ผญา คติสอนใจประจำวันที่ 20 เมษายน 2557:: อ่านผญา 
หมากส้มมอ ไปคาคอมั่ง มั่งบ่ขี้ สามมื้อกระต่ายตาย แปลว่า ลูกสมอไปติดคอละมั่ง ละมั่งไม่ขี้สามวัน กระต่ายตาย หมายถึง เหตุหนึ่งอย่าง อาจนำไปสู่ผลหลายๆ อย่าง ดังนั้น พึงระมัดระวังการกระทำของเราเอง


  ล็อกอินเข้าระบบ  
ชื่อ ::
รหัสผ่าน::
*จำสถานะ
 
  วิถีชีวิตชาวอีสาน  
       ดินแดนอีสาน มีวัฒนธรรม ประเพณี เฉพาะตน มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ที่เรียบง่าย ท่ามกลางความแร้นแค้น ชาวอีสาน มีความเป็นอยู่เช่นไร ใช้ชีวิตอยู่เช่นไร สร้างศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีเช่นไรขึ้นมา

     แต่ละจังหวัด แต่ละสถานที่ อาจมีวิถีชิวิต ความเป็นอยู่ ที่แตกต่าง ตามลักษณะพื้นที่ หรือธรรมชาิติที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมด ล้วนคือวิถีชิวิตแห่งชาวอีสาน

     เชิญทุกๆท่าน ร่วมเขียนบทความ เรื่องสั้น เล่าวิถีชิวิต ความเป็นอยู่แห่งชาวอีสาน ได้แล้วครับ...



หมายเหตุ
1. ข้อความที่โพสต์ทั้งหมด เกิดจากการส่งโดยผู้อยู่ทางบ้าน ทางผู้ดูแลฯ มีหน้าที่คัดกรอง แต่ไม่100%
2. ทางผู้ดูแลฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ ลบข้อมูล ตามพิจารณาเห็นสมควร

  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ตอบกระทู้  
  โพสต์โดย   นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ )  
  ปิ่นลม    คห.ที่381) ตอน ส่างลุมพุก  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 

ฟ้ากุ้มทางตะเว็นตก เป็นสีแดงเหลืองอ่อน แดด “ผีตากผ้าอ้อม” กำลังเรี่ยยอดทิวไม้ใบหญ้า
สายลมรวยริน  พัดลำพันความเหนื่อยยากของชาวไฮ่ชาวนา ดังปลอบประโลมหัวใจให้แช่มชื่นยามเย็น
พวก “มดเดียด” ( มดตะนอย)  กำลังปั้นตม ก่อโอบปากหลุม เป็น “ขวย” ตามคันนา
แมงจิดนาย ปีกดำ กำลังหาซ้นตามใต้ขอนไม้ล้ม นำหัวดอน   นกไก่นา เดินเป็นหมู่
ลัดเลาะตามป่า “ผือ” (ต้นกก) หาที่หลบเตรียมตัวหลับนิททรา
ไก้ผู้คอกโก่งคอขันอยู่ยอดหลักฮั้ว  ส่งเสียงเรียกพลพรรค ให้บ่ายหน้าคืนคอน  เสียงเขียดจะนา
ฮ้องโจ่นจ้อ เรียกร้องให้ตาเว็นลับปลายไม้ กกหมากขาม กกถ่อน พับใบหุบ บอกให้รู้ว่าอาทิตย์ใกล้อัสดงแล้ว

หลังจากไถนาเสร็จ เซียงน้อยเอาผ้าขาวม้าฟาดบ่า เดินดุ่ม ๆไปทางไฮ่นาหนอง เพื่ออาบน้ำ
บริเวณนาท่งนาโคกตาดไฮนี้   มี”น้ำส่าง” อยู่ 2ที่ คือ “น้ำส่างนาอ้ายแบะ” และ “ส่างลุมพุก”  นาตาวาด
ทั้งสองบ่อ เป็นบ่อน้ำธรรมชาติ  ซึ่งหน้าฝนมีน้ำขัง ใสเย็น มองเห็นก้นส่าง เนื่องจาก เพิ่นบ่ได้ขุดลงลึก
ความลึกของ”ส่าง” ประมาณ แค่เอว  แต่ก็กักน้ำตอนฤดูฝนได้  ความกว้างประมาณ 3 วา
ลักษณะพิเศษ อีกอย่างหนึ่งของ”ส่าง” ประเภทนี้คือ เป็น “ ตาน้ำ “  คือ มีน้ำซึมจากใต้ดินอยู่ตลอดเวลา
น้ำใน”ส่าง” มีสีฟ้าอ่อนๆ  ใสปานกระจก  ชาวนาแถบนี้จึงอาศัย ส่างน้อย ทั้งสองแห่ง  ทั้งกินและอาบ
ส่วนน้ำบาดาล ที่เจาะไม่นิยมเอาไปกิน เนื่องจาก มีรสเค็มของเกลือปะปนหลาย  เพียงแค่เอาไว้ใช้
หรือให้สัตว์เลี้ยงดื่มกินเท่านั้น

เซียงน้อย เดินฮัมเพลงผิวปาก  ไปตามคันนา แหงนเบิ่งฟ้าตะเว็นพวมแลง  เดินเลาะไปตาม
คันนายาว ผ่านไฮ่นาที่ปักดำแล้ว ต้นกล้ากำลังฟื้น บางที่ก็ตั้งตรงแล้ว แต่น้ำในไฮ่นายังขุ่นสีโคลนอยู่
เพราะน้ำยังไม่ตกตะกอน ใช้อาบไม่ได้   จุดมุ่งหมายของเซียงน้อยคือ “ส่างลุมพุก” กลางท่งนา ตาวาดเขียน
สาวจันเพ็ญ กับจันแรมผู้น้อง กำลังอาบนน้ำอยู่ “ส่างลุมพุก”  ทั้งสองนุ่งซิ่นกระโจมอก
เอาคุตักน้ำจาก ส่างน้อย มาอาบอยู่ลาน ข้างๆ บ่อน้ำ ซึ่งมีต้นลุมพุก ยืนต้นเป็นฉากกำบังตามธรรมชาติ
จันเพ็ญชะล้างโคลนตม ที่ติดมาจากการ ดำไฮ่ดำนา การหลกกล้า  บางขี้ตมก็ติดนำกกหู เพราะกระเซ็น
มาจาการ เตะมัดกล้า ( การหลกหล้า หรือ ถอนกล้า เมื่อถอนมาได้ประมาณพอกำมือ ต้องเตะโคนต้นกล้า
เพื่อเอาดินที่ติดรากกล้ามาด้วยออก ก่อน  การเตะกล้าเป็นศิลป์ ชนิดหนึ่ง หากเตะไม่เป็น โคนต้นกล้า
ก็หัก หรือบอบช้ำ เมื่อเอาไปปักดำ ต้นกล้าก็ตาย   )  จันเพ็ญเอา”ขันโอ”ตักน้ำในคุ อาบชโลมกาย
เอา ”ใยบวบแก่” มาขัดขี้ไคลตามแข้งตามขา  และบ่ลืมขัดถูให้จันแรมนำ  

เซียงหยุดชะงักแอบหลบเข้าบัง “ต้นเชือกใหญ่” แอบดูทั้งสองอาบน้ำ   สาวจันเพ็ญแม้ผิวพรรณ
ไม่ผุดผาด แต่สีเนื้อเหลืองปนขาว เมื่อขัดสีฉวีวรรณแล้ว แลดูผ่องใสงามตามธรรมชาติของสาวบ้านนา
รูปร่างเอวบาง ยามผ้าซิ่นเปียกน้ำแนบเนื้อ ทำให้มองเห็นรูปทรงดังนาง กินนรี กำลังสรงน้ำ
    จันเพ็ญ เอา “ใยบวบ” ฟอกสบู่ ตรานกแก้ว แล้วก็ขัดเนื้อตัว  จันแรม  ตักน้ำราดหัว จ่มว่า น้ำเย็น
“ คือได้ยินเสียงอ้ายเซียงน้อย ร้องเพลงมาทางนี้  ไปไสแล้ว คือ บ่เห็น “  ผู้เป็นเอื้อยถาม
“ เลามาหาอัดน้ำตามคันแทนา บ้อ.. ข่อยกะบ่ได้แนม แมะเอื้อย “ จันแรมตอบโดยไม่ได้มองหน้า
“ ฟ้าวๆ อาบหล่า  ขึ้นเมือเถียง  มันสิมืด บ่เห็นลายมือแล้ว “ จันเพ็ญเร่ง
เซียงน้อยออกจากที่ซ่อน ทำทีว่าไม่เห็นทั้งสอง  ร้องเพลงเดินเข้าใกล้
“  โอ้ โชคชะตา วาสนาเราเกิดมาจน   คิดขึ้นมา  น้ำตา  มันไหลริน  จะมีสาวใด สนใจรักไม่สูญสิ้น “
จันเพ็ญตกใจ รีบ คว้าเอาผ้าตุ้มเอิก คลุมไหล่ปิดบัง หัวไหล่อันขาวผ่องไว้
“  โอย..อ้ายเซียง เจ้ามาจอบเบิ่งซุมข่อยอาบน้ำติ “  จันเพ็ญเอิ้นใส่  สีหน้าแดงปลั่ง
“ เอ้า มาอาบแต่ มื้อเหิง  อ้าย บ่ทันเห็น “  เซียงน้อยทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินตามคันนามา
“ บ่ เชื่อดอก  เจ้าแอบเบิ่ง แม่น บ่ “  จันเพ็ญยังคาดคั้น
“ จั๊กแหล่ว   นึกว่านางอัปสรเล่นน้ำเนาะ “   เซียงน้อยเข้าใกล้ มายืนห่างแค่วา ยิ้มเห็นฟันขาว
“ หืมม ..นิสัย  อย่าเฮ็ด ซวดลวด  แนวนี้อีกเด้อ..” จันเพ็ญพูดติงพ้อ หน้ายังแดงเรื่อ
“  อ้ายบ่ได้ตั้งใจ  อ้ายว่าสิมาอาบน้ำ  ถ่า จันเพ็ญเสียหาย มื้ออื่น อ้ายสิบอกเฒ่าพ่อไปขอ ดอกซั้น  “
“ คนผีบ้า “  จันเพ็ญเขิน  เอากำปั้นทุบอกเซียงน้อย
“ เอื้อย ปะ เมือเถียงเถาะ ข่อยปุ้นท้อง”  จันแรมตัดบท ค่อนแคะ พลางอุ้มขันชวนพี่สาวกลับ
เซียงน้อยหัวเราะร่า  จันเพ็ญไปตักเอาน้ำในส่าง เพื่อเอากลับไปใส่”อุน้ำกิน”    จันเพ็ญกระโดดแหย่งๆ
หวังจะเด็ดเอาดอกไม้บนกิ่ง แต่กระโดดไม่ถึง
“ อ้ายเซียง มายื้อเอา ดอกลุมพุก ให้ข่อยแน “    จันแรมเอ่ยปาก
เซียงน้อยเดินไปโน้มกิ่ง ต้นลุมพุก ลง  เด็ด ดอกลุมพุก กลีบซ้อน สีขาว งามช้อย เอามาให้
จันแรม 2 ดอก  จันแรมเอาเหน็บใส่หู แล้วเดินไปทางจันเพ็ญที่กำลัง นั่งยองย่อ คอนไม้คานเตรียมหาบ คุน้ำ
“ เอาเอื้อย  เหน็บหูไว้  กันผีบ้า  “  ยื่นดอกไม้ให้พี่สาว พลางหัวร่อคิกคัก

“ ผู้สาวเอ้ย..ลุมพุก  มันหนักแน่น  ใจบ่มั่นแก่นแท้  เพียรสิได้ฮ่วมหอ “ เซียงน้อยยืนยิ้มจ่ายผญา
“ อ้ายเอ้ย..ลุมพุกนั้น มีหนามนำต้น  คนพุงามกะด้อ  เฮียมสิง้อ พุได๋ “ จันเพ็ญตอบผญา แล้วก็คอนไม้คานขึ้นยืน
“ ไปเกิ่นเด้อ อ้าย  หนีพุซาย ซวดลวด   หวดสิฮ้าง   เฮ็ดข่างหย่าง เป็นตาซัง “  ว่าแล้วก็หาบน้ำ เดินอ้อนแอ่นโยกเอวแกว่ง ไปตามคันนา ทิ้งให้ เซียงน้อย มองเอวองค์ตามไปจนลับสายตา


เขียดบักแอ๋ กับเขียดขาคำ  ร้องระงมทุ่งต้อนรับความมืดค่ำยามแลง  ฟ้าสีแดงยอแสงลง เห็นแสงลิบหรี่
ลมรวยรินเอากลิ่นโคลนสาบควาย ตามบวก ปนเปมากับความสลัว  เงาทิวไม้ทอดยาวตามปลายนา
แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด วิบวับเห็นอยู่ไกล ๆ ในแนวความมืด   กิ่งไม้ต้องลมไหวโอน ดังเปลญวน ที่แม่ไกว
วิถีชาวนากำลังดำเนินไป ตามฝีเท้าแห่งวันคืน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 64 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 พ.ค. 2553 เวลา 22:01:41  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่382)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 


ภาพจาก  www.ocsb.go.th

อภิธานบท
แมงจิดนาย  หรือ แมงจินาย
ภาคกลางเรียก จิ้งหรีดทองดำ
กลางวัน ลี้อยู่ใต้ ใบไม้ ใต้ขอนไม้
ยามแลง ฮ้อง ซอดแจ้ง ปานหมอลำหมู่

 
 
สาธุการบทความนี้ : 67 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  29 พ.ค. 2553 เวลา 22:15:34  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่401) ตอน แมงแคง  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 



ปิดเทอม ตอนหน้าดำนา ( สมัยก่อน โรงเรียนปถมศึกษา ปิดเทอม 3 ครั้งต่อปี ) บักลมและเด็กน้อย
รุ่นราวคราวเดียวกัน จึงมีเวลามากขึ้นในการแบ่งเบาภาระพ่อแม่  เมื่อพ่อปลดแอก ปลดไถ จากคอควายแล้ว
ก็เป็นหน้าที่ของ หมู่เด็กน้อย ไล่ควายไปเลี้ยง ตามท่งนาที่ยังไม่ปักดำ หรือ ตามเดิ่นดอน ตามโคก
อุปกรณ์ที่ขาดเสียไม่ได้ คือ หนังสติ๊ก  กับย่ามใส่ลูกหิน  ย่ามของลม เป็นย่ามพระเก่าๆ
ขอเอามาจาก คูบาเถิงสีเหลืองซีด ๆ ก้นย่ามละทุ แต่แม่ปะชุนด้วยผ้าซิ่นขาด จนใช้งานได้ดี  
ย่ามใส่ลูกหินของลม จึงแตกต่างจากคนอื่น
     ลมกับน้อง ไล่ฝูงควายไปทางนาแม่ใหญ่เคน นาหนองค้อ เพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่นๆ
วิทยุ AM เอาผ้าขาวม้าผูกเฮ็ดหูหิ้ว สะพาย บักกุ้นรับหน้าที่ พลวิทยุ เดินตามก้น

ควายบักตู้กับควายอีจง เลาะเล็มหญ้าไปตามเดิ่นนา พอได้กลิ่นต้นกล้าที่ปักดำใหม่ หอมเตะดัง ก็แว ลงใส่หวังจะกัดกินให้เป็นลาภปาก
“ เฟี้ยว..! “
เสียงลูกหินแหวกอากาศ ประดุจคมมีดบิน   ที่แท้เป็น หนังสติ๊กสั้น ลมคิมฮวงนี่เอง
ควายบักตู้ได้ยินเสียง ฟ้าวแล่นหลีกวิถีกระสุน หางเงิง เท่อเล่อ  เพราะรู้ฤทธิ์หนังสติ๊กสั้นเป็นอย่างดี
“ หืมม...มึงอย่า สะลื่น เด้อ.บักตู้..นี่ยิงถาบ ซือ ๆ เด้อ. ยังบ่ได้เอาจริง “ เสียงคำรามมาจากผู้เป็นเจ้าของ
การเลี้ยงวัยควาย คือต้องระวังอย่าให้สัตว์เลี้ยง ไปกัดกินต้นข้าว หรือ พืชพันธุ์ที่ชาวบ้านปลูกไว้
ในฤดูทำนา พื้นที่หากินของวัวควายถูกจำกัด ปานบริษัท , ห้างหุ้นส่วน   เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่คือ การกสิกรรม
อย่างไรก็ตาม เดิ่นหัวนา ตามดอน ตามโคก ยังมีหญ้าอุดมสมบูรณ์ เพียงพอให้สัตว์แทะเล็มได้

ก้ำทางนานองค้อ มีเด็กน้อยหลายคนไล่ ทั้งงัวและควายมาหาเลาะเลี้ยงหลายแล้ว  ทั้งพวกอีเอ้น
ลูกน้าสาวเหนา อีเหี่ยว ลูกน้าบ่าวเทา  และบักป่อง ลูกแม่ใหญ่เคน ส่วนบักลมกับบักกุ้น กำลังไล่ไปสมทบ
เสียงกริ่งเกราะ  หมากกระโหล่ง  ดังระงมเซ็งแซ่    เมื่อฝูงสัตว์เลี้ยงเข้ากลุ่มแล้ว ก็ปล่อยให้มันหากินหญ้า
ตามอัธยาสัย   ส่วนคนเลี้ยงก็ รวมกลุ่มเล่นเฮฮาตามประสาเด็กน้อย
พวกเด็กผู้หญิง นั่งใต้ฮ่มจิก  เล่นหมากเก็บ พวกผู้ชายหาเลาะยิงนก ตามตีนโคก
“ เซา ๆ   บ่หมาน วะมื้อนิ  เป็นนำ ย่ามมึงนี่หละ หืยย..”  บักป่องจ่มงืมงำ
“ เหวย..จะของยิงบ่แม่น หาโทษใส่แนวอื่น เนาะ “   ลมสิ่งตาน้อยใส่หมู่
“ เบิ่งติละ ย่ามสีเหลือง เอ้อเห่อ ว่าแม่นคูบามาเอง เอาโลด  นกมันกะตื่นเบิ๊ดแหล่ว “  
บักป่องหวยหวย  ยิงนกบ่ได้  เดินนำหน้าออกจากตีนโคก    บักลมก้มลงมองย่าม ที่คูบาเถิง เอาให้
เห็นตัวหนังสือปักด้วยด้ายสีดำ ด้านหน้าของย่าม เป็นภาษาบาลี ว่า
“นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายแห่งคนดี”  

ลมเกาหัวแกร็ก ๆ  ไม่เข้าใจ ว่าย่ามสีเหลืองทำให้หากินบ่หมานได้แนวได๋  


ตะวันขึ้นหอง พอแหงนคอตั้งบ่า ฝูงควายลงนอนในหนองน้ำ  บ้างก็นอนตามบวกควายน้อย ริมป่า
หลบความร้อน  มีแต่งัวของอีเหี่ยว 4-5 ตัว ที่ไม่สะทกสะท้านต่อเปลวแดด  ยืนเล็มหญ้าอ่อนอย่างเมามัน
จุ้มเด็กน้อยผู้หญิง เอายางเส้นที่ถักไว้ มาขึงใส่ต้นไม้ฮัง สองต้น พากันเล่น “เต้นยาง“  เสียงหัวเราะเอิกอาก
บักกุ้นน้องชายหล่า นั่งก่อขี้ดินทราย เป็นรูปทรงภูเขา  ฟังวิทยุไปนำ


“ เฮ้ย..ป่อง  ซุมเฮาไปหาเอา แมงแคง เถาะ” ลมเอ่ยปากชวน มือชี้ไปทางต้นค้อใหญ่
“ บา..เข้าท่าเว้ย...ไปๆ “ สหายป่อง เห็นด้วยอย่าสุดซึ้ง   ฉายแววตา “ โพลิดอน “ อย่าเห็นได้ชัด
( โพลิดอน คือยาฆ่าแมงไม้ )
ว่าแล้วก็แล่นแข่งกันไปทางต้นค้อใหญ่ริมหนองค้อ   ช่วงนี้ต้อนค้อ กำลังออกดอกใหม่ ๆ  ใบก็แตกงาม
แมงแคง กิน ใบไม้อ่อน และ ดอกอ่อน ของต้นค้อ เป็นอาหาร  ตามต้นค้อยามนี้มีแมงแคงหลาย
สามารถนำมาเป็นอาหารได้  กินดิบกะได้ หรือสิ หมกใส่ปลาแดก ใส่ผักอีตู่  ก็ได้  ถ้าจะให้ดี ต้อง
จ่ามปิ้งไฟ พอสุก ก็ตำใส่แจ่วกบ  แจ๋วปลา รสชาติคล้ายน้ำพริกแมงดา แต่ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์กว่า

เมื่อไปถึงต้นค้อ ทั้งสองก็แหงนคอตั้งบ่า แนมหา แมงแคง ตามยอดใบอ่อน
“ บุย..เห็นแล้ว  เป็นจุ้มเลย “  ลมชี้มือบอกตำแหน่ง เมื่อเห็น แมงแคง สีส้มแดง ลักษณะคล้ายโล่
เกาะกันเป็นกลุ่มตามยอดใบค้อ  
“ เฮาสิ ยิง โตไล่เอาเด้อ ป่อง “  ลมบอกมอบหมายหน้าที่ให้หมู่  เสร็จสรรพ ก็ล้วงเอาลูกหิน ใส่หนังสติ๊ก
หลับตาซ้ายเล็งด้วยสายตาขวา  กลั้นหายใจ เล็งให้เป้าหมายอยู่ในระหว่าง ง่ามของยางสติ๊ก
“ ฟั๊บ..! ”  
ได้ผลลูกกระสุนหิน โดนยอดไม้อย่างจัง  แรงดีดของกิ่งไม้ใบไม้ กระทบตัวแมงแคง ทำให้มันร่วงลงมา 3 ตัว
ส่วนอีกสองตัว บินหนีจากต้นค้อ ด้วยความตกใจ   บินดิ่งๆ  บ่ายหน้าออกไปทางท่งนา   สหายป่องแหงนหน้า
วิ่งไล่แมงแคงไปตามไฮ่นา  พอมันหมดแรงก็บินถลาลงไฮ่นา  เป็นไปตามแผน
ลมก้มเก็บเอาแมงที่ตกลงมา เอามาเด็ดปีก เด็ดขา แล้วก็ยัดใส่ย่ามพระไว้  ส่วนสหายป่อง แล่นหอบฮัก ๆ
กลับมาพร้อมแมงแคง สองตัว
“  แล่นจนตับปิ้น..เผื่อสิทัน   โอย..เฮาเมื่อย   เปลี่ยนกัน เปลี่ยนกัน “ บักป่องขอเปลี่ยนหน้าที่
“ เอาแนวนั้นกะได้  หมู่ยิงให้มันแม่นๆ เด้อ. อย่าเล็งใส่โตมัน  มันสิมุ่น “ ลมกำชับ
ป่องลูกแม่ใหญ่เคน รับเอาหนังสติ๊กสั้น ทำหน้าที่พลยิงแทน    แหงนส่ายสายตาหาเป้าหมายต่อไป
พอพบเป้าหมายใหม่ก็ ยืดยางสติ๊ก ฮ้องเสียงดัง
“  พลังป่อง..ลูกแม่ใหญ่เคน  ยิง...ง..”   ทำท่าปานพลังผ่ามือ พลางปล่อยกระสุน
คราวนี้ แมงแคง 5-6  บินแตกหือ ออกจากกิ่งไม้  ลมคิมฮวงไล่จนตาตั้ง  เซ่างาบ ๆ  ได้มา สามตัว
“ โอย...ใจสิหลาดสิขูด เปลี่ยนวิธีเถาะ”  ลมโอดครวญ เหงื่อโชก

ทั้งสองหันมาปีนขึ้นต้นค้อ หาเอา แมงแคงอ่อน ตัวที่ยังบ่ทันมีปีกแทน  เพราะเอาง่ายกว่า
ระวังอย่าเดียวเรื่อง “เยี่ยว” มันระวังไม่ให้มันเยี่ยวใส่ตา เนื่องจากแมลงพวกนี้ สามารถพ่น
สารพิษชนิดเป็นกรดเพื่อป้องกันตนเองได้ หากโดนเข้าตา ทำให้บอดได้
หากโดนตามมือ ตามแขนขา มันจะทิ้งร่องรอย สีเหลืองไว้ล้างออกยาก  
ลมกับป่องลูกแม่ใหญ่เคน หาเลาะจับเอาแมงแคงอ่อน ได้หลายแล้ว จนมือมีสีเหลืองเต็มหมด


“ หมู่ๆ   อย่าติงแฮงเด้อ   เฮาเห็นแล้ว แมงแคงปีก จุ้มบักใหญ่  เฮาสิยิงเอา “  ลมร้องบอก
ทั้งคู่นั่งอยู่บนกิ่งค้อ ที่ทอดเอนลงไปกลางหนองน้ำ  แหงนคอตั้งบ่า สอส่องหาเป้าหมาย
“ ไส ๆ   อยู่หม่องได๋ เฮาคือ บ่เห็น “  บักป่อง ขยับเข้ามาใกล้ ส่องหา แมงแคง
“ เห้ย..คือตาเซ่อ แถะ  เบี้ยนมานี่ “  ลมดึงเอาคอปักป่อง มาใกล้ พร้อมชี้บอกพิกัด
“ เออ เห็นแล้ว   สูงเติบ    ยิงเลย โตยิงแม่น “  สหายป่องสั่งการ
ลม บ่รอช้า รีบปล่อยพลัง หนังสติ๊กบิน อย่างฉับไวด้วยความชำนาญ  เสียงลูกหินแหวกอากาศ
ดังหวีดหวิวทำลายประสาท   วรยุทธขั้นนี้ นับว่าเป็นหนึ่งในท่งนาโคก  ตาดไฮ
“ โพล๊ะ! “
เสียงดังทุ้ม  เนื่องจากกระสุนพลาดเป้าไปวาหนึ่ง  ถูกกิ่งค้อแห้งหักกลาง ลงทันที
กิ่งไม้แห้งหักหล่นลงทับเป้าหมาย  นับว่าเหนือคาดคิด หรือจะเป็นเพราะ กลยุทธ “ยืมพลัง” ของ
ลม คิมฮวงกะว่าได้   แมงแคง ล่วงพล่อย ร่วม 3 ตัว  พร้อมกับกิ่งไม้
“ วีด..ด..  ตั๊บ “  
เสียงกระพือปีกของแมลง  มาพร้อมกับความเจ็บปวด    จุดเล็ก ๆ  ดำ ๆ  หลายสิบพุ่งมาทางทั้งสองคน
“ เฮ้ยย...! “     ทั้งคู่ร้องเสียงหลง
“ แตนลาม..! “    วาบแห่งสติของบักลม เตือน เมื่อเห็นที่มาของเสียง
ไม่รอให้โดนต่อยเป็นหนที่สอง  ต่างทิ้งร่างจากต้นค้อ  ลงหนองน้ำทันที ตามมาด้วยเสียงคนตกน้ำตูมใหญ่
กิ่งไม้แห้งที่ตกลงมา แถมด้วยรังของ แตนลาม คือสาเหตุ
พอขึ้นจากน้ำได้ ทั้งคู่ก็แล่นหนีจนกกหูแดง  บักลมเจอไปสองแม่  บักป่องโดนตอดตรงกกหู ต่างวิ่งแจ้น
ตะโกนโหวกเหวกแตกตื่น
“  โอ้ย.....แตน.....แตนลาม.... แล่น   แมะสู “

 
 
สาธุการบทความนี้ : 74 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  31 พ.ค. 2553 เวลา 13:40:53  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่419)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 


ขอบคุณเจ้าของภาพ

ส้มลม  
ไม้ชนิดเถา  ใบ ดอก ผล กินได้
รสเปรี้ยว

 
 
สาธุการบทความนี้ : 81 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  01 มิ.ย. 2553 เวลา 14:46:38  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่420) ตอน เหตุเกิดที่หัวดอน  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 



ท้องฟ้าแจ่มใสเป็นสีครามอ่อน ฉาบทาทั่วราวฟ้า  กลุ่มเมฆลอยอยู่เบื้องบน  แสงแดดแผดจ้า
ให้ต้นไม้ใบหญ้า อุ้มโอบเอาพลังงาน สร้างกิ่งยอดใบเขียว   นกกระเต็นบินแซ่วหากินกุ้งกินปลาน้อยในนา
กลุ่มคนมองเห็บลิบๆ อยู่กลางท่ง ชาวนากำลังปักดำอย่างขมีขมัน  ลมหวนพัดมาไล่ไอร้อนของเปลวแดด
ฝูงวัวควายหากินเลาะท่ง  เสียงหมอลำ เสียงละครวิทยุ แว่วมาจากวิทยุที่ตั้งไว้บนคันนา  ตูบน้อยตั้งเด่น
อยู่กลางท่ง  ทั้งตะแคร่ไม้ไผ่ ตั้งไว้ตามฮ่มไม้  กระติบข้าว กระต่า กระปุกปลาแดก ตั้งเคียงกันไว้
บนตะแคร่  เตรียมบรรเทาความหิว ยามตะวันตรงหัว เสียงงูกินเขียด ตามพุ่มไม้  เสียงใบไม้ไกว
ระคนเสียงกระดิ่งงัวน้อย  ทุกสรรพสำเนียง ขับกล่อมเนิบนาบ


ชีวิตชาวนา เป็นชีวิต ที่ต้องทรหดอดทน  ตากแดดทั้งวัน ก้มๆเงยบ่ได้ขาด  คุ้ยเขี่ยขี้ดินขี้หญ้าบ่ได้เซา
มือที่ปักต้นกล้าลงในดิน บางครั้งเจ็บอักเสบ หมหนอง  นิ้วหัวแม่มือบวมเบ่ง ทรมานกว่าสิดำนาแล้ว
“ อูย..เจ็บแฮงแล้ว  เซามีแฮง จั๊กหน่อยเกิ่นเด้อ เฒ่า “  ยายสองบ่นงืมๆ บอกพ่อใหญ่ค้ำ
“ ข่อยบอกให้ หมกข้าวฮม นิ้วโป้ ตั้งแต่แลงวาน  กะบ่เซือ “  พ่อใหญ่ค้ำบอก
“ โอย..มื้อวานกะยังบ่เจ็บถ่อได๋  แต่มื้อนี้ ปวดแฮง ดำนาแล้ว บ่บุ “  ผู้เป็นเมียอธิบาย
นิ้วหัวแม่มือ ยายสองบวมแดง เพราะใช้งานหนัก   ยิ่งเจอไฮ่นาไฮ่ไดแก่น   น้ำตาบแทบสิออก เพราะทรมาน
“ เจ้าไปนั่งเซามีแฮงก่อน  ไฮ่นี้มันแก่น   ไฮ่หน้าหล่มอยู่ เจ้าจั๋งมาดำซ่อย “ พ่อใหญ่คำแนะนำเมีย
จันเพ็ญยืดตัวขึ้นอุ้มมัดกล้าในมือ มองมาทางแม่  ใช้มือขยับ “งอบ”  หรือ “ กุบ “  หมวกทรงแหลม
คล้ายหมวกเวียดนาม
“  เจ้าไปเซาก่อนเถาะ แม่  ฝืนไปมันสิเจ็บหลายเด้อ “  จันเพ็ญบอกแม่ให้ไปพักก่อน
ยายทิ้งมัดกล้า เดินดุ่มๆ มาทาง “ตูบน้อย” ที่ทำไว้พักเหนื่อย  นั่งหลบแดด แนมไปทางหัวนา
หมู่เด็กน้อยกำลังเลี้ยงควายเลี้ยงงัวตามตีนโคก ฟังเสียงโห่ฮา  แกถอดหมวกปีกบานออก  ปาดเหงื่อจากหน้าผาก
ถอนหายใจเบาๆ   เสียงเด็กน้อยฮ้องวีดวาด หยอกล้อกัน  ดังทิพย์โอสถ ฟังแล้ว ความเมื่อยม้อย กลายเป็นแช่มชื่น

ก้ำทางโคก บักลม บักป่อง จันแรม อีเอ้น อีเหี่ยว บักกุ้น อีโจดโหวด  กำลังจับกลุ่ม เล่นบัก โป้งแป๊ะ กัน
บักลมเป็นหัวหน้าหมู่พาเขาเล่น  โดยเอาฝ่ามือกางขึ้นระดับแขน  ให้พวกที่เหลือ เอานิ้วชี้มาจุ้มกันไว้ตรงกลาง
แล้วก็เริ่มขั้นตอนการคัดเลือก ผู้โป้ง  บักลมเป็นผู้กล่าวคำ
“ จั๊บจี้ มะลี่ จี้ จั๊บ !”
“ จั๊บ แจง มะแลง แจงจั๊บ !”
  บักลมเว้นวรรค หายใจ   ผู้ร่วมคัดเลือก ตื่นเต้นเต็มที่ เตรียมชักนิ้วกลับ
เพราะถ้าลมเว้าเสร็จ ต้องคว้านิ้วมือของผู้เข้าคัดเลือกไว้ คนใดคนหนึ่ง เพื่อเล่นเป็น คนหลับตา ( คนโป้ง)

“ จั๊บแจง ๆ มะแลง แจงจั๊บ   แม่นไผหลับ  หมาน้อย สวบ..บ....กั๊บ ! “

ลมลากเสียงคำสวบ ยาว   แล้วลงท้ายด้วยคำว่า “กั๊บ !”  พอสิ้นเสียงก็รีบหุบมือหมายคว้านิ้วชี้ของผู้ร่วมเล่น
หมู่เด็กน้อยทั้งหลาย รีบชักนิ้วกลับด้วยความเร็ว เพื่อรอดจากการเป็น “ คนโป้ง “
“ อีจันแรม เป็น “  
ลมบอกเสียงดัง ชูมือที่กำนิ้วชี้ของจันแรมขึ้นเพื่อเป็นหลักฐาน   เพราะว่าจันแรมชักนิ้วออกช้ากว่าเพื่อน
“ ซุมหมู่เจ้าอย่าไปลี้ไกลเด้อ  ให้อยู่ในบริเวณดอน นี้ ถ่อนั้น “ จันแรมกำชับ
“ หลับตาเลย  ซุมอ้ายสิได้ไปลี้ “ บักลมหัวหน้าเด็กน้อย ออกคำสั่ง   จันแรมหันหลังแล้วก็เอามือปิดตา
แล้วเริ่มนับ
“หนึ่ง .. สอง .. สาม .. สี่ .. ห้า .. หก .. เจ็ด .. แปด .. เก้า .. สิบ .. ดิบ ดับ .นับ หนอน .. จับ  เหม็น .. หึ่ง “


พอว่าจบ จันแรมก็หันหลังกลับ  หมู่เด็กน้อยที่ยืนจุ้มกันอยู่เมื่อตรู่ หายวับ เร็วปานจรวดไอพ่น ต่างหาที่ซ่อน
ภายในอาณาบริเวณ เพื่อไม่ไห้ถูกหาเจอ
ซุมไปลี้ ต้องลี้ให้คัก เพื่อบ่ให้ คนโป้ง พ้อ ต่างย้านถืก “ โป้ง ” เป็นคนแรก
ขณะลี้อยู่ หลังจากได้ยินเสียง “ โป้ง ” คนไดคนหนึ่งแล้ว  จึงสามารถออกมา หาทาง “แปะ” ผู้นับได้
ถ้ามีคนมา “แปะ” ผู้นับ ผู้นับคนนั้น ต้องเป็นคนหาอีกรอบ  นี่คือ กติกา
บักกุ้นไปลี้หมูบ อยู่พุ่มจิกใหญ่  อีเอ้นลี้อยู่ข้างต้นส้มเสี้ยว  อีโจดหวดบังอยู่หลังโพนปลวก อีเหี่ยวขึ้นลี้
อยู่บนกกฮัง  ส่วนบักป่องเอาวิกฤติ เป็นโอกาส แล่นไปเดิ่นโล่งๆ เหมบน้ำอยู่แจไฮ่นา ส่วนลม คิมฮวง
หนักกว่าหมู่ แหกกฎ ออกจากบริเวณที่กำหนด แล่นไปลี้ในโคก  บังเคลือส้มลม นั่งหย่ำกินใบส้มลม เสย

จันแรมเดินตามหา สายตาส่ายประสาน สำรวจทั่วดอน  ไม่นานก็เจอคนแรก
“ โป้ง! บักกุ้น “  จันแรมโพล่งเสียงดัง  บักกุ้นเกาหัวแกรก ๆ  ออกจากพุ่มจิก  
“  เอื้อยจันแรม เจ้าคือเห็นข่อย “  ถามด้วยความสงสัย
“  หืมม..เหมบ ขาซ้องซาบลาบอยู่  แนวได๋กะเห็น “ จันแรมตอบพลางเดินหาคนอื่น ๆ
ทางอีเหี่ยวที่ขึ้นกกไม้ลี้อยู่  ฮังมดแดงอยุ่ใกล้ ๆ  ฝูงมดกำลัง รวมพลป้องกัน ภัยคุกคามอย่างห้าวหาญ
ฟังเสียงตบมด ผสมเสียงเกา สั่นสะเทือนจน ง่าไม้ไหวยวบๆ
“ โป้ง อีเหี่ยว..อยู่เทิงกกไม้ “  จันแรมชี้มือเกเด่  
“ มดกัดกู ซือ ๆ ดอก  คันซั้นหาบ่เห็น บุย”  ว่าพลาง ตะลูด ลงจากกิ่งไม้
บักกุ้นเหลียวเห็น อีโจดโหวดลี้อยู่อยู่ข้างโพน   หลิ่วตาใส่จันแรมเป็นทัศนสัญญาณ ชี้ตำแหน่ง
จันแรมเลิกคิ้วชนกันแปลความหมาย  เมื่อเข้าใจแล้วจึง เดินตรงไปที่โพนปลวก
“ โป้ง ! อีโจดโหวด “   เสียงดังฟังชัดจนคนถืกโป้ง สะดุ้งเฮือก
“ ฮี้.....บักกุ้นบอกเห่ย....บือ ๆ    บ่เอา ๆ “  โจดโหวดโวยวาย ไม่ยอมรับ
แต่จันแรมวางเฉย เดินดุ่ม ๆ ตามหารายต่อไป  พวกที่ถูกหาเจอแล้วก็เดินตามหลังเป็นพวน
บักป่อง เหมบอยู่น้ำไฮ่นา ตากแดดนานแล้ว  เริ่มฮ้อน จึงคิดว่าจะย้ายที่  ถือว่าผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
“ โป้ง ! อ้ายป่อง อยู่แจคันแท“   จันแรมตาไว ชี้มือทักท้วงก่อน
“ หุย.ฮ้อนแฮง เห็นกะเห็นโลด“ ป่องจ่มงืมงำ เดินไปเซาฮ่มคลายร้อน เพียงชั่วอึดใจเสียงจันแรมก็ดังขึ้นอีก
“ โป้งเอื้อยเอ้น อยู่ข้างกกไม้ “  
หาผู้ลี้จนเกือบครบแล้ว ยังขาดแต่บักลม คิมฮวง  ทุกคนต่างหาบ่เห็น เดินหาจนรอบดอนหัวหน้า ก็ไม่เจอ
ลมนั่งหัวร่อคิก ๆ อยู่หลังเคลือส้มลม  พลางจ้องหาจังหวะ วิ่งเข้า “แปะ” จันแรม
กะว่าพอจันแรมเดินมาแถวนี้ พุ่งเข้าหาปานเสือตะปบเหยื่อ รับรองไม่พลาด

จันแรมกับพรรคพวกเดินหาจนเมื่อย หลายคนบ่นพึมพำ ว่านานได้เล่นใหม่  บักป่องตะโกนให้ลม
ออกมาจากที่ซ่อน  จันแรมเทิงจ่มว่า อ้ายลมขี้โกง ออกนอกเขตที่กำหนด    บักกุ้นว่าลองไปหาทางตีนโคกเบิ่ง
ลมจ้องหาโอกาสอยู่ จนกระทั่งจนแรมเดินผ่านหน้าไป  ลมออกจากที่ซ่อน พุ่งแทรกตัวไประหว่างพุ่มจิก
เพื่อเข้าประชิด ทำการ “แปะ”  พลางยิ้มย่องในใจ
“  คราก..กกก...  เอ๊ะ....โอ๊ย......ย..ย”
เสียงแหวกพุ่มไม้ดังขึ้นด้านหลังจันแรม ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอย
“ เห้ย..บักลม  มึงเป็นหยัง “  บักป่องฮ้องเสียงดังตกใจ   มองมาทางต้นเสียง เห็นแต่บักลม เหมบติดดิน
ดีดขากระแด่ว ๆ อยู่
“  อูย....มาเจ็บแถะ  อีหยังตอด  เบิ่งให้เฮาแน  “   ลมครวญครางน้ำตาน้อยออก
พวกเด็กน้อยวิ่งเข้ามาหุ้ม ต่างสอดส่ายสายตาหาต้นสายปลายเหตุ   จันแรมตกใจ ทึ้งตื่น  หน้าซีด
สหายป่อง นั่งลงสำรวจแข้งขาบักลม หาบาดแผล  พลางเบิกตาโต
“  แม่นหยังตอดเฮาป่อง  คือมาปวดแฮงแท้  งูจงอางติ  “ ลมหน้าตาตื่นงวกหน้ามาถาม

สหายป่องไม่พูดไม่จา  ถ่มน้ำลายใส่ขาบักลม ถุยใหญ่  พลางเอาแขนถูกตรงที่เจ็บปวด
ก่อนเงยหน้าขึ้นมาตอบ และชี้มือให้ทุกคนดูสาเหตุ
“ บ้งหาน “
พอสิ้นเสียงจุ้มเด็กน้อยแม่หญิง  ก็พากันวิ่งหูตั้ง วีดวาด เสียงสูง แจ้นออกจากที่เกิดเหตุอย่างฉับพลัน
“ แมงบ้งหาน มันดาด   โตถ่มน้ำลายใส่ แล้วถู เฮ็ดหยัง “
บักลมเทิงอยากหัวอยากไห้ปนกัน
“ อูย..ย  เถิงเจ็บ เทิงเหม็น   “  
บ่นอุบอิบพลาง เดินเขยก ๆ ออกจากป่าหัวดอน คงบ่มาเล่นหมากลี้ แถวนี้อีกนาน

 
 
สาธุการบทความนี้ : 79 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  01 มิ.ย. 2553 เวลา 14:50:28  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่421)  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 


อภิธานบท
บ้งหาน  หรือ บุ้งหาน

ตัวหนอน มีขนแข็ง ปลายขนแหลมมีพิษไว้ป้องกันตัว
หากโดน จะปวดแสบปวดร้อน  ภาพที่เห็นเป็นแค่สายพันธุ์หนึ่ง
สายพันธุ์ที่พิษ ร้ายแรง และ เจ็บปวดที่สุด  จะมีสีฉูดฉาด
ปลายขนยาว ขนมีลักษณะสีรุ้ง   ชอบอยู่ตาม พุ่มใบจิก ใบฮัง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 73 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  01 มิ.ย. 2553 เวลา 15:00:57  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่441) ตอน นาวาน  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 



ฟ้าแจ้งตะวันโผล่พอเห็นสีแดงโล่ อาวสอนไล่ควายมาจาก” นาท่งใต้ “ขึ้นมา “นาโคก “ แต่เช้า
เพราะวันนี้ พ่อใหญ่ค้ำ “นาวานดำนา “ นาวาน หมายความว่า ลงแขก หรือ ขอแรง เพื่อช่วยกันทำงานสักอย่าง
พ่อใหญ่ค้ำก็บ่แข็งแรงดี  แม่ใหญ่สองก็เจ็บนิ้วโป้ ดำนาบ่ได้  เลาเลยตัดสินใจ “นาวาน” เพื่อนบ้านที่นาใกล้กัน
และญาติพี่น้องมาช่วยกันดำนาให้มันเสร็จ   อาวสอนเฮ็ดนาท่งใต้เสร็จแล้ว  จึงรีบขึ้นมาซ่อยพ่อใหญ่ค้ำ
แกจูงควายเขากอม เดินตามทางลัด”โสกฮัง”  มาทาง “นาโคกตาดไฮ”  พอมาถึงก็แจ้งพอดี

   เสียงแม่ใหญ่สองฆ่าไก่  ฆ่าเป็ดดังมาจากทางเถียง เสียงถ้วยโถโอจาน กระทบกันดังเก้งกร๊าง..

“  ป้าสอง  ข่อยมาฮอดแล้ว  คราดกับไถอยู่หม่องได๋น้อ “  อาวสอนเอิ้นถามขึ้นบนเถียง
ยายสอนละมือจากการถอนขนไก่ ชะโงกหน้ามาทางอาวสอนที่กำลังจูงควายเดินมา
“  อยู่ตาล่างเถียง นั่นหละอาวสอน   หาเอาโลด จั๊กพ่อเขาเมี้ยนไว้ไส หาเอาโลดเด้อ “ ยายสองเอิ้นบอก
“ มีคนมาหลายแล้วบ้อ..ลุงค้ำเลา นาวานไผแน “  อาวสอนถามความ
“  กะมีซุมนาใกล้กันนี่หละ เขา ตาวาด  ตาแบะ  แม่ใหญ่เคน กับเขาบักเทา อีเหนา ซำนี่หละ “
อาวสอนพยักหน้างึก ๆ เดินลอดใต้ถุนเถียงนา เข้าไปเอาไถกับหนังต่องแอก มาแบกใส่บ่า
“  อาวสั้นบ่มานำติ “  ยายสองถามหาเมียอาวสอน  เพราะว่าบ่เห็นมานำกัน
“ มานำก้น..ทางนั้นเลาะหาเก็บเห็ดนำโคกมานำ จั๊กหน่อยกะฮอดดอก “
อาสอนรีบไล่ควายลงท่ง บ่าแบกเอาไถกับหนังต่องแอก   นาพ่อใหญ่ค้ำดำใกล้เสร็จแล้ว เหลืออีก
ประมาณ 10 ไฮ่ พ่อใหญ่ค้ำแก นาวาน เมื้อนี้คงจะแล้วเสร็จ  ทางท่งนา มีหลายคนมาฮอดแล้ว

เซียงน้อยกำลังคราดนา  ตาวาดกำลังซ่อมบักสบไถ น้าสาวเนากับจันเพ็ญกำลัง หลกกล้า  ส่วน ตาแบะ
น้าบ่าวเทา และแม่ใหญ่เคน พ่อใหญ่ค้ำ กำลังดำนา เสียงโสกันดังได้ยินแต่ไกล
“ ข่อยว่า ปีหน้านี้ หาลูกเขย มาเฮ็ดนาซ่อยโลดเด้อ พ่อใหญ่ค้ำ   “ น้าบ่าวเทาเว้าหยอก
“  โอย..จั๊กแหล่ว  แล้วแต่ลูกเขาดอก  เฮาไปบังคับเขาได้แนวได๋ “  พ่อใหญ่ค้ำออกตัว
“ หาเขาผู้นาใกล้กันเด้อ เวลาแบ่งมูน มันจั่งบ่ยาก “  น้าบ่าวเทาว่าพลางยักคิ้วใส่ พ่อใหญ่ค้ำกับตาแบะ
“ ฮ้วย..มาสิอ่านกินกันคักแถะ   ลูกเขยซวดลวด แนวนี้ เป็นกูกะบ่อยากได้ เด้อ “ แม่ใหญ่เคนสอดขึ้น
“  ยังบ่ทันมาขอ กะอ่านกินฮอดมูนฮอดมัง แล้ว  เป็นตาค้ำคูนคัก” ว่าแล้วก็พากันหัวเราะเสียงขรม

         ตะวันขึ้นสูงแล้ว นาพ่อใหญ่ค้ำเมื่อนี่คึกครื้น  มีคนหลายคนมาซ่อยกันดำนา  ต่างลงแรงช่วยกัน
อย่างแข็งขัน วิทยุดังเจื้อยแจ้ว  ทั้งหมอลำหมู่   ทั้งละคร ทั้งข่าว สลับกันไป     เซียงน้อยกับจันเพ็ญดำนา
อยู่เคียงกัน  ดำไปพร้อมบางครั้งก็หันหน้ามายิ้มใส่กัน  น้าบ่าวเทาจกขี้ตม ขว้างใส่เซียงน้อย เป็นการแกล้ง
เสียงคุยกันเรื่องสรรพเพเหระ ดังกล่อมบรรยากาศ  แม้แดดจะแรงแต่ก็ไม่เห็นอาการท้อถอยเลยสักคน
ทางตาวาด ดำนาไปด้วย ลำกลอนลำ ของ หมอลำ เคน ดาเหลา  กลอน “ยาฮากเก่า” ไปนำ

“  ฟังเด้อเจ้า  อีแม่ดอกราตรี  เรื่องเมียป่วยสามปี  ฟังเด้อ สิเว้า  เพิ่นบ่อยากกินข้าว  กินน้ำ กินไน
   มันจ่อยหลาย ยังแต่กระกระดูก  ปานว่า นกกู้หูก  พ่วมจ่อยพวมผอม   ทางผู้ผัวกะซอม เอาใจสุเมื้อ
เหล้ายากะซื้อ มาปิ่นมาปัว  จนกว่ากองท่วมหัว ยาฝนยาแซ่   เพิ่นบ่มาไคแน จั๊กเทื่อจั๊กหน “ ( กลอนลำ)

น้าบ่าวเทา ย้อนเข้าจังหวะปานว่าฟังลำซิ่ง  แม่ใหญ่เคนหัวกั๊ก ๆ

ฮอมสิได้ เพลาเที่ยงแล้ว จันแรมมาฮ้องทุกคน มากินข้าวงาย เหลียวเบิ่งเถียงพ่อใหญ่ค้ำปานมี
งานบุญย่อยๆ  กับข้าวมื้อนี่ มีหลายอย่างทั้ง ต้มไก่  ลาบเป็ด  และ ตำบักถั่ว แถมด้วยปิ้งเขียดโม่   มีแจ่วพริกใส่ปลาแดก มาให้จ้ำพร้อมทุกคนล้อมวงกันกินข้าว อย่างออกรสชาติ อาวสอนจับต่อนปลาแดกมา สีก ปากชมว่า ตำบักถั่วแซบหลาย กินกับปิ้งเขียดโม่ ยิ่งได้รสชาติ  

กินข้าวเสร็จแล้วก็นั่งคุยกันตามประสา ตาแบะผู้มีฝีไม้ลายมือในด้านเป่าแคน
งัดแคนออกมาเป่าอยู่ตะแคร่ใต้ฮ่มไผ่  จุ้มผู้หญิงนั่งเซาเมื่อยบนเถียง
แม่ใหญ่เคนเคี้ยวหมาก จนริมฝีปากแดงจึ่งขึ่ง
เสียงแคนลายลมพัดไผ่ เจื้อยๆ  จุ้มผู้ชายนั่งสูบยาเส้น ฟังเสียงแคน ความเหนื่อยยาก
ละลายหายไปกับสายลมรวยริน    
พอสมควรแก่เวลาแล้ว ต่างยักย้ายลงไปเฮ็ดเวียกต่อไป

ตะวันบ่ายคล้อย นาพ่อใหญ่ค้ำใกล้จะดำเสร็จแล้ว เหลือแต่ไฮ่ตากล้า  ไฮ่สองไฮ่  ทั้งหมดจึง
ลงมาซ้ำไฮ่ตากล้า ทั้งคราดทั้งดำไปพร้อม  ทั้งเนื้อตัวมอมแมมเปื้อนโคลนทุกคน  
หมู่เด็กน้อยเลี้ยงควายฮ้องแซวๆ อยู่ริมป่า ปล่อยให้ผูงสัตว์แทะเล็มหญ้า
เสียงยายสองเอิ้นให้เด็กน้อยเบิ่งควายให้ดี อย่าให้มันมาหลอยกินกกข้าว
จันแรมมายืนอยู่ริมไฮ่นา กันไว้คอยไล่ ยามงัวควายเข้าไกล้

ฟ้าฮ้องตื้มตั๊ม..มาแต่ไกลๆ  ฝนตั้งเค้ามาทางกุ้มตาเว็นตก  เด็กน้อยพากันไล่งัวควาย อ่วยคืนเมือ
บักลมไปไล่ควายบักตู้ ที่นอนอยู่บวก กกหว้า   ควายบักตู้ลุกขึ้นเอา สีข้างฮะกกหว้า จนสะเทือน
บ่นานก็ แล่น โด่งๆ  หนี ผ่าไฮ่นาที่ดำแล้ว ตื่นตกใจลงท่ง
“ เฮ้ย..สู..เลี้ยงควายแนวได๋ ให้มันแล่น ผ่าไฮ่นา   กกข้าวล้มเบิ๊ด...ไล่จับไว้ แม้สู “  
เสียงตาวาดติติงลูกชาย  บักลมแล่นตาตั้งนำจับควายบักตู้
“  เอ้ย..ฟ้าฮ้องซือ ๆ กะตกใจเนาะ บักตู้ นี่  อยู่ ๆๆ  “  ลมจ่มงืมงำแล่นนำควายตู้
พอจับเชือกควายได้ก็จูงมันเดินกลับตามคันนา    ทางไฮ่ตากล้าพวกผู้ใหญ่ดำนาแล้วพอดี
ต่างชวนกันขึ้นนา เพราะฟ้าฮ้องคือฝนสิตกแล้ว   น้าบ่าวเทาเดินเลาะมาทาง บวกควายหนองกกหว้า
“ ฮิ้ว...บักลม ๆ  ควายบักตู้มึงบ่ได้ตื่นฟ้าฮ้องดอก  มาเบิ่งอันนี้เร็ว ๆ “  น้าบ่าวเทากวักมือเอิ้น
แกชี้ให้บักลมเบิ่งเทิง หง่าหว้า   ที่มีใบขึ้นหนา
“ ฮัง.ต่อ...เอ้ว ๆ น้าบ่าวเทาพ้อฮังต่อ “  ลมกระโดดโลดเต้นดีใจ

 
 
สาธุการบทความนี้ : 84 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  05 มิ.ย. 2553 เวลา 16:41:06  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่444) ตอน ดาวหมูซัง  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 



นกเค้า นกกดแดง ฮ้องแว่วมาแต่ในโคก..แมงง่วง.ฮ้องส่งสมทบ อยู่ต้นค้อหัวเถียง
บรรยากาศค่ำลงแล้ว แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด วิมวิบแวมๆ ในความมืด ลมเย็นโชยผ่านเป็นส่าว
เขียดจะนาฮ้อง อ๊อบแอ๊บนำคันนาจ้นจ้อ   น้ำในไฮ่นากระเพื่อมเป็นระลอกตามจังหวะลมพา
เงาต้นไม้ไหวหวิว สะบัดใบพอได้ยินเสียงแว่ว  ทิวไผ่อ่อนยวบยาบ ส่งเสียงซู่ยามลมหวน
ท้องฟ้านั้น ดาวกระพริบแวมๆ ดาษดา  บ้างก็อยู่ต่ำตรงขอบฟ้า บางดวงก็แขวนอยู่สูงเพียงคอตั้งบ่ามอง
ทางช้างเผือกทอดผ่านนภา เห็นเป็นแสงเรื่อ ๆในราตรี  พาดผ่านเป็นเส้นโค้ง แต่งแต้มรัตติกาล

กลิ่นดอกจำปาที่พ่อปลูกไว้ ริมรั้วเถียงนา โปรยมากับลมพัดผ่าน  หอมไรๆ ติดจมูก  
ยามลมเปลี่ยนทิศ กลับโชยเอากลิ่นกองไฟสุมคอก  กลบเกลื่อนความหอมเย็น  เสียงเรไรขับขาน อลอึง
สลับกับเสียง กระดิ่งเกราะควายวัวอยู่ใต้ถุนเถียง  เสียงหมาบักแดงเห่าใบไม้ติง ตื่นระวังเป็นระยะ

กินข้าวแลงวัวควายเข้าคอกแล้ว พ่ออกมานั่งอยู่นอกซานเถียงรับลมเย็น  แกถอดเสื้อออก เอาผ้าแพร
พาดบ่าแทน นั่งสูบยาเห็นแต่แสงแดงวาบๆ ในความขมุกขมัว แม่ยังเก็บถ้วยจานอยุ่ทางคิงไฟ  
ลมกับน้องออกมานั่งอยู่ซานเถียงนำพ่อ  ทางผู้น้องจ่มว่า “น้ำคัน” กัดตีน เกาง่ามนิ้วเท้าอยู่แกร็ก ๆ
คงเพราะลุยแต่น้ำไฮ่นาหลาย น้ำคัน หรือน้ำเชื้อโรค เชื้อรากินตามง่ามนิ้วตีน  พ่อบอกให้ เอาใบผักอีตู่
มาขยี้ใส่ตรงที่น้ำคันกัดให้น้อง เลายังว่านาเฮาบ่มีต้นหมากเกลือหากมีจะเอามันมาตำใส่แผลน้ำกัดเท้า
ทางแม่แย้งมาว่า เอายางต้นหมากเยา ( ต้นสบู่ดำ , สบู่ขาว ) มาใส่มันจั๋งดีเร็ว   บักกุ้นน้อง
น้อยบอกว่า บ่เอามันแสบ

เสียงตะเกียงพรึบพรับ ตามจังหวะลมพัด ลมเอามือป้องไว้ ไม่ให้มันดับ เสียงควายบักตู้เอาสีข้างถูกับ
เสาเถียงดังครืด ๆ งัวอีขาว”ซาด”ลูกบ่ให้กินนม เสียงกึกกั๊กอยู่ใต้ตาล่าง
เสียงแคนลาย ไล่งัวขึ้นภู
ดังแว่วมาจากฟากท่งทางเถียงนาตาแบะ ขับกล่อมพงไพร

คืนนี้เดือนเกือบเต็มดวง  แลเห็นเป็นวงสว่าง เคียงดาว ลอยเด่น เด็กน้อยล้มตัวลงนอนนอกซาน
เบิกตามองกลุ่มดวงดาวที่ดื่นดาษเต็มฟ้า  ดาวไถ  โดดเด่นกลางนภา   ดาวหมูซัง สุกสกาว
ส่องแสงลอดปลายไม้แวมๆ   จุ้มดาวไก่น้อย เห็นเป็นหมู่สลับกันวิวับอวดโฉม  ดาวซ้างน้อย
ทางทิศใต้ กำลังสว่างพองาม


   บักกุ้นน้องน้อย นอนหงายเบิ่งดาว ชี้มือไปยังดาวดวงหนึ่งถามพ่อ  
“ ดาวอีหยังพ่อ อันนั้น “  ชี้มือไปทางดวงสีแดงริบหรี่ แต่กระพริบสว่างเป็นระยะทางทิศปัจฉิม
“ ดาวหมูซัง “ พ่อตอบพลางดีดก้นยาสูบลงเดิ่นเถียง  ไฟขี้กอกยา แตกเป็นพะเนียง แล้วก็ มอดลง
“เป็นหยังจั๋งเอิ้นแนวนั้นพ่อ” ลูกชายหล่า พลิกตัวมานอนค้ำคาง เบิ่งดาว
“ มันมีตำนานละเนาะ “  ผู้เป็นพ่อยิ้ม
“เว้าให้ข่อยฟังแน”  ทั้งลมและน้องแทบสิบอกเป็นเสียงเดียวกัน เพราะอยากฟังนิทาน
ตาวาด แหงนหน้าขึ้นฟ้าคอตั้งบ่า กวาดสายตาไปทั่วทะเลดาวอันดาษดื่น  ในค่ำคืนก่อนเล่าให้ลูกฟัง

“ ยังมีครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง  มีลูกชายสองคน  อายุไล่เลี่ยกันคือซุมสู นี่หละ  กะเฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา
ไปตามประสา  แต่ว่าปีนั้นเกิดแห้งแล้งหลาย   แนวอยู่แนวกินกะอึดอยาก เฮ็ดนากะยากแสนเข็ญ  
ข้าวกะแทบสิบ่มีกิน   แห้งแล้งหลายคัก  นานี่กะต้องสักหลุ่มเอา ดำบ่ได้ บ่มีน้ำ  อดอยากปากแห้ง
มื้อหนึ่งเพิ่นหาปูมาได้ 4 โต  กะว่าเป็นอาหารของคนในเฮือน 4 คนพอดี  คนละโต ก็ขังปูไว้ในไห
แล้วก็ลงไป สักหลุ่ม ปลูกข้าว  สั่งความกับลูกคนโต ว่า ถ้าน้องหิวให้จี่ปู ป้อนน้องเด้อ คนละโต “

  ตาวาดหยุดเล่า จับผ้าแพรที่พาดบ่า โบกไล่ฮิ้น ( ริ้น )  เปลี่ยนท่าเป็นนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง  เล่าต่อ

  “ สั่งความแล้ว ก็ลงไปเฮ็ดเวียก ปล่อยให้ลูกสองคนอยู่เทิงเถียงนา  น้องผู้น้อย ไห้อยากกินข้าว
ผู้อ้ายเลย จี่กะปูให้น้องกินโตหนึ่ง   กินแล้วกะยังบ่เซาหิวเนาะ  ย้อนว่าหิวหอด  ไห้กินข้าวอยู่นั่นหละ
อ้ายเลยจี่ให้กินอีก  กะยังบ่อิ่ม ก็เลยพากัน จี่กะปู 4 โต เบิ๊ดซ้ำ “  
ตาวาดเว้นวรรค  แนมเบิ่งเด็กน้อยทั้งสอง ตาตั้งม่อก้อ ตั้งใจฟังอย่างขนาด แกกระแอมนิดหนึ่ง
“ ตักเอาน้ำมาให้พ่อกินแนจั๊กกระบวยหล่า  คอแห้ง”
บักลมรีบลุกขึ้นไปตักน้ำมาให้พ่อ ย้านบ่ได้ฟังนิทานต่อ    
ผู้เป็นพ่อ รับกระบวยกะลามะพร้าว ยกขึ้นดื่ม อึก..อึก ดับกระหาย
แล้วยื่นกระบวยให้ลูกชายเอาไปเก็บ
เมื่อแกกินน้ำแล้ว "เซาแฮดคอ" แล้ว
ก็เริ่มเล่าต่อเสียงฉะฉาน

“ พอตาเว็นงาย พ่อกับแม่ หิวข้าว ขึ้นมาหาแนวกิน ก็รู้ว่าลูก จี่กะปูกินเบิ๊ดแล้ว  เทิงเมื่อย เทิงสูน
ผู้เป็นพ่อไล่ตีลูก ปานสิฆ่าให้ตาย ไล่หนีพ้อม  ทั้งสองจึงหนีไปลี้ในดงในดอน  หนีออกจากบ้าน
เร่ร่อนไปทั่ว ย้อนว่าเคียดให้พ่อกับแม่ ที่เพิ่นไล่ฆ่าหนี   เดือดร้อนฮอดพญาอินทร์ พู้นแหล่ว

เพิ่นหลูโตน  จึงเนรมิต แยกร่างเป็น จอนฟอนกับงูเห่า กำลังกัดกันให้เห็น  
สองพี่น้องลี้จอบเบิ่งอยู่หลังกกไม้  จอนฟอนกับงูเห่า สู้กันจนงูเห่าตาย
จอนฟอนกะไปแทะเอาเปลือก"ต้นตูมกา " มาเป่าใส่งู
งูกะฟื้นมากัดกันต่อ คราวหนึ่งจอนฟอนตาย งูเห่ากะเฮ็ดคือกัน อมเปลือกไม้มาเป่าใส่
จอนฟอนกะฟื้นคืน
โห้ นี่หละ ยาวิเศษ สองพี่น้องคิด พอจอนฟอนกับงูเห่าหนีแล้ว
ทั้งสองก็ไปขุดเอาต้นไม้อันนั้นมาห่อ
ใส่ผ้าไว้ แล้วก็เดินทางต่อไป “


“ เอ้าแล้วมันเกี่ยวกับดาวหมูซังหม่องได๋ ละพ่อ “  บักลมส่อ
“ ฮ้วย..อะสุฟ้าวหลายถ่อน  ยังบ่ทันฮอด “  ผู้เป็นพ่ออธิบาย
แม่ย่างไปใต้ตาล่างเถียง จุกองไฟ เอาควันไล่แมลงรำคาญ ลมพัดมาวีๆ บรรยากาศเย็นสบาย  
ทางท่งเขียดขาคำ เขียดจะนายังฮ้องแว่วมากับสายลม เสียงกอไผ่สีกันดังออด ๆ มาเป็นระยะ
ตาวาดนั่งขัดสะหมาดเล่านิทานต่อ

“ สองพี่น้อง เดินทางในป่า เห็นซากอีกาตาย เลยเคี้ยวฮากไม้ เป่าใส่ อีกาฟื้นจากตายอย่างอัศจรรย์
อีกาขอเป็นทาสรับใช้ ขอร่วมเดินทางไปนำ  พอไปอีกจั๊กหน่อย ก็พ้อซ้างน้อย ตายเน่าเหม็นอยู่พะนะ
ทั้งสองก็เอายาฮากไม้วิเศษ เป่าใส่อีก ซ้างกะฟื้นคืนมา ขอร่วมเดินทางไปนำ  ย่างมาอีกไกล ก็พ้อกบใหญ่
ตายแห้งอยู่ ผู้น้องน้อยเลยเป่ายาวิเสษใส่ กบก็มีชีวิตขึ้นทันได ขอเป็นทาสรับใช้ไปตลอดชีวิต
พอสิเดินทางข้ามห้วย พ้อหมูป่านอนตายอยู่ ทั้งสองก็ชุบชีวิตหมูป่า  อีกคือเก่า หมูป่ากะขอเป็นทาส
ร่วมเดินทางรอนแรมไปนำกัน  พ้อเต่าเพ็ก ก็ชุบชีวิตให้เต่าเพ็ก ติดสอยห้อยตามกันไป
สองพี่น้องรอมแรมเนาอยู่ในป่า หลายปี จนใหญ่เป็นบ่าวพวมแวง
เดินทางมาฮอด เมืองใหญ่เมืองหนึ่ง เพิ่นติดประกาศว่า ลูกสาวพญาสองคน เป็นโรคร้ายตายหนีจาก
ไผสามารถชุบชีวิตหรือรักษาได้ สิได้เป็นราชบุตรเขย พู้นเด้..”


ตาวาดหยุดเล่า มองไปทางท่ง กบฮ้องแว่ว ๆ มาจากทางหนอง  เสียงควายบักตู้ขี้ใส่คอก ดังเปะ ๆ
แสงตะเกียงมอนแสงลง จนผู้เป็นแม่ต้องดึงใส้ตะเกียงขึ้น เพิ่มแสงสว่าง

“ ยังบ่ไปนอน ติ มหาเด็ก”  แม่เว้าชวนลูกเข้านอน
“ บ่ พวมคัก  ฟังเรื่องนี้จบกะเข้านอนดอกแม่ “  ลมตอบแม่ เพราะยังอยากฟังพ่อเล้านิทานต่อ
“ หืมม  ฟังพ่อสูป่วง   คักเนาะ “  แม่เว้าค่อนแคะ แล้วก็ย่างไปทางกระเทิบ ไปเอาหมอนมาให้ลูกหมุน
“ เว้าต่อพ่อ..อยากฟังแฮง  พวมคัก ๆ “  บักลมล้มตัวลงนอนหนุนหมอน ตาแนมดาวไปนำ

“ สองพี่น้องก็อาสา เข้าเผ้าพระราชา  ไปรักษาโดยใช้ยาฮากไม้วิเศษอันนั้นแหล่ว  จนลูกสาวพระราชา
ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา  ชาวบ้านชาวเมืองต่างตีฆ้องตีกลอง แสดงความยินดี  “

“ พ่อ  อั่น ลูกสาวพระราชา งามคือ เซียวเหล่งนึ้ง บ่ หึ พ่อ “
บักลมถามด้วยสงสัย
“ แม่นไผ วะ เซียวเหล่งนึ้ง ของมึง  กูกะบ่จักแหล่วเนาะ กูกะบ่เคยเห็น “  ผู้เป็นพ่อหัวอึ ๆในลำคอ
“ อ้ายลม  เจ้าอย่าส่อหลาย น๊า....ฟังซือ ๆ บ่ได้ติ ฮ้วย “  บักกุ้นน้องชาย เบ้ปากใส่

“ พระราชาก็ อภิเษกให้ ทั้งสองเป็นราชบุตรเขย อยู่ดีกินดี  บ่ทุกข์ยากคือเก่าแหล่ว หล่า  พอมีความสุข
ก็คิดฮอดพ่อ คิดฮอดแม่ เนาะคนเฮา  เพิ่นกะแต่งเอาสำเภาเงิน สำเภาทอง เดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเล
มาหาพ่อกับแม่ อยู่นา   หวังสิเอาแก้วแหวนเงินทองมาให้  พ่อแม่สิได้บ่ทุกข์บ่ยาก น้อ  
มาฮอดเถียงนา พ่อกับแม่ บ่ อยู่ เลยเอาสมบัติ กองไว้  ให้ข้าทาสบริวารไว้รับใช้พ่อกับแม่พ้อม
แล้วก็ลงสำเภากลับเมือง   พ่อกับแม่มาฮอด ฮู้ความก็ดีใจ เทิงคิดฮอดลูก  ที่จากไปหลายปี แล่นนำลูก
หวังสิได้พ้อหน้า  แต่ก็แล่นบ่ทัน ลูกชายลงเรือ ไปลิบๆ แล้ว  ผู้เป็นแม่ เสียใจหลาย โดดน้ำอยู่ท่าเรือตาย
น้อยใจว่าลูกบ่ให้พ้อหน้า  ตายไปกลายเป็นแมงหน้างำ หรือแมงระงำ บ้านเฮานี่หละ  ระหว่าที่เดินทางกลับ
เมียของสองพี่น้องผู้เป็นลูกสาวพระราชา สงสัยแหล่ว  ซุมเจ้ามมียาวิเศษอีหยัง ฟื้นคืนชีวิตคนตายได้
ขอเบิ่งแน  พะนะ  ทางผัวบ่อยากให้เมียเบิ่ง ปฏิเสธตลอด  เมียเพิ่นงอนละเนาะ  เจ้าบ่ฮัก บ่ เชื่อใจข่อยบ้อ
ให้เบิ่งแนกะบ่ได้   อ้อนวอนอยู่นั้นหละ จนทั้งสองใจอ่อน  แก้ห่อผ้าออกให้ เมียเบิ่งฮากไม้วิเศษ
พอแต่แก้ห่อผ้าออก อีเกิ้งก็สาดแสงมาลักเอาฮากไม้ไปจ้อย..     สองพี่น้องทั้งตื่นตกใจ อีเกิ้งลักเอายา
เคียดแค้นต้องนำไปเอาคืนให้ได้  พวก ลูกสมุน ทั้ง อีกา ซ้าง กบ หมู และเต่าเพ็ก ต่างอาสาไปตามเอาคืน
อีกาบินไปบ่ฮอด เมื่อยแฮง  ได้แต่ฮ้อง กา ก้า  อยู่นำปลายไม้  ซ้างสู้กับอีเกิ้ง จนตัวตาย กลายเป็นดาวซ้างน้อย
เต่าเพ็กกะสู้บ่ได้ ตายกลายเป็นดาวเพ็ก  ยังแต่หมูกับกบ แก่งกว่าเขา สู้อีรุงตุงนังกับอีเกิ้ง  หมูสู้บ่ได้ ตายลง
เหลือแต่หน่วยตา  แม้สิตายแล้วกะยังหลับตาซังใส่อีเกิ้ง อยู่เท่าสุมื้อนี่  กะคือดาวหมูซัง  นั้นเด้ ”

ตาวาดเล่าพลางชี้มือให้ลูกเบิ่งดาวหมูซัง ทางทิศตะวันตก
“ เหลืออยู่โตเดียวคือกบ ที่ยังสู้กับอีเกิ้งอยู่   กะจั่งว่ามีกบกินเดือนคือสุมื้อนี่หละ
“ ครอก...ก....ฟี้...... “  เสียงเด็กน้อยทั้งสอง หลับจนกรน
“ ฮ้วย..กูว่าสูพากันฟังอยู่ พะนะ  แม่นพากันหลับปะแต่ยามได๋ บุ “ ตาวาดหัวกั๊ก ๆ
“ ไป แม่สู  มาอุ้มเอาลูกชายเจ้าไปนอน  น้ำหมอกตกถืก มันสิบ่ซำบาย “  
“ ข่อยกะว่า ยุ  มันคือพากัน มิดแถะ  บัดได๋แท้  แม่นหลับเนาะ “  ผู้เป็นแม่อดขำบ่ได้

 
 
สาธุการบทความนี้ : 76 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  05 มิ.ย. 2553 เวลา 22:20:54  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่481) ตอน บุญข้าวประดับดิน  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 



         มื้อนี่ ยายสองกับจันแรม จันเพ็ญ เข้าบ้านตั้งแต่เช้า เพราะมื้ออื่น เป็นมื้อบุญข้าวประดับดิน
หรือบุญเดือนเก้า ทุกครัวเฮือนก็ต้องเตรียมสิ่งของ เพื่อเตรียม “ ลงวัด” มื้ออื่นเซ้า
ทั้งหมดจึงเข้ามานอนบ้านปล่อยให้พ่อใหญ่ค้ำ นอนเบิ่ง วัวเบิ่งควายอยู่นาผู้เดียว

ชาวบ้านจะถือว่า แฮม 14 เดือน 9  เป็นมื้อ บุญข้าวประดับดิน   เมื้อ 13 ค่ำ เป็นมื้อถวายทาน
รักษาศีล และ ฟังเทศน์  มื้อนี้ หมู่บ้านห้วยแฝก จึงครึกครื้น มีชีวิตชีวา  
ทางวัด มีคนลงไปจำศีลหลายคนพ่อเฒ่าจารย์บุญ ลุงคำ ก็นุ่งขาว ห่มขาว ลงไป จำศีลอยู่วัดคือกัน
เมื้อนี้ตอนเพล  พระเพิ่นเทศน์ มีคนลงไปฟังเทศน์เต็มศาลา  บางคนก็ ชวนเอาลูกหลานลงไปนำ
  จันแรมก็ลงไปฟังเทศน์กับแม่จ่มว่านั่งพับเพียบแล้วเจ็บขา ต้องคอยขยับเปลี่ยนท่าไปเรื่อย
  แม่บอกว่าให้อดเอา  จั๊กคราวกะชินเอง
พอเทศน์จบ ญาคูเพิ่นก็แจก ข้าวต้ม ขนม  ของทานที่ชาวบ้านเอามาทำบุญ  เพราะว่ามันเยอะ จึงแจกทาน
แบ่งปัน พ่อออก แม่ออก  ที่มา”ลงวัด” มื้อนี้  แบ่งเอาไปกิน จันแรมฟ้าว ไปนั่งแถวหน้า รอรับแจก ขนม
ยายสองฮ้ายลูกว่า “ อย่าไปซุน จัวน้อย กับ ญาคูเพิ่นเด้อ.ศีลเพิ่นสิขาด  เป็นบาป “
เพราะว่า จันแรมเป็น แม่หญิง เพิ่นบ่ให้ถูกเนื้อต้องตัวกับ พระเณร จันแรมบอกแม่ ว่า จะคอยระวัง
ลุงคำเป็นคน คัดแยกขนมกับ ข้าวต้ม มากองไว้ เพื่อให้ “คูบา” เพิ่นแบ่ง  จันแรมดีใจที่เห็น ลุงคำ
จึงคิดอยากหยอก ตามประสาคนเคยหยอกกัน  
“ ฮ้วย..อีหล่า  อย่ามาจับลุงเด้อ.ลุงถือศีลอยู่  ศีลสิขาด “  ลุงคำปรามเมื่อเห็นจันแรม ปรี่เข้ามา
ญาคูเถิง  เป็นผู้แบ่ง ขนมเป็นกองๆ ให้เด็กน้อย  ก่อนจะเอา เพิ่นให้พนมมือ กล่าวคำขอ ของทาน ว่า
“  เสสัง มังคะลา ยาจามิ “  

บักลมถามแลก กองขนมกับจันแรม เพราะว่ากองขนมของบักลม “ ข้าวเขียบ “หลาย ลมบ่มักกิน ปานใด
จันแรมแลก ข้าวต้มมัด กับ ข้าวเขียบ 4- 5 อัน เพราะมื้อนี้ของกินหลาย เด็กน้อยต่างอิ่มเปรม
          พอกลับมาถึงเฮือน ยายสองกับจันเพ็ญ ก็เตรียมอาหาร มีทั้งคาวหวาน ทั้ง เนื้อ ปลา เผือก มัน
ข้าวต้ม ขนม น้ำอ้อย น้ำตาล ผลไม้ต่าง ๆ  รวมถึง หมากพลู ยาสูบ ไว้ไห้พร้อม ห่อด้วยใบตองกล้วย
อาหารคาวห่อหนึ่ง อาหารหวานห่อหนึ่ง และหมากพลูยาสูบ ห่อหนึ่ง เย็บหุ้มปลาย เอาเทียนสองเล่มพันติดไว้

ยายสองบอกว่าบางบ้าน ทำกระทงรวมไม่แยกกัน อาจเอาอาหารทั้งคาวหวาน หมากพลู บุหรี่ ใส่ในห่อหรือกระทงเดียวกันก็ได้  บางคนก็เอาเงินใส่ลงไปด้วย แล้วแต่ศรัทธา
จันแรมถามว่า แล้วจะเอาลงไปวัดตอนไหน แม่บอกว่าตอนเช้ามืด มื้ออื่น คือ เวลาประมาณ ตี4 ถึง 6 โมงเช้า
เอาไปวางไว้ตามพื้นดิน วางแจกไว้ตามบริเวณโบสถ์ ต้นโพธิ์ ศาลา ตามกิ่งไม้หรือต้นไม้ใหญ่ๆ ในบริเวณวัด
บางคนก็มัดติดกับ ต้นไม้ หรือ รั้ววัด พร้อมกับจุดเทียนไว้ และบอกกล่าวแก่
วิญญาณผู้ล่วงลับ หรือเปรต ให้มารับเอาสิ่งของและผลบุญ

      รุ่งเช้าตาเว็นบ่ทันแจ้ง จันเพ็ญกับจันแรม ถือถาดห่อข้าวประดับดิน ยืนรออ้ายเซียงน้อย อยู่หน้าประตูโขง
ทางเข้าวัด  จันเพ็ญบ่กล้าไปหาวางห่อข้าวผู้เดียว จึงนัดอ้ายเซียงอยู่หน้าทางเข้าวัด  
พออ้ายเซียงน้อยมาฮอดก็พากันไปหาวางห่อข้าว ตามรั้ววัด ตามต้นไม้ใหญ่
ตามเลาะรั้ววัด หรือตามข้างโบสถ์ มีคนมาวางห่อข้าวไว้หลายแล้ว  
มีเทียนจุดสว่างไสว ข้างห่อข้าว
ทั้งสามวางห่อข้าวประดับดินลงใต้ต้นหมากม่วงน้อย หรือ หมากม่วงสอ ต้นข้างๆรั้ววัด

“ มืดเป็นตาย่านแถะ “ จันแรมบอก มองไปทางฮั้ววัด เห็นเงาตะคุ่มๆ ของคน สองคน กำลังสาละวนกับห่อข้าว
“ ฮ้วยแม่นอีหยัง เงาตะคุ่มๆ นั่น “  จันเพ็ญชี้มือไปทางต้นโพธิ์ใหญ่ ห่างจากทั้งสามคนประมาณ 50 เมตร
“ อย่าท้วงดังหลาย ผีเผต ยมพบาล เพิ่นปล่อยมากิน ข้าวประดับดิน “ เซียงน้อยกระซิบบอก
ทั้งจันแรมและจันเพ็ญกระโดดเกาะแขนอ้ายเซียงน้อย ด้วยความกลัว
“ ฟ้าว วางห่อข้าว แล้วกะหนี ถ่อน  ข่อยย้าน “  จันเพ็ญกอดแขนเซียงน้อยไว้แน่น
ว่าพลางรีบวางห่อข้าว ใต้ต้นโพธิ์ แล้วก็แจ้นออกจากวัด เกาะกลุ่มกันอุ้มลุ่ม ปานพวงหมากแข้ง
.......................................................

“บักป่อง..มึงได้เงินจักบาทวะ” ลมคิมฮวง ถามสหายป่อง พลางนั่งยองย่อ หาแกะห่อข้าวประดับดิน
“ ฮ้วย..ได้ตั้ง 5 บาทเด้อ..หมู่ได้จั๊กบาท “ เสียงตอบมาโดยไม่หันมามอง
“ 4-5  บาท นี่หละ  ถืกแต่ห่อปลาแดก แมะ  “   ลมตอบพลางสำรวจห่อข้าวแล้วก็ ส่ายหัว

 
 
สาธุการบทความนี้ : 81 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  09 มิ.ย. 2553 เวลา 09:55:24  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปิ่นลม    คห.ที่494) ตอน จันทร์เสี้ยว  
  เซียน

ภูมิลำเนา : สกลนคร
สมาชิกภาพ : สมาชิกทั่วไป
เข้าร่วม : 16 มี.ค. 2553
รวมโพสต์ : 2,177
ให้สาธุการ : 175
รับสาธุการ : 1,298,130
รวม: 1,298,305 สาธุการ

 




แดดพวมงาย น้ำในไฮ่นาพอดีอุ่นๆ  หมู่แมงไม้ มาตอมดอกต้นกระทัน วื่นหวั่น  ลมพัดใบตองจิก
ใบตองฮัง ดังเปาะแปะ นกแจนแวนฮ้องอยู่กลางทุ่ง นกอีเอี้ยงโสกันอยู่ยอดต้นกุงใหญ่ ฟังเสียงวุ่นวาย
ฝูงวัวควายเลาะเล็มหญ้าไปตามหัวดอนปลายนา   ควายแม่คอกยืนให้ลูกกินนมอยุ่ใต้ “ต้นส้มเสี้ยว”
บักลมกับหมู่เด็กน้อย กำลังเลี้ยงควายอยู่ทางหัวดอน แนมไปทางเถียงพ่อใหญ่ค้ำ มีคนมาซุมกันหลายคน
เสียงโสกันดังอลอึงแต่ฟังบ่ได้ศัพท์
   “  จันแรม คนคือมาโฮมกันหลายแถะ อยู่เถียงนา ขะเจ้ามาเอ็ดหยัง “  ลมถามจันแรมด้วยอดสงสัยบ่ได้
“ พวกพ่อใหญ่กระต่า กับเขาอ้ายต้าง มาผูกแขนพ่อเพิ่น  ทำขวัญที่ขับรถตำเฒ่าพ่อ “ จันแรมก้มกน้าตอบ
“ อะฮึ..ขับรถตำตั้งแต่โดน  ปานนี้จั๋งมาผูกแขน “ บักลมเบ้ปาก
.............................................................................................
ทางเถียงนาพ่อใหญ่ค้ำ มีคนมาตุ้มโฮมกันหลายเป็นสักขีพยาน พ่อเฒ่ากระต่า พาอ้ายต้าง มาผูกแขน
พ่อใหญ่ค้ำ เป็นการ ขอขมาลาโทษ และทำขวัญ  ที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ขับรถมอร์เตอร์ไซด์ชนเจ้าบ้าน
“ เออ..แนวได๋กะคนบ้านเดียวกัน เพิ่งพาอาศัยกันเนาะ  ซุมข่อยมามื้อนี้กะมา ขอโทษขออภัยต่อเจ้า ย้อนว่า
ลูกชายข่อยมันขับรถขับรา บ่เบิ่งฟ้าเบิ่งหมอก จนเฮ็ดให้เจ้าเจ็บคิง “  
พ่อเฒ่ากระต่านั่งต่อหน้าพ่อใหญ่ค้ำ เจราพาทีท่าทาง ไม่มีแวววางมาด ไม่เหมือนลูกชายที่ทำท่าทางเมินหน้า เหมือนบ่เติมใจ  แกพูดพลางยกน้ำในขันโอขึ้นดื่มดับกระหาย
“ เรื่องมันผ่านไปแล้ว กะอย่ามันดอก ข่อยบ่ติดใจดอกพ่อใหญ่  อีกอย่างข่อยกะหายดีแล้ว “ พ่อใหญ่ค้ำตอบ
“ แนวได๋กะตาม  ลูกผู้ชายเฮา ทำผิดต้องฮู้จักรับผิดชอบ ข่อยจังพามันมา ขอขมาลาโทษเจ้า “
พ่อเฒ่ากระต่าพูดพลางชายตามองลูกชาย เหมือนย้ำเตือนสั่งสอน
“ เอ๋า..บักต้าง เอาดอกไม้กับเทียนมา ขอขมาเพิ่น”  เลาออกคำสั่งเสียงหนัก
อ้ายต้างจำใจ ก้มถือดอกไม้กับเทียนไปวางต่อหน้าพ่อใหญ่ค้ำ
“ เอาเงินค่าทำขวัญ ไปผูกแขนให้เพิ่นนำ “  พ่อเฒ่ากระต่า ยื่นเงิน ใบ 500 สีม่วงให้ลูกชาย
อ้ายต้างเอาเงินใส่มือพ่อใหญ่ค้ำ แล้วก็เอาฝ้ายผูกแขนมาผูกข้อไม้ข้อมือตามธรรมเนียม
ทางแม่ใหญ่สองกับจันเพ็ญกำลังสาละวนเฮ็ดแนวกิน ต้อนรับแขก  ควันไฟพวยพุ่งออกจากคิงไฟ
เมื่อผูกข้อต่อแขนกันเรียบร้อย อ้ายต้างก็ขอตัวลงไปนั่งกับหมู่อยู่ใต้ตาล่าง    
ทางตะแคร่ไม้ หมู่อ้ายต้างนั่งอยู่ 4-5 คน  กำลังตั้งวงกินเหล้าขาว เสียงหัวร่อเอิกอาก  

“ แนวได๋ ข่อยกะขอโทษแทนบักต้างมัน  เป็นนำข่อยนี่หละเลี้ยงลูกบ่ดี  ให้มันซำบายแต่น้อย ใหญ่มา
เลยบ่ฮู้จักความ”  พ่อเฒ่ากระต่าพูดเสียงอ่อย  ชายตามองมาทางลูกชายคนเดียวของแก แววตากังวล
“ บ่เป็นหยัง  คนเฮามันพลาดพลั้งกันได้” พ่อใหญ่ค้ำเว้าออกมาเพื่อให้ พ่อเฒ่ากระต่า หายกังวล
เนื่องจากสมัยยังน้อย เกิดได้ใหญ่ลุนกันมา  ต่างก็รู้จักมักจี่กันเป็นอย่างดีกับพ่อเฒ่ากระต่า  แกจึงเข้าใจ
“ ว่าข้าวขึ้นบ้านนี่หละ สิหาลูกหาเมียให้มัน  เผื่อมันเป็นผู้เป็นคนนำเขา ฮู้จักทำมาหากิน “ แกถอนหายใจ
ทางจันเพ็ญเมื่อต้มไก่บ้านสุกแล้ว ก็ยกลงตักใส่ถ้วย แบ่งใส่ “พาโตก”   ยกมาพร้อมกับกระติบข้าว
“ กินข้าวก่อนจ้าพ่อ ต้มไก่ฮ้อนๆ กำลังแซบ “ จันเพ็ญวาง “ พาโตก” ลงตรงกลางวง กิริยาเรียบร้อย
“ หล่าเอ้ย..มายกเอาไปให้ซุมพุบ่าว ใต้ตาล่างกินนำเด้อ.” แม่ใหญ่สองเอิ้นมาจากทางคิงไฟ
จันเพ็ญกลับมายก “ พาข้าว” ลงไปให้พวกอ้ายต้างที่นั่งอยู่ตะแคร่  
“ โอ้ย..พุสาวเอ้ย...เห็นหน้าผู้ยกพาข้าวมา  บ่กินข้าว อ้ายต้างกะมีแฮงแล้ว “  เสียงหมู่อ้ายต้างเอิ้นแซว
อ้ายต้างยิ้มจนเห็น”แข่วเจิง”  พลางรับเอา”พาข้าว” จากมือจันเพ็ญ
“ ซุมหมู่เจ้าพากันกินโลดเด้อ.คันบ่พอกะเอิ้นเอาอีกได้” จันเพ็ญบอกด้วยสีหน้าอาย ๆ
“ ได้กินต้มไก่ ฝีมือจันเพ็ญ กะเป็นลาภปากอ้ายแล้ว..บ่กล้ารบกวนคนไค ดอก..”  อ้ายต้างเว้าแล้วยิ้มๆ ใส่
จันเพ็ญบ่ตอบ หันหลังเดินกลับในทันที ซุมพุบ่าวชายตามองตามร่างอ้อนแอ้น จนจันเพ็ญขึ้นบันไดไป
.....................................................................................
เซียงน้อยแบกเสียมจก เสื้อบ่ใส่ ผ้าขาวม้ามัดเอว  เดินมาหาเลาะป้านคันแทนาพอดี  ได้ยินเสียงดังมาจาก
ทางเถียงพ่อใหญ่ค้ำ จึงแวะมาดูลาดเลา เหลียวเห็นรถกระบะ datsan 512 วาร์กอน สีเขียว
กับมอร์เตอร์ไซต์ 2-3 คันจอดอยู่ก็รู้ว่า เป็นพวกอ้ายต้างแน่นนอน เพราะมีคันเดียวในหมู่บ้าน

“ เฮ้ย.ๆ  ต้าง  เบิ่งบักเซียงน้อย  ย่างมาแล้วแต่ทางพู้น  คู่แข่งมึงเด้..”  หมู่อ้ายต้างสะกิด
“ กูกะได้ยินข่าวว่า มันหลอยจีบจันเพ็ญอยู่เด้อ..อะอย่าสุเพลอ หมาคาบไปแดกเด้” หมู่อีกคนกล่าวเสริม
อ้ายต้างยกแก้วเหล้าขาวกระดกพรวด แจะปากจั๊บ ๆ หน้าเริ่มแดงเพราะฤทธิ์ดีกรี
“ เฮ้ย..กลิ่นแถวนี้บ่ดีเว้ย..แม่นอีหยังกายหน้า เป็นสีเหม็นๆ คือ ขี้เหี้ยนวะ “  อ้ายต้างว่าพลางมองมาทาง
เซียงน้อย
“ หรือว่าหมาขี้เหี้ยน มาหากินเศษกระดูกไก่  เฮือนงานดอง เว้ย.” หมู่อีกคนสมทบ  ตามด้วยเสียงหัวร่อเฮฮา
เซียงน้อยหยุดกึก พอมาฮอดต้นเชียกข้างเถียงนา บ่ายังแบกบักจก ขี้ตมเปื้อนเต็มตามขาตามแขน
“ สูหมายถึงไผ คือเว้าแนวนี้ “  เซียงน้อยยืนงง ปนขุ่นใจ
“ เอ๋า..มื้อนี้พ่อบักต้าง มาขอจันเพ็ญ  อีกบ่นานกะมีงานดองแล้ว  บ่อยากให้หมาขี้เหี้ยนมาทำลายบรรยากาศ “
“ แถวนี้บ่มีเศษกระดูกดอก   ไป๊ ๆ  “  อ้ายต้างเว้าพลาง วักมือไล่
“ หืมม..กูเห็นซุมหมู่สูกินเหล้า เมาแล้ว สิเฮ็ดเป็นบ่ได้ยิน แต่มื้อหน้าอย่าสุเว้าแบบนี้อีก “  เซียงน้อยตาถมึง
อ้ายต้างกระดกเหล้าเข้าคออีกอึกหนึ่ง  ก่อนลุกยืนขึ้นโต้วาที
“  กูสิเว้าแบบนี้ มึงสิเฮ็ดหยัง  บักขี้ทุกข์  มึงบ่คู่ควรจันเพ็ญของกูดอก  มึงอย่ามาเกาะแกะผู้สาวกูเด้อ “
ฟังน้ำเสียงอ้ายต้างเลือดร้อนเต็มที่
“ แม่นแล้ว..บักขี้ทุกข์   บักขี้ทุกข์ “
  เสียงสนับสนุนจากหมู่อ้ายต้างที่นั่งกินเหล้า ประสานเป็นเสียงเดียวกัน
เซียงน้อย ทิ้งบักจกจากบ่า กำหมัดแน่น แววตาแดงก่ำ ท่าทางเอาเรื่อง
“ เหวย..มาเบิ่งหมาหวงก้างสู...”  อ้ายต้างเดินเข้าใกล้ไม่กลัวเกรง  เอามือจับแก้มเซียงน้อย
เซียงน้อยเหลืออด จึงเอามือผลักอ้ายต้างกระเด็นไปติดตะแคร่ เสียงดังพลั๊กเท่านั้นแหละเหมือนเป็นสัญาณ
ให้พวกหมู่อ้ายต้าง ลุกฮือเข้ารุมสกรัมอ้ายเซียงน้อย
ทั้งหมัดทั้งเท้า ประเคนใส่กันอีรุงตุงนัง อ้ายต้างถืกตีขุมตาผวาออกมาตั้งหลัก  อีกสองคนกะถืกถีบกระเด็น
ตำกอไผ่  ส่วนอีกคนหนึ่งบ่ได้เข้าไปพัวพัน  เพียงแต่ส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ด้านนอก
“ เอสโซ่.!..เอสโซ่..!”  ฟังเสียงเชียร์ปานเบิ่งมวยตู้เอาโลด
“ หยุด ๆ    เซาๆ    ซุมเจ้าพากันเอ็ดผีบ้าอีหยัง “  เสียงจันเพ็ญตวาดดังขึ้น ทำให้ทุกคนหยุดชะงักงัน
“ ซุมข่อยนั่งกินเหล้าอยู่ดี ๆ บักเซียงกะมาหาเรื่องต่อยตี “  หมู่คนหนึ่งของอ้ายต้างฟ้องจันเพ็ญ
“ แม่นๆ  บักเซียงหาเรื่องก่อน “   อ้ายต้างเว้าเสริม
จันเพ็ญทั้งอยากอายพุบ่าวตีกัน  เดินไปหาอ้ายเซียง ด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
“ เจ้าอย่ามาเฮ็ดนิสัยเสียเด้อ.อ้ายเซียง อายผู้หลักผู้ใหญ่แน “  จันเพ็ญเว้าขึ้นเสียงดัง
“ .มาโทษอ้ายผู้เดียว..เอ้อ..เจ้าเข้าข้างแต่บักต้าง ผัวเจ้านั้นหละ “ เซียงน้อยโพลงออกด้วยอารมณ์โกรธ
“ เพี๊ยะ !”
จันเพ็ญตบหน้าเซียงน้อยไปฉาดหนึ่งเพื่อเรียกสติ
“ อ้ายอย่ามาหาเว้าแนวนี้เด้อ..ผัวเผอ ทางได๋ เว้าอีหยังกะไว้หน้าไว้ตากันแน “  
เซียงน้อยบ่ต่อปากต่อคำ ก้มเก็บเอาบักจก เดินหันหลังดุ่มๆ หนีลงท่งนาไม่พูดไม่จา ไม่แม้แต่จะหันหลังมามอง
ทางอ้ายต้างกับพรรคพวก ยักคิ้วหลิ่วตาใส่ตามหลังด้วยความสะใจ
................................................................................
    กลางคืน ดวงดาวกระจ่างในเงามืด  ลมเย็นยามดึกยังพัดเอื่อยๆ  นกเค้าเงียบเสียงร้องไปนานแล้ว
หรีดหริ่งเรไร ในรัตติกาล ร่ำเสียงเนือยๆ ดังล้าอ่อนแรง  เดือนเสี้ยว ลอยเคว้งในท้องฟ้า แวมไหว
วัวควายนอนอยู่ใต้ถุนเถียง นอนเคียวเอื้องสงบงัน ได้ยินแต่เสียงหายใจฟืดฟาด ความหนาวเย็นแทรกซึม
ผ่านผ้าห่มขี้งา กระทบร่างเซียงน้อย บางครั้งก็หนาวระเยือก   เดือนคืนนี้เศร้าหมอง เห็นเพียงเสี้ยวโค้ง
ดังไม่เต็มใจส่องแสง  เซียงน้อยนอนอยู่เถียงนา ตะแคงข้างมองท้องฟ้า ดวงตาเลื่อนลอย...
รอยฟกช้ำจากเหตุการณ์ในตอนกลางวัน เริ่มรู้สึกเจ็บ บางครั้งก็ปวดขัด พลิกกายลำบาก
ดวงใจนั้นเล่า..ยิ่งบอบช่ำกว่า จันทร์ที่เคยงดงาม อยู่เหนือท่งนาโคกตาดไฮ  กลายเป็นสิ่งชวนคิดให้ตัวเอง
เป็นคนต่ำต้อย ทุกข์ยาก ไม่คู่ควรกับสิ่งสวยงามใดๆ ในโลก   ความสวยงามเป็นความเสื่อม  ความรักเป็นดัง
ภาพมายา ล่อลวงให้น้ำตารินไหล ในความเงียบของราตรี
  
คนทุกข์ยากบ่มีสิทธิ์สมหวัง  บ่มีสิทธิ์กระทั่งปกป้องศักดิ์ศรีเจ้าของ
เซียงน้อย พลิกตัวหลบแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดไพหญ้าชายคาเถียง  
ม้วนตัวในผ้าห่มขี้งาผืนเก่า  ดังหลบซ่อนหัวใจชายคนยากไร้  จากความงดงามในราตรี
หรือน้ำตาทำให้เห็นเดือนเสี้ยว พร่างพรายเป็นสองดวง   งดงามเกินกว่าจะเอื้อมถึง

 
 
สาธุการบทความนี้ : 81 ครั้ง
ให้สาธุการบทความนี้
 
 
  11 มิ.ย. 2553 เวลา 14:27:45  
        offline  ติดต่อหลังเวที  ติดต่อโดยเมล์ ตอบอ้างอิง  
 
  ปราร้านอกไห   ตอบเต็มรูปแบบ || Quick Reply  
  หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15

   

Creative Commons License
นิยายชีวิตอีสาน เรื่อง โสกฮัง - ตาดไฮ ( โดย บ่าวปิ่นลม พรหมจรรย์ ) --- วิถีชีวิตชาวอีสาน (ปลาร้านอกไห --- อีสานจุฬาฯ)