไม้ที่มีช่อแข็ง เช่น ดอกหมาก  ดอกพร้าว ฮวงตาล  และฮวงหวาย

สถานที่พบ


ตามฮวงดอกหมาก ฮวงดอกพร้าว ฮวงดอกตาล ส่วนมากพบตอนแดดพวมงาย  
เนื่องจากเรือนอีสานสมัยก่อนเป็นเรือนยกใต้ถุนสูงมีชานแดด  และด้านหลัง
เป็น”ซานน้ำ” หรือที่เก็บแอ่งน้ำ อุ น้ำ ไว้ใช้สอย
ใกล้ๆกับซานน้ำ  มักจะปลูกต้นหมาก ไว้ให้พ่อใหญ่แม่ใหญ่เคี้ยวหมากนอกจากนั้น
ยังปลูกต้นพร้าว ไว้ใกล้ๆ

  แมงอะระหัง จึงชอบมาตอมดอกพืชชนิดที่กล่าวมา เพื่อดูดกินน้ำหวาน โดยเฉพาะต้นหมาก

เมื่อกินอิ่มแล้ว จะเมา หรือ” วิน” พอแดดตอนสายส่องแสง หรือ
แดดพวมงาย ก็จะผกผินบิน ผิดทิศทางเข้ามาในเรือน เด็กน้อยไล่จับ เป็นที่สนุกสนาน
บางครั้งก็ เอาไม้ไปสอยเอา มันจะตกลงดิน  

วงจรชีวิต

วางไข่ในดิน ตรงพื้นที่ดินทรายมีใบไม้ทับถม นาน 2-3 เดือน (สิงหาคม-ตุลาคม )  
จากนั้นก็กลายเป็น“บ้งดิน “ หรือ ตัวหนอนในดิน  อีก 2 – 3 เดือน
พอประมาณ เดือน เมษายน ก็ ลอกคราบ กลายมาเป็นแมลง
ส่วนมากเป็นแมลงที่พบตัวได้ยาก ไม่ชอบตอมไฟ กลางคืนอาศัยหลบนอน ตามยอดไม้เปลือกไม้
จะพบตัวมันก็ต่อเมื่อ ช่วงเดือน เมษายน– กรกฎาคม   เท่านั้น    

ภาพไข่ของแมง อะระหัง



ภาพ "บ้งดิน" หรือ ตัวอ่อน ของแมงอันนี้
    
ในแง่วิถีชีวิตและความสัมพันธ์ทางธรรมชาติ

ส่วนมากไม่นิยมนำมาเป็นอาหาร แต่ก็ กินได้ โดยการเอามา “จี่” กิน  ส่วนใหญ่ เมื่อจับได้

ผู้ใหญ่จะทำไม้” แท่นหัน”  ทำจากไม้ไผ่  แบนๆ เจาะรูร้อยเชือก ทั้งสองด้าน  
และไม้อีกอันเป็นด้ามจับหากคิดไม่ออก ให้ดู ใบพัดเฮลิคอปเตอร์  ชนิดใบพัดเดี่ยว  
จากนั้นก็นำ แมงอะระหัง  สองตัว ผูกเชือกที่ขา ร้อยติดทั้งสองด้าน แล้วให้มันบิน มันจะบินถ่วงกัน
เป็นวงกลม ทำให้ ใบพัดหมุนเป็นที่สนุกสนาน  เมื่อมันเหนื่อย ก็ เอามา “ จี่กิน “  
หรือ ปล่อยมันคืนธรรมชาติต่อไป

แมลงชนิดนี้ มีส่วนช่วยในการผสมเกสร ดอกพร้าว ดอกหมาก และ ต้นตาล เป็นแมลงตัวใหญ่ที่สวยงาม
ที่ได้ชื่อเรียกว่า อะระหัง  เดาว่า เดิม เรียก “ อะระหัน “ เพราะเอามา
เล่นหมุนเป็นไปพัดให้มันหมุนหรือ “ หัน” ในภาษาอีสาน แต่เนื่องจาก พ้องเสียงกับ
คำว่า”อรหันต์” ซึ่งเป็นนามเรียกของผู้หลุดพ้นจากกิเลส
ในคติทางพุทธศาสนา จึงไม่สมควรที่จะนำมาเล่น จึงเรียก” อะระหัง” แทน

ขอบคุณ ข้อมูลภาพ จาก www.malaeng.com

 
 
สาธุการบทความนี้ : 355 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 08:52:07  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่13)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,636
ให้สาธุการ : 8,145
รับสาธุการ : 2,617,390
รวม: 2,625,535 สาธุการ

