ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 14 ธันวาคม 2561:: อ่านผญา 
ชื่อว่าสงสารซังกงเกวียนกำฮอบ เวรหากมาคอบแล้ววอนไหว้ก็บ่ฟัง แปลว่า ขึ้นชื่อว่าวัฏฏสงสาร ย่อมหมุนวนดังล้อเกวียน เมื่อถึงคราวกรรมมาให้ผล ไม่มีใครทัดทานได้ หมายถึง ผลของกรรม ไม่มีใครบังคับได้ ไม่มีใครทัดทานได้ ดังนั้น พึงทำแต่กรรมดี


  ล็อกอินเข้าระบบ  
ชื่อ ::
รหัสผ่าน::
*จำสถานะ
 
  รวมมิตรปลาร้านอกไห  
  สวัสดีครับ

     แทบจะไม่มีใครล่วงรู้อย่างลึกซึ้งเลยว่า มีเรื่องราวที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ในภาคอีสานของประเทศไทยนั้น หลายอย่างมีความเป็นมาอย่างไร หลายอย่างได้เกิดขึ้นแล้วและยังคงอยู่ หลายอย่างเกิดขึ้นแล้ว และได้เลือนลางหายไปแล้วในอดีต เราและทีมงานปลาร้านอกไห จะนำพาคุณผู้ชม จูงมือเดินไปเรียนรู้วิถีชีวิตพื้นบ้านอีสานในแง่มุมต่างๆ เพื่อเปิดโลกทัศน์และมุมมองว่า ทำไมคนภาคอีสานจึงเป็นอย่างนี้ ทำไมต้องใช้ชีวิตกันอย่างนี้ และสิ่งหนึ่งที่จะลืมเสียไม่ได้ก็คือ การสร้างความเป็นไทยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม หลากหลายทางเชื้อชาติ หลากหลายประเพณี เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้และอยู่ได้กันอย่างสันติ อย่างสงบ ไม่มีความดูถูกเหยียดหยามคนไทยด้วยกันเอง

     ทีมงานปลาร้านอกไห ขอขอบคุณทุกเสียงทุกแรงใจที่มอบให้เรา เราสัญญาว่า เราจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างสรรค์สังคมให้จรรโลงใจ
พร้อมเสมอ
ทีมงานปลาร้านอกไห

หมายเหตุ
1. ข้อความที่โพสต์ทั้งหมด เกิดจากการส่งโดยผู้อยู่ทางบ้าน ทางผู้ดูแลฯ มีหน้าที่คัดกรอง แต่ไม่100%
2. ทางผู้ดูแลฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ ลบข้อมูล ตามพิจารณาเห็นสมควร

  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 ตอบกระทู้  
  โพสต์โดย   ศรีสะเกษ  
  หนหวย    คห.ที่132) บุคคลสำคัญในอดีต  
  ศิษย์พี่

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 28 พ.ค. 2552
รวมโพสต์ : 77
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 140,570
รวม: 140,595 สาธุการ

 


  - ขออนุญาติเผ่ยแพร่บุคลสำคัญในอดีตของจังหวัดศรีสะเกษเผื่อหลายๆท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ที่มาจาก :
http://intranet.m-culture.go.th/sisaket/somkunb.htm




นายเทพ โชตินุชิต
     นายเทพ  โชตินุชิต   เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๕๐ ที่จังหวัดนครปฐม สำเร็จการศึกษาธรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และจบ
เนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ประกอบอาชีพทนายความ จ่าศาลจังหวัด ผู้พิพากษา และลาออกสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ พ.ศ.
๒๔๘๐ นับเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดศรีสะเกษ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และได้รับการเลือกตั้งต่อมาอีก ๓ สมัย ใน พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นรัฐมนตรีลอย
เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ เคยเป็นเลขาธิการพรรค ประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้าพรรคเศรษฐกร และหัวหน้าพรรคแนวร่วมเศรษฐกร
ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาคนจนตลอดมา นายเทพ โชตินุชิต เป็นนักการเมืองแนวหน้า ที่เป็นที่ยอมรับในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ว่าเป็นผู้มีอุดมการณ์ที่ยืนหยัดมั่งคง แม้ว่าจะประสบเคราะห์กรรมและความทุกข์ยากในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อประชาชน เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ยึดมั่น
ในการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ด้วยความเสียสละตลอดมา ซึ่งการพิสูจน์ความเด็ดเดี่ยวมั่นคงของจิตใจ ทำให้นายเทพ โชตินุชิต ยังคงอยู่ในจิตใจของประชาชนผู้รักความเป็นธรรม
และเป็นตำนานอันสูงส่งดีงามของมนุษยธรรมที่ชาวศรีสะเกษภาคภูมิใจตลอดไป นายเทพ โชตินุชิต เป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ มีความตั้งใจจะเข้ามา แก้ไขปัญหา
ความทุกข์ยากของประชาชน มีจิตใจมั่นคง เห็นคุณค่าของการศึกษา โดยตั้งโรงเรียนราษฎร์ให้บุตรหลานชาวศรีสะเกษ ผู้อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงได้ศึกษาเล่าเรียน
คือโรงเรียนสตรีเทพวิทยา (ตั้งอยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ – ล้มเลิกไปแล้ว) โรงเรียนเทพวิทยาใต้ (ตั้งอยู่ที่วัดหลวงสุมังคลาราม) และโรงเรียนเทพวิทยาเหนือ
(ตั้งอยู่ที่วัดพระโต) โรงเรียนที่มีที่ตั้งในวัดดังกล่าว ได้ตกเป็นของวัดหลังจากที่นายเทพ โชตินุชิต ถูกจับกุม เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๒ เนื่องจากเดินทางไปประชุมกับ
องค์การระหว่างประเทศ คือ การประชุมเอเชียอาฟริกา ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และเป็นผู้เสนอให้ยกเลิกกฎหมายป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. ๒๔๙๕
นายเทพ โชตินุชิต ถูกปล่อยตัวจากคุกลาดยาวพร้อมกับนายทองใบ ทองเปาด์ นายเปลื้อง วรรณศรี และนายพรชัย แสงชัจจ์ ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๙ แม้การดำเนินการ
ทางการเมืองของนายเทพ โชตินุชิต จะมีอุปสรรค ถูกกล่าวหากระทั่งถูกจับกุมคุมขังในข้อหากบฏและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ แต่จิตใจนักต่อสู้ของประชาชนก็มิได้
ย่อท้อ ได้เป็นแกนนำในการต่อสู้ทางกฎหมายและปลุกปลอบให้ขวัญกำลังใจแก่เพื่อนร่วมคุกในการต่อสู้คดีจนกระทั่งพ้นโทษในที่สุดหลังจากนั้น นายเทพ โชตินุชิต
ได้เข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยตลอดมา และมีความตั้งใจที่จะทำงานรับใช้ประชาชนจนวาระสุดท้าย ของชีวิต จนกระทั่ง
ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๗ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมอายุ ๖๗ ปี นายเทพ โชตินุชิต นับเป็นแบบอย่าง ของนักการเมืองที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และเห็น
ความสำคัญในการจัดการศึกษาแก่เยาวชนศรีสะเกษในอดีต

 
 
สาธุการบทความนี้ : 202 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  15 มิ.ย. 2552 เวลา 16:29:05  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  หนหวย    คห.ที่133) บุคคลสำคัญในอดีต  
  ศิษย์พี่

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 28 พ.ค. 2552
รวมโพสต์ : 77
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 140,570
รวม: 140,595 สาธุการ

 
  - ขออนุญาติเผ่ยแพร่บุคลสำคัญในอดีตของจังหวัดศรีสะเกษเผื่อหลายๆท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ที่มาจาก :
http://intranet.m-culture.go.th/sisaket/somkunb.htm


นายสวัสดิ์ มหาผล
     นายสวัสดิ์  มหาผล  เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๔ เป็นบุตรคนแรกของนายผึ้ง – นางพวง มหาผล มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๙ คน เริ่มการศึกษาเบื้องต้น ที่จังหวัดศรีสะเกษ
และได้เดินทางไปศึกษาที่กรุงเทพมหานคร เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ โดยต้องเดินทางด้วยเกวียนจากจังหวัดศรีสะเกษ ถึงจังหวัดนครราชสีมา ใช้เวลาเดินทาง ๑๒ วัน จึงขึ้นรถไฟ
ต่อไปยังกรุงเทพมหานคร เข้าเป็นนักเรียนประจำของโรงเรียนอัสสัมชัญ ๓ ปี แล้วย้ายไปเรียนที่  โรงเรียนแซนต์คราเบรียล จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ คุณพ่อต้องการให้
เรียนแพทย์เพื่อกลับมาช่วยชาวศรีสะเกษ สามารถสอบเข้าศึกษาแพทย์ และสอบชิงทุนไปศึกษาวิชาวนศาสตร์ที่ประเทศพม่าได้พร้อมกัน จึงตัดสินใจเรียนวนศาสตร์
จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และกลับมารับราชการในกรมป่าไม้ โดยใช้ชีวิตราชการอยู่ในเขตภาคเหนือทั้งหมด ตำแหน่งสุดท้ายในชีวิตราชการ เป็นป่าไม้
เขตภาคเหนือ แล้วลาออกมา ทำงานที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การป่าไม้ภาคเหนือ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ผลงานเด่น คือ โครงการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้เริ่มพระราชบัญญัติ
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแห่งแรก และขยายงานด้านป่าสงวนออกไปทั่วประเทศ เป็นผลให้สามารถรักษาเนื้อที่ป่าของประเทศไทยส่วนหนึ่งไว้ได้จนถึงปัจจุบัน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 189 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  15 มิ.ย. 2552 เวลา 16:30:11  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  หนหวย    คห.ที่134) บุคคลสำคัญในอดีต  
  ศิษย์พี่

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 28 พ.ค. 2552
รวมโพสต์ : 77
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 140,570
รวม: 140,595 สาธุการ

 


  เนื้อหาสาระทั้งหมดที่นำมาเผยแพร่มาจาก
  http://intranet.m-culture.go.th/sisaket/somkunc.htm
  เพื่อเผยแพร่สำหรับท่านที่อยากจะศึกษาหาความรู้ บุคคลสำคัญในอดีตของจังหวัดศรีสะเกษ  ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 212 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  15 มิ.ย. 2552 เวลา 16:35:35  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  เด็กน้อย ขาท่ง    คห.ที่135) นิทานเรื่องพระเจ้าสร้างโลก  
  ไร้เทียมทาน

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 30 ก.ค. 2551
รวมโพสต์ : 529
ให้สาธุการ : 1,620
รับสาธุการ : 975,520
รวม: 977,140 สาธุการ

 
นิทานเรื่องพระเจ้าสร้างโลก      
นิทานเรื่องพระเจ้าสร้างโลกกับความเป็นมาของสังข์และสะไน

    นานมาแล้วตั้งแต่แผ่นดินเท่ารอยไก่  ต้นไม้เท่าลำเทียน  ตั้งแต่ปู่สังกะสาย่าสังกะสี  มีพระฤาษีตนหนึ่งบำเพ็ญตนอยู่ในป่าลึก  และมีพระพรมบำเพ็ญภาวนาอยู่บนสวรรค์  พระพรมเป็นผู้ที่มีบุญอันแรงกล้าเต็มไปด้วยเมตตากรุณา  เกิดคิดอยากสร้างโลกสร้างสัตว์จึงเอาดินเหนียวมาผสมกับน้ำแล้วปั้นเป็นรูปคน  เมื่อปั้นแล้วก็เอาไปให้พระยาแถนเป็นผู้หล่อเพื่อให้มีความงดงาม  จึงมีคำกล่าวที่ว่า “แถนผู้หล่อ  พรมผู้สร้าง”  เมื่อหล่อและตกแต่งให้มีความสวยงามแล้วก็เอาไปใส่ในลูกน้ำเต้าแล้วก็โยนลงมาจากสรวงสวรรค์  หวังจะให้ลูกน้ำเต้าตกลงพื้นแตกออก  ผู้คนที่ปั้นไว้ในลูกน้ำเต้าจะได้อาศัยอยู่บนพื้นโลก  แต่พอโยนลงถึงพื้นลูกน้ำเต้าไม่แตกออกพระยาแถนจึงลงมาเอาเหล็กชีเผาไฟแทงเข้าไปให้น้ำเต้าแตก    คนที่อยู่ใกล้ลูกน้ำเต้าโดนควันไฟจึงออกมาเป็นคนผิวดำ  คือ  คนเยอ  คนส่วย เขมร คนที่อยู่ตรงกลางไม่โดนควันไฟมากมีสีผิวดำแดง  เช่น  คนไทย  คนลาว  คนพม่า   คนที่อยู่ลึกเข้าไปไม่โดนควันไฟจึงมีสีผิวขาว  เช่น  คนจีน  คนฝรั่ง  คนญวน  คนทั้งหลายที่ลงมาเกิดบนโลกครั้งแรกมาจากเมืองสวรรค์  มาสร้างคุณงามความดี   แต่เมื่อเกิดมาแล้วยังไม่มีข้าวกินจึงต้องกินกินผลไม้เป็นอาหาร   จึงทำให้ไม่มีความรู้ความฉลาดมากอยู่ไปนานๆก็มีขนกลับกลายเป็นลิงเป็นค้าง   พระฤาษีที่บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเห็นแล้วรู้สึกสงสารจึงได้ไปเชิญพระแม่โพสพมาช่วยเลี้ยง  พระแม่โพสพนี้หมายถึงข้าว  แต่ก่อนนั้นเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีชีวิตจิตใจเป็นตัวตน  มีขนมีปีก  มีหัวโตเท่าลูกมะพร้าว  พระฤาษีได้เชิญแม่โพสพมาเลี้ยงคนแต่เมื่อคนได้กินแล้วมีตัวตนใหญ่โต  มีพลัง และก็ทำตัวเป็นอันธพาลรังแกข่มเหงกันเอง  แม่โพสพเห็นแล้วไม่พอใจไม่อยากเลี้ยงคนอีกจึงหนีไปอยู่บ้านแม่ม่าย  แม่โพสพพากันบินมาอยู่บ้านแม่ม่ายจนไม่มีที่จะอยู่จนทำให้แม่ม่ายลำคาญ  และโมโหมากด่าและตบตีแม่โพสพจนแม่โพสพ ทนไม่ไหวพากันหนีไปอยู่ป่าหิมมะพาน  เมื่อไม่มีแม่โพสพพวกคนก็อดอยากไม่มีอะไรกิน   ด้วยความอดอยากนี้จึงทำให้คนฆ่ากันกินแล้วกลับกลายเป็นยักษ์เป็นมาร   นานเข้าทำให้คนเริ่มลดน้อยลงขยายพันธุ์ไม่ได้เพราะมีมารที่มีฤทธิ์ ไม่มีใครสามารถฆ่ามารตนนี้ได้   เมื่อพรมผู้ที่สร้างโลกรู้ว่ามนุษย์ที่ตัวเองได้สร้างขึ้นมากลับกลายเป็นยักษ์เป็นมาร   ถ้าจะทำลายให้ตายให้หมดก็สงสารเพราะได้สร้างขึ้นมาแล้ว    พระพรมเศร้าโศกเสียใจมากจนน้ำตาไหลผสมกับเหงื่อไหลลงพื้นดิน  ทันใดนั้นก็กลับกลายเป็นองค์พระนารายณ์  แบ่งภาคเป็นกฤษณะ    พระพรมเลี้ยงเด็กน้อยไว้คนหนึ่งจึงให้  กฤษณะเป็นผู้เลี้ยงดู    อยู่มาวันหนึ่งกษฤณะไม่อยู่บ้านออกไปทำธุระข้างนอกปล่อยให้เด็กน้อยอยู่คนเดียว  บังเอิญวันนั้นพระยามารที่กินคนได้ออกมาหากินบริเวณบ้านของกฤษณะ  เห็นเด็กน้อยอยู่คนเดียวพระยามารจึงได้จับเอาเด็กน้อยไปขังไว้แล้วก็ออกไปหาจับคนที่อื่นก่อนถึงจะกลับมากินเด็กน้อย   เมื่อกฤษณะกลับมาไม่เห็นเด็กน้อยก็รู้ทันทีว่าพระยามารมาลักพาตัวเด็กน้อยไป  จึงรีบตามไปช่วยเด็กน้อยแล้วเอากลับมาที่พักได้อย่างปลอดภัย       ทางฝ่ายพระยามารเมื่อกลับที่พักตัวเองไม่เห็นเด็กน้อยที่ตนจับมาขังไว้ก็รู้ทันทีว่า กฤษณะมาช่วยเอากลับไปแล้วและก็รู้ว่ากฤษณะที่มาช่วยก็คือองค์พระนารายณ์  เมื่อพระยามารรู้ว่าเป็นองค์พระนารายณ์ก็เกิดความกลัวอย่างยิ่ง  กะวนกะวายไม่รู้ว่าจะหลบหนีไปทางไหนเพราะองค์พระนารายณ์มีฤทธิ์เดชสามารถปราบได้ทั้งสามโลก   มันจึงออกปากว่า “ตายคักๆกูตายคักๆ”พร้อมกับหนีลงไปใต้มหาสมุทรมีความลึกหนึ่งหมื่นสี่พันโยช   เมื่อพระนารายณ์รู้ว่าพระยามารหนีลงไปอยู่ใต้มหาสมุทรก็ตามลงไป  พระยามารรู้ว่าพระนารายณ์ตามลงมาก็มีความกลัวมากพร้อมกับพูดว่า “ตายคักๆกูตายคักๆ” ไปตลอด พระยามารหลบหนีไปทุกซอกทุกมุมในใต้มหาสมุทรจนไปพบกับเปลือกหอยสังข์อยู่ใต้มหาสมุทรก็หลบเข้าไปข้างในเปลือกหอยสังข์   พระนารายณ์รู้ว่าพระยามารเข้าไปหลบซ่อนในเปลือกหอยสังข์ก็ตามลงไป ปราบพระยามารจนสิ้นฤทธิ์อย่างราบคาบในเปลือกหอย  เมื่อปราบพระยามารได้แล้วก็เอาเปลือกหอยสังข์ที่พระยามารเข้าไปหลบซ่อนตัวขึ้นมาเป่าเพื่อประกาศให้คนและเทวดาทราบทั่วกันว่าพระยามารได้สิ้นฤทธิ์แล้ว  โดยมีหอยสังข์เป็นจุดที่พระนารายณ์ปราบมาร  สังข์จึงถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียงของสังข์จึงเป็นเสียงแห่งชัยชนะ  เมื่อพระยามารสิ้นฤทธิ์ผู้คนก็ได้ขยายสืบพันธุ์กันต่อมาแต่ก็ไม่มีข้าวกินเพราะแม่โพสพหนีไปอยู่ป่า  หิมพานต์  จึงหากินผลหมากรากไม้ กินเผือกกินมันทำให้ไม่มีความรู้ความฉลาด  พระฤาษีจึงได้ไปอ้อนวอนขอให้พระแม่โพสพกลับมาเลี้ยงคนอีก  แล้วบอกพระแม่โพสพว่าพระยามารได้สิ้นฤทธิ์เดชไปแล้วเพราะถูกพระนารายณ์ปราบในหอยสังข์ใต้มหาสมุทร  ต่อไปนี้จะมีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นเพราะไม่มีพระยามารอีกแล้ว  แม่โพสพยังติดใจอยู่กับเรื่องเดิมและได้บอกกับฤาษีว่า  ถึงแม้ว่ามารจะสิ้นฤทธิ์ไปแล้วแต่ผู้คนก็ยังมีการด่ากัน  ทำร้ายกัน  ฆ่ากัน  อยู่เหมือนเดิมไม่กลับเลี้ยงหรอก  เมื่อฤาษีเห็นท่าทีว่าแม่โพสพจะไม่กลับไปเลี้ยงดูคนอีก  จึงเสกคาถาสะกดให้ขนปีกและหางของแม่โพสพหลุดออกบินไปไหนไม่ได้  จนทำให้แม่โพสพขาดใจตายทั้งหมด  ร่างของพระแม่โพสพที่หล่นลงพื้นเกิดเป็นต้นข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันนี้    ดวงใจของพระแม่โพสพเกิดเป็นลำต้น  ส่วนขนของพระแม่โพสพเกิดเป็นรวงข้าว  เมื่อคนได้กินเข้าไปจึงทำให้คนมีความรู้ความฉลาดมากขึ้น  เป็นที่ยินดีของคนและหมู่เทวดา  เมื่อคนมีความยินดีก็เกิดอยากฟ้อนรำเพื่อฉลองชัยชนะของหอยสังข์  หมู่เทวดาทั้งหลายจึงไปขอฟ้อนรำใส่เสียงสังข์ของพระนารายณ์   แต่พระนารายณ์บอกว่าจะมาฟ้อนใส่เสียงสังข์โดยตรงนั้นไม่ได้เพราะว่าสังข์มีรูออกแต่ไม่มีรูอัด  หมายถึงเมื่ออัดปากลำโพงแล้วจะไม่มีเสียง  แต่พระนารายณ์จะให้ลิ้นสังข์ไปติดกับเขาสัตว์  เมื่อดูดลมเข้า  เปิด-ปิดรูปลายเขาแล้วจะมีเสียสูงต่ำตามจังหวะการเป่า   แล้วค่อยมีการฟ้อนรำสรรเสริญยกย่องฉลองชัยชะนะให้แก่สังข์  แล้วก็ให้ทำกลองทำฆ้องขึ้นมา  กลองให้ทำจากต้นมะเขือ  ฆ้องให้ทำจากต้นหมากแข้ง   เรียกว่า  “กลองหมากเขือ  ฆ้องหมากแข้ง”  สำหรับตีประสานเสียงกับการเป่าสังข์    ส่วนลิ้นที่พระนารายณ์ให้นำมาติดกับเขาสัตว์นั้นเรียกว่า  สังข์ไน  (สะไน)  เพราะว่าใช้ลิ้นของสังข์   ต่อไปถ้าผู้คนจะสร้างบ้านเรือนก็ต้องมีของสามอย่างนี้ประจำบ้านไว้  เปรียบเสมือนก้อนเส้าสามก้อนไว้ตั้งหม้อข้าวหม้อแกงเวลาทำอาหาร   ถ้าใครเกิดความเดือดร้อนก็ให้ตีกลองลั่นฆ้อง   ดีอกดีใจอยากฟ้อนลำก็ให้เป่าสังข์ไนง์ (สะไน)    เมื่อใดที่มีการเป่าสังข์ไนง์ จะมีเสียงดังได้ยินทั้งสามโลก    (โลกสวรรค์  โลกมนุษย์  และโลกบาดาล)  เมื่อเทวดา พระยานาคได้ยินเสียงก็ให้มาดูแลความสงบให้มนุษย์  อย่าให้มีมารมาเบียดเบียนหมู่คน  ให้มีแต่ความสงบสุข  ให้มีแต่ความดีงาม  และให้คนปฏิบัติตัวให้อยู่ในศีลในธรรม   สังข์ไนนั้นให้คนและเทวดาเทิดทูลบูชาได้เป็นของศักดิ์สิทธิ์  อย่าได้ลบหลู่โดยเฉพาะสังข์ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดให้ใช้งานพิธีที่สำคัญๆเท่านั้น เช่น บุญพระเวสสันดร  งานแต่งงาน  ตั้งศาลพระภูมิ   สำหรับซั้งไนเป็นภาษาเยอ  แต่คนลาว  เขมร  ส่วยเรียก  สะไน  ก็คืออันเดียวกัน  และนี่ก็คือนิทานปรำปราเกี่ยวกับการกำเนิดสังข์และสะไนตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเยอเล่าให้ลูกหลานชาวเยอฟัง (ข้อมูลจากโครงการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 180 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  16 มิ.ย. 2552 เวลา 18:08:28  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ลูกแม่ศรี    คห.ที่136)  
  ศิษย์พี่รอง

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 20 พ.ย. 2551
รวมโพสต์ : 134
ให้สาธุการ : 0
รับสาธุการ : 114,680
รวม: 114,680 สาธุการ

 
ข้อมูลละเอียดดีครับ  ผมกะได้ฟังจากพ่อใหญ่ย์กิตติคือกันครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 3 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  16 มิ.ย. 2552 เวลา 18:21:51  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  เด็กน้อย ขาท่ง    คห.ที่137) พาชมของเก่า ในเมืองศรีฯ  
  ไร้เทียมทาน

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 30 ก.ค. 2551
รวมโพสต์ : 529
ให้สาธุการ : 1,620
รับสาธุการ : 975,520
รวม: 977,140 สาธุการ

 


พาชมของเก่า ในเมืองศรีฯ



     การก่อตั้งชุมชนในสมัยโบราณนั้น เชื่อกันว่ามีขนาดใหญ่เล็กกระจัดกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขง  ลุ่มแม่น้ำชี และลุ่มแม่น้ำมูล มีการก่อตั้งและฟักตัวมาหลายพันปี ผ่านการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ โดยการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ต้องอพยพเพื่อค้นหาพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศที่ดี น้ำท่า ดินดี  แหล่งอาหารตามธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จนสามารถสร้างและพัฒนาเป็นชุมชนขนาดใหญ่มากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนภายใต้การปกครอง การขยายอาณาเขต ของอาณาจักรฟูนัน อาณาจักรเจนละ อาณาจักรกัมโพช การผ่านเปลี่ยนในแต่ละยุคสมัย ชนพื้นเมืองต้องต่อสู้ผ่านความยากลำบาก และล้มตายไปเพื่อสนองความเชื่อด้วยการสร้างเทวสถานอันยิ่งใหญ่ของผู้มีอำนาจ แม้ว่าท้ายที่สุดอาณาจักรใหญ่เหล่านั้นก็แพ้ภัยตัวเอง เสื่อมอำนาจล่มสลายไป  แต่ชนพื้นเมืองก็ยังคงดำรงอยู่สืบต่อๆมา

     วัตถุโบราณที่ขุดค้นพบในศรีสะเกษยังไม่ได้มีการจัดเก็บอย่างมีระบบระเบียบ ชิ้นที่สำคัญๆจะถูกเก็บไว้ที่พิมาย ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ก็กระจัดกระจายตามวัด หรืออยู่ในครอบครองส่วนบุคคล มีสถานที่ที่เก็บสะสมและจัดแสดงโบราณวัตถุที่น่าสนใจในศรีสะเกษ คือ วัดพระธาตุเรืองรอง ที่นี่มีของบริจาคที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ จำนวนมากมายจัดแสดงอยู่  ผมเก็บภาพมาให้ชมและอธิบายเท่าที่ความรู้อันน้อยนิดของผมจะบอกได้ เพราะที่นี่ไม่มีคำอธิบายอะไรเลยครับ

    

ก่อนเดินทางเข้าชมก็ต้องไปไหว้สมเด็จย่าก่อนครับ หน้าสวนสมเด็จฯที่เดิมครับ



ป่าดงลำดวนครับ ในสวนสมเด็จนั่นแหละครับ



พระนอนในวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม



สิมเก่าที่วัดกุดเมืองฮาม ช่อฟ้าอ่อนช้อยงดงามมากครับ



พระธาตุบึงบอน บรรจุกระดูกพระครูเงาะ ปูชนียบุคคลของ บ.บอน ต.บึงบอน อ.ยางชุมน้อย ท่านได้นำชาวบ้านอพยพหนีภัยสงครามมาจากเวียงจันทร์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ พาชาวบ้านหักร้างถางพงตั้งบ้านเมือง และโยกย้ายถิ่นหลายครั้ง จนลงตัวที่ณ ปัจจุบัน





เทวรูปหินทรายแบบขอม ขุดพบที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่ อยู่ที่มณฑปวัดสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย นอกจาก 2 ชิ้นนี้แล้วยังมีโบราณวัตถุจัดแสดงอีกหลายชิ้นครับ



ไหและคนโฑ ที่บริจาคให้แก่วัดพระธาตุเรืองรอง หลากหลายรูปทรงตามลักษณะการใช้งานที่ต่างกันไป ส่วนมากใช้ใส่ของเหลว บางใบก็ใช้ถนอมอาหาร หรือแม้กระทั่งใช้บรรจุอัฐิ



กระปุกเคลือบสีน้ำตาล ใช้แบ่งบรรจุสิ่งของใช้ประจำวัน



เห็นสายสิญจน์มัดปากขนาดนี้ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าใช้ทำอะไรนะครับ



ตะเกียงเก่าๆครับ แบบซื้อสำเร็จมาเลย แล้วก็อันขวาสุดเป็นงานประดิษฐ์ของชาวบ้านครับ



อันนี้เรียก กระบอง ครับ ก็คือคบหรือไต้ ที่ใช้จุดไฟถือเดินไปในเวลากลางคืน พอมาถึงบ้านก็จะวางบนฐานมีที่รองขี้เถ้าขี้ไต้ครับ



หลวงพ่อโตวัดบ้านจอม อ.ยางชุมน้อย (บ้านเกิด นกน้อย อุไรพร ครับ)  เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่งของศรีสะเกษครับ ลักษณะสำคัญที่แปลกคือ องค์พระหันหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ



นี่แหละครับปราสาทเยอ เหลือเพียงกองดินและเศษหิน ที่ผมเคยบอกว่าอยากให้ขุดแต่งลงไป คาดว่าน่าจะพบอะไรดีๆอีกเยอะครับ ที่สำคัญปราสาทองค์นี้ตั้งอยู่ในบริเวณวัดปราสาทเยอ ซึ่งมีพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพบูชามากที่สุดของเมืองศรีสะเกษคือ หลวงพ่อมุมครับ ในหลวงเสด็จมายกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดด้วยครับ



ปิดท้ายด้วยภาพการสรงน้ำพระในวันสรงกรานต์ของชาวบ้านครับ ตั้งบนโต๊ะง่ายๆ ใช้ขันธรรมดาๆ แต่ศรัทธาผมว่าคงไม่น้อยไปกว่าพุทธศาสนิกชนอื่นๆครับ

แล้วจะนำเรื่องดีๆมาฝากอีกครับ..

พอดีมีรูปเหลืออยู่อีกนิดหน่อย คิดว่าน่าจะเข้ากัน เลยขอเอามาเพิ่มไว้เลยครับ



เทวาลัยปราสาทสระกำแพงน้อยครับ ถ่ายเมื่อหกปีที่แล้ว ตอนนี้หินบางก้อนหล่นมาแล้วครับ



ชาวบ้านตะดอบ ยึดอาชีพตีเหล็กมาหลายชั่วอายุคนแล้วครับ



บ้านตะดอบ เป็นหมู่บ้านของชาวส่วย ชาวส่วยเป็นนักเผชิญโชคหาของป่า บางกลุ่มก็เป็นช่างฝีมือในด้านต่างๆกันไป กลุ่มบ้านตะดอบเป็นช่างฝีมือในการตีเหล็กขึ้นรูปเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ความเป็นมาดั้งเดิมคือ บรรพบุรูษเดิมอยู่แถบลุ่มน้ำโขงแล้วอพยพมาตั้งรกรากที่บริเวณ อ.เมืองปัจจุบัน และรอยต่อระหว่างอ.ไพรบึงกับอ.ขุขันธ์ปัจจุบัน ต่อมาในภาวะสงครามพวกขอมเขมรสั่งให้ช่างตีเหล็กเป็นอาวุธ แต่เกิดโรคระบาดขึ้นทำให้ไม่สามารถทำของได้ตามกำหนด จึงถูกโทษกบฏ ทำให้ชาวบ้านพากันอพยพหนีตายไปตามหาญาติอีกกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อเดินทางมาถึงบ้านเจียงอี ช้างที่ขนสัมภาระเจ็บป่วยจึงหยุดพักตั้งบ้านเรือนในบริเวณที่ตั้งวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม ในตัวเมืองปัจจุบัน ต่อมาได้ออกสำรวจพื้นที่ พบแหล่งแร่เหล็กอุดมสมบูรณ์ที่ห้วยโสก ต.โพนข่าปัจจุบัน จึงพากันตั้งทับสร้างทำนบเพื่อล้างแร่เหล็ก ต่อมาก็ชวนญาติพี่น้องที่อยู่ที่บ้านเจียงอีย้ายมาตั้งบ้านอยู่รอบหนองน้ำใกล้ๆแหล่งแร่นั้น ซึ่งก็คือหนองเม็งกลางบ้านตะดอบปัจจุบันนั่นเอง



ชาวบ้านโพนทราย อ.กันทรารมย์ กำลังปั้นหม้อด้วยมือ ตามรูปแบบดั้งเดิม



บ้านโพนทรายเป็นหมู่บ้านเล็กๆริมแม่น้ำมูลในเขต อ.กันทรารมย์ อาชีพหลักคือการทำนา เมื่อหมดหน้านาก็จะพากันปั้นหม้อปั้นโอ่ง ซึ่งได้ดินเหนียวมาจากตะกอนดินน้ำมูลที่หลากท่วมเป็นประจำทุกปี ในศรีสะเกษมีหมู่บ้านปั้นหม้ออีกแห่งคือ บ้านโก อ.ราษีไศล ซึ่งขนาดหมู่บ้านจะใหญ่กว่า มีเตาเผาถาวร แหล่งดินกว้างใหญ่ริมแม่น้ำ แต่ที่บ้านโพนทราย ชาวบ้านจะมีดินเหนียวก็ต้องรอหลังน้ำลดโดยจะต้องขุดเอาจากหน้านามาเก็บไว้ที่บ้านตัวเอง แรงงานที่ขุดจะเป็นผู้ชาย คนปั้นคือผู้หญิง แล้วเวลาเผาก็จะช่วยกัน วิธีเผาจะเป็นแบบดั้งเดิมคือ เรียงหม้อดินไว้กลางแจ้งแล้วสุมฟางกับขอนไม้ จุดไฟเผา แต่งไฟให้ลุกไหม้ทั่วถึงกันประมาณ40นาที -1 ชั่วโมง เป็นอันจบกรรมวิธี รอให้ไฟรามอดลงก็เขี่ยขี้เถ้าออก ผึ่งลมไว้ให้เย็นแล้วเก็บขายได้

ขอได้รับความขอบคุณอีกครั้งครับ ..จบข่าว อิอิ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 208 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  02 ก.ค. 2552 เวลา 17:19:22  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  เทพสุรา    คห.ที่138)  
  ยอดฝีมือ

ภูมิลำเนา : ชัยภูมิ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 14 มิ.ย. 2552
รวมโพสต์ : 353
ให้สาธุการ : 2,590
รับสาธุการ : 187,490
รวม: 190,080 สาธุการ

 
สวยดี  อีสานนี้น่าอยู่จริง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  02 ก.ค. 2552 เวลา 21:04:48  
    MySite  offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  หนหวย    คห.ที่139) เทศกาล เงาะ ทุเรียนฯ วันสุดท้าย  
  ศิษย์พี่

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 28 พ.ค. 2552
รวมโพสต์ : 77
ให้สาธุการ : 25
รับสาธุการ : 140,570
รวม: 140,595 สาธุการ

 


เทศกาลเงาะ ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ วันนี้เป็นวันสุดท้ายใครได้ไปดูกด็เก็บบรรยากาศมาฝากด้วยครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 210 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  09 ก.ค. 2552 เวลา 14:46:44  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  เทพสุรา    คห.ที่140)  
  ยอดฝีมือ

ภูมิลำเนา : ชัยภูมิ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 14 มิ.ย. 2552
รวมโพสต์ : 353
ให้สาธุการ : 2,590
รับสาธุการ : 187,490
รวม: 190,080 สาธุการ

 
ผู้หญิงในรูปคนศรีสะเกษบ่ครับ  คือสวยเเท้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  10 ก.ค. 2552 เวลา 19:00:49  
    MySite  offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  เด็กน้อย ขาท่ง    คห.ที่141) ข่อยคือลาว  
  ไร้เทียมทาน

ภูมิลำเนา : ศรีสะเกษ
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 30 ก.ค. 2551
รวมโพสต์ : 529
ให้สาธุการ : 1,620
รับสาธุการ : 975,520
รวม: 977,140 สาธุการ

 


ลาวเด้อทาน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 170 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  22 ก.ค. 2552 เวลา 17:17:15  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปลาร้านอกไห   ตอบเต็มรูปแบบ || Quick Reply  
  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36

   

Creative Commons License
ศรีสะเกษ --- ปลาร้านอกไห (ปลาร้านอกไห --- อีสานจุฬาฯ)