ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2556:: อ่านผญา 
ไผผู้มัวเมาคร้าน การงานตั้งต่อ บ่มีวันสิพบพ้อ เงินล้านค่าแพง แปลว่า ใครมัวแต่ขี้เกียจทำการทำงาน ไม่มีวันจะได้พบเงินล้าน หมายถึง ขี้เกียจทำงาน ไม่มีวันจะร่ำรวยได้


  ล็อกอินเข้าระบบ  
ชื่อ ::
รหัสผ่าน::
*จำสถานะ
 
  นิทานพื้นบ้านอีสาน  
       นิทานพื้นบ้าน ในที่นี้ หมายถึงนิทานขนาดยาว อันเป็นเรื่องราวทางจินตนาการ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง เพื่อเป็นคติคำสอน เป็นต้น เช่น ผาแดงนางไอ่ ขูลูนางอั้ว นางผมหอม ฯลฯ

     นิทานพื้นบ้านนี้ ความจริง มีเนื้อหาค่อนข้างยาว หรือบางเรื่องก็ยาวมาก ขนาดหมอลำ ลำทั้งคืนยันสว่าง ยังไม่จบ นั่นแหละ หากเล่าให้ละเอียดได้ ก็เป็นการดีทีเดียว แต่หากละเอียดไม่ได้ ก็คงเป็นเพียงเรื่องย่อ เพื่อให้รู้ว่า นิทานเื่รื่องนั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องอะไร

    เชิญทุกๆท่าน ร่วมเล่านิทานพื้นบ้าน ได้แล้วครับ...



หมายเหตุ
1. ข้อความที่โพสต์ทั้งหมด เกิดจากการส่งโดยผู้อยู่ทางบ้าน ทางผู้ดูแลฯ มีหน้าที่คัดกรอง แต่ไม่100%
2. ทางผู้ดูแลฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ ลบข้อมูล ตามพิจารณาเห็นสมควร

  หน้า: 1 2 3 ตอบกระทู้  
  โพสต์โดย   นิทานเรื่อง : ท้าวเสียวสวาด  
  มังกรเดียวดาย  
 
 
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
     วรรณคดีของลาว ที่เป็นที่นิยมมานานกว่าสามร้อยปี เป็นนิทานสุภาษิตที่คนลาวให้ความสำคัญหลาย กะคือ วรรณคดีเรื่อง “ท้าวเสียวสวาด” หรือ “ศรีเสลียว เสียวสวาด” หรือแยกย่อยออกมาเป็น “ปัญหาเสียวสวาด” “ผญาเสียวสวาด”

     ท้าวเสียวสวาด ฟังชื่อผิวเผิน อาจสิเข้าใจว่า เป็นนิทานตลกโปกฮาไปทางลามก สองแง่สามง่าม แต่จริงๆ แล้ว บ่ได้เกี่ยวกับเรื่องลามกทำนองนั้นเลย ท้าวเสียวสวาด เป็นคนมีปัญญาฉลาดหลักแหลม แล้วกะใช้ปัญญาอันฉลาดนั้นช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นที่ปรึกษาของพระราชา จนเป็นที่ยอมรับของคนทั้งหลาย.... ถ้าสิเอิ้นให้เข้าใจง่ายๆ กะคือท้าวเฉลียวฉลาด นั่นล่ะ ...

     จากวรรณคดีเรื่อง ท้าวเสียวสวาด สิมีผญาสุภาษิตคำสอน ต่างๆ มากมาย ชาวบ้านชาวเมือง ทั้งลาวและไทยอีสาน ได้นำมาเป็นคำสอนและหลักปฏิบัติสืบมาดนเท่าดน (แต่ปัจจุบัน คนที่ฮู้ผญาเสียวสวาด มีหน่อยเท่าหน่อย... บางเทื่อผญาที่เอามาเว้ากัน กะมาจากผญาเสียวสวาด แต่กะบ่ฮู้ว่ามาจากผญาเสียวสวาด กะมี)

ตัวอย่างผญาเสียวสวาด เช่น

"นกอีเอี้ยงกินหมากโพธิ์ไทร แซวแซว เสียง บ่มีโตฮ้อง แซวแซวฮ้อง โตเดียวเหมิดหมู่.."


"..คำปากพ่อแม่นี้ หนักเกิ่งธรณี
ใผผู้ยำแยงนบ หากสิเฮืองเมื่อหน้า
ในให้เสมอน้ำ คุงคาสมุทรใหญ่
ให้เจ้าคึดถี่ถ้วน ดีแล้วจึงค่อยจา
อย่าได้เฮ็ดใจเพี้ยง เขาฮอขมขื่ม
ความคึดเจ้าอย่าตื้น เสมอหม้อปากแบน
สิบตำลึงอยู่ฟากน้ำ อย่าได้อ่าวคนิงหา
สองสะลึงแล่นมามือ ให้เจ้ากำเอาไว้
มีเงินล้นเต็มถง อย่าฟ้าวอ่งหลายเน้อ
ลางเทื่อ ทุกข์มอดไฮ้ เมื่อหน้าส่องบ่เห็น
เงินหากหมดเสียแล้ว ขวัญยังดอมไถ่
อันว่าผ้าขาดแล้ว แซงนั้นหากยัง
ฮักผัวให้ มีใจผายเผื่อ
ฮักผัวให้ฮักพี่น้อง แนวน้าแม่ผัว
ฟักเฮือไว้ หลายลำแฮท่า
หม่าข้าวไว้ หลายบ้านทั่วเมือง.."



     นิทานเรื่องท้าวเสียวสวาดเป็นเรื่องยาว มีรายละเอียดหลาย... นอกจากนั้นยังประกอบด้วยนิทานแยกย่อยออกไปอีกเป็นสี่สิบห้าสิบเรื่อง ซึ่งนิทานแยกย่อยนั้น กะคือนิทานที่เสียวสวาดนำมาเล่าประกอบคำอธิบาย นั่นเอง

     อยู่หม่องนี้ ขอนำมาเล่าแบบเป็นเรื่องย่อ บางตอน พอได้ฮู้เรื่องราวเนาะ... (อีหลีแล้ว กะฮู้เรื่องแค่นิดหน่อยนั่นล่ะหวา บ่เคยได้อ่าน เรื่องเต็ม ๆ จักเทื่อ)
ปล. ขออภัย ที่เล่าเป็นสำเนียงอีสาน

---------------------------------------



     สมัยแต่ดนแล้ว.. ในเมืองพาราณสี มีกุฎุมพีสองสามีภรรยาครอบครัวหนึ่ง มีลูกชายอยู่สองคน ผู้พี่ ชื่อว่า ศรีเสลียว ผู้น้องชื่อว่า เสียวสวาด...

     พอท้าวเสียวสวาด ใหญ่ขึ้นกำลังเป็นบ่าวสำน้อย อายุประมาณสิบห้าหยกๆสิบหกหย่อนๆ พ่อแม่เห็นว่าเจ้าของกะแก่เฒ่าแล้ว อาจสิอยู่นำลูกได้อีกบ่ดน กะเลยเอิ้นลูกชายทั้งสองมาบอกสอน (สอนเป็นผญา) แล้วกะอยากทดสอบว่า ลูกชายเจ้าของสองคน ผู้ได๋ฉลาดกว่ากัน สิได้อยู่นำกันบ่ ..

พ่อกะถามปัญหาว่า
“มีเฮือนอยู่สองหลัง หลังหนึ่งสร้างเป็นเฮือนเสร็จเรียบร้อยเข้าอยู่ในเลย อีกหลังหนึ่ง ยังบ่ทันสร้าง แต่ว่ามีไม้มีอุปกรณ์ทั้งหลายครบเหมิดแล้ว เจ้าสองคน สิเลือกเอาเฮือนหลังได๋”

ท้าวศรีเสลียวกะตอบว่า
“ข้อยเลือกหลักแรก ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยพร้อมอยู่”

ส่วนท้าวเสียวสวาดกะตอบว่า
“ข้อยเลือกเฮือนหลังที่ยังบ่ทันสร้าง”

     พอฟังคำตอบที่บ่คือกัน ผู้พ่อกะฮู้ทันทีว่า ลูกชายทั้งสอง สิบ่ได้อยู่นำกัน... ผู้พี่ สิอยู่กับที่ ตั้งหลักปักฐานอยู่บ้านหม่องนี้ เพราะชอบบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว.. ส่วนผู้น้อง สิร่อนเร่พเนจรไปตั้งหลักปักฐานอยู่หม่องอื่น เพราะชอบบ้านหลังที่ยังบ่ทันสร้าง สิเอาไปปลูกหม่องได๋กะได้ เพราะมีไม้มีอุปกรณ์ครบเหมิดแล้ว...

     ต่อมาอีกบ่ดน พ่อแม่กะตายจาก ทิ้งมรดกไว้ให้สองพี่น้องดูแลครอบครอง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 164 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  22 เม.ย. 2550 เวลา 22:44:58  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่1)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
          บัดนี้           จักกล่าวเถิงกะดุมพีผู้       ผญาดีเลิศแลบ    
                           อยู่ขอกข้าง                 เมืองไท้เทพะลาน    
                           อายุได้                      ฮ้อยขวบซาววัสสา    
          ก็จิง            ทันสองศรี                   ลูกมาเทียมพร้อม    
                          ศรีเสลียวสร้อย              นงฮามเป็นพี่    
                          เสียวสวาดแก้ว              เป็นน้องสืบสาย    
          พ่อก็          ซัวซราแล้ว                   จำจวนมัจจุราช    
                          เขือค่อยเลี้ยง                กันท้อนซู่คน    
                          ของแบ่งให้                  โสภาพเสมอกัน    
          ก็จิง           พาทีสอน                     สั่งสอนนงน้อย    

          ให้เขือ         พันเฮือไว้แฮเหลือ           หลายท่า    
                           หม่าข้าวไว้หลายบ้าน      ทั่วเมือง    
          อันหนึ่ง        ให้หาแข้วไว้สัตว์สิ่ง         เป็นงา                  นั้นเนอ  
          เอามา         เขื่อนแข็งอยู่เฮือน          ระวังล้อม    
          ฝูงนี้           ฮักษาเข้าของเฮือน         ดีขนาด    
          ยามเมื่อ       โจรลอบเข้าเขาฮู้          ก่อนเฮา    
          อันหนึ่ง       ให้แอบไว้อย่าหง่วม        เหงานอน               นั้นเนอ  
          คันว่า         ยินเสียงโกนเขาบ่ปะ        มีง้อ    
          อันหนึ่ง       ให้หาการย้าวอันใด         เป็นเวียก    
          เฮ็ดให้        แล้วอย่าคร้าน               เมื่อยวาง    
          ผิว่า           สัพเพฮู้ทุกอัน                หลายหลาก             ก็ดีดาย  
          ให้ค่อย       คึดหยั่งไว้ผลาเผี้ยน         แผ่ผาย
  

ที่มา : จากหนังสือเรื่องเสียวสวาด พระอริยานุวัตร เขมจารีเถระ ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์

 
 
สาธุการบทความนี้ : 141 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  23 เม.ย. 2550 เวลา 10:06:49  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่2)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
อีกสำนวนหนึ่ง

ดูรา              เจ้าลูกฮักแก่พ่อเอย          ตั้งแต่นี้เมื่อหน้า
                   ให้ฟังด้วยหู                   ให้ดูด้วยตา
                  ลักขณาในใจ                  ฮู้แล้วอย่าเนืองๆ
                  คำระหัสอย่าฮู้                 ให้เถิงสอง              พ่อเนอ

อันหนึ่ง     หญิงผู้ใด     ฮ้างสามผัว    หม้ายสามผัว  อย่าเอาเป็นเมีย     พ่อเนอ
อันหนึ่ง     นักบวช       สิกสามที      อย่าทำมิตร   สหายนำมัน           พ่อเนอ
อันหนึ่ง     เขือจง        ฟันเฮือไว้      หลายลำ     แฮท่า                  นั้นเนอ
อันหนึ่ง     เขือจง        หม่าข้าวไว้    หลายบ้าน   ทั่วเมือง               นั้นเนอ
อันหนึ่ง     เขือจง       แสวงหายังแข้วมาในเฮือน   เขื่อนเข็งยังบ้าน     พ่อท่อน

ดูรา              เจ้าลูกฮักทั้งสอง    
อันว่า            คลองถ่อยฮ้าย       นั่นก็มี        สามประการ
อันหนึ่ง         เพิ่นบ่เอิ้น              อย่าขาน  
                  เพิ่นบ่วาน             อย่าซ่อย     แท้ดาย
                  ให้พิจารณาดู         ตรงที่    
                  ที่เพิงซ่อย            จึงซ่อย
อันหนึ่ง         พ่อแม่ครูบาอาจารย์ สั่งสอน       ให้ฮู้
                  อย่าตอบถ้อย        เถียงความ   บ่ดี   แท้แล
อันหนึ่ง         อย่าข่มเพิ่น           ยอตัว         นั้นเนอ
                  เป็นคนมาใน         สงสารนี้
                  ลางเทื่อมี            ลางเทื่อไห้
                  ลางเทื่อได้           มาแล้ว
                 ซ้ำเล่าพลอยเสีย     ก็มีแท้   ดีหลีแล

 
 
สาธุการบทความนี้ : 145 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  24 เม.ย. 2550 เวลา 12:52:04  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่3)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
ที่มา : จากหนังสือเรื่องเสียวสวาด พระอริยานุวัตร เขมจารีเถระ ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์
เมื่อนั้น         ยังมีนายสะเภาใหญ่ค้า         มาจอดเซาพัก
เสียวสวาด     เห็นนาวา                        คึดประสงค์ไปค้า

ก็จิง            แยงไปห้อง                     เถิงสะเภาแคมท่า
                 ปากกล่าวต้าน                   อรอ้อนอ่อนหวาน
  
บาก็            ปิปายต้าน                      นายสะเภาเสียงม่วน
เป็นที่          ซมซื่นดั้ง                        ดอมท้าวอ่อนหู

แต่นั้น          นายสะเภาต้าน                 แซวแซวฮับพากย์
                 จักว่าหลิ้น                       ลือแท้ดีหลี
  
ตูข้อย          อยู่ประเทศด้าว                 หนแห่งจำปา       พุ้นดาย
                 ตางเมือนำ                      เพื่อนยุงทั้งฮิ้น
  
เขียวว่า        ไกลพงษ์เซื้อ                   แนวนามนานฮอด   บ่ฮู้
คึดให้           ตกเที่ยงแท้                   วันหน้าก็จิ่งมา       พ่อท้อน
  
เมื่อนั้น          เสียวสวาดท้าว                เฮ็วฮีบเมื่อเฮือน
บาก็             เดาดาของ                    แต่งประสงค์ทางค้า

แล้วจิ่ง         เนืองคำต้าน                    ทั้งหลายแล้วสั่ง
ข้อยจัก         ไปลอบเข้า                    สะเภาค้าต่างเมือง   ก่อนแล้ว
  
ค่อยอยู่          ดีเยอศรีเสลียวส้อย          นงแพงตนพี่          เฮียมเอย
เจ้าค่อย         เนาว์สืบสร้าง                 เฮือนย้าวสำฮาญ    แด่ท้อน

ข้อยจัก          ไปเที่ยวหลิ้น                 หลายประเทศนานา ก่อนแล้ว
พอให้            หายไฟยา                    โศกเหงาหนีพล้อย
  
ให้ค่อย           คึดฮ่ำฮู้                       คำพ่อฮาสอน         นั้นเนอ
หากจัก          เทียระฆาคง                  อยู่ยืนยาวหมั้น

เมื่อนั้น           ศรีเสลียวต้าน                จาคำฮับพากย์
พี่ก็                คึดต่อเจ้า                    เป็นน้องผู่เดียว

เจ้าจัก            เดินไปค้าทางสะเภา       ต่างประเทศ
เจ้าจัก            ละพี่ไว้                       เดียวซ้ำตื่นพลอย     แลเนอ
                    อย่านานได้                 เหิงกรายเป็นขวบ    นั้นเนอ
                    ซื้อได้แล้ว                   ของค้าให้ต่าวคืน     พี่ท้อน




     มื้อหนึ่ง มีพ่อค้ามาจากเมืองจำปา เอาเรือสำเภาสินค้ามาจอดเทียบท่าหน้าบ้านของสองพี่น้อง เสียวสวาด กะพูดคุยทำความฮู้จักกับนายสำเภา แล้วกะขอเดินทางไปค้าขายนำ นายสำเภากะอนุญาต เสียวสวาด กะเลยไปลาศรีเสลียวผู้พี่ชาย แล้วกะออกเดินทางไปกับนายสำเภา

     พอเรือสำเภาแล่นไปในทะเล ระหว่างทาง เสียวสวาดเห็นอีหยังกะตาม มักสิถามนายสำเภาอยู่เรื่อยๆ อย่างเช่น พอเรือแล่นผ่านแก่งหิน กะถามว่า
“แก่งนี้ มีหินบ่”

พอแล่นผ่านดงไม้ตามชายฝั่ง กะถามว่า
“ดงนี้ มีต้นไม้บ่”

พอแล่นผ่านหมู่บ้าน กะถามว่า
“บ้านนี้ มีคนอยู่บ่”

พอไปฮอดเมืองเมืองหนึ่ง กะถามว่า
“เมืองนี้ มีเจ้าเมืองบ่”

“ผู้เฒ่าบ้านเมืองนี้ มีสามขาหรือบ่”

พอแล่นผ่านวัด กะถามว่า
“วัดนี้ มีพระบ่”

          อันว่า     หาดอันเฮากรายมานั้น     ก็ยังมีหีน       แดบ่
          อันว่า     ดงอันเฮากรายมานั้น       ก็ยังมีไม้        บ่เด
          อันว่า     บ้านอันกรายจิ่มใกล้        ก็ยังมีคน       บ่นอ
          อันว่า     เมืองนครหลวง             ก็ยังมีเจ้า       บ่จา
          อันว่า     ผู้เฒ่าเมืองอันนี้            ยังมีสามขา     บ่จา
          อันว่า     วัดวาอารามก็ยังมี         พระเจ้าแดบ่     พ่อเฮย  
  

     คำถามต่างๆ ซุมนี้ ฟังแล้ว กะคล้ายๆ คำถามปัญญาอ่อน เพราะว่า ปกติแล้ว แก่งหิน กะต้องมีหิน ดงไม้ กะต้องมีต้นไม้ มีหมู่บ้าน กะต้องมีคนอยู่ มีเมือง กะต้องมีเจ้าเมือง มีวัด กะต้องมีพระ

     นายสำเภา ได้ฟังคำถามปัญญาอ่อนซุมนี้ซ้ำๆ ซากๆ กะเข้าใจว่า ท้าวเสียวสวาดบ่เต็มบาท กะบอกว่าเฮามาค้าขาย บ่ควรเว้าหรือถามถึงสิ่งที่ไร้สาระ บ่เป็นประโยชน์ ควรสิถามถึงวิธีหากำไรจากการค้าขาย เฮ็ดจั่งได๋สิบ่ขาดทุน จั่งสิแมน แล้วกะห้ามบ่ให้ถามคำถามปัญญาอ่อนแบบนั้นอีก

 
 
สาธุการบทความนี้ : 155 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  02 พ.ค. 2550 เวลา 09:14:00  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่4)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
     พอเรือสำเภาแล่นมาจนฮอดเมืองจำปาแล้ว นายสำเภา กะเว้าถึงเรื่องไปค้าเทื่อนี้ให้ลูกเมียฟังว่า ไปค้าเทื่อนี้ นับว่าโชคดี ได้เด็กหนุ่มเมืองพาราณสีมานำคนนึง เป็นคนขยันขันแข็ง เอาการเอางานดีขนาด เสียอย่างเดียว เว้าแต่เรื่องไร้สาระ ถามคำถามปัญญาอ่อน คือคนบ่เต็มบาท นี่ล่ะ

     จากนั้น กะเว้าถึงคำถามที่เสียวสวาดถาม ให้ลูกเมียฟัง

     ลูกสาวนายสำเภา ชื่อว่านางสีไว เป็นคนมีปัญญาฉลาด พอได้ฟังคำถามปัญญาอ่อนของท้าวเสียวสวาดจากพ่อ กะบอกพ่อว่า

“คำถามที่ท้าวเสียวสวาดถามนั้น บ่แม่นคำถามปัญญาอ่อนดอก คำถามเหล่านั้น เป็นปัญหา ถ้าบ่ฮินตรอง กะบ่เห็น บ่เข้าใจ”

“เป็นปัญหาแนวได๋ ลูกลองอธิบายให้พ่อฟังดู้”

ลูกสาวกะเลยอธิบายให้ผู้พ่อฟังว่า

“ที่เลาถามว่า ‘แก่งนี้ มีหินบ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า ในแก่งนั้น มีเพชรนิลจินดาบ่... ที่เลาถามว่า ‘ดงนี้ มีต้นไม้บ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า ในดงนั้น มีต้นไม้จันทน์ที่มีราคาแพงบ่... ที่เลาถามว่า ‘บ้านนี้มีคนอยู่บ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า บ้านนั้น มีคนที่มีวิชาความรู้ในศิลปศาตร์ต่างๆ และศีลธรรมหรือบ่... “ที่เลาถามว่า ‘เมืองนี้ มีเจ้าเมืองบ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า เมืองนั้น มีเจ้าเมืองที่ตั้งมั่นในทศพิธราชธรรมหรือบ่...  ที่เลาถามว่า ‘ผู้เฒ่า มีสามขาหรือบ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า ผู้เฒ่า ยึดมั่นในพระรัตนตรัยหรือบ่... “ที่เลาถามว่า ‘วัดนี้ มีพระบ่’ นั้น เลาหมายถึงว่า วัดนั้น มีพระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ รอบรู้พระธรรมวินัยหรือบ่... เลาเว้าเป็นปัญหาลักษณะนี้ล่ะพ่อ บ่ได้ถามคำถามปัญญาอ่อนดอก”

     ผู้เป็นพ่อได้ฟังคำอธิบายจากลูกสาวแล้ว กะยอมรับ แล้วกะฮู้ว่าท้าวเสียวสวาด เป็นคนมีปัญญาเฉลียวฉลาด... ต่อมา กะยกลูกสาวเจ้าของให้เป็นภรรยาท้าวเสียวสวาด

เมื่อนั้น  นายสำเภาผู้เป็นพ่อนางนั้น ก็ต้านจารจากับดอมท้าวเสียวสวาดว่า  “ดูราเจ้าลูกฮักพ่อ บัดนี้ จักเอาเขือเจ้าทั้งสอง ให้เป็นเฮือนเลี้ยงดูกันแล  แต่เมื่อเผือพ่อแม่ยังมีชีวิตนี้แล   เจ้าจงฟังคำพ่อเทอะ   อันว่านรทิพยสมบัติข้าวของทั้งมวล  ก็ให้แก่เจ้าซู่ประการก็พ่อแล   พ่อก็จักเอาเจ้าไว้ให้แต่งต่างตาต่างพ่อแล้ว   อันว่านางสีไวนี้ ก็หากเป็นลูกคิงแห่งเขือพ่อแม่แท้แล..”



  .......... เขาก็บายเอายังมือท้าวแลนางทั้งสอง   พร้อมกันเข้าสู่ขวัญ ก็มีแล   แต่นั้น  พ่อก็ซ้ำกล่าวพระพรให้ว่า   บัดนี้ พ่อก็จักให้เขือเจ้าทั้งสองมีอายุยืนยาวฮ้อยขวบเข้า   อยู่สุขสันต์ในใจอย่าขาด  โพยพยาธิ์ฮ้ายจงสว่างหายเสีย   เท่าวัน เทอญ อันหนึ่ง จงให้เจ้าได้เถิงยังกิติยศลือซา จงให้มีใจกรุณาฮัก มาตาและพี่น้อง ทั้งชาวบ้านเมือง ให้ชื่นบานดอมก็พ่อเทอญ ประการหนึ่ง อันว่าเงินกำแก้วแหวนและผ้าแผ่น จงให้ทานทอด สืบไป ก็พ่อเทอญ อันว่าตัวคิงเจ้า ก็จงให้ได้เป็นเศรษฐีหลวง จงให้เขือเจ้าสืบบุญป้อง นั่งปอง ก็พ่อเทอญ  ...........

 
 
สาธุการบทความนี้ : 138 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  19 พ.ค. 2550 เวลา 09:09:01  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่5)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
     ท้าวเสียวสวาดอยู่กับนายสำเภาได้ประมาณสามปี กะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นภายในเมืองจำปา
     กะคือว่า เจ้าเมืองจำปา ปกครองบ้านเมืองบ่ดี บ่มีคุณธรรม บ้านเมืองช่วงนั้นกะวุ่นวาย ชาวเมืองเกิดย่าน เกิดความหวาดระแวง

     เทวดาประจำเมือง กะแตกแยกสามัคคี แยกออกเป็นฝักฝ่ายหลายฝ่าย เทวดาฝ่ายบ่ดี กะพยายามดลใจ สนับสนุนส่งเสริมให้เจ้าเมืองเฮ็ดผิดหลายขึ้นหลายขึ้น

     เจ้าเมืองเอง กะเป็นโรคหวาดระแวงว่าสิมีคนมาทำร้าย สิมีคนมาลอบปลงพระชนม์ กะเลยมีรับสั่งให้เกณฑ์คนมาอยู่ยาม มานอนเฝ้าในวังทุกคืน คืนละ ๕๐๐ คน

     พอตกดึก เทวดาดลบันดาลให้คนที่มาอยู่ยามหลับเหมิดทุกคน พระราชา ด้วยความหวาดระแวง กะย่างออกมา พอเห็นว่าเวรยามทุกคนหลับเหมิด กะโมโห เอาดาบฟันคอคนทั้งหลายจนตายเหมิดทุกคน พอตอนเช้า กะให้คนมาขนศพใส่เกวียนไปฝัง....

     เป็นอยู่จั่งซี้ ๓ คืน จนเป็นที่ร่ำลือออกไปทั่วว่า คนที่ไปอยู่ยามในวังถืกฆ่าตายกันทุกคน คนทั้งหลายกะย่าน ย่านถูกเกณฑ์ไปอยู่ยาม

     คืนที่สี่ ถึงวาระของนายสำเภาสิต้องเข้าวังไปนอนเป็นยาม... นายสำเภาฮู้ดีว่า จั่งได๋ เจ้าของกะต้องตายในคืนนี้ แบบเดียวกับคนอื่นๆ กะเลยเอิ้นลูกเมียรวมเทิงท้าวเสียวสวาดมาสั่งเสีย

     พอท้าวเสียวสวาดฮู้ว่า พ่อตาสิไปอยู่เวร กะขออาสาไปแทน เพราะเชื่อว่าเจ้าของ น่าสิสามารถใช้ปัญญาหาทางเอาโตรอดได้

ซิ้นบ่ขาด             อย่าได้ให้         คุงเขียง
การเมืองมี           ข้าขอไปค้ำ
น้ำเพียงคอ           ลูกขอหยั่ง
น้ำเพียงฝั่ง           ลูกขอลอย
หอยไลไม้           ไขปืดฝา
ขอไปต่าง           บิดาตน            ก็ข้าแล

 
 
สาธุการบทความนี้ : 142 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  20 มี.ค. 2551 เวลา 13:35:45  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่6)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
     นายสำเภา ถึงสิบ่มั่นใจว่าท้าวเสียวสวาดสิเอาโตรอดได้ แต่เห็นว่าท้าวเสียวสวาด รับปากแข็งขันจั่งซั้น กะยอมให้ท้าวเสียวสวาดไปแทน

     ท้าวเสียวสวาด ไปนั่งอยู่ตรงทางขึ้นลง แล้วกะท่องบ่นทบทวนคาถาต่างๆที่พ่อสอนให้ ตลอด บ่ยอมหลับนอน...

     พอฮอดตอนประมาณกลางดึก คนที่มาอยู่เวรยามถืกเทวดาบันดาลให้หลับเหมิด เหลือแต่ท้าวเสียวสวาดผู้เดียว ที่ยังตื่นอยู่ เพราะสติจดจ่ออยู่กับการบริกรรมคาถา เทวดาเลยบันดาลให้หลับบ่ได้

     พระราชา กะถือดาบย่างออกมา เพื่อสิตรวจเบิ่งว่า คืนนี้ มีคนหลับยามบ่...

     ท้าวเสียวสวาดได้ยินเสียงเปิดประตู กะหมาดคอ ส่งเสียงอะแฮ่ม (คือจั่งผู้เฒ่าเฮ็ด ตอนสวดบายศรีนั่นล่ะ) แล้วกะ ท่องคาถาป้องกันโตดังๆ ว่า

“ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงการะณา ฆะเฏสิ อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ”
(พยายาม พยายาม  พยายามไปเฮ็ดหยัง เฮาฮู้ล่ะ เฮาฮู้เหตุล่ะ)

     พระราชาได้ยินเสียง คิดว่า มีคนฮู้ความคิดเจ้าของ กะตกใจ กะย่องถอยกลับเข้าไป... รอท่าจักหน่อย กะย่องออกมาอีก เปิดประตูดังแอ๊ด...

     ท้าวเสียวสวาดได้ยินเสียง กะหมาดคอ แล้วกะเว้าดังๆ ว่า
“อัศจรรย์ใจโอ้ โอนอสังเวช สังมาเป็นดังนี้ เป็นน่าอยากหัว แท้น้อ”

     พระราชาได้ยิน กะตกใจ ย่องถอยกลับเข้าไปอีก... เข้าไปนอนในห้อง.. จนฮอดข่อนสิแจ้ง กะย่องย่างออกมาอีก ท้าวเสียวสวาดได้ยินเสียง กะส่งเสียงเว้าอีก
“เพิงจาแล บ่เพิงจา ลักขณาในใจ ฮู้แล้วอย่าเถิงสอง”

     พระราชาได้ยิน กะงง ประหลาดใจ เห็นว่าคืนนี้ คนบ่หลับยาม กะเลยกลับเข้าห้องไปนอน

     พระราชากะเลยบ่กล้าฆ่าคนทั้งหลายที่มาอยู่เวรยามในคืนนี้... เป็นอันว่า คนทั้ง ๔๙๙ คน รวมทั้งท้าวเสียวสวาดรอดชีวิตมาได้ ย่อนท้าวเสียวสวาด แท้ๆ...

 
 
สาธุการบทความนี้ : 133 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  25 มี.ค. 2551 เวลา 08:51:15  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่7)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
     พอฮอดยามเช้า พระราชากะให้คนไปสืบว่า มื้อคืนแมนผู้ได๋บ่หลับบ่นอน ผู้ได๋เป็นคนส่งเสียงเว้า... ท้าวเสียวสวาดกะรับว่าเจ้าของเป็นผู้เว้า พระราชากะเลยให้เข้าเฝ้า

     พระราชาถามว่า “ ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ  กิงการะณา ฆะเฏสิ (พยายาม พยายาม พยายามไปเฮ็ดหยัง)  หมายความว่าจังได๋”

     ท้าวเสียวสวาด กะตอบโดยยกนิทานเรื่องชายหาปลากับคนฟังเทศน์มาประกอบว่า

     มีชายสองคน คนนึงมักเข้าวัดฟังเทศน์เป็นประจำ อีกคนนึงบ่มักเข้าวัดฟังเทศน์ มักแต่ไปล่าสัตว์หาอาหารอยู่ซุมื้อซุเว็น

     มื้อนึง วันพระ ชายคนมักเข้าวัด กะเข้าวัดไปนั่งฟังเทศน์ แต่ว่าหั่งเข้าวัดแต่โต ใจบ่ได้ไปนำ จิตใจหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน คิดถึงแต่เรื่องหาอยู่หากิน คิดแต่เรื่องหาดักสัตว์ ตึกแห จับปลา จนบ่เป็นอันฟังเทศน์เอาโลด

     ส่วนชายอีกคนนึง ไปตึกแห แต่ว่าตึกแหตั้งดน กะบ่ได้ปลาจักโต กะเลยเซา กะเข้าวัดไปนั่งฟังธรรม อย่างสงบ จิตใจจดจ่อต่อคำเทศน์

     นี่ล่ะ ถ้าจิตใจบ่พร้อม พยายามไป กะบ่เกิดประโยชน์ เปรียบเหมือนชายคนมักเข้าวัด พยายามนั่งอยู่ต่อหน้าพระเทศน์ แต่บ่ได้ฟังเทศน์ จิตใจคิดแต่เรื่องบาป ตลอดมื้อนั้น สิได้บุญหรือบ่?

     ส่วนอีกคนนึง เคิงมื้อ หาปลา อีกเคิงมื้อ มานั่งฟังเทศน์อย่างใจจดใจจ่อ ชายคนนี้ต่างหาก ที่ได้บุญหลายกว่า

     คำว่า พยายามไปเฮ็ดหยัง กะมีความหมาย จั่งซี้ล่ะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 151 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  27 มี.ค. 2551 เวลา 11:05:09  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  บักต๊อก    คห.ที่8)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 22 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 2,153
ให้สาธุการ : 2,845
รับสาธุการ : 672,720
รวม: 675,565 สาธุการ

 
ดีหลายครับอ้าย  เอามาลงให่อ่านอีกเด้อครับ

บ่ทันจบเด้นี้  เอามาลงเด้อ อย่าสิลืมเด้อครับ

สิถ่าอ่าน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 24 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  30 มี.ค. 2551 เวลา 11:23:16  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  มังกรเดียวดาย    คห.ที่9)  
  มหาเซียน

ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกชมรมฯ
เข้าร่วม : 03 มี.ค. 2550
รวมโพสต์ : 3,628
ให้สาธุการ : 8,065
รับสาธุการ : 1,594,540
รวม: 1,602,605 สาธุการ

 
กะบ่ทันจบล่ะเนาะ.. เอ๋า กะมาฟังต่อโลด บาดหนิ
----------------------------

     พระราชากะถามอีกว่า “อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ  (เฮาฮู้ล่ะ เฮาฮู้เหตุล่ะ) หมายความว่าจั่งได๋”

     ท้าวเสียวสวาด กะอธิบายโดยยกนิทานเรื่องกุททาลบัณฑิตมาประกอบว่า

     มีชายหนุ่มคนนึง ชื่อว่ากุททาละ บ่มีทรัพย์สมบัติหยังติดโต ทรัพย์ติดโตมีแค่หมากจกอันเดียวกับเมล็ดพันธุ์พืช กุททาละ กะใช้หมากจก ถางหญ้าขุดดิน ปลูกข้าวโพด หมากอึ หมากแตง เป็นต้น หาเลี้ยงชีพ

     อยู่มามื้อนึง กุททาละ คิดว่า ใหญ่มาปานนี้แล้วกะยังบ่มีทรัพย์สมบัติอีหยัง มีแต่หากินไปมื้อๆท่อนั้น กะเกิดเบื่อหน่ายชีวิต คิดอยากบวชเป็นฤๅษี

     พอเหมิดหนาว เข้าหน้าฮ้อน กุททาละ กะเลยเอาหมากจกกับเมล็ดพันธุ์พืชทั้งหลาย ไปเซี่ยงเมี้ยนไว้อย่างดี แล้วกะบวชเป็นฤๅษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่า

     ต่อมา เข้าหน้าฝน ฝนกะตกฮวยฮำให้ดินชุ่ม กุททาละกะคิดว่าฝนตกดีจั่งซี้ เป็นตาปลูกถั่ว ปลูกข้าวโพดงามดีคัก กะเลยถอดชุดฤๅษีสึกออกมา เอาหมากจกกับเมล็ดพันธุ์พืชไป ถางไฮ่ปลูกถั่ว ปลูกข้าวโพด เลี้ยงชีวิตจนเหมิดหน้าหนาว กะคิดคือเก่าอีก แล้วกะไปบวชอีก แล้วกะคิดคือเก่าอีก กะสึกอีก..

     กุททาละ สึกแล้วกะบวช บวชแล้วกะสึก อยู่จั่งซี้ ถึง 6 เทื่อ

     เทื่อที่เจ็ดก่อนสิบวช กะมาคิดฮินตรองว่า “ที่เฮาบวชอยู่ได้บ่ดน กะย่อนหมากจกกับไนบักถั่ว ไนข้าวโพดซุมนี้ล่ะ อืม เฮาฮู้ล่ะ เฮาฮู้เหตุล่ะ.. คันซั้น งวดนี้ เฮาต้องเอาของซุมนี้ไปทิ้งซะ”

     คิดแล้ว กะถือหมากจกกับห่อเมล็ดพันธุ์พืช ย่างไปริมแม่น้ำ สิดึกโยนลงน้ำ ก่อนสิโยน กะคิดอีกว่า คันเฮาเห็นหม่องที่หมากจกตกลงน้ำ กะอาจสิกลับมา งมหาเอาอีก..

     คิดแล้ว กะเลยหลับตา หมุนโตสามรอบเหวี่ยงหมากจกกับเมล็ดพันธุ์พืชลงแม่น้ำ อย่างสุดแฮง ได้ยินแต่เสียงดัง ‘จุ๋ม’  แต่บ่ฮู้ว่าตกหม่องได๋ แล้วกะฮ้องดังๆว่า
“ชนะแล้ว ชนะแล้ว”


     ท้าวเสียวสวาด กะสรุปขมวดท้ายว่า กุททาละบัณฑิต ย่อนบ่ฮู้เหตุ กะบวช-สึกตั้งวะหกเทื่อ พอฮู้เหตุ กะบวชสำเร็จ อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง บำเพ็ญเพียรจนได้ฌานสมาบัติ.. นี่ล่ะ คนเฮา บางเทื่อ ติดขัดแค่เหตุเพียงเล็กๆน้อยๆ แต่ว่า หากฮู้ต้นเหตุชัดแจ้งแล้ว กะสามารถเฮ็ดได้สำเร็จ... อันคำว่า อหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ กะมีความหมายจั่งซี้ล่ะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 134 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  31 มี.ค. 2551 เวลา 08:41:41  
  www    offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปราร้านอกไห   ตอบเต็มรูปแบบ || Quick Reply  
  หน้า: 1 2 3

   

Creative Commons License
ท้าวเสียวสวาด --- นิทาน (ปลาร้านอกไห --- อีสานจุฬาฯ)