 
แมงอะระหัง พะนะ.. แมงอันนี้บ่เคยเห็นจักเทื่อ

ฮู้จักตะ แมงคับ (แมลงทับ) กับแมงเหลี่ยม

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 10:18:26  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  จารย์ใหญ่    คห.ที่14)  
  อนุเซียนผู้อมตะ

ภูมิลำเนา : มุกดาหาร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 13 ก.ย. 2552
รวมโพสต์ : 5,168
ให้สาธุการ : 3,230
รับสาธุการ : 3,632,450
รวม: 3,635,680 สาธุการ

 
แมงนี้ เคยเห็นอยู่ แต่เผิ่นบ่พากินครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 10:22:15  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  บ่าวหน่อ    คห.ที่15)  
  อภิมหาเซียน

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 4,183
ให้สาธุการ : 180
รับสาธุการ : 2,717,610
รวม: 2,717,790 สาธุการ

 
คุณมังกรเดียวดาย:
แมงอะระหัง พะนะ.. แมงอันนี้บ่เคยเห็นจักเทื่อ

ฮู้จักตะ แมงคับ (แมลงทับ) กับแมงเหลี่ยม


แมงทับ หักเอาปีกไปเหน็บกระติบข้าว งามหลาย

 
 
สาธุการบทความนี้ : 282 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 10:35:53  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่16) แมงขี้สูด  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,179
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,820,280
รวม: 1,820,455 สาธุการ

 


  
ชื่อ                   แมงสูด , แมงขี้สูด  ( นักพรตแห่งโพนปลวก )
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tetragonisca ,Trigona apicalis และ Trigona Collina
วงศ์                     Stingless bee

แมงสูด เป็นชื่อของแมลงชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในตระกูลผึ้ง มีขนาดลำตัวเล็กๆ  และไม่มีเหล็กในในตัวเอง
นิสัยเป็นมิตร ไม่ดุร้าย มีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกับผึ้ง  มีวรรณะ เช่น มีนางพญา(แม่รัง)  มีสูดงาน( ไม่มีเพศ )
และมีสูดสืบพันธุ์  ( มีทั้งตัวผู้ตัวเมีย )  สามารถผลิตน้ำหวาน และขยายเผ่าพันธุ์ได้
ทางภาคเหนือจะเรียกว่า “แมลงขี้ตึง” แปลว่าแมลงที่ผลิตหรือเก็บน้ำยางได้ ทางภาคอีสานเรียก” แมงขี้สูด”
นิยมนำมาอุดแคน หรือถ่วงเครื่องดนตรีเกือบทุกชนิด ทำให้เกิดเสียงไพเราะ ส่วนภาคใต้เรียกตัว “อุง”
สำหรับภาคกลาง รู้จักในชื่อตัว “ชำมะโรง “ หรือ “ชันโรง”

บางครั้งทำรังในระดับทางเดินของคน มีชื่อเรียกภาษาอีสานว่า” สูดเพียงดิน” หมายถึงแมลง
ชนิดนี้ ทำรังระดับเดียวกันกับพื้นดิน แล้วทำท่อขึ้นมาจากพื้นดินครับ ซึ่งปกติแล้วแมลงชนิดนี้มักจะทำรังในที่สูงครับ เช่นโพรงไม้หรือจอมปลวกครับ”สูดเพียงดิน” นี้ค่อนข้างจะหายาก
ครับ ถ้าใครเจอให้เก็บไว้เลยนะครับเป็นของดี
เอามาใส่เครื่องดนตรีชนิดใด ก็ไพเราะจนคนไหลหลง  อีกทั้งผู้ร่ำเรียนไสยศาสตร์ มักจะนำไป
ปลุกเสกเป็นมหานิยม แล    
ขี้สูด อะไร ( ทำไมต้องสูด )
          ขี้สูด เป็นแมลงสังคม (Social insect) กลุ่มเดียวกับผึ้ง ลักษณะที่สำคัญแตกต่างกันไปจากผึ้งคือ เป็นผึ้งขนาดเล็กที่ไม่มีเหล็กใน เป็นแมลงที่เชื่องไม่ดุร้ายกับศัตรู
บางชนิดขี้อายชอบหลบอยู่ในรูหรือโพรงไม้ อยู่ในวงศ์ผึ้ง กลุ่มนี้ว่า"Stingless bee"
สามารถสร้างน้ำหสานได้เช่นกัน คำว่า "ขี้สูด" เป็นชื่อเรียกพื้นเมือง (Verrnacular name) ทั่วไป
ของภาคอีสาน  ที่มาของคำนี้สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากลักษณะการสร้างรังเนื่องจากแมลงกลุ่มนี้ได้เก็บหา ยาง(gum) ชัน (resin) ของต้นไม้ แล้วนำมาอุดยาชันรอบๆ ปากรังและภายใน เพื่อป้องกันน้าไหลซึมเข้ารัง และยังเป็นการป้องกันศัตรูบริเวณปากรัง   ตัวอ่อนเมื่อกินน้ำหวานแล้ว จะขับถ่าย
เกสร หรือยางไม้ออก พวกวรรณะงาน ( ตัวสูดไม่มีเพศ ) จะขนถ่ายเศษเหล่านั้นไปสะสมไว้ใต้รัง
ส่วนนี้เองที่เรียกว่า”ขี้สูด”  เนื่องจากมีกลิ่นหอมแปลก ๆ จากยางไม้ดอกไม้นาๆ ชนิด
หากจับต้องแล้ว เป็นต้องดม สูดกลิ่นอันนี้ ประหลาดแท้ จึงเรียกว่า ขี้สูด  
อีกอย่าง สมัยโบราณ ไม่มีส้วม จึงอาศัยตื่นแต่เช้า ไปขี้ อยู่ข้างโพน  บังเอิญเจอแมงอันนี้
จึง โก่งโก้ยไป สูดดมปล่องรัง  ได้ทั้งกลิ่นขี้ ได้ทั้งกลิ่นน้ำหวาน แมงอันนี้
จึงตั้งชื่อว่า " แมงขี้สูด " แล  
  

ลักษณะสัณฐานวิทยาของ แมงขี้สูด

          สำหรับขนาดตัวของแมงขี้สูดโดยเฉลี่ยมีขนาดเล็กกว่า ผึ้งพันธุ์ประมาณ 2-3 เท่า
เป็นแมลงที่รวมกันอยู่เป็นสังคมเช่นเดียวกับ ผึ้งรวง (ผึ้งมิ้ม ผึ้งหลวง และผึ้งเลี้ยง) ภายใน
สังคมแบ่งออกเป็น 3 วรรณะ คือ นางพญา(Queen) ตัวงาน (Worker) และตัวสืบพันธุ์(Male)
โดยที่ขนาดลำตัวระหว่างนางพญา กับตัวงานมีขนาดแตกต่างกันมาก ตัวสืบพันธุ์มีขนาดใกล้เคียง
หรือเล็กกว่านางพญาเล็กน้อย

ลักษณะทั่วไปของนางพญา

ส่วนหัวมีตารวม มีหนวด 1 คู่ ตาเดี่ยว 3 ตา ช่วงท้อง(Metasoma) ไม่เป็นรูปปิระมิดมีลิ้นเป็นงวงยาว ขา3 คู่ ขาคู่หน้าและ
คู่กลาง ค่อนข้างเล็กขาหลังเรียวไม่แผ่แบน ไม่มีเหล็กใน

ลักษณะทั่วไปของแมงสูดงาน

ตัวของ”สูดงาน”ตัวงานมีจำนวน 12 ปล้อง มีคล้ายนางพญาแต่ขนาดลำตัวเล็กกว่า กรามพัฒนาดีต่อการใช้งาน ขาคู่หลังแผ่กว้างเป็นใบพายมีขนจำนวนมาก รูปร่างคล้ายหวีสำหรับใช้เก็บละอองเรณูของดอกไม้มีปีกปกคลุมยาวเกินส่วนท้อง และไม่มีเหล็กใน

ลักษณะทั่วไปของแมงขี้สูดสืบพันธุ์

ลำตัวมีจำนวน 13 ปล้อง คล้ายนางพญา มีขนาดเล็กกว่า หรือใกล้เคียงกัน ตารวมเจริญพัฒนาดี กรามพัฒนาไม่ดีพอต่อการใช้งาน หนวดยากกว่าวรรณะทั้งสองโค้งเว้าเป็นรูปดัวยู ปลายส่วนท้องปล้องสุดท้ายมีครีบสำหรับผสมพันธุ์ (genitalia) ส่วนของขาคล้ายกับ
“ สูดงาน “  แต่ขาคู่หลังของชันโรงตัวผู้เล็กกว่า

รังและพฤติกรรมการสร้างรัง

          ลักษณะรัง การสร้างรังในป่าธรรมชาติเกิดจากการที่สูดวรรณะงานบางตัวเสาะหาแหล่งที่
จะสร้างรังใหม่เนื่องจากประชากรในรังเก่ามาก แออัดมาก และมีนางพญารุ่นลูก (daughter queen) เกิดขึ้นมา ทำให้ต้องแยกรังออกไปสร้างใหม่ ซึ่งพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ฤดูผสมพันธุ์ของมัน
          การสร้างรัง ขึ้นอยุ่กับแต่ละชนิด แต่ละชนิดเลือกสถานที่สร้างรังต่างกันสามารถแยกลักษณะของการสร้างออกได้ 4 กลุ่มมีดังนี้

1. กลุ่มที่สร้างอยู่รูอยู่ตามชอกหลืบต้นไม้ที่มีโพรงของต้นไม้ขนาดใหญ่ ทั้ง ที่ยืนต้นมีชีวิตที่
     อยู่ และยืนต้นตาย (Trunk nesting) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่พบในบ้านเรา เช่น “แมงขี้สูดโกน” (Trigona apicalis)
2. กลุ่มที่สร้างรังอยู่ในโพรงใต้ดิน (Ground nesting) โดยรังจะถูกสร้างอยู่ใต้ดิน บริเวณ จอมปลวก
     ชนิดที่พบในบ้านเรา คือ” ขี้สูดโพน” (Trigona Collina)
3. กลุ่มที่สร้างรังอยู่ในโพรงตามพื้นดิน เรียกว่า “ สูดเพียงดิน “  
4.กลุ่มที่ทำรังตามหลืบ รอยแตกของต้นไม้ กิ่งไม้  หรือรูเล็ก ๆ ตามต้นไม้ ตามธรรมชาติ
   หรือทำรังในโพรง ต้นไม้ กลุ่มนี้มีตัวเล็กกว่า ชนิดที่ผ่านมา  เรียกว่า " แมงน้อย "

          แมงขี้สูดนี้จะสร้างปากรังออกมาเป็นหลอดกลมหรือแบนที่สร้างด้วยยาง หรือชันไม้โดยที่ชแต่ละชนิดมีรูปร่างปากรูใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันไปตามชนิดของมัน
ภายในรังมีการสร้างเป็นเซลล์ หรือ หน่วยๆ เพื่อให้นางพญาวางไข่ และตัวงานเก็บ ละอองเรณู น้ำหวานเพื่อใช้เลี้ยงตัวอ่อน เซลล์เรียงตัวเป็นชั้นๆ ไปตามแนวนอน ตามพื้นที่ภายในรังจะอำนวย วกวนไปมาหลายๆชั้นโดยที่ผนังเซลล์แต่ละหน่วยถูกสร้างเป็นผนังบางๆ
จากชันยางไม้ผสมไขที่ชันโรงสร้างเคลือบเอาไว้
ภายในรังสามารถแยกเซลล์ออกเป็น หลอดนางพญา หลอดตัวงาน หลอดเก็บเกสร
และหลอดเก็บน้ำหวาน  และ ท้ายสุด หลอดที่เก็บขี้สูด
    

ภาพการติดขี้สูด ใส่แคน


การเกี่ยวข้องกับวิถีอีสาน

สมัยเป็นเด็กน้อยเวลาไปทุ่งนากับพ่อ ชอบไปดูตามจอมปลวกหนือโพน ด้วยความอยากรู้
ไปเจอรังของแมลงเล็ก ๆ ถามพ่อ ๆ บอกว่าเป็นรังของแมงสูด หรือตัวขี้สูด
พ่อบอกว่า เมื่อออกพรรษาแล้ว ชาวบ้านจะมาหาขุดเอา น้ำหวานจากรังของมัน
รวมทั้ง “ขี้สูด” เพื่อเอาไปทำประโยชน์

พอโตขึ้นได้เที่ยวไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ไปเจอชาวบ้านใช้คุหาบน้ำ ที่สานจากไม้ไผ่เอาขี้สูดทาเครือบไว้
กันน้ำรั่ว เวลาเล่นว่าวจุฬา เอาขี้สูดติดตรงรอยต่อของ”สะนูว่าว” ปล่อยว่าวลอยลมขึ้นฟ้า
เสียง”สะนู”ดังก้องท้องทุ่งทั้งคืน แคนที่เป็นเครื่องดนตรีดึกดำบรรพ์ของโลก ก็เอาขี้สูดติดที่เต้าแคนกับลำแคนที่ทำมาจากต้นอ้อ โหวตเครื่องเป่าก็ใช้ขี้สูดติด รวมทั้งการทำหน้ากลองเอย
ชาวบ้านก็เอาขี้สูดติด



กลิ่นของขี้สูดมักมีกลิ่นหอมแปลก ๆ ของยางไม้หรือเกสร  
อนึ่งบนหิ้งพระของปู่ มีก้อนขี้สูดเพียงดิน ปั้นเป็นรูปพระ แกเล่าว่า ผ่านการปลุกเสกมาแล้ว
เอาไว้ทำมาค้าขาย เมตตามหานิยม เป็นของดี
จะเห็นได้ว่า “ขี้สูด” ข้องเกี่ยวทางวิถีอีสานหลายอย่าง  ยกแคนขึ้นมาเป่า เอากลองมาตี
เอา “โตดโต่ง “ ( พิณ ) มาดีด ก็จะได้กลิ่น”ขี้สูด”  เอา “สะนู” มาเล่นยามลมห่าว
ก็มีขี้สูดติด นับว่าเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม หลายอย่าง  
อีกทั้งแมลงชนิดนี้ช่วยในการผสมเกสร ดอกไม้ต่างๆ ทำให้ผลไม้ติดผลดี  นิสัยก็ไม่ดุร้าย
ไม่เคยทำลายใคร ดังนักพรตแห่งจอมปลวก  เครื่องดนตรีของภาคอีสาน ล้วนต้องมีขี้สูด
ข้องเกี่ยวทั้งนั้น เสมือน จะบอกว่า
“ ดนตรีมิเคยทำร้ายใคร มีแต่เอิบอิ่มเติมเต็ม “ ดังเช่นนิสัยแมงขี้สูด    


ขอบคุณข้อมูลบางอย่าง รวมทั้งภาพ จาก www.km.rachinuthit.ac.th
และ gotoknow.org

 
 
สาธุการบทความนี้ : 303 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 10:51:07  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่17)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,636
ให้สาธุการ : 8,145
รับสาธุการ : 2,617,390
รวม: 2,625,535 สาธุการ

 
ขี้อีหยัง คนมักดม?? ตั้วหนิ

บ้านผม เอิ้น แมงน้อย ครับ (ขี้สูดกะมีคนเอิ้น ดอกหวา) ขี้แมงน้อย ผัดเอิ้นขี้สูด

แสดงว่า แถวบ้านผม เหลือเฉพาะชนิดโตน้อยๆ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 253 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 11:03:41  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  จารย์ใหญ่    คห.ที่18)  
  อนุเซียนผู้อมตะ

ภูมิลำเนา : มุกดาหาร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 13 ก.ย. 2552
รวมโพสต์ : 5,168
ให้สาธุการ : 3,230
รับสาธุการ : 3,632,450
รวม: 3,635,680 สาธุการ

 


เบิ่งในภาพแล้วน่าสิเป็นขี้ควาง รังมันที่ยื่นออกมาแข็งๆคล้ายขี้ซี ถ้ารังที่ยื่นออกมานุ่มๆเอิ้นขี้สูด แต่ว่ารังข้างในเอามาใช้ได้คือกัน น้ำของแมงชนิดนี้หวานคือกันกับน้ำผึ้ง ผมเคยขุดอยู่ครับ ส่วนที่ทำรังในดินราบหรือดินเพียง เอิ้นว่า ขี้สูดดินเพียง หายาก และเป็นของขลัง ขี้สูดทั่วไป สิทำรังตามต้นไม้โพรงไม้ หรือตามโพนทั่วไป

 
 
สาธุการบทความนี้ : 242 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 11:05:12  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่19) แมงทับ  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,179
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,820,280
รวม: 1,820,455 สาธุการ

 

ชื่อ        แมงทับ , แมงคับ  , แมงพลับ ( อัญมณีแห่งทุ่ง)
ชื่อสามัญ Metalic Wood Boring Beetle
วงศ์       Buprestidae
อันดับ    COELOPTERA


ว่ากันว่า สีสันอันงดงามของปีกแมงคับ หรือ แมงทับมันนั้นอยู่ยั้งยืนยงคง ทนอยู่กว่า 50 ปีจึง
จะสลายไป

ในบ้านเรามี แมลงทับอยู่ 2 ชนิดคือแมลงทับขาเขียวกับแมลงทับขาแดง โดยพบมากที่สุดอยู่ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แมลงทับขาแดง

มักอยู่รวมเป็นกลุ่มใหญ่ พบกินใบพันซาด มะค่าแต้ พะยอมเต็ง ตะแบกแดง และกางขี้มอด ในบริเวณป่าเต็งรังและรอยต่อระหว่างป่าเต็งรังกับป่าเบญจพรรณที่มีไผ่เพ็กหรือไผ่โจดขึ้นเป็นไม้พื้นล่าง พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แมลงทับขาเขียว

พบอยู่รวมเป็นกลุ่มขนาดเล็ก แต่มีขอบเขตแพร่กระจายกว้างทั้งประเทศชอบกินใบคางมะขามเทศ และต้นถ่อน ที่ขึ้นตามที่รกร้าง ป่าละเมาะ และริมข้างทาง


ข้อมูลทั่วไป


แมลงทับทั้งสองชนิดนี้มีสีเขียวมรกตมันวาว บางตัวอาจมีสีเขียวเหลือบทองน้ำเงิน
หรือทองแดง ปกติพบแมลงทับเพียงปีละครั้งในช่วงฤดูเข้าพรรษา ระหว่างเดือน
กรกฎาคม ถึง ตุลาคม แมลงทับทั้งสองชนิดพบแพร่กระจายทั่วทุกภาคของประเทศ


จากผลของงานวิจัยพบว่า...แมลงทับจะปรากฏให้เห็นเพียงปีละครั้งเดียว ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามากระทบต่อวงจรชีวิต เช่น สภาพแวดล้อม
ก่อนเข้าหน้าฝน ถ้าหากสภาพอากาศแห้งแล้ง หนอนวัยสุดท้ายจะฟักตัวนิ่งข้ามปีได้
เพื่อรอจนกว่าจะถึงรอบปีตามปกติ.. มันจึงจะลอกคราบจากดักแด้กลายเป็นแมลงทับตัวเต็มวัย

ถิ่นอาศัย

แมลงทับอยู่ตามป่าเขาดงไม้ได้ทั่วทั้งประเทศไทย ในภาคอีสาน ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ


       

อาหาร

ชอบกินใบไม้ครึ่งแก่ครึ่งอ่อนที่ชอบมากได้แก่ใบพันชาด ใบมะขามเทศ ใบเต็ง ใบพะยอม และใบตะแบกแดง มันกินจุมากโดยเฉพาะในช่วงที่แดดจัด แม่แมลงทับจะวางไข่ ไว้ตามโคนต้นไผ่เพ็กหรือไผ่โจดแล้วผละจากไป น่าสังเกตว่าถ้าไม่มีไผ่สองชนิดนี้แถวนั้นจะไม่พบแมลงทับเลย

วงจรชีวิต

จับคู่ผสมพันธุ์ในเวลากลางวันใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของเพศเมีย
เมื่อผสมพันธุ์เสร็จตัวเมียวางไข่ที่บริเวณโคนต้นพืชอาหาร ลึกลงในดินประมาณ 1-2 เซนติเมตร
วางไข่ทีละฟองจำนวน 1-2 ฟองต่อวัน ตัวเต็มวัยมีชีวิตเพียง 1-3 สัปดาห์พบมีจำนวนมากที่
สุดในเดือนกันยายนของทุกปี ไข่ ฝังอยู่ในดินนาน 2-3 เดือน (สิงหาคม-ตุลาคม)
หนอน วัยที่ 1, 2, 3 และ 4 อาศัยอยู่ในดินแทะกินรากพืชและเหง้าเพ็ก นาน 3-4 เดือน
(พฤศจิกายน-มีนาคม) หนอนวัยที่ 5 หยุดกินอาหารและสร้างปลอกดินหุ้มตัวฝังอยู่ในดินลึก
5-10 เซนติเมตร หนอนวัยสุดท้ายนี้พักตัวอยู่ในปลอกดินนาน 12-15 เดือน (เมษายนปีแรก-มิถุนายนปีถัดไป จึงเข้าดักแด้ในปลอกดิน ดักแด้ นาน 2-3 เดือน (มิถุนายน-สิงหาคม)

เมื่อเป็นตัวเต็มวัยสีเขียวยังคงอาศัยอยู่ในปลอกดินอีกเกือบเดือน เพื่อให้ปีกแข็งแกร่งและพร้อมที่จะออกจากปลอกดิน แต่แมลงทับต้องคอยจนกว่าฝนจะตกหนัก และน้ำฝนไหลลงไปจนถึงปลอกดินแมลงทับจึงดันปลอกดินให้เปิดออก เดินขึ้นมาจากใต้ดินและเจาะผิวดินเป็นรูปกลมดันตัวเองขึ้นจากพื้นดิน เมื่อมีแสงแดดจึงบินไปกินอาหาร ผสมพันธุ์ และวางไข่ กว่าจะเป็นแมลงทับแต่ละตัวต้องใช้เวลาอาศัยอยู่ในดินนานถึง 2 ปี เมื่อเป็นตัวเต็มวัยก็มีชีวิตนานแค่ 1-3 สัปดาห์เท่านั้น

แมงทับจะใช้ชีวิตอย่างสำเริงสำราญเป็นอิสรเสรีจับคู่กันผสมพันธ์แล้วตัวผู้ก็ตายไป
ส่วนตัวเมียตั้งท้องแล้วไข่ จากนั้นก็ตายตามไป
จำนวนแมลงทับในแต่ละปีมักจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงเข้าพรรษา
ถ้ามีอากาศแห้งแล้ง จะมีจำนวนน้อย



เกี่ยวข้องกับวิถีอีสาน


เวลาฝนตกเซาใหม่ ๆ หรือ เพิ่งหยุดตก  ช่วงเข้าพรรษา  เด็กน้อยลูกอีสาน พากันจับกลุ่ม
ไปเป็นหมู่คณะ ไปหา สั่นเอาแมงทับ หรือแมงคับ ตามต้นฮัง ต้นมะขามเทศ ( หมากขามแป )
ต้นมันปลา  ต้นตะแบก  และต้นส้มเสี้ยว  โดยเมื่อพบ จะสั่นกิ่งไม้ให้มันตกลงมา
บ้างก็วิ่งไล่แมงทับ เพราะปีกมันเปียกฝนบินไปไม่ไกล   เมื่อได้แล้ว ก็ นำปีกมันออก
เอาไปคั่ว หรือ จี่ ตามแต่ ถนัด
  
เนื่องจากปีกแมลงชนิดนี้ เงาวาวสีสันมรกต งดงาม จึงนิยมเอามาประดับ เครื่องไม้เครื่องมือ
เช่น เหน็บฝากระติบข้าว  เหน็บข้างฝาแถบตอง   เหน็บกระต่า , กระบุง กระด้ง ยามไปนา
บางครั้งก็เอามาทำ ปิ่นผม  บางคนร้อยเป็นสร้อย ข้อมือ ต้อนขวัญน้อง  

เด็กๆ จะเอาปีกแมงทับที่งดงามมาอวดกัน เป็นที่สนุกสนาน  เนื่องจากปีหนึ่งๆ  จะหาแมงทับได้
ครั้งเดียวเท่านั้น
แมงทับ มีความสัมพันธ์กันกับพันธุ์ไม้พื้นเมือง  โดยเฉพาะ ต้นโจด และกอหญ้าเพ็ก ซึ่งที่วางไข่
รวมทั้งพันธุ์ไม้ต่างๆ ในท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นความเชื่อว่า หากปีไหนแมงทับ  มีหลากหลาย
ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ไม่ทิ้งช่วง ขณะที่ข้าวกำลังตั้งท้อง
ปีกของมันที่งดงาม ราวกับจะบอกว่า ระบบนิเวศน์ แห่งความสมดุล งดงามราวอัญมณี  


ขอบคุณข้อมูลที่จำเป็น จาก  http://pennyb.multiply.com
ภาพประกอบ จาก google

 
 
สาธุการบทความนี้ : 385 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 12:57:22  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่20) แมงหามผี  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,179
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,820,280
รวม: 1,820,455 สาธุการ

 



ชื่อ                    แมงหามผี ( พ่อมดผู้สันโดษ )
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phasma  
ชื่อสามัญ           phobaeticus  
กลุ่ม                 “Phasmids”
วงศ์                  Phamatidae


ทางภาคอีสานเรียก แมลงชนิดนี้ว่า “แมงหามผี”
พบกระจายอยู่ทั่วโลก พบมากในเขตร้อน และ เขตอบอุ่นประเทศไทย และ พบกระจายอยู่เฉพาะแถบเอเซียตะวันออกเฉียงเหนือ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่ใช้เทคนิคการพรางตัว สุดยอด  เพื่อความอยู่รอด

คำว่า Phasma มาจากภาษาละติน แปลว่า” ผี” ซึ่งมาจากกลไกที่ใช้ในการหลบหลีกศัตรูของแมลงกลุ่มนี้
อ้าว ทางละติน  ก็เรียก มันว่า ผีเหมือนกันกับ ทางอีสานเลย  ทำไมหนอ

ลักษณะทางกายภาพ

มีลำตัวยาว สีกิ่งไม้แห้ง  หัวเล็ก มีขา 6  ขา ยาว ๆ เรียวเล็ก คล้ายกิ่งไม้  
ขาแต่ละหาอยู่ห่างกัน ส่วนตัวผู้ มีขนาดเล็กกว่าตัวเมียมาก  ขาหน้า ยื่นยาวกว่าหัว
คล้ายใบหญ้าแห้ง หรือ กิ่งไม้แห้ง เพื่อล่อเหยื่อ

แมลงชนิดนี้ อาศัยการพรางตัวโดยใช้สีที่กลมกลืนกับกิ่งไม้แห้ง การเปลี่ยนสี ขึ้นกับอุณหภูมิ ความชื้น และ ความเข้มของแสง โดยเซลล์ epidermis ที่อยู่เหนือผิว cuticle จะมีเม็ดสี (pigment granules)
เคลื่อนที่เข้าในเซลล์เพื่อตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมจากการศึกษานี้จะพัฒนาเพื่อนำไปใช้สู่กระบวน
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แมลงเป็นต้นแบบ อีกทั้งมูลของแมงหามผี บางชนิดสามารถนำมาใช้เป็นยาแผนโบราณในการรักษาโรคกระเพาะอาหาร สมานแผลในระบบทางเดินอาหาร


ทางภาคกลาง เรียกแมงอันนี้ ว่า “ตั๊กแตนกิ่งไม้และ ใบไม้”
มีจำนวนชนิดทั้งหมด 32 ชนิด
ไม่สามารถจำแนกชนิดพันธุ์ได้ 18 ชนิด มีความสัมพันธ์กับพืชอาหาร ในกลุ่มของพืชสกุล กุหลาบ

ตั๊กแตนใบไม้มีชนิดพันธุ์เพิ่มขึ้น 1 ชนิดพันธุ์ และ พืชอาหารคือ มะยมป่า และ มะม่วง
ซึ่งจากจำนวนทั้งหมดนี้ทำการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้แล้วกว่า 15 ชนิด

อาหารการกิน

จากการสังเกตของผู้ตั้งกระทู้ ตอนไปเลี้ยง งัวเลี้ยงควายตามโคกป่า นาดอน พบว่า แมงหามผี
กินแมลงชนิดอื่นเป็นอาหาร เช่นตั๊กแตนน้อย ตัวเพลี้ย และ แมงซ้าง   โดยอาศัยการพลางตัว
แอบซุ่มพอเหยื่อเข้ามาใกล้ ก็รับใช้ขาเกี่ยวแล้วกัดกิน อีกทั้งยังกินเกสรดอกไม้ในป่า
กินน้ำหวานดอกไม้

สถานที่พบ

ตามสุมทุมพุ่มไม้ทั่วไป หรือตามต้นไม้ ต้องสังเกตดีๆ เนื่องจากพรางตัวได้แนบเนียนมาก
ส่วนมากอยู่ตามกิ่งไม้แห้ง คอยดักกินด้วงมอด บางชนิด  



ในแง่วิถีอีสาน


ชาวอีสานไม่กินแมลงชนิดนี้  ส่วนมากผู้สาวไปหาฟืน  หรือไปตัดฟืน จะพบแมงหามผี
เวลาจ้องมัน มันจะ แกว่งตัว เดินโซเซ ดังคนแบกของหนัก  บ้างก็ยืนไกวตัว โยกเยก ข่มขู่
แต่ไม่เคยทำอันตรายแก่มนุษย์แต่อย่างใด

ตัวที่มีขนาดเต็มวัย ตัวโต ขนาดนิ้วหัวแม่เท้า   ยาวคืบกว่าๆ   โบราณว่า แมงหามผี เวลาจะหาฟืนมาเผาผี
ในป่าช้า มักจะเห็นแมงอันนี้ ลัดทาง  ผู้ตั้งกระทู้ก็เคยถูกแมงหามผี ลัดทาง ยามไปหาควาย ( ตามควาย)
ในตอนแลง แมงหามผี คลานอยู่กลางทางดินทราย พอจ้องดู มันก็ทำท่าทาง โยกเยก ๆ   โยกหน้า โยกหลัง

ปู่บอกว่า
“เห็นแมงหามผีแล้ว ให้เตือนสติตัวเอง  ชีวิตเฮาดังแบกขอนดอก (ขอนผุ ) เมื่อชีวาวาย
ย่อมไร้ประโยชน์  เปรียบดังแมงหามผี  ขาน้อยๆ แบกตัวโซเซ ซวนล้ม  หากไม่สะสม
ความดี ในขณะมีชีวิต  ก็เกิดมาไร้ค่า”


คนอีสานกินแมงไม้เป็นอาหาร เพราะความอดอยาก หรือเพราะวิถีที่ต้องใช้ประโยชน์จากธรรมชาติคุ้มค่า
เรียนรู้และปรับตัว ไม่ถือว่า แมลงเป็นสิ่งไร้ค่า  แม้ว่า “แมงหามผี” จะกินไม่ได้ ก็ยังใช้เป็นเครื่องเตือนใจ
ให้หมั่นทำความดี ตามคติศาสนา
    


ขอบคุณข้อมูล www.rdi.ku.ac.th และเจ้าของภาพ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 288 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 ก.ย. 2553 เวลา 17:16:17  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปราร้านอกไห   ตอบเต็มรูปแบบ || Quick Reply  
  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

   

Creative Commons License
สารานุกรม แมงไม้ ใน อีสาน --- วิถีชีวิตชาวอีสาน (ปลาร้านอกไห --- อีสานจุฬาฯ)