ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2556:: อ่านผญา 
หนักหนาโฮมแฮงพร้อมหลายคนหากเบาแบ่ง หนักคึดวางบ่ได้จมปิ้งหน่วงเลย แปลว่า ของหนัก หากหลายคนช่วยกันยก ย่อมเป็นของเบาได้ แต่หากยกคนเดียว ย่อมหนักอึ้งยกไม่ไหว หมายถึง พึงรู้รักสามัคคี พร้อมเพรียงกันทำ


  ล็อกอินเข้าระบบ  
ชื่อ ::
รหัสผ่าน::
*จำสถานะ
 
  นิทานพื้นบ้านอีสาน  
       นิทานพื้นบ้าน ในที่นี้ หมายถึงนิทานขนาดยาว อันเป็นเรื่องราวทางจินตนาการ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง เพื่อเป็นคติคำสอน เป็นต้น เช่น ผาแดงนางไอ่ ขูลูนางอั้ว นางผมหอม ฯลฯ

     นิทานพื้นบ้านนี้ ความจริง มีเนื้อหาค่อนข้างยาว หรือบางเรื่องก็ยาวมาก ขนาดหมอลำ ลำทั้งคืนยันสว่าง ยังไม่จบ นั่นแหละ หากเล่าให้ละเอียดได้ ก็เป็นการดีทีเดียว แต่หากละเอียดไม่ได้ ก็คงเป็นเพียงเรื่องย่อ เพื่อให้รู้ว่า นิทานเื่รื่องนั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องอะไร

    เชิญทุกๆท่าน ร่วมเล่านิทานพื้นบ้าน ได้แล้วครับ...



หมายเหตุ
1. ข้อความที่โพสต์ทั้งหมด เกิดจากการส่งโดยผู้อยู่ทางบ้าน ทางผู้ดูแลฯ มีหน้าที่คัดกรอง แต่ไม่100%
2. ทางผู้ดูแลฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ ลบข้อมูล ตามพิจารณาเห็นสมควร

  หน้า: 1 2 3 4 ตอบกระทู้  
  โพสต์โดย   นิทานเรื่อง : ผาแดง - นางไอ่ ( ฉบับ บ่าวปิ่นลม )  
  ปิ่นลม    คห.ที่10)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,134
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 792,870
รวม: 793,045 สาธุการ

 
อนึ่ง หนองหาน ทางจ.อุดร  ทางบ้านผมเอิ้น

หนองละหาน
มีความกว้างประมาณ  3 กิโลเมตร ยาวประมาณ 10 กิโลเมตร มีน้ำตลอดปี
ตรงกลางมีเกาะเรียกว่าดอนแก้ว ตัวหนองอยู่ทางด้านตะวันออกของ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดร
ทางบ้านผมว่า กินปลาไหลด่อน ( พระยานาคที่บำเพ็ญธรรม )หัวเมืองเลยหล่ม
กลายเป็น หนองละหาน
อนึ่ง
ที่เขียนว่า หนองหาร  เพราะคำสมัยโบราณ ภาษาธรรมอีสาน จารึกในใบลาน
สะกดด้วย ร.  ปัจจุบัน เพี้ยนมาเป็น  น.  ตามภาษากลาง จนหลงลืมภาษาถิ่น    
อันหนึ่ง
ที่เขียนว่า มุขปาถะ  ไม่เขียนว่า มุขปาฐะ   เพราะ มุขปาฐะ อันนี้ หมายถึงเรื่องเล่าจากปาก
โดยยึดตำนานถือเอกสารตำรา หรือมีบันทึก แล้วเล่าต่อกันมา
มุขปาถะ ของขะน้อย หมายถึง เรื่องเล่านิทาน ของคนในถิ่น เว้ากันไปทั่ว บ่มีตำรา
นั่งข้างกองไฟ  นั่งอยู่นอกซานยามเดือนหงาย  เล่าสู่กันฟังโลด ตามสะดวก สำมะปิ
นัยๆ ก็คือการถ่ายทอดอัตตลักษณ์ ของวัฒนธรรมแขนงหนึ่ง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 88 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  01 ก.ค. 2553 เวลา 17:17:15  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่11)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,134
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 792,870
รวม: 793,045 สาธุการ

 


-ขอบคุณเจ้าของภาพ
ภาพหนองหาน ในอีกมุมมอง

เรื่องน่าขัน  คือบางตำราบอกว่า ตำนานหนองหาร คือ ตำนาน ฟานด่อน
มีบอกชัดเจน มีบันทึกพร้อมสรรพ  แต่ชาวสกลนครกลับ ไม่เคยได้ยิน
หรือเล่าถ่ายถอด อัตตลักษณ์ของเรื่องนี้สู่กันฟังเลย  มีแต่ผู้ศึกษาตามตำรา
เท่านั้นที่รู้  น่าแปลก เรื่องดังกะด้อ  กลับมีคนรู้น้อย ตำนาน หนองหาร จ.ตัวเอง
กลับมีคนฮู้แค่หยิบมือ ขะน้อยก็เพิ่งรู้ตอนไป บวชเรียนอยู่วัดพระธาตุเชิงชุม
ไปอ่านตำนานอุรังคธาตุ  กับบันทึกเจ้าเมืองสมัยก่อน อ่านแล้วรู้สึกว่า
ตัวเอง ตายแล้วเกิดใหม่  คำบอกเล่าผู้เฒ่าผู้แก่  เป็นเรื่องเท็จหมด พะนะ
ตอนนี้เพิ่งเข้าใจ ว่ามันเป็น มุขปาฐะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 80 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  01 ก.ค. 2553 เวลา 17:41:18  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่12)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,134
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 792,870
รวม: 793,045 สาธุการ

 


ภาพจาก เว็ปไซต์ จ.สกลนคร
วัดพระธาตุเชิงชุม  ห่างรั้ววัด แค่ 300 เมตร ก็หนองหารแล้ว

จากการศึกษาหาอ่านตำรา หลายหม่อง หลายทาง  ฟังคนเว้าหลายพื้นที่สะสม
เลยตัดสินใน ทดสอบ สมุติฐานของ ทัศนคติตัวเอง  ไปถามแม่ออกค้ำ
ที่อยู่ติดกับวัดพระธาตุ  อายุเลา 80 กว่าปีแล้ว เป็นคนชาว ย้อ.สกล
หนือ ย้อ กะเลิง ตั้งรกรากมานานแล้ว  ถามว่า หนองหานคือ ตำนาน ฟานดอน บ่
หรือตำนานผาแดง
" ฟานด่อนทางได๋ จั๋ว แม่ออก คือบ่เคยได้ยิน  ผาแดงได้ยินอยู่ "
เฮือนติดวัดกะด้อ  อยู่มาแต่ด่น ตั้งแต่ปู่ย่า  ยังตอบแบบนี้  ตำราผมตายอีกรอบ
ตกลงมันเกิดอีหยังขึ้น

 
 
สาธุการบทความนี้ : 83 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  01 ก.ค. 2553 เวลา 18:01:49  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่13)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,134
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 792,870
รวม: 793,045 สาธุการ

 

ตัดสินใจ นำความขัดข้อง นำทูล  พระราชวิมลมุนี ( เจ้าคุณศรี ) เจ้าคณะจังหวัดในขณะนั้น  ถามตอนถวายงานบีบแข้งขาเพิ่น ว่า ตำนาน ผาแดงนางไอ่  
เป็นตำนานของ หนองหาร จ.สกลนคร บ่ ขะรับ
" บ่แม่นของไผทั้งนั้น  ทั้งหมดล้วนไร้สาระ เป็นทุกข์ เป็นอัตตา อย่าไปถือ เด้อ "

เจ้าคุณศรี เพิ่นตอบกลับมา   ผู้เขียน ละอายใจนัก ปัญหาแค่นี้ก็ ขบบ่ออก
จากนั้นมา ก็ตอบเขาไปเสมอว่า  
ผาแดงนางไอ่  เป็นของคนอีสานทุกคน

ประการฉะนี้แล

 
 
สาธุการบทความนี้ : 95 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  01 ก.ค. 2553 เวลา 18:20:54  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  อีเกียแดง {แห่งรัตติกาล}    คห.ที่14)  
  อนุเซียนผู้อมตะ

ภูมิลำเนา : บุรีรัมย์ @ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 07 เม.ย. 2552
รวมโพสต์ : 5,230
ให้สาธุการ : 3,850
รับสาธุการ : 2,248,100
รวม: 2,251,950 สาธุการ

 
  ขอบคุณบ่าวปิ่นครับ ได้ฮู้แนวที่บ่เคยได้ฮู้อีกแล้วครับ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 84 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  01 ก.ค. 2553 เวลา 19:28:55  
    MySite  offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่15) บทวิเคราะห์ และ วิจารณ์ ( ในแง่ประวัติศาสตร์ )  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,134
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 792,870
รวม: 793,045 สาธุการ

 


ไทยย้อในจังหวัดสกลนครอพยพมาจากเมืองมหาชัยทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งเป็นดินแดนลาวในปัจจุบัน เมืองมหาชัยอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงและเมืองนครพนมประมาณ 50 ก.ม. ไทยย้อจากเมืองมหาชัยอพยพข้ามโขงมาตั้งอยู่ริมหนองหารในสมัยรัชกาลที่ 3
ตั้งขึ้นเป็นเมืองสกลนครเมื่อ พ.ศ.2381

(เอกสาร ร.3 จ.ศ.1200 เลขที่ 10 หอสมุดแห่งชาติ) ในท้องที่จังหวัดมุกดาหาร

มีไทยย้ออยู่ที่ตำบลดงเย็น อำเภอเมืองมุกดาหารและยังมีไทยย้อ อยู่ในท้องที่อำเภอนิคมคำสร้อยอีกบางหมู่บ้าน ซึ่งอพยพมาจากเมืองคำเกิดคำม่วนในสมัยรัชกาลที่ 3

ก่อนหน้านั้น
ในสมัยรัชกาลที่ 2 เกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ขึ้น เจ้าอนุวงศ์ได้ยกทัพขึ้นตีเมืองนครราชสีมา เรื่อยไปจนถึงเมืองสระบุรี ขากลับได้กวาดต้อนคนจากแถบฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ข้ามฟากไปเมืองเวียงจันทน์ เพื่อที่จะสะสมกำลังผู้คนต่อไป

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เสร็จสิ้น
ทรงมอบนโยบายให้นำคน ที่เจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนมาพร้อมกับชาวเมืองในละแวกนั้น กลับมายังฝั่งขวาของแม่น้ำโขง โดยมีพระยาสุนทรราชวงศา เจ้าเมืองนครพนม และเจ้าเมืองยโสธรพร้อมด้วยเจ้าเมืองสกลนคร คือ พระยาประจันตประเทศธานีไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมือง ท้าวเพีย ตลอดจนผู้คนที่อยู่ตามเมืองต่าง ๆ ให้ข้ามมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงจากการเกลี้ยกล่อมในครั้งนี้ ปรากฎว่ามีผู้คนอพยพเข้ามาจำนวนมาก
( สาเหตุที่ สกลนคร มีหลายชนชาติปะปนกัน  เหล่าล้วนถูกกวาดต้อน )


โดยเฉพาะจากเมืองฮ่อมท้าวฮูเซ หรือบางทีเรียกเมืองฮ่อมท้าว โดยมีท้าวติวสร้อยเป็นหัวหน้าและมีกลุ่มผู้นำอีกหลาย ๆ คนเช่น ท้าวศรีสุนาครัว ท้าวจันทนาม ท้าวนามโคตร ซึ่งผู้คนที่อพยพมาในครั้งนั้นมีจำนวนมากถึงสามพันกว่าคน เข้ามาเลือกหลักแหล่งทำเลที่ตั้งบ้านเรือนเพื่อทำมาหากิน และได้ตัดสินใจเลือกเอาบริเวณริมลำน้ำยาม ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสงครามเป็นที่ตั้งบ้านเรือนและเรียกบ้านตนเองว่า ?บ้านม่วงริมยาม? หรือบางคนเรียกว่า ?บ้านท่าเมืองฮ้าง? เพราะสันนิษฐานว่าที่นี่เคยเป็นเมืองร้างมาก่อน
ต่อมาทางกรุงเทพ ฯ ได้แต่งตั้งเจ้าเมืองขึ้นปกครองโดยอยู่ภายใต้การปกครอง
ของเจ้าเมืองสกลนคร คือพระยาจันตประเทศธานี

แต่มีชาวโย้ย และชนชาติบางกลุ่มที่ไม่ยอมสมัครใจอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมืองสกลนคร แต่ไปสมัครใจขึ้นต่อพระยาสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองนครพนมแทน


( แตกแยกเพราะหยังน้อ  คือบ่ขึ้นตรงกับเจ้าเมือง ที่ทางการแต่งตั้ง ในการจัดระเบียบสังคมแบบใหม่  หรือบ่มักเจ้าเมืองผู้นี้  บ่มักเพราะอีหยัง )


ทางคณะลูกขุนศาลาในกรุงเทพ ฯ จึงกำหนดให้ท้าวศรีสุราช ซึ่งเป็นเจ้าเมืองและท้าวเพีย พร้อมด้วยชาวบ้านม่วงริมยามขึ้นมาทำราชการอยู่กับเมืองนครพนม และได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บ้านม่วงริมยาม โดยมีจำนวนประชากรที่เริ่มตั้งบ้านเมืองประมาณสองพันกว่าคนในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านม่วงริมยามขึ้นเป็นเมือง เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองอากาศอำนวย และโปรดเกล้า ฯแต่งตั้งท้าวศรีสุราชเป็น หลวงพลานุกูล เป็นเจ้าเมืองอากาศอำนวย พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องยศตามตำแหน่งเมือง จ.ศ.1216 (พ.ศ.2396)

นอกจากชาวไทยโย้ยกลุ่มใหญ่ ที่ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองอากาศอำนวยแล้วยังมีชาวไทยโย้ยบางส่วนอพยพไปตั้งบ้านเรือนขึ้นที่เมืองวานรนิวาสในปี พ.ศ.2404 และในปีพ.ศ.2406 ได้ตั้งเมืองที่บ้านโพนสว่าง หาดยาวริมห้วยปลาหาง ทำให้ประชากรที่เมืองอากาศอำนวย มีจำนวนลดลงตามลำดับ เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในปี พ.ศ. 2435 เปลี่ยนการเรียกเมืองเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบลตามลำดับ เมืองอากาศอำนวย มีฐานะเป็นอำเภออากาศอำนวย จนถึง พ.ศ.2457
ได้มีราชกิจจานุเบกษา ยุบอำเภออากาศอำนวยไปรวมกับอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมืองอากาศอำนวยจึงมีสภาพเป็นเพียงตำบลหนึ่งของอำเภอท่าอุเทนเท่านั้น ต่อมาปี พ.ศ. 2458 ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่อีกครั้ง

( ขัดแย้งกันหลายปกครองยาก บ้อ..คือจัดใหม่ ปานคณะรัฐมนตรี ปัจจุบัน พะนะ )



ทางเทศาภิบาลมณฑลอุดรธานี
ได้มาตรวจราชการที่อำเภออากาศอำนวย เห็นว่าการคมนาคมและการติดต่อไปมากับจังหวัดนครพนมไม่สะดวก เพราะอำเภออากาศอำนวยอยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครพนมมาก จึงเสนอขอเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่ โดยยุบอำเภออากาศอำนวย เป็นตำบลอากาศ และให้ขึ้นอยู่ในความปกครองของอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
( อ้อ..สมัยนั้นทางเมืองอุดรเป็นมลทลใหญ่ ปกครอง ทางสกลน้อ เจ้านายก็ต้องใหญ่ตาม
หัวเมืองน้อย ข้าราชการผู้น้อย อย่าติงคิง )


เอ้าจัดระเบียบแล้ว เฮ็ดแนวได๋ ต่อ  ฝ่ายเสธนาธิการวางแผน ปานขงเบ้ง
เมื่อมีเขตแดนแน่นอนแล้ว ก็ต้องมี ความเป็นมาของแต่ละแห่ง เป็นหลักฐาน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 93 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  02 ก.ค. 2553 เวลา 01:09:06  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่16)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,134
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 792,870
รวม: 793,045 สาธุการ

 

ตำนานพงศาวดารเมืองสกลนคร

ต้นฉบับตำนานพงศาวดารเมืองสกลนคร
ฉบับพระยาประจันตประเทศธานี ( โง่นคำ )

ความเป็นมาของเอกสารตำนานพงศาวดารสกลนคร

เมื่อปี พ.ศ.2400 พระสุนทรธนศักดิ์ ปลัดมณฑลอุดร ซึ่งมาทำหน้าที่ข้าหลวงเมืองสกลนคร ในสมัยนั้น ได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รอบรู้เรื่องเมืองสกลนครขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อตรวจค้น ตำนาน นิทาน พงศาวดารเมืองสกลนคร ในการเขียนส่งไปให้ กระทรวงมหาดไทยที่กรุงเทพฯ รวบรวมเป็นหนังสือ
( เพิ่นนั่งควบ 2  ตำแหน่ง  ตำแหน่งหลักอยู่ทางอุดร  ทางอุดรกะสิเฮ็ดทำนองเดียวกัน
กะส่งไปรายงานทีเดียวพร้อมกันเลย คณะทำงานคนละชุด สมัยแต่กี้กะบ่มีบันทึก
ย้อนว่าล่าสมัยคัก เลยถ่ายทอดปากต่อปากเอา  เลยบันทึกซะเป็นนโยบายทางการ แนวทางการพัฒนา น้อ)

คณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย อำมาตย์โท พระยาประจัน ประเทศธานี ( โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร ) อดีต เจ้าเมืองสกลนครอายุ 79 ปี รองอำมาตย์เอกพระยา อนุบาลสกลเขต ( เมฆ พรหมสาขา ณ สกลนคร ) ปลัด เมืองสกลนคร อายุ 68 ปี รองอำมาตย์โทพระยาอนุบาล ศุภกิจ ( คำสายศิริขันธ์ ) กรมการผู้ รักษาเจดีย์เชิงชุม อายุ 68 ปี กรมการคณะนี้ได้ ช่วยกันเขียนพงศาวดารเมืองสกลนครขึ้นเพื่อมอบให้ข้าหลวง เมืองสกลนคร

( แม่นผู้เดียวกันกับ ที่ไทบ้านเขาขอแยกตัวออก เพราะไม่ชอบนโยบาย จนต้อง
ตั้งผู้ปกครองใหม่ ให้ ทางมณทลอุดรมาว่าการแทน บ่ฮึ )


จากคำบอกเล่าของ นายประพันธ์ จันทะ กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ได้ประชุมกันที่ศาลากลางเมือง สกลนคร กลางสนามมิ่งเมืองในปัจจุบันได้ใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ให้ช่วยกันเล่าเหตุการณ์ หรือ อ้างจากบันทึกคนอื่นที่จดมา โดยพระบริบาล ศุภกิจ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือไทยที่คล่องที่ สุด เป็นผู้จดและเรียบเรียง ส่วนพระยาประจันต ประเทศธานี ( โง่นคำ ) เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่ง เจ้าเมืองมาก่อน
จึงเป็นผู้ที่ให้ข้อมูล ได้มากที่สุด เมื่อมีการ จดบันทึกแล้วเสร็จ กรรมการทั้ง 4 คน ก็ลงชื่อในฉบับที่ให้ เจ้าเมืองเป็นหลักฐาน ในวันที่ 26 ตุลาคม 2460 เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย บ้านเลขที่ 601 ก. ถนนกำจัดภัย อ.เมือง จ.สกลนครต่อไป และกรรมการแต่ละคนก็ได้คัดลอกเป็นของ ตนไว้คนละฉบับ ฉบับของพระยาบริบาลศุภกิจ ในเวลาต่อมา คุณเดิม วิภาคยัพจนกิจ ได้นำมาปรับปรุงเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือฝั่งขวา แม่น้ำโขง และเปลี่ยนชื่อเป็นหนังสือประวัติศาสตร์อีสาน

( แม่นหยังคือเปลี่ยนน้อ  คุยกันบ่รู้เรื่องติ )


ในส่วนฉบับของพระยาประจันตประเทศธานี ( โง่น คำ พรหมสาขา ณ สกลนคร )
ได้มีการเขียนเพิ่ม เติมจากฉบับร่างส่งกรุงเทพฯ
โดยได้เขียนด้วยดิน สอดำลงในกระดาษฟุลส์แก็ป ความยาว 89 หน้า เป็นเรื่องราวของเมืองสกลนครตั้งแต่ยุคตำนาน จนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 6 จึงยุติ
เมื่อ ศูนย์วัฒธรรมจังหวัดสกลนคร ได้รับต้นฉบับมาจาก ทายาทพระยาประจันตประเทศธานี จึงอ่านและแปลข้อ ความทั้งหมดส่งโรงพิมพ์โดยสมาคมไลออนสกลนคร
เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ ในปี พ.ศ.2523

( เขียนเพิ่มเติม หรือ เขียนทั้งฉบับ  ฉบับร่างส่ง อยู่ไสน้อ บ่มีให้ลูกหลานเบิ่งแนบ้อ )

 
 
สาธุการบทความนี้ : 88 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  02 ก.ค. 2553 เวลา 01:35:28  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่17)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,134
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 792,870
รวม: 793,045 สาธุการ

 

เนื่องจากพงศาวดารฉบับนี้ เนื้อหาบางส่วนได้เพิ่ม เติมโดยพระยาประจันตประเทศธานีมีหลายตอนที่ แตกต่างจากฉบับของพระยาศุภกิจ และยัง นำเนื้อเรื่องในส่วนที่เป็นตำนานที่มีอยู่ ในอุรังคนิทานมาเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารฉบับ นี้ ฉนั้นจึงเรียกชื่อเอกสารนี้ ตำนาน พงศาวดารเมืองสกลนคร ฉบับพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ -พรหม สาขา ณ สกลนคร) โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ตอน ดังมีใจความโดยสรุปดังนี้
ตอนที่ 1 แยกวงศ์ตระกูลมาจากกรุงอิ นทปัฐนคร (เขมร)


กล่าวถึงกำเนิดเมืองหนองหารหลวง โดยขุนขอมราช บุตรเจ้าเมืองอินทปัฐนคร ได้พาครอบครัว บ่าวไพร่ มาสร้างเมืองขึ้นที่ริมหนองหารตรง ท่านางอาบ ในปัจจุบันขุนขอมมีราชบุตรชื่อ พระยาสุรอุทกกุมาร ในเวลาต่อมาเมื่อเจริญ วัยไปกครองบ้านเมืองได้ทะเลาะวิวาทกับธนมูล นาคจำทำรบ พญานาคมีความโกรธแค้นจึง แปลงร่างเป็นฟานเผือกนายพราน ได้ยิงลูกดอกอาบ ยาพิษจนธนมูลนาคถึงแก่ชีวิตก่อนตาย ธนมูลได้สาปแช่ง ให้ผู้ที่กินเนื้อตน วิบัติฉิบหาย และฝูงพญานาคได้มาทำลายบ้าน เมืองให้ล่มจม หนองหารรวมทั้ง
พระยาสุร  อุทกก็ถึงแก่ความตาย


( อ้อ นี่เอง  ตำนานหนองหาน   คุ้นๆ  บ่ ครับ หนองน้ำใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน
ทุกคนต้องรู้จักมาตั้งแต่โบราณ  ตำนานต้องระบือไกลแมะ  อย่าน้อยก็ต้องปากต่อปาก
ตามธรรมเนียมคนอีสาน ถ่ายทอดอัตตลักษณ์สู่กัน เอ๋า ป้าหน่อย บ่าวเฮิม บ่าวรุทธิ์
อ้ายหน่อ คนหล่อ ๆ อะ  คุ้นบ่)

 
 
สาธุการบทความนี้ : 88 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  02 ก.ค. 2553 เวลา 01:48:14  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ต้องแล่ง    คห.ที่18)  
  ยอดปรมาจารย์

ภูมิลำเนา : ร้อยเอ็ด + ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 17 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 785
ให้สาธุการ : 45
รับสาธุการ : 274,770
รวม: 274,815 สาธุการ

 
บ่าวปิ่นมีควมฮู้หลายอีหลี   สมกับเลาเกิดดนเน๊าะ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 0 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  02 ก.ค. 2553 เวลา 04:56:43  
      offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  อีเกียแดง {แห่งรัตติกาล}    คห.ที่19)  
  อนุเซียนผู้อมตะ

ภูมิลำเนา : บุรีรัมย์ @ขอนแก่น
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 07 เม.ย. 2552
รวมโพสต์ : 5,230
ให้สาธุการ : 3,850
รับสาธุการ : 2,248,100
รวม: 2,251,950 สาธุการ

 
คุณต้องแล่ง:
บ่าวปิ่นมีควมฮู้หลายอีหลี   สมกับเลาเกิดดนเน๊าะ
   ฮิ้วววว....
อั่นอ้ายต้องแล่งครับ อิอิ  อยากหัวร่อ ฮิ๊ววว...
        อ้ายแฮ่งต๊ะมีความฮู้หลายคักตั๊ว...
               หลายจนได้ไปสอนคนอื่นอีกแหมะ...
                     แสดงว่าคือสิ..เกิดดน...คักอยู่เนาะ.. เอิ๊กกก...  
                              อย่าหนา.. มายิงเขาคืนหนา..เขาบอกแม่เขาเด๊หล่ะ..

 
 
สาธุการบทความนี้ : 102 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  02 ก.ค. 2553 เวลา 05:47:19  
    MySite  offline ติดต่อหลังเวที ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปราร้านอกไห   ตอบเต็มรูปแบบ || Quick Reply  
  หน้า: 1 2 3 4

   

Creative Commons License
ผาแดง - นางไอ่ ( ฉบับ บ่าวปิ่นลม ) --- นิทาน (ปลาร้านอกไห --- อีสานจุฬาฯ